แดดกำลังแผดจ้าอยู่เหนือท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาล แสงอันจ้านั้นแม้จะมีแว่นสีดำปกป้องดวงตาอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว แต่มันก็ยังร้อนแรงจนหล่อนต้องยกมือป้องหน้า ยามที่จะมองผ่านขึ้นไปสู่ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มปราศจากเมฆ
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่คือกลางเดือนธันวาคม
ลมหนาวไม่มีเลย สายลมที่พัดแรงหอบเอาความอบอ้าวมาเสียมากกว่า แล้วกะรัตก็หงุดหงิดเสียเหลือเกิน
“ร้อนเหลือใจ...นวล...นวล” หล่อนส่งเสียงเรียก ค่อนข้างจะกราดเกรี้ยวบอกให้รู้ถึงความเจ้าอารมณ์ ผู้ถูกเรียกวิ่งหัวซุนมายืนประสานมืออยู่ตรงหน้า ท่าทางโงนเงนไปตามจังหวะของเรือที่โยกไปมา
“ไปบอกให้เอาเรือกลับเข้าฝั่งเลยแล้วกัน”
“ไม่อาบแดดแล้วหรือคะ”
“ฉันสั่งแกนะ ไม่ได้ให้แกมาย้อนถามฉัน”
กะรัตเคยพิสมัยแดดเป็นนักหนา เพราะหล่อนมีผิวขาวจัด ขาวจนหล่อนลงความเห็นว่าออกจะขาวเกินไปสักหน่อย แล้วหล่อนก็อยากให้ผิวตัวเองเข้มขึ้น...ถึงขนาดลงทุนมานอนอาบแดดอยู่เป็นกิจวัตร หล่อนมีเรือส่วนตัว...เงินเป็นสิ่งหาง่ายสำหรับหล่อน
เพราะหล่อนเกิดมาเป็นหลานสาวเศรษฐีใหญ่ติดอันดับ ตาของหล่อนเป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับสิ่งทอระดับเจ้าพ่อ...
หล่อนนั้นเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ว่าได้
วันนี้หล่อนรู้สึกไม่สบายใจโดยไม่มีเหตุผล ไม่ว่าจะหันทางไหนก็ให้ขวางตาไปเสียหมด
แล้วก็ไม่อยากนอนนิ่งๆ มองดูฟ้า ดูนก แล้วก็ดูน้ำทะเลอีก นอกจากกลับเข้าฝั่ง หาเรื่องเพลิดเพลินใจอย่างอื่นให้ความร้อนรุ่มอึดอัดภายในใจบรรเทาไปบ้าง
เรือกำลังจะเข้าจอดเทียบท่า...กะรัตเอาเรือมาจอดที่อู่ ที่นี่เป็นอู่เรือใหม่เอี่ยมระดับเศรษฐี พวกชาวต่างประเทศที่นิยมการแล่นเรือ...ก็พอใจที่ประเทศไทยมีท่าจอดเรือที่ดี และเป็นส่วนตัวไม่มีคนนอกเข้าไปปะปน
กะรัตก็เหมือนบรรดาคนมีเงินอีกมากมาย ที่ทนความเอะอะของคนจนไม่ได้
หล่อนลุกขึ้นมานั่ง พอคลายเส้นสายของเสื้ออาบน้ำออกก็มองเห็นรอยขาวบนผิวเนื้อ ที่ ทำให้หล่อนพอใจมานิดหนึ่ง เพราะเท่ากับว่าผิวส่วนอื่นของหล่อนได้คล้ำลงไปสมใจแล้ว...ก็น่าจะคล้ำ หล่อนบอกตัวเอง เอาเรือออกมาจอดลอยลำอยู่เกือบครึ่งวันเข้าไปแล้ว
นวลเอาเสื้อคลุมของหล่อนมาให้ หญิงสาวลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมทับไปบนชุดอาบน้ำที่มีเพียงสองชิ้น ดูเหมือนหล่อนเปลือยเปล่า...ปราศจากการรัดรึงของเสื้อผ้าอาภรณ์
กะรัตอายุยี่สิบห้า เข้าเบญจเพสพอดี หล่อนสูงเพียงร้อยหกสิบเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นข้อบกพร่องอีก...ลูกสาวคนอื่นๆ ของพ่อแม่ล้วนแล้วแต่สูงเพรียว มีหล่อนเป็นเหมือนไผ่แหกกออยู่คนเดียว แต่ก็ดูกลมกลึงสมส่วน โดยเฉพาะส่วนสะโพกและส่วนขาที่กะรัตก็ไม่ได้หลงตัวเอง ว่าหล่อนมีสองสิ่งสวยมากบนเรือนกาย
หล่อนก็ยังอยากสูงกว่านี้...โดยไม่ต้องพึ่งรองเท้าส้นสูงขนาดสามนิ้วที่สวมอยู่เป็นประจำ
ตอนนี้หล่อนเดินไปเท้าเปล่า ขึ้นจากเรือด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเชื่อมั่นในตัวเอง รถยนต์ของหล่อนจอดรถรออยู่แล้ว เพื่อพาไปส่งที่บ้านพักตากอากาศ หล่อนไม่ได้วอกแวก...ไม่ได้เหลือบตาไปทางไหนแม้จะมีผู้คนที่รู้จัก แต่หล่อนก็ไม่ได้สนใจจะทายทัก
คนขับเปิดประตูให้ หญิงสาวผลุบเข้าไปโดยเร็ว ประตูปิดลงอย่างนุ่มนวล แล้วคนขับก็วิ่งเหยาะๆ อ้อมมาเปิดประตูตอนหน้าเข้าประจำตำแหน่งของเขาพาหล่อนพ้นมาจากที่นั่น
กะรัตลงมาจากรถมือเปล่าเท้าเปล่า ข้าวของทั้งหมดนั้นสาวใช้ประจำตัวของหล่อนเป็นคนหอบลงมาจากที่นั่งตอนหน้า
กระซิบนินทากับคนขับรถ โดยมองดูว่ากะรัตเดินไปห่างมากแล้ว
“วันนี้คุณกั้งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีหงุดหงิดตลอด ไปเตือนพวกข้างล่างให้ระวังกันเอาไว้หน่อยดีกว่า เกิดผิดหูผิดตาขึ้นมา จะซวยบรรลัยโลก”
แล้วตัวหล่อนก็ต้องกระวีกระวาดตามเข้าไป เผื่อนายสาวจะเรียกใช้สอย
กะรัตเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องพัก บ้านหลังนี้เป็นบ้านของพ่อแม่ที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดิน ของตา และมีห้องส่วนตัวสำหรับลูกสาวทุกคน ห้องของหล่อนนั้นต่อเติมออกไปอีกเพราะกะรัตพิสมัยท้องทะเลจับใจ ด้านหนึ่งของห้องเป็นบานกระจกใส มองออกไปเห็นท้องทะเลที่งดงามเหมือนผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินมีเลื่อมพรายในตัวของมันเองระยิบระยับ
หล่อนปลดเสื้อคลุมออกไปก่อน แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ปลดเอาเสื้อและกางเกงในสองชิ้นออกจากกาย...ทำให้นวลที่เดินตามหลังมาลอบกลืนน้ำลายลงคอ แม้จะเคยเห็นออกบ่อยจนชินตากับการที่กะรัตจะเดินโทงๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าไปทั่วทั้งห้อง เพราะถือว่ามิดชิดดีพอ
หากนางเป็นผู้ชาย ก็คงหลงรักกะรัตนักหนาเพราะดูเถอะขนาดผู้หญิงก็ยังอดใจเต้นตึ้กตั้กเสียมิได้
หุ่นเนี้ยบ แล้วผิวพรรณก็ชวนกิน แม้ตอนนี้จะคล้ำออกเป็นสีแดงๆ เหมือนกุ้งเผาไปทั้งตัวแล้วก็เถอะ
กะรัตลงไปนั่งในอ่างน้ำแล้ว หล่อนเปิดน้ำจนเต็มอ่าง น้ำเย็นเฉียบแช่ตัวอยู่ในนั้น
นวลเพียงแต่เดินตามมารูดผ้าม่านพลาสติกในห้องน้ำให้ เผื่อสาวคนใช้คนอื่นจะตาม เข้ามาเสิร์ฟของว่างจะได้ไม่เห็นอุจาดตา...เรื่องนี้กะรัตเองหละหลวม แต่เป็นคำสั่งของคุณนายพวงหยกแม่ของกะรัตที่ทนกับความ ‘ง่าย’ ของกะรัตลูกสาวคนกลางไม่เคยได้
“นวล...”
เสียงเรียกมาจากหลังม่าน เมื่อกำลังเดินเก็บเสื้อผ้าที่กะรัตถอดโยนๆ ทิ้งเอาไว้
“ขา...”
ยังเข้าไปไม่ได้ทันใจ แต่หล่อนก็ส่งเสียงขานรับเอาไว้ก่อน
“ไปดูพวกข้างล่างที...บ่ายนี้มีอะไรกินมั่ง หิวไส้จะขาดอยู่แล้ว”
ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าอารมณ์ของกะรัตยังไม่ราบรื่นส่งเสียงตอบเข้าไปว่า
“จะไปดูเดี๋ยวนี้ค่ะ”
หล่อนวางมือจากเสื้อผ้า เผ่นออกไปก่อน และอีกสักครู่ก็เป็นคนเข็นรถตัวเตี้ยๆ เข้ามาเอง บนรถนั้นวางถาดของว่างซึ่งเป็นน้ำชากับขนมปังฝรั่ง...
เสียงเปิดประตูห้องน้ำทำให้กะรัตแหวกม่านออกดู แล้วพอเห็น...สีหน้าของหล่อนก็บึ้งตึงจนนวลขยาดแทบจะเผ่นออกไปตั้งหลักนอกห้อง
“พวกแกนี่ท่าทางจะทำให้หน้าฉันเป็นคุกกี้ กี่วันๆ ก็มีแต่ขนมนี่ กินเข้าไปแล้วติดคอตายโหง...”
“คุณกั้งอยากจะรับอะไรละคะ”
“ฉันอยากจะฉีกเนื้อพวกแกออกมากินน่ะสิ” หล่อนตาขุ่น ยังดีที่กะรัตเป็นหญิงสาวที่จัด ว่าสวย ไม่อย่างนั้นเวลาทำหน้าตูมๆ คงจะดูไม่ได้อย่างมาก
“แกเอากลับไปพ้นๆ หน้าฉันเลย ไม่งั้น...ฉันจะเอายัดปากแก”
นวลลนลานเข็นรถออกไป
“แกไปบอกคนขับรถให้เอารถออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเนื้อมากินดีกว่า ฉันอยากกินเนื้อเปื่อยอร่อยๆ กับลูกชิ้นเอ็น...หาซื้อให้ได้นะ ไม่อย่างนั้นอย่าเสนอหน้ากลับมาให้เห็น”
พอลงไปบอกสมหวัง...ซึ่งเป็นคนขับรถ เขาก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่
“เอาอีกแล้ว มีอย่างนี้จะกินอย่างโน้น”
“ยังดี แค่อยากกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ มีขายถมเถไป ดูร้านดีๆ ที่น่ากินหน่อยแล้วกัน”
“ก็ไหนว่าจะเลิกกินเนื้อวัว...”
“ของอร่อยจะเลิกเสียทำไม ไปเร็วๆ น่าพี่หวังอารมณ์ยิ่งกำลังปั่นป่วน ผสมกับโมโหหิวเข้าด้วย จะยิ่งไปกันใหญ่ ไม่อยากเห็นลุกมาอาละวาดถล่มห้องทลาย คุณนายทางกรุงเทพฯ รู้เข้า เอ็ดลูกสาวไม่ได้ ก็จะมาโดนพวกเรานี่แหละ”
พอดีกับเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น นวลเลยวิ่งหัวซุนกลับเข้ามาโดยเร็วเพื่อรับสาย
แล้วก็ได้ยินเสียงละล่ำละลักของคุณนายพวงหยก
“แกเรอะ...คุณกั้งอยู่ไหม”
“อยู่ค่ะ”
“ไปบอกเขามารับสายเร็วๆ เลย”
“ค่ะ”
หล่อนบรรจงวางโทรศัพท์ เพราะรู้ว่าหากเกิดเสียงกระแทกกระทั้น กลับไปกรุงเทพฯ ก็คงไม่แคล้วโดนด่า แล้วคุณนายพวงหยกก็ถนัดด่าควบทีละสองภาษาพร้อมๆ กันเสียด้วย
“คุณกั้งคะ คุณนายโทร.มา...บอกให้คุณรีบไปรับสาย” ไม่ได้เข้ามาเรียกนายสาวด้วยมือเปล่า แต่ถือเสื้อคลุมติดมือมาด้วย กะรัตแหวกผ้าม่านออกมาทำสีหน้าเบื่อ ๆ เมื่อได้ยินชื่อมารดา หล่อนลุกพรวดขึ้นยืน แล้วนวลก็รีบเข้าไปส่งเสื้อคลุมให้ หล่อนรับไปสวมแล้วค่อยลุกออกมาจากอ่างอย่างเชื่องช้า เหมือนอาการยุรยาตร
“เร็วๆ เถอะค่ะ คุณกั้ง”
“เร็วๆ เถอะค่ะ คุณกั้ง”
“เอ๊ะ...นวลนี่ยังไงกัน...” หล่อนแหวใส่ “เดี๋ยวเถอะ เอาใหญ่แล้ว” หล่อนตลบเสื้อไปอีกด้านหนึ่งเดินออกมาอย่างสบาย ไม่อยากเดาว่าเป็นเรื่องอะไรเพราะบางทีเรื่องสัพเพเหระ อย่างประเภทขี้หมูขี้หมาคุณนายพวงหยกก็สามารถทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาได้ง่ายๆ
หล่อนยกโทรศัพท์ขึ้น
“กั้งค่ะ”
หล่อนพยักหน้าให้ยกเก้าอี้มาให้นั่ง พอเก้าอี้วางลงก็หย่อนกายลงนั่ง รู้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานาน คุณนายพวงหยกไม่ค่อยสนใจกับค่าบริการทางโทรศัพท์ทางไกลเพราะเธอมีเงินล้นเหลือ จนเรียกว่าตลอดชีวิตของเธอก็ใช้ไม่หมด ไม่ว่าจะฟุ่มเฟือยเพียงใดก็ตามที
“มีอะไรคะ นวลมันไปเร่งกั้งเสียยกใหญ่”
นวลยังยืนเอามือประสานกันรับฟังอยู่ห่างๆ เผื่อหล่อนจะเรียกใช้สอย และกะรัตก็ไม่ถือว่ามีความลับอะไรถึงไม่ได้ไล่ออกไป
“ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะ กั้ง...พิโถ”
สุ้มเสียงของคุณนายฟืดฟาดขึ้นมาเกือบจะทันทีเหมือนกัน นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
“ใครเป็นอะไรคะ พ่อหรือเปล่า”
“พ่อแกยังอยู่ฮ่องกง ยังสบายดี แม่โทร.ไปหาเขาแล้วเหมือนกัน บอกให้เขารีบกลับบ้าน”
“หรือพี่กุ้ง หรือยายก้อย”
หล่อนหมายถึงพี่สาวกับน้องสาว พวกหล่อนมีกันสามใบเถาแล้วเป็นเถาที่ทั้งสวย ทั้งรวย และก็เปรี้ยวร้ายกาจกันทั้งนั้น
“สองคนนั้นเป็นอะไรหรือคะ”
คุณนายยังมีเสียงเจือสะอื้น
“ไม่ใช่จ้ะ สองคนยังปกติดี แม่ก็ให้ตามมาหมดแล้ว”
“งั้นใคร...”
เสียงกะรัตชักไม่สบอารมณ์ ขึ้นจมูกเล็กน้อย “อย่าบอกกั้งนะว่าคนใช้ในบ้านมันเจ็บป่วยใกล้ตาย จะเรียกให้กั้งกลับไปดูใจมัน”
“พ่อภูเบศร์จ้ะ...”
นั่นทำให้กะรัตนิ่งอึ้ง
“ใครนะคะ”
“ภูเบศร์...”
ชื่อนั้นคือสามีของหล่อน...ผู้ชายที่แต่งงานกันเป็นที่รับรู้กันทั่ววงการสังคมว่า ภูเบศร์แต่งงานกับกะรัต...แล้วก็เป็นลูกเขยเศรษฐี ลำพังครอบครัวของเขาก็พอมีพอกิน แต่เอามาเทียบกับครอบครัวหล่อนไม่ได้ หลายคนกระแหนะกระแหนว่าภูเบศร์ตกถังข้าวสาร
“เขาหรือคะ”
หล่อนพยายามควบคุมสติอย่างรวดเร็ว แต่ก็เย็นเฉียบชาดิกไปทั่วร่างกายแล้ว ยังพอจะมีแก่ใจซักถามรายละเอียดอีกบ้าง
“ภูเบศร์เป็นอะไรไปคะ”
“รถจ้ะ ในกรุงเทพฯ นี่แหละ ประสานงาโครมเข้ากับสิบล้ออาการสาหัสมากนะ ยายกั้ง แม่อยากให้แกกลับมากรุงเทพฯ มาเดี๋ยวนี้เลยนะ แกอาจจะไม่ทันดูใจเขา”
“ถึงขนาดนั้นทีเดียวหรือคะ”
โทรศัพท์หลุดผล็อยไปจากมือ ตกห้อยร่องแร่งแต่นวลก็ไม่ตกใจกับเรื่องนั้นมากเท่ากับหน้าขาวจืดราวกับสีเลือดหนีหายไปหมด เข้ามาประคองนายสาวเอาไว้...รู้สึกว่าร่างนั้นสั่นเทา
แล้วกะรัตก็ซบหน้าลงบนบ่าของนวล “สมหวังกลับมาหรือยัง...”
“เขาเพิ่งออกไป”
“ไปเฝ้าเขาทีนะ ถ้าเขากลับมารีบเข้ามาบอก ฉันจะแต่งตัวรอไว้จะเข้ากรุงเทพฯ”
“คุณภูหรือคะ...เกิดอะไรกับคุณภู”
ด้วยนัยน์ตาเลื่อนลอย กะรัตตอบเสียงสะดุดๆ
“รถชน อาการสาหัส...อีกคนแล้วมั้ง...ดวงฉันกับเรื่องผัวมันเป็นยังไงน้อ มีกี่คนๆ ก็รีบชิงกันตายหมด”
น้ำเสียงของหล่อนระทมท้อ
“คุณภูยังไม่ตาย”
“สาหัสก็แปลว่าเฉียดๆ ตาย แม่ยังเร่งให้รีบกลับบอกว่าอาจจะไม่ทันดูใจ”
“เร็วๆ หน่อยเถอะ”
กะรัตเร่งคนขับรถตลอดเวลา แม้ยังควบคุมสติได้ไม่มีอาการตีโพยตีพาย แต่อาการเร่งร้อนทุรนทุรายก็ทำให้ทั้งสมหวังและนวลรู้เท่าๆ กันว่ากะรัตกำลังร้อนใจอย่างมาก
“แซงขึ้นขวาไปเลย...วิ่งเลนขวาไปตลอด...ตำรวจทางหลวงเรื่องเล็ก”
หล่อนบอกคนขับ “ฉันจัดการเอง”
แล้วเมื่อสมหวังโอ้เอ้นัก หล่อนก็สะกิดบ่าเขา “สมหวัง ถ้าใจไม่ถึงละก้อ มานั่งข้างหลัง ฉันจะไปขับเอง”
“อย่าเลยค่ะ คุณกั้ง...คุณภูไปนอนโรงพยาบาลแล้วคนหนึ่ง คุณกั้งนั่งเฉยๆ ดีกว่า พี่หวังก็เร่งสุดขีดแล้วละค่ะ...เอาให้ไปได้เยี่ยมคุณภูดีกว่า” แล้วนวลก็หันกลับไปมองข้างหน้า เบิกตากว้าง ร้องลั่นออกมา
“พี่หวัง...ระวัง ไอ้รถคันนั้นน่ะ ดูสิ โอ๊ย...”
มีเสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหว เพราะรถเลนซ้ายข้างหน้าแซงขวาโผล่พรวดขึ้นมาอย่างกะทันหัน หน้ารถเลยเสยเข้าไปตูมกับท้ายรถคันนั้น แล้วรถหลังที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงก็เสยด้านท้ายอีกตูมหนึ่ง
กะรัตหน้าคะมำไปข้างหน้า ศีรษะกระแทกกับพนัก แล้วก็รู้สึกร้าวไปทั้งแขนที่จับพนักยันเอาไว้
แต่สติของหล่อนยังอยู่ดี
“บ้าจริง...” หล่อนฉุนเฉียว “ยิ่งรีบก็ยิ่งมาเสียเวลาอีกจนได้...” แล้วหล่อนก็เปิดประตูลงมาอย่างทุลักทุเล เพราะความเจ็บปวดที่แขนซึ่งตกห้อยร่องแร่งแนบลำตัว ตรงขมับก็เจ็บเต้นตุบๆ
“ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงนะ สมหวังฉันจะต้องโบกรถเข้าไปแล้วล่ะมั้ง...”
แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก “นวลเอาเงินในกระเป๋าให้สมหวังไว้สักพัน แล้วจัดการเรียกบริษัทประกันภัย เงินนั่นเก็บติดตัวเองไว้ นวลไปกับฉันด้วยแล้วกัน”
หล่อนเดินหลีกรถที่ทำท่าจะติดกันเป็นขบวนไปยังไหล่ทางริมถนน นึกหนักใจว่าจะเข้ากรุงเทพฯ ได้อย่างไรกัน เพราะนี่เป็นทางหลวงที่รถยนต์ทุกคันมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ก็จริง แต่รถ คันไหนบ้างที่จะจอดรับผู้โดยสารที่โบกรถกลางวันแสกๆ
“นวลเองดีกว่า คุณกั้งหลบๆ แดดหน่อยเถอะ”
ด้วยสีหน้าที่กล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ไม่น้อยกว่านายสาว นวลโดดก๋าออกไปโบกเรียกรถ แล้วก็ไม่สมหวังรถยนต์ทุกคันแล่นผ่านไปเฉยๆ
“มาเถอะ นวล ฉันเอง”
กะรัตก้าวออกไปด้วยความเชื่อมั่น สามคันแรกหล่อนพลาดไปหมด แล้วพอถึงรถยนต์คัน ที่สี่ รถคันนั้นจอดแอบเข้าไปไหล่ทาง เลยไปข้างหน้าเล็กน้อยพอจะทำให้สีหน้าของกะรัตแช่มชื่นขึ้นมาบ้าง
หล่อนออกวิ่งไปก่อน มีนวลวิ่งตามหลังมา
ไม่ทันใส่ใจว่ารถยนต์ที่หล่อนโบกได้ เป็นเพียงรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นเก่าแล้ว หล่อนก้มหน้าลงที่ช่องหน้าต่างซึ่งคนขับเอื้อมมือมาไขกระจกลง
“มีอะไรหรือครับ”
“ขอโดยสารเข้ากรุงเทพฯ หน่อยนะคะ”
กะรัตอ่อนหวานเมื่อต้องการความช่วยเหลือ นัยน์ตาพร่าๆ ไปเพราะการสะเทือนจากแรงกระแทก แต่ก็ยังต้องข่มความเจ็บปวดเอาไว้ “เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยรถเลยวิ่งไม่ได้ จำเป็นต้องเข้ากรุงเทพฯ ค่ะ”
“เชิญเลยครับ...”
หล่อนเปิดประตูด้านหน้า แล้วด้วยความเคยชินหล่อนพยักหน้าเรียกนวล
นั่นทำให้ชายหนุ่มผู้เอื้ออารีสะอึกไปบ้างเหมือนกัน เพราะมองออกว่าหล่อนค่อนข้างจะถือตัว
“นวล...เร็วเข้า มัวยืดยาดอยู่นั่นแหละ”
กะรัตเปิดประตูด้านหลังเข้ามานั่ง แล้วพอเข้ามาหล่อนก็มองเห็นว่าบนเบาะหลัง มีกองหนังสือสุมกันอยู่เต็มไปหมด ตอนแรกชายหนุ่มก็อยากจะช่วยเหลือเก็บรวมของเหล่านั้นไปไว้บน ที่วางของด้านหลัง แต่พอเจอท่าทางแปลกๆ ของหล่อนเข้า...เขาก็เปลี่ยนความคิดนั่นเหมือนกัน
...ช่างปะไร รับขึ้นรถมาก็บุญโขแล้ว...
เขามองเห็นหล่อนจากกระจกเงาตรงหน้า แม้กะรัตจะมีท่าทางเร่งร้อน แต่หล่อนก็ยังไม่ทิ้งลักษณะเหมือนนางพญา...ของตัวเองเลยทีเดียว ผมหยิกดัดยาวเคลียบ่าของหล่อน บอกลักษณะสาวสมัยเพิ่งจะหมาดเหมือนเพิ่งสระมา มันจึงดูไม่เป็นทรงเสียทีเดียว แต่เมื่อล้อมกรอบอยู่กับใบหน้าที่ได้รูปไข่...จึงดูออกไปในทางเก๋ สะดุดตา หน้าของหล่อนขาวจัดปราศจากเครื่องสำอาง
สำหรับเขา...ออกจะเชื่อว่าหล่อนเคยแต่งหน้าจัดมากๆ เมื่อไม่มีสีเลยบนดวงหน้านั้น มันจึงดูซีดเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้เสียมากกว่า
“จะให้ผมส่งที่ไหนก็บอกแล้วกันนะครับ”
“ค่ะ...”
หล่อนมองสบตาเขาในกระจก
ยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นเขามอง...คุ้นหน้าเขาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ในเวลาที่หล่อนกำลังสับสนแบบนี้หล่อนก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นเขาจากที่ไหน
แล้วก็คิดเสียว่าเดี๋ยวนี้คนเราหน้าตาเหมือนกันได้มากแบบหน้าโหล
“อีกราวๆ ห้าสิบกิโลเมตรถึงจะเข้าเขตกรุงเทพฯ” เขาบอกมาอีก แต่กะรัตเอนศีรษะลงพิงกับพนัก ได้ยินเสียงถามของนวลแว่วๆ มาบ้างเหมือนกัน แต่เหมือนไกลมากๆ เพราะหน้ามืดไปชั่วขณะหนึ่ง
“คุณกั้ง...คุณกั้ง”
นวลขยับยงโย่ยงหยกตัวเองเจ็บก็จริง แต่ก็ห่วงกะรัตมากกว่าเอื้อมมือมาเขย่าแขนของหญิงสาวพอดีกับเป็นข้างที่เจ็บ ตอนแรกมันก็ชาๆ แต่พอหมดความชามันก็เจ็บแปลบ ถูกจับเขย่าแรงๆ หล่อนก็ร้องออกมาสุดเสียง สติกลับคืนมายังตัวเองอีกหน