ภายในบ้านหรูของกรณ์...
เขาชั่งใจอยู่นานว่าจะพาเด็กสาวแปลกหน้าเข้ามาด้านในบ้านดีหรือเปล่า เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นพวกมิจฉาชีพมาหลอกลวง แต่เมื่อได้รับการยืนยันจากข้อความในไลน์ที่คุยกันก็จำต้องพาเธอเข้ามาในบ้าน แม้จะรู้สึกไม่ค่อยดีที่เห็นว่าเธอยังเด็ก
“นั่งก่อนสิ”
“ไม่คิดว่าคุณกรณ์จะโตขนาดนี้เลยนะคะ...” เธอเองก็แปลกใจเหมือนกัน ที่รู้ว่านักเรียนของเธออายุมากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเธอจะสอนแค่คนที่เด็กกว่า หรืออายุเท่า ๆ กัน ซึ่งตอนที่ตอบรับงานนี้ก็คิดว่าเธอจะต้องมาสอนลูกหรือหลานของเขาอะไรอย่างนั้น
“ฉันก็ไม่คิดว่าหนูจะเด็กขนาดนี้เหมือนกัน ว่าแต่อายุเท่าไหร่ล่ะ?”
“อายุสิบแปด ย่างสิบเก้าค่ะ”
เมื่อได้ยินอายุของเด็กสาวกรณ์ก็ยกนิ้วขึ้นนับเลข เพื่อดูว่าติวเตอร์อายุน้อยกว่าตนกี่ปี “สามเอ็ด สามสอง สามสาม ห่างกันสิบห้าปี...”
“...” ผักกาดนั่งมองการกระทำของชายหนุ่มอย่างแปลกใจ เพราะไม่คิดว่ายังมีคนยกนิ้วขึ้นมานับเลขอยู่อีก กับจำนวนเลขง่ายๆ แบบนั้น
“หนูคิดว่าสอนฉันได้แน่ใช่ไหม?”
“หนูสอนได้อยู่แล้วค่ะ แต่ว่าหนูจะว่างมาสอนช่วงห้าโมงถึงสองทุ่มนะคะ”
“ดีเลย ฉันตื่นช่วงนั้นพอดี...แล้ววันนี้เราจะเริ่มเรียนกันเลยหรือเปล่า”
“ยังค่ะคุณกรณ์”
“ไม่ต้องพูดเป็นทางการกับฉันขนาดนั้นก็ได้นะ เรียกแบบสบายๆ ดีกว่า...” เขาคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นการเรียนการสอนคงจะผ่อนคลายกว่านี้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดี
“งั้น...หนูขอเรียกตามอายุแล้วกันนะคะ”
“อ๋อได้สิ”
เธอเริ่มยิ้มออกเมื่อเห็นว่านักเรียนของเธอเป็นคนรวยก็จริง แต่ไม่ได้เรื่องมากในการเรียนการสอน “งั้นวันนี้หนูจะแจ้งตารางเรียนคร่าวๆ ก่อนนะคะ ว่าจะเริ่มเรียนอะไรบ้าง จะสอนวันไหน แล้วก็จะให้ชีทเนื้อหาการเรียนกับคุณลุงไว้ด้วย ลองศึกษาดูก่อนนะคะ”
“...” กรณ์นั่งอึ้งกิมกี่เมื่อได้ยินผักกาดเรียกเขาด้วยคำนั้น ‘ลุงเหรอ?’
“อ๋อแล้วก็ หนูอยากจะขอคุณลุงเรื่องนึงค่ะ คือหนูกลับบ้านช้ากว่าสองทุ่มครึ่งไม่ได้ เพราะรถเมย์ที่หนูนั่งกลับบ้านหมดตอนสามทุ่ม รบกวนคุณลุงพร้อมเรียนทันทีเวลาห้าโมงตรงนะคะ หรือเลทได้มากสุดแค่สิบนาที”
“คุณลุงเหรอ?” เขายังติดอยู่กับคำนั้นที่เธอใช้เรียก
“ค่ะ”
“ฉันแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เอ่อ...ก็ไม่แก่หรอกค่ะ แต่ว่าถ้าเรียกว่าพี่หนูคิดว่าคงไม่เหมาะ เพราะอายุห่างกันเกินไป” เธอได้ยินเขาพูดถึงเรื่องอายุที่ห่างกันมากถึงสิบห้าปี และคิดว่าการเรียกเขาว่าคุณลุงคงเป็นการให้เกียรติกับอายุของเขามากที่สุด
“...” พูดไม่ออกเลยกู จะบ้าตาย “เดี๋ยวฉันมานะ...”
“ค่ะคุณลุง”
บาร์ครัว...
กรณ์หลบเข้ามาที่บาร์ครัว เพื่อต่อสายหาเพื่อนรักของเขา คนที่ส่งติวเตอร์เด็กสาวนี้มาให้เขา “ไอ้เหี้ยโปรด มึงเอาเด็กสิบแปดมาสอนภาษากูเนี่ยนะ”
“เด็กสิบแปดอะไรของมึง?” โปรดยังคงมึนงงที่จู่ ๆ เพื่อนของเขาก็โทรมาพูดแบบนั้น
“ติวเตอร์ที่มึงหามาให้กูอายุแค่สิบแปด เป็นเด็กมอปลายแถมเป็นเด็กผู้หญิงด้วย...”
“แจ่มเปล่าวะ?”
“แจ่มเหี้ยอะไร คุกล่ะสิ!”
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันเว้ย กูก็ขอไลน์จากพี่สาวกูมาอีกที” โปรดเองก็ไม่เคยเห็นติวเตอร์ของหลานสาวเลยเช่นกัน แต่รู้ว่าพี่สาวจ้างเธอมาสอนภาษาให้หลานสาว ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นเด็กมอปลายอย่างที่เพื่อนบอก
“เอาไงดีวะเนี่ย?”
“มึงก็แค่เรียนๆ ไป ก็แค่นั้น...”
“แล้วมึงคิดว่ากูจะมีสมาธิเรียนไหมล่ะ”
“ทำไมวะ?”
“มึงก็นึกภาพเอาเองแล้วกัน เด็กผู้หญิงใส่ชุดนักเรียนมอปลาย ถักผมเปีย ผิวขาว ตาโต ตัวเล็ก...” เขาบรรยายสิ่งที่เห็นให้โปรดฟังเพื่อให้เพื่อนพอนึกภาพออก ว่าสิ่งนั้นทำให้เขาไม่มีสมาธิในการเรียนการสอน
“งั้นเดี๋ยวกูไปเรียนเป็นเพื่อน”
“พอเลยมึง หาเรื่องให้กูจริงๆ ...” กรณ์ตัดสายทิ้งจากโปรดเพราะคิดว่าเขาคงช่วยอะไรไม่ได้ และหากคุยกันนานกว่านี้คงจะพากันพูดถึงเรื่องไม่ควร เช่นคิดเรื่องทะลึ่งกับเด็กสาว
ห้องนั่งเล่น...
ระหว่างที่ผักกาดนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นกลางบ้าน เธอก็เห็นว่าตอนนี้ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแปลกๆ ราวกับฝนกำลังจะตก
“จะตกอีกแล้วเหรอเนี่ย ป้ายรถเมย์อยู่ไกลด้วยทำไงดี” กว่าเธอจะเดินจากป้ายรถเมย์เข้ามาถึงหน้าบ้านของกรณ์ก็ใช้เวลาหลายนาที ซึ่งถ้าฝนตกกลางทางคงไม่เป็นผลดีแน่
“อ๋อจริงสิ หนูชื่ออะไรเหรอ?”
“ผักกาดค่ะ เรียกผักเฉยๆ ก็ได้...” เธอหันไปตอบคำถามนั้นของกรณ์เมื่อเห็นว่าเขาเดินกลับมาหาเธอพร้อมกับน้ำดื่มสะอาด
“ดื่มน้ำก่อนสิ”
“ขอบคุณมากนะคะ แต่ว่าหนูต้องกลับแล้วล่ะค่ะ”
“อ๋อ ฝนจะตกสินะ งั้นก็รอให้แท็กซี่มาก่อนสิแล้วค่อยออกไป”
“คือ...หนูต้องเดินไปขึ้นรถเมย์ที่หน้าปากซอยน่ะค่ะ”
“เดินไปหน้าปากซอยเลยเหรอ?!” เขาถามอย่างตกใจเพราะระยะทางที่ไกลเกือบสี่ร้อยเมตร
ครืน!!
“ใช่ค่ะ หนูขอกลับก่อนนะคะ เดี๋ยวฝนตก” เสียงฟ้าร้องเมื่อครู่ทำให้เธอรีบร้อนวิ่งออกจากบ้านไป เพราะกลัวว่าฝนจะตกลงมากลางทาง หากเป็นแบบนั้นคงยากที่จะหาที่หลบฝนได้
“...ไกลขนาดนั้นเดินไปได้ยังไง” เขาสงสัยที่เธอมีแรงเดินทางไกลขนาดนั้น ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายยังรู้สึกว่ามันเหนื่อยหากต้องเดินไกลเช่นนั้น
และหลังจากที่ผักกาดออกจากบ้านไปยังไม่ถึงนาที ฝนก็เทลงมาหนักมากเพราะวันนี้ตรงกับวันที่พายุเข้า ครืน! ซู่!
เสียงฝนที่เทลงมาทำให้กรณ์ที่อยู่ในบ้านเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกกระจกบานใส จึงเห็นว่าฝนเทลงมาเม็ดใหญ่พร้อมกับลมกระโชกแรง
“ตกแล้วเหรอ?”
ฝนตกหนักทำให้เขานึกห่วงเด็กสาวที่เพิ่งวิ่งออกจากบ้านไปเมื่อครู่ เพราะคิดว่าเธอคงน่าจะยังไม่ถึงที่หมาย และคงจะหลบฝนอยู่ที่ไหนสักที่ในเวลานี้
“ไม่น่าจะเดินถึงแฮะ...”
ติ๊งต่อง!
กรณ์ทำท่าจะลุกเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารทาน แต่ยังไม่ทันเดินถึงครัวก็มีเสียงกดออดหน้าบ้านดังขึ้น เขาจึงต้องคว้าร่มในบ้านเดินออกไปดูว่าคนที่มากดกริ่งนั้นเป็นใคร
ประตูรั้วหน้าบ้าน...
แก๊ก!
เมื่อเปิดประตูออกดูก็เห็นว่าเป็นผักกาด เด็กสาวที่เวลานี้เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อนักเรียนเก่าๆ ของเธอเปียกชุ่มและบางจนเห็นก้อนเนื้ออวบที่ซ่อนอยู่ภายใต้
“คุณลุงคะ ฝนตกหนักมากเลย หนูขอหลบฝนที่นี่ก่อนได้ไหมคะ?”
“ดะได้สิ เข้ามาก่อน...”
ก็ว่าจะไม่คิดแล้วเชียว...
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] - [Follow the next episode]
[-กดใจ -เพิ่มเข้าชั้น -คอมเมนท์ให้กำลังใจ และฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะครับ🙏]
ภายในบ้าน...
เมื่อเดินพ้นประตูบ้านเข้ามา เด็กสาวก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะก้าวเท้าเข้าไปด้านในเพราะเนื้อตัวที่เปียกชุ่มของเธอ กลัวว่าบ้านหรูของเขาจะเลอะเทอะ
“เข้ามาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
“เดี๋ยวหนูเช็ดให้นะคะ…” เธอพูดด้วยความเกรงใจ ก่อนจะเดินตามเขาเข้ามาภายในบ้าน
“เดี๋ยวฉันไปหาชุดมาให้เปลี่ยน รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ”
“ค่ะ”
เธอยืนรออยู่แบบนั้นตามคำสั่งไม่ขยับไปไหน จนกระทั่งเจ้าบ้านกลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าในมือที่เธอน่าจะใส่มันได้พอดี เพราะขนาดตัวของเธอไม่เล็กหรือใหญ่เกินกว่าเจ้าของชุดอย่างคาร่าเท่าไหร่
“เปลี่ยนใส่ชุดนี้ไปก่อนนะ แล้วก็เอาชุดนักเรียนไปอบ ฝนหยุดก็น่าจะแห้งพอดี”
“หมายถึงซักเหรอคะ?”
“ใช่ ซักแล้วก็อบ”
“...อ๋อค่ะ” แม้ว่าจะไม่เข้าใจคำว่าอบผ้า เธอก็ยื่นมือไปรับชุดนั้นด้วยความนอบน้อม และไม่ลืมที่จะยกมือน้อยขึ้นไหว้ขอบคุณเจ้าบ้านผู้ใจดี
“ห้องน้ำอยู่ทางนั้น”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” เธอทิ้งคำปวดใจนั้นไว้ให้เขา ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ด้วยท่าทางเกรงใจ
“เรียกฉันว่าลุงอีกทีจะขย้ำให้ หึย!” คนหื่นยกมือสองข้างขึ้นมาขย้ำลมท่าทางหมั่นเขี้ยวเด็กสาวที่เอาแต่เรียกเขาแบบนั้น
แต่ก็ต้องสงบอารมณ์ไว้ เพราะคิดได้ว่าตัวเองควรโฟกัสแค่เรื่องเรียนภาษาเพื่อจะตามไปง้อเมีย และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะออกนอกลู่นอกทางกับสิ่งล่อตาล่อใจ เช่นเด็กสาวท่าทางไร้เดียงสาในชุดนักเรียนมอปลาย
ภายในห้องน้ำ...
“ถอดออกซักด้วยดีไหมนะ?” เธอถามความเห็นตัวเองถึงชุดตัวจิ๋วที่ใส่อยู่ด้านใน ก่อนจะถอดมันออกตามชุดนักเรียน เพราะมันเปียกจนไม่กล้าให้เสื้อผ้าราคาแพงที่จะใส่ทับของเขาเปียกตามไปด้วย
หน้าห้องน้ำ...
“เอาเสื้อผ้าไปซักที่ไหนเหรอคะคุณลุง?” เธอเอ่ยถามกับเจ้าบ้านเมื่อเดินห่อไหล่ถือชุดเปียกออกมาจากห้องน้ำ
“เอามานี่ เดี๋ยวฉันเอาไปซักให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูซักเอง”
เจ้าบ้านไม่ได้ฟังที่เธอพูด แต่เดินเข้ามาหาและพาเธอไปที่ห้องซักล้างที่อยู่ไม่ไกล “ซักเป็นใช่ไหม?”
เธอยืนมึนงงอยู่ด้านหน้าตู้ ที่มีหน้าตาคล้ายกันแถมวางซ้อนกันอยู่สองเครื่อง และปกติเธอซักชุดด้วยมือ จึงทำให้ไม่รู้ว่าอันไหนแน่ที่เป็นเครื่องซักผ้า “ใช้ยังไงเหรอคะ?”
คนตัวสูงยื่นมือไปเปิดตู้ที่อยู่ด้านบนออก และส่งซิกให้เด็กสาวใส่เสื้อผ้าเข้าไปด้านใน ก่อนที่เขาจะปิดมัน “ถ้าเครื่องมันดังแล้ว เธอก็เปิดตู้ออก แล้วเอาชุดใส่เข้าไปที่ตู้ข้างล่างนี้เข้าใจไหม?”
“ค่ะคุณลุง”
“เฮ้อ...” คำว่าลุงที่ได้ยินมันทำเขาหงุดหงิดใจจริงๆ “ช่างเถอะ กินอะไรมาหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ”
“...” ท่าทางที่ยืนห่อไหล่ของเธอมันทำให้เขาสงสัย จนต้องตั้งใจสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเด็กสาว ทว่าจุกรักที่อยู่บนเต้าอวบนั้นดันแข็งแทงเสื้อตัวบางออกมาจนทำเจ้าบ้านสำลักความหื่น
“ดะเดี๋ยวฉันทำกับข้าวเผื่อแล้วกันนะ”
และแน่นอนว่าเด็กขี้เกรงใจอย่างผักกาดไม่มีทางปล่อยให้เขาเตรียมอาหารอยู่คนเดียว โดยที่เธอไม่ได้ช่วยเหลืออะไรหรือนั่งรออยู่เฉยๆ แน่
“เดี๋ยวหนูช่วยล้างผักนะคะ”
เธอหยิบผักที่กรณ์เอาออกมาวางไว้ที่เคาน์เตอร์ครัวไปล้างทันที แต่เหมือนว่าการที่เธอเดินไปเดินมาอยู่ในครัวจะทำให้เขาไม่มีสมาธิในการทำอาหารและเอาแต่เหลือบตามองเธออยู่ไม่หยุด
“นี่...”
“มีอะไรเหรอคะ?”
“เอา...” ถามดีไหมวะ
“เอาอะไรเหรอคะ?”
“เอาเสื้อในไหม เดี๋ยวฉันไปหยิบให้?”
เด็กสาวห่อไหล่พร้อมยกมือขึ้นปิดเต้าอวบของเธอทันที เมื่อถูกเขาถามคำถามน่าอายแบบนั้น “มะไม่เป็นไรค่ะ”
“ถ้างั้นก็ไปนั่งรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวตรงนู้นเถอะ เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง”
“ค่ะคุณลุง” เธอวิ่งเขินหน้าแดงออกจากครัวไปเพราะอายกับเรื่องเมื่อครู่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอเผลอแอ่นหลังยืนตรงจนเขาเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น
โต๊ะทานข้าว...
หลังจากที่นั่งรออยู่ไม่นานเจ้าบ้านก็ยกอาหารมาเสิร์ฟ เป็นอาหารง่ายๆ ที่เขาพอจะทำเป็น “รองชิมดูนะ ไม่รู้ว่าเธอจะชอบรสชาตินี้ไหม”
“หนูกินได้หมดค่ะ ทั้งเผ็ดจืด หรือว่าเค็ม”
“ก็ดี กินง่ายดี” ทั้งคู่เริ่มตักข้าวเข้าปาก ความเงียบแปลกๆ ทำให้กรณ์ต้องหาเรื่องชวนเด็กสาวพูดคุย เพื่อลดความเกร็งลงจากสถานะคนแปลกหน้า
“อายุแค่นี้ มาเป็นติวเตอร์ทำไม?”
“หนูกำลังเก็บเงินไว้เรียนต่อมหาลัยค่ะ”
“ทำไมต้องส่งตัวเองเรียนด้วย แล้วพ่อแม่ล่ะ?”
“ไม่มีค่ะ แล้วก็ไม่เคยเจอหน้าด้วย...พวกท่านทิ้งหนูไว้กับป้าตั้งแต่เด็กๆ หนูเลยต้องทำงานส่งตัวเองเรียน” เธอไม่ได้มีชีวิตสุขสบายเหมือนกับเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่ส่งเรียนหนังสือ และคอยมอบความรักความอบอุ่นให้
“แต่ก็ยังโชคดีที่มีป้านะ...” เขาพูดแบบนั้นเพราะกลัวว่าเธอจะเสียใจเรื่องที่พ่อแม่ทิ้งเธอไป
“โชคร้ายมากกว่า” เธอพูดขึ้นลอย ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
การที่เธออาศัยอยู่กับป้า เรียกว่าเป็นโชคร้ายในโชคร้ายของเธอ เพราะผู้เป็นป้าจะคอยด่าว่าเธอตลอดว่าเป็นภาระ ทั้งที่ทางบ้านก็ไม่ได้ลำบากอะไรแต่เธอกลับเป็นคนที่ลำบากที่สุด
เธอไม่สามารถนั่งดูทีวีหรือเล่นโทรศัพท์มือถือได้เป็นชั่วโมงๆ เหมือนกับลูกชายของเขา เพราะต้องคอยทำงานบ้านราวกับคนใช้ ไม่มีสิทธิ์กินข้าวร่วมโต๊ะพร้อมหน้ากับคนอื่น ทำได้เพียงกินของเหลือที่พวกเขาทานกันจนอิ่ม และรอให้เธอไปเก็บโต๊ะให้ ซึ่งเธอก็จะเป็นคนจัดการเศษอาหารพวกนั้น จึงทำให้เธอเป็นคนที่กินง่ายอยู่ง่าย เพราะชีวิตบีบให้เธอต้องเป็นแบบนั้น ร่มที่มีให้ทุกคนในครอบครัวใช้ยกเว้นเธอ นั่นจึงทำให้เธอเกลียดน่าฝนที่สุด เพราะต้องเดินตากฝนกลับบ้านบ่อยๆ
เธอเริ่มทำงานรับจ้างตั้งแต่ขึ้นมอต้น และเริ่มเป็นติวเตอร์ในช่วงขึ้นมอปลาย เธอนำความรู้ที่มีมาใช้หาเงินให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง เงินทุกบาทที่หามาได้เธอเก็บออมและใช้มันอย่างประหยัดเพื่ออนาคตวันข้างหน้าของเธอ
“ว่าแต่คุณลุงทำงานอะไรเหรอคะ ทำไมถึงมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้?” เธอถามเขากลับ เพราะคิดว่าเขาคงเป็นคนที่เก่งมากคนหนึ่ง ถึงได้มีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่และหรูหราแบบนี้
“ฉันมีธุรกิจหลายอย่างน่ะ ทั้งผับบาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร แล้วก็มีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งหมดนั่นเป็นธุระกิจที่ฉันสานต่อสิ่งที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนพวกท่านจะจากไป บ้านหลังนี้ก็ด้วย...”
เขาไม่ใช่คนเก่งอย่างที่เธอคิด แค่เป็นคนที่เกิดมาโชคดีกับความพร้อมทางด้านครอบครัว แม้พ่อแม่จากไปเขาก็สามารถอยู่คนเดียวได้สบายๆ เพราะสินทรัพย์มากมายที่ได้รับเป็นมรดก
“ดีจังเลยนะคะ...”
“...” ใบหน้าเศร้าๆ ของเธอมันทำให้คนที่ได้มองรู้สึกเห็นใจในความแตกต่างของชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ช่วยเหลืออะไรเธอไม่ได้ เพราะคิดว่าการเข้าไปยุ่งกับชีวิตใครคนนึงจะต้องติดอยู่กับเรื่องนั้นไปตลอด
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] - [Follow the next episode]
[-กดใจ -เพิ่มเข้าชั้น -คอมเมนท์ให้กำลังใจ และฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะครับ🙏]