• ACTION •
หลายครั้งที่คาร่าชวนผมไปเริ่มต้นชีวิตด้วยกันที่แอลเอกับพ่อแม่ของเธอ เพื่อใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันอย่างสามีภรรยา แต่ผมก็ยกเรื่องงานขึ้นมาอ้างบวกกับเรื่องที่ผมไม่ได้ภาษา เพราะการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นโดยไม่มีเพื่อนไม่ได้อยู่ในสังคมเก่าๆ แถมยังไม่รู้ภาษามันคงเป็นชีวิตที่ยากลำบากมากๆ สำหรับผม
ซึ่งเธอก็ยอมให้ผมมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องอะไร เธอยอมทิ้งพ่อแม่ที่แอลเอ ทิ้งเพื่อนสมัยเรียน ทิ้งสังคมที่มีมาอยู่กับผมที่บ้านหลังนี้ และหวังว่าผมจะสร้างครอบครัวร่วมกันกับเธอในสักวัน เธอยังคงเฝ้ารองานแต่งงานของเราให้เกิดขึ้น เฝ้ารอที่จะมีลูกน้อยด้วยกันตามแบบแผนครอบครัวสุขสันต์ที่เธอวาดไว้
แต่ช่วงที่ผ่านมาผมทั้งติดเพื่อน ติดดื่ม และติดเที่ยว จนทำให้คาร่าแฟนของผม เธอมักจะน้อยใจและงอนอยู่บ่อยๆ กับพฤติกรรมของผมที่เป็นอยู่ ซึ่งทุกครั้งที่เราทะเลาะกัน เธอก็มักจะพูดว่าจะหนีผมกลับไปอยู่กับพ่อและแม่ของเธอที่แอลเอ ทว่าผมได้ยินเธอพูดคำนี้มาประมานเกือบร้อยครั้งได้ ตลอดเวลาที่เราคบกันมาเกือบเจ็ดปี และก็ไม่คิดว่าเธอจะกล้าทำแบบนั้นจริงๆ จนวันนั้นที่ผมกลับมาบ้านแล้วไม่เจอเธออยู่ที่นี่เหมือนเคย...
เธอเก็บข้าวของทุกอย่างที่พอจะเอาไปได้ พาสปอร์ตและเอกสารสำคัญของเธอทั้งหมด ซึ่งนั่นทำให้ผมแน่ใจว่าเธอคงบินกลับไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่แอลเอตามที่เคยพูดขู่ไว้ว่าจะทำ และตอนนี้ก็ผ่านมาสามวันแล้วที่ผมไม่สามารถติดต่อเธอได้...
ผับสุดหรูย่านอโศก...
ผับแห่งนี้เป็นหนึ่งในธุรกิจของกรณ์ ซึ่งเขามักจะมาขลุกตัวอยู่ที่นี่บ่อยๆ เพราะนอกจากจะได้ดื่มด่ำความสนุกกับเพื่อนๆ แล้ว ยังมีสาวๆ สวยๆ ให้มองเป็นอาหารตา ทั้งดาราชื่อดัง ไปจนถึงเซเลบ ต่างก็เลือกใช้บริการที่นี่ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะเจ้าของร้านอย่างกรณ์ ที่เป็นไฮโซชื่อดังในวงการบันเทิง และใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘ไฮโซกรณ์’
“สรุปเมียมึงกลับมาหรือยัง?”
“ยัง แต่เดี๋ยวก็น่าจะกลับ” กรณ์พูดตอบ ‘โปรด’ เพื่อนของเขาไปด้วยความมั่นอกมั่นใจเต็มร้อย
“เป็นกูคงไม่กลับมาแล้วล่ะ มีผัวเหี้ยๆ แบบนี้”
“ปากเหรอน่ะ ไอ้เวร...”
“กูพูดเรื่องจริงเว้ย แล้วถ้าสมมุติว่าคาร่าไม่กลับมาจริงๆ มึงจะทำยังไง?”
“ก็คง...ตามไปง้อมั้ง” แน่นอนว่าถ้าสิ่งที่ผมคิดมันผิดพลาด หากเธอไม่กลับมาจริงๆ ภายในอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งการตามไปง้อเธอที่แอลเอก็คงเป็นสิ่งที่ผมเลือกจะทำ และคงต้องคิดเรื่องการสร้างครอบครัวกับเธออย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งเรื่องงานแต่งและเรื่องชีวิตใหม่ของผมกับเธอที่แอลเอ แม้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผม แต่ถ้าจะต้องเสียเธอไปจริงๆ ก็คงถึงเวลาที่ผมต้องปรับตัวกับเรื่องนั้น
“แค่กูพูดเรื่องแต่งงาน คาร่าก็ใจอ่อนให้กูแล้ว…มึงคอยดู”
“เออกูจะคอยดู มึงทำให้ได้แล้วกัน จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง...” โปรดพูดเตือนเพื่อนสนิทของเขาด้วยความหวังดี เพราะรู้นิสัยว่าเพื่อนของเขาเป็นคนกะล่อนแค่ไหน และหากว่ากรณ์เสียคาร่าไปจริงๆ เขารู้ดีว่าคนอย่างกรณ์ไม่มีทางเข้มแข็งได้แน่ อาจจะเป็นการเสียหลักครั้งใหญ่อีกครั้งในชีวิตของเขาเลยก็ได้
“กูรู้แล้ว สอนเป็นลูกเลยไอ้เวร” กรณ์นิ่งคิดตามคำที่โปรดพูดบอก และเริ่มหวั่นใจกลัวว่าคาร่าจะไม่กลับมาหาเขาจริงๆ ก่อนจะเอะใจกับบางเรื่องที่เขาควรให้ความสำคัญไม่ต่างกัน
“งั้นมึงช่วยหาติวเตอร์ให้กูหน่อยดิ เตรียมตัวไว้หน่อยก็ดี เผื่อว่ากูต้องไปอยู่ที่แอลเอจริงๆ ...”
“เออ เดี๋ยวกูถามพี่สาวให้ หลานกูเรียนภาษาอยู่...”
“อือ”
บ้านกรณ์เวลาตีสอง...
เมื่อกลับมาถึงบ้าน และมองไปรอบบริเวร บ้านที่ดูเงียบเหงานี้ทำให้เขารู้สึกว่าบ้านกว้างใหญ่กว่าปกติ ทั้งที่ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว
“เฮ้อ~”
ชายร่างสูงทิ้งตัวนอนลงที่โซฟาหรูสีขาวครีมกลางบ้าน อาการเมากรึ่มๆ ของเขายิ่งทำให้ความเหงามีมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะเหมือนว่าเขาจะเพิ่งเห็นค่าบางอย่าง ที่เขาเคยละเลยไป คนที่เคยพูดบ่นเมื่อตอนที่เขากลับบ้านดึกหรือปาร์ตี้จนเช้า วันนี้ไม่มีเสียงของเธอพูดบ่นเขากับเรื่องเดิมๆ นั้นอีกแล้ว
“ไม่เปิดอ่านไลน์ด้วยซ้ำ เฮ้อ…” ภาพแชทที่ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ยิ่งทำให้เขาใจหวิว
“เธอจะทิ้งฉันไปจริงๆ เหรอคาร่า...”
ช่วงเย็นของวันรุ่งขึ้น...
ติ๊ง! (ไลน์ติวเตอร์ มึงทักไปคุยเองแล้วกัน)
ข้อความที่โปรดส่งมาให้ เป็นไลน์ของติวเตอร์ที่กรณ์ขอให้ติดต่อให้ ซึ่งเมื่อกรณ์เปิดอ่านข้อความนั้น ก็รีบติดต่อติวเตอร์ไปในทันที เพราะจำนวนวันที่ขาดการติดต่อกับคาร่ามันมากขึ้นทุกนาที
“คุณกรณ์คะ”
“ครับป้า”
“ป้าว่าจะขอลากลับต่างจังหวัดน่ะค่ะ พอดีพ่อของป้าเสีย...”
“ได้สิครับ... ผมเสียใจด้วยนะครับ” ผู้เป็นนายจ้างไม่ลืมที่จะแสดงความเสียใจกับเรื่องที่ได้ยิน เมื่อป้าแม่บ้านที่ทำงานให้เขามานานหลายปีสูญเสียคนในครอบครัวไป
“ป้าว่าจะขอลาสองอาทิตย์น่ะค่ะ คุณกรณ์อนุญาตไหมคะ”
“ได้ครับ ขาดเหลืออะไรบอกผมได้เลยนะครับ”
ติ๊ง! (ขอโทษด้วยนะคะ พอดีปิดรับสอนแล้วค่ะ) ข้อความตอบกลับของติวเตอร์ ทำให้กรณ์หันกับมาสนใจเรื่องเรียนภาษาที่ตั้งใจว่าจะเรียนเพื่อไปง้อเมีย ทว่าติวเตอร์ผู้สอนกับปฏิเสธที่จะรับสอนเขา
ตึก! (ผมให้ค่าจ้างเพิ่มเป็นสองเท่า ช่วยเปิดสอนให้ผมเป็นกรณีพิเศษหน่อยนะครับ)
แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดจะถอดใจเพียงแค่เจอปัญหาเล็กๆ เช่นนั้น เพราะคิดว่าทุกอย่างจัดการได้หากว่ามีเงินเข้ามาเป็นตัวช่วย ซึ่งก็ได้ผลจริงๆ
ติ๊ง! (ตกลงค่ะ)
สองวันต่อมา หน้าบ้านกรณ์...
“ว่าจะไม่รับแล้วเชียว...” เสียงของ ‘ผักกาด’ เด็กสาวในชุดมอปลายพูดขึ้นถึงเรื่องที่บีบให้เธอต้องรับงานนี้ในช่วงที่ต้องเตรียมตัวสอบจบมอปลายและเตรียมหามหาลัยเข้าเรียนต่อ
แต่เพราะเงินที่มากขึ้นเป็นสองเท่านั้น เธอจึงไม่กล้าปฏิเสธโอกาสดีๆ แบบนี้ที่ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ แม้จะต้องปรับเวลาใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด หรืออาจจะต้องกลับบ้านช้ากว่าปกติ
ติ๊งต่อง!
“บ้านหลังใหญ่จัง” เด็กสาวผมเปียใช้เวลาที่ยืนรอคนมาเปิดประตูให้เธอ ไปกับการโฟกัสภายนอกบ้านหลังใหญ่นี้ที่เธอกำลังจะต้องเข้าไป
แก๊ก!
“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือขึ้นไหว้เจ้าของบ้านอย่างสุภาพ
“มาหาใครเหรอหนู?”
“ที่นี่บ้านของคุณกรณ์ใช่ไหมคะ?”
“ใช่ บ้านฉันเองมีอะไร” เวลานี้เขาตั้งคำถามในหัวเต็มไปหมดว่าเธอคือใคร และคิดไปถึงขั้นว่าเธออาจจะเป็นลูกที่เขาไปไข่ทิ้งไว้ที่ไหน
“หนูเป็นติวเตอร์ของคุณค่ะ วันนี้เรามีนัดกัน จำได้ไหมคะ…”
“ติวเตอร์!” เขาพูดออกมาด้วยความแปลกใจและวาดตามองเธอหัวจรดเท้า เพราะไม่คิดว่าติวเตอร์ของเขาจะมาติวภาษาให้เขาในลุคเด็กสาวมอปลายเช่นนี้
“ใช่ค่ะ”
“เด็กมอปลายงั้นเหรอ…”
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] - [Follow the next episode]
[-กดใจ -เพิ่มเข้าชั้น -คอมเมนท์ให้กำลังใจ และฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะครับ🙏]
ภายในบ้านหรูของกรณ์...
เขาชั่งใจอยู่นานว่าจะพาเด็กสาวแปลกหน้าเข้ามาด้านในบ้านดีหรือเปล่า เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นพวกมิจฉาชีพมาหลอกลวง แต่เมื่อได้รับการยืนยันจากข้อความในไลน์ที่คุยกันก็จำต้องพาเธอเข้ามาในบ้าน แม้จะรู้สึกไม่ค่อยดีที่เห็นว่าเธอยังเด็ก
“นั่งก่อนสิ”
“ไม่คิดว่าคุณกรณ์จะโตขนาดนี้เลยนะคะ...” เธอเองก็แปลกใจเหมือนกัน ที่รู้ว่านักเรียนของเธออายุมากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเธอจะสอนแค่คนที่เด็กกว่า หรืออายุเท่า ๆ กัน ซึ่งตอนที่ตอบรับงานนี้ก็คิดว่าเธอจะต้องมาสอนลูกหรือหลานของเขาอะไรอย่างนั้น
“ฉันก็ไม่คิดว่าหนูจะเด็กขนาดนี้เหมือนกัน ว่าแต่อายุเท่าไหร่ล่ะ?”
“อายุสิบแปด ย่างสิบเก้าค่ะ”
เมื่อได้ยินอายุของเด็กสาวกรณ์ก็ยกนิ้วขึ้นนับเลข เพื่อดูว่าติวเตอร์อายุน้อยกว่าตนกี่ปี “สามเอ็ด สามสอง สามสาม ห่างกันสิบห้าปี...”
“...” ผักกาดนั่งมองการกระทำของชายหนุ่มอย่างแปลกใจ เพราะไม่คิดว่ายังมีคนยกนิ้วขึ้นมานับเลขอยู่อีก กับจำนวนเลขง่ายๆ แบบนั้น
“หนูคิดว่าสอนฉันได้แน่ใช่ไหม?”
“หนูสอนได้อยู่แล้วค่ะ แต่ว่าหนูจะว่างมาสอนช่วงห้าโมงถึงสองทุ่มนะคะ”
“ดีเลย ฉันตื่นช่วงนั้นพอดี...แล้ววันนี้เราจะเริ่มเรียนกันเลยหรือเปล่า”
“ยังค่ะคุณกรณ์”
“ไม่ต้องพูดเป็นทางการกับฉันขนาดนั้นก็ได้นะ เรียกแบบสบายๆ ดีกว่า...” เขาคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นการเรียนการสอนคงจะผ่อนคลายกว่านี้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดี
“งั้น...หนูขอเรียกตามอายุแล้วกันนะคะ”
“อ๋อได้สิ”
เธอเริ่มยิ้มออกเมื่อเห็นว่านักเรียนของเธอเป็นคนรวยก็จริง แต่ไม่ได้เรื่องมากในการเรียนการสอน “งั้นวันนี้หนูจะแจ้งตารางเรียนคร่าวๆ ก่อนนะคะ ว่าจะเริ่มเรียนอะไรบ้าง จะสอนวันไหน แล้วก็จะให้ชีทเนื้อหาการเรียนกับคุณลุงไว้ด้วย ลองศึกษาดูก่อนนะคะ”
“...” กรณ์นั่งอึ้งกิมกี่เมื่อได้ยินผักกาดเรียกเขาด้วยคำนั้น ‘ลุงเหรอ?’
“อ๋อแล้วก็ หนูอยากจะขอคุณลุงเรื่องนึงค่ะ คือหนูกลับบ้านช้ากว่าสองทุ่มครึ่งไม่ได้ เพราะรถเมย์ที่หนูนั่งกลับบ้านหมดตอนสามทุ่ม รบกวนคุณลุงพร้อมเรียนทันทีเวลาห้าโมงตรงนะคะ หรือเลทได้มากสุดแค่สิบนาที”
“คุณลุงเหรอ?” เขายังติดอยู่กับคำนั้นที่เธอใช้เรียก
“ค่ะ”
“ฉันแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เอ่อ...ก็ไม่แก่หรอกค่ะ แต่ว่าถ้าเรียกว่าพี่หนูคิดว่าคงไม่เหมาะ เพราะอายุห่างกันเกินไป” เธอได้ยินเขาพูดถึงเรื่องอายุที่ห่างกันมากถึงสิบห้าปี และคิดว่าการเรียกเขาว่าคุณลุงคงเป็นการให้เกียรติกับอายุของเขามากที่สุด
“...” พูดไม่ออกเลยกู จะบ้าตาย “เดี๋ยวฉันมานะ...”
“ค่ะคุณลุง”
บาร์ครัว...
กรณ์หลบเข้ามาที่บาร์ครัว เพื่อต่อสายหาเพื่อนรักของเขา คนที่ส่งติวเตอร์เด็กสาวนี้มาให้เขา “ไอ้เหี้ยโปรด มึงเอาเด็กสิบแปดมาสอนภาษากูเนี่ยนะ”
“เด็กสิบแปดอะไรของมึง?” โปรดยังคงมึนงงที่จู่ ๆ เพื่อนของเขาก็โทรมาพูดแบบนั้น
“ติวเตอร์ที่มึงหามาให้กูอายุแค่สิบแปด เป็นเด็กมอปลายแถมเป็นเด็กผู้หญิงด้วย...”
“แจ่มเปล่าวะ?”
“แจ่มเหี้ยอะไร คุกล่ะสิ!”
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันเว้ย กูก็ขอไลน์จากพี่สาวกูมาอีกที” โปรดเองก็ไม่เคยเห็นติวเตอร์ของหลานสาวเลยเช่นกัน แต่รู้ว่าพี่สาวจ้างเธอมาสอนภาษาให้หลานสาว ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นเด็กมอปลายอย่างที่เพื่อนบอก
“เอาไงดีวะเนี่ย?”
“มึงก็แค่เรียนๆ ไป ก็แค่นั้น...”
“แล้วมึงคิดว่ากูจะมีสมาธิเรียนไหมล่ะ”
“ทำไมวะ?”
“มึงก็นึกภาพเอาเองแล้วกัน เด็กผู้หญิงใส่ชุดนักเรียนมอปลาย ถักผมเปีย ผิวขาว ตาโต ตัวเล็ก...” เขาบรรยายสิ่งที่เห็นให้โปรดฟังเพื่อให้เพื่อนพอนึกภาพออก ว่าสิ่งนั้นทำให้เขาไม่มีสมาธิในการเรียนการสอน
“งั้นเดี๋ยวกูไปเรียนเป็นเพื่อน”
“พอเลยมึง หาเรื่องให้กูจริงๆ ...” กรณ์ตัดสายทิ้งจากโปรดเพราะคิดว่าเขาคงช่วยอะไรไม่ได้ และหากคุยกันนานกว่านี้คงจะพากันพูดถึงเรื่องไม่ควร เช่นคิดเรื่องทะลึ่งกับเด็กสาว
ห้องนั่งเล่น...
ระหว่างที่ผักกาดนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นกลางบ้าน เธอก็เห็นว่าตอนนี้ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแปลกๆ ราวกับฝนกำลังจะตก
“จะตกอีกแล้วเหรอเนี่ย ป้ายรถเมย์อยู่ไกลด้วยทำไงดี” กว่าเธอจะเดินจากป้ายรถเมย์เข้ามาถึงหน้าบ้านของกรณ์ก็ใช้เวลาหลายนาที ซึ่งถ้าฝนตกกลางทางคงไม่เป็นผลดีแน่
“อ๋อจริงสิ หนูชื่ออะไรเหรอ?”
“ผักกาดค่ะ เรียกผักเฉยๆ ก็ได้...” เธอหันไปตอบคำถามนั้นของกรณ์เมื่อเห็นว่าเขาเดินกลับมาหาเธอพร้อมกับน้ำดื่มสะอาด
“ดื่มน้ำก่อนสิ”
“ขอบคุณมากนะคะ แต่ว่าหนูต้องกลับแล้วล่ะค่ะ”
“อ๋อ ฝนจะตกสินะ งั้นก็รอให้แท็กซี่มาก่อนสิแล้วค่อยออกไป”
“คือ...หนูต้องเดินไปขึ้นรถเมย์ที่หน้าปากซอยน่ะค่ะ”
“เดินไปหน้าปากซอยเลยเหรอ?!” เขาถามอย่างตกใจเพราะระยะทางที่ไกลเกือบสี่ร้อยเมตร
ครืน!!
“ใช่ค่ะ หนูขอกลับก่อนนะคะ เดี๋ยวฝนตก” เสียงฟ้าร้องเมื่อครู่ทำให้เธอรีบร้อนวิ่งออกจากบ้านไป เพราะกลัวว่าฝนจะตกลงมากลางทาง หากเป็นแบบนั้นคงยากที่จะหาที่หลบฝนได้
“...ไกลขนาดนั้นเดินไปได้ยังไง” เขาสงสัยที่เธอมีแรงเดินทางไกลขนาดนั้น ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายยังรู้สึกว่ามันเหนื่อยหากต้องเดินไกลเช่นนั้น
และหลังจากที่ผักกาดออกจากบ้านไปยังไม่ถึงนาที ฝนก็เทลงมาหนักมากเพราะวันนี้ตรงกับวันที่พายุเข้า ครืน! ซู่!
เสียงฝนที่เทลงมาทำให้กรณ์ที่อยู่ในบ้านเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกกระจกบานใส จึงเห็นว่าฝนเทลงมาเม็ดใหญ่พร้อมกับลมกระโชกแรง
“ตกแล้วเหรอ?”
ฝนตกหนักทำให้เขานึกห่วงเด็กสาวที่เพิ่งวิ่งออกจากบ้านไปเมื่อครู่ เพราะคิดว่าเธอคงน่าจะยังไม่ถึงที่หมาย และคงจะหลบฝนอยู่ที่ไหนสักที่ในเวลานี้
“ไม่น่าจะเดินถึงแฮะ...”
ติ๊งต่อง!
กรณ์ทำท่าจะลุกเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารทาน แต่ยังไม่ทันเดินถึงครัวก็มีเสียงกดออดหน้าบ้านดังขึ้น เขาจึงต้องคว้าร่มในบ้านเดินออกไปดูว่าคนที่มากดกริ่งนั้นเป็นใคร
ประตูรั้วหน้าบ้าน...
แก๊ก!
เมื่อเปิดประตูออกดูก็เห็นว่าเป็นผักกาด เด็กสาวที่เวลานี้เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อนักเรียนเก่าๆ ของเธอเปียกชุ่มและบางจนเห็นก้อนเนื้ออวบที่ซ่อนอยู่ภายใต้
“คุณลุงคะ ฝนตกหนักมากเลย หนูขอหลบฝนที่นี่ก่อนได้ไหมคะ?”
“ดะได้สิ เข้ามาก่อน...”
ก็ว่าจะไม่คิดแล้วเชียว...
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] - [Follow the next episode]
[-กดใจ -เพิ่มเข้าชั้น -คอมเมนท์ให้กำลังใจ และฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะครับ🙏]
ภายในบ้าน...
เมื่อเดินพ้นประตูบ้านเข้ามา เด็กสาวก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะก้าวเท้าเข้าไปด้านในเพราะเนื้อตัวที่เปียกชุ่มของเธอ กลัวว่าบ้านหรูของเขาจะเลอะเทอะ
“เข้ามาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
“เดี๋ยวหนูเช็ดให้นะคะ…” เธอพูดด้วยความเกรงใจ ก่อนจะเดินตามเขาเข้ามาภายในบ้าน
“เดี๋ยวฉันไปหาชุดมาให้เปลี่ยน รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ”
“ค่ะ”
เธอยืนรออยู่แบบนั้นตามคำสั่งไม่ขยับไปไหน จนกระทั่งเจ้าบ้านกลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าในมือที่เธอน่าจะใส่มันได้พอดี เพราะขนาดตัวของเธอไม่เล็กหรือใหญ่เกินกว่าเจ้าของชุดอย่างคาร่าเท่าไหร่
“เปลี่ยนใส่ชุดนี้ไปก่อนนะ แล้วก็เอาชุดนักเรียนไปอบ ฝนหยุดก็น่าจะแห้งพอดี”
“หมายถึงซักเหรอคะ?”
“ใช่ ซักแล้วก็อบ”
“...อ๋อค่ะ” แม้ว่าจะไม่เข้าใจคำว่าอบผ้า เธอก็ยื่นมือไปรับชุดนั้นด้วยความนอบน้อม และไม่ลืมที่จะยกมือน้อยขึ้นไหว้ขอบคุณเจ้าบ้านผู้ใจดี
“ห้องน้ำอยู่ทางนั้น”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” เธอทิ้งคำปวดใจนั้นไว้ให้เขา ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ด้วยท่าทางเกรงใจ
“เรียกฉันว่าลุงอีกทีจะขย้ำให้ หึย!” คนหื่นยกมือสองข้างขึ้นมาขย้ำลมท่าทางหมั่นเขี้ยวเด็กสาวที่เอาแต่เรียกเขาแบบนั้น
แต่ก็ต้องสงบอารมณ์ไว้ เพราะคิดได้ว่าตัวเองควรโฟกัสแค่เรื่องเรียนภาษาเพื่อจะตามไปง้อเมีย และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะออกนอกลู่นอกทางกับสิ่งล่อตาล่อใจ เช่นเด็กสาวท่าทางไร้เดียงสาในชุดนักเรียนมอปลาย
ภายในห้องน้ำ...
“ถอดออกซักด้วยดีไหมนะ?” เธอถามความเห็นตัวเองถึงชุดตัวจิ๋วที่ใส่อยู่ด้านใน ก่อนจะถอดมันออกตามชุดนักเรียน เพราะมันเปียกจนไม่กล้าให้เสื้อผ้าราคาแพงที่จะใส่ทับของเขาเปียกตามไปด้วย
หน้าห้องน้ำ...
“เอาเสื้อผ้าไปซักที่ไหนเหรอคะคุณลุง?” เธอเอ่ยถามกับเจ้าบ้านเมื่อเดินห่อไหล่ถือชุดเปียกออกมาจากห้องน้ำ
“เอามานี่ เดี๋ยวฉันเอาไปซักให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูซักเอง”
เจ้าบ้านไม่ได้ฟังที่เธอพูด แต่เดินเข้ามาหาและพาเธอไปที่ห้องซักล้างที่อยู่ไม่ไกล “ซักเป็นใช่ไหม?”
เธอยืนมึนงงอยู่ด้านหน้าตู้ ที่มีหน้าตาคล้ายกันแถมวางซ้อนกันอยู่สองเครื่อง และปกติเธอซักชุดด้วยมือ จึงทำให้ไม่รู้ว่าอันไหนแน่ที่เป็นเครื่องซักผ้า “ใช้ยังไงเหรอคะ?”
คนตัวสูงยื่นมือไปเปิดตู้ที่อยู่ด้านบนออก และส่งซิกให้เด็กสาวใส่เสื้อผ้าเข้าไปด้านใน ก่อนที่เขาจะปิดมัน “ถ้าเครื่องมันดังแล้ว เธอก็เปิดตู้ออก แล้วเอาชุดใส่เข้าไปที่ตู้ข้างล่างนี้เข้าใจไหม?”
“ค่ะคุณลุง”
“เฮ้อ...” คำว่าลุงที่ได้ยินมันทำเขาหงุดหงิดใจจริงๆ “ช่างเถอะ กินอะไรมาหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ”
“...” ท่าทางที่ยืนห่อไหล่ของเธอมันทำให้เขาสงสัย จนต้องตั้งใจสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเด็กสาว ทว่าจุกรักที่อยู่บนเต้าอวบนั้นดันแข็งแทงเสื้อตัวบางออกมาจนทำเจ้าบ้านสำลักความหื่น
“ดะเดี๋ยวฉันทำกับข้าวเผื่อแล้วกันนะ”
และแน่นอนว่าเด็กขี้เกรงใจอย่างผักกาดไม่มีทางปล่อยให้เขาเตรียมอาหารอยู่คนเดียว โดยที่เธอไม่ได้ช่วยเหลืออะไรหรือนั่งรออยู่เฉยๆ แน่
“เดี๋ยวหนูช่วยล้างผักนะคะ”
เธอหยิบผักที่กรณ์เอาออกมาวางไว้ที่เคาน์เตอร์ครัวไปล้างทันที แต่เหมือนว่าการที่เธอเดินไปเดินมาอยู่ในครัวจะทำให้เขาไม่มีสมาธิในการทำอาหารและเอาแต่เหลือบตามองเธออยู่ไม่หยุด
“นี่...”
“มีอะไรเหรอคะ?”
“เอา...” ถามดีไหมวะ
“เอาอะไรเหรอคะ?”
“เอาเสื้อในไหม เดี๋ยวฉันไปหยิบให้?”
เด็กสาวห่อไหล่พร้อมยกมือขึ้นปิดเต้าอวบของเธอทันที เมื่อถูกเขาถามคำถามน่าอายแบบนั้น “มะไม่เป็นไรค่ะ”
“ถ้างั้นก็ไปนั่งรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวตรงนู้นเถอะ เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง”
“ค่ะคุณลุง” เธอวิ่งเขินหน้าแดงออกจากครัวไปเพราะอายกับเรื่องเมื่อครู่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอเผลอแอ่นหลังยืนตรงจนเขาเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น
โต๊ะทานข้าว...
หลังจากที่นั่งรออยู่ไม่นานเจ้าบ้านก็ยกอาหารมาเสิร์ฟ เป็นอาหารง่ายๆ ที่เขาพอจะทำเป็น “รองชิมดูนะ ไม่รู้ว่าเธอจะชอบรสชาตินี้ไหม”
“หนูกินได้หมดค่ะ ทั้งเผ็ดจืด หรือว่าเค็ม”
“ก็ดี กินง่ายดี” ทั้งคู่เริ่มตักข้าวเข้าปาก ความเงียบแปลกๆ ทำให้กรณ์ต้องหาเรื่องชวนเด็กสาวพูดคุย เพื่อลดความเกร็งลงจากสถานะคนแปลกหน้า
“อายุแค่นี้ มาเป็นติวเตอร์ทำไม?”
“หนูกำลังเก็บเงินไว้เรียนต่อมหาลัยค่ะ”
“ทำไมต้องส่งตัวเองเรียนด้วย แล้วพ่อแม่ล่ะ?”
“ไม่มีค่ะ แล้วก็ไม่เคยเจอหน้าด้วย...พวกท่านทิ้งหนูไว้กับป้าตั้งแต่เด็กๆ หนูเลยต้องทำงานส่งตัวเองเรียน” เธอไม่ได้มีชีวิตสุขสบายเหมือนกับเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่ส่งเรียนหนังสือ และคอยมอบความรักความอบอุ่นให้
“แต่ก็ยังโชคดีที่มีป้านะ...” เขาพูดแบบนั้นเพราะกลัวว่าเธอจะเสียใจเรื่องที่พ่อแม่ทิ้งเธอไป
“โชคร้ายมากกว่า” เธอพูดขึ้นลอย ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
การที่เธออาศัยอยู่กับป้า เรียกว่าเป็นโชคร้ายในโชคร้ายของเธอ เพราะผู้เป็นป้าจะคอยด่าว่าเธอตลอดว่าเป็นภาระ ทั้งที่ทางบ้านก็ไม่ได้ลำบากอะไรแต่เธอกลับเป็นคนที่ลำบากที่สุด
เธอไม่สามารถนั่งดูทีวีหรือเล่นโทรศัพท์มือถือได้เป็นชั่วโมงๆ เหมือนกับลูกชายของเขา เพราะต้องคอยทำงานบ้านราวกับคนใช้ ไม่มีสิทธิ์กินข้าวร่วมโต๊ะพร้อมหน้ากับคนอื่น ทำได้เพียงกินของเหลือที่พวกเขาทานกันจนอิ่ม และรอให้เธอไปเก็บโต๊ะให้ ซึ่งเธอก็จะเป็นคนจัดการเศษอาหารพวกนั้น จึงทำให้เธอเป็นคนที่กินง่ายอยู่ง่าย เพราะชีวิตบีบให้เธอต้องเป็นแบบนั้น ร่มที่มีให้ทุกคนในครอบครัวใช้ยกเว้นเธอ นั่นจึงทำให้เธอเกลียดน่าฝนที่สุด เพราะต้องเดินตากฝนกลับบ้านบ่อยๆ
เธอเริ่มทำงานรับจ้างตั้งแต่ขึ้นมอต้น และเริ่มเป็นติวเตอร์ในช่วงขึ้นมอปลาย เธอนำความรู้ที่มีมาใช้หาเงินให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง เงินทุกบาทที่หามาได้เธอเก็บออมและใช้มันอย่างประหยัดเพื่ออนาคตวันข้างหน้าของเธอ
“ว่าแต่คุณลุงทำงานอะไรเหรอคะ ทำไมถึงมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้?” เธอถามเขากลับ เพราะคิดว่าเขาคงเป็นคนที่เก่งมากคนหนึ่ง ถึงได้มีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่และหรูหราแบบนี้
“ฉันมีธุรกิจหลายอย่างน่ะ ทั้งผับบาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร แล้วก็มีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งหมดนั่นเป็นธุระกิจที่ฉันสานต่อสิ่งที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนพวกท่านจะจากไป บ้านหลังนี้ก็ด้วย...”
เขาไม่ใช่คนเก่งอย่างที่เธอคิด แค่เป็นคนที่เกิดมาโชคดีกับความพร้อมทางด้านครอบครัว แม้พ่อแม่จากไปเขาก็สามารถอยู่คนเดียวได้สบายๆ เพราะสินทรัพย์มากมายที่ได้รับเป็นมรดก
“ดีจังเลยนะคะ...”
“...” ใบหน้าเศร้าๆ ของเธอมันทำให้คนที่ได้มองรู้สึกเห็นใจในความแตกต่างของชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ช่วยเหลืออะไรเธอไม่ได้ เพราะคิดว่าการเข้าไปยุ่งกับชีวิตใครคนนึงจะต้องติดอยู่กับเรื่องนั้นไปตลอด
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] - [Follow the next episode]
[-กดใจ -เพิ่มเข้าชั้น -คอมเมนท์ให้กำลังใจ และฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะครับ🙏]