“โอวม่อเยวียน?”
เปี่ยนจือถึงกับอึ้งไป
แม้ว่าเธอจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาไม่มีวันเข้าข้างเธอ
ทว่าเธอก็ยังเชื่อมาตลอดว่า อย่างน้อยเขาก็เป็นคนยุติธรรมพอที่จะไม่ตัดสินเรื่องราวโดยปราศจากการสืบสวน หรือเพียงแค่ฟังความข้างเดียวจากเฉินอวี่เยียนแล้วมาสรุปความผิดทันทีแบบนี้
แต่ตอนนี้ แม้แต่ความหวังเพียงน้อยนิดนั้นก็กลับกลายเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน
เปี่ยนจือก้มหน้าลง พลางหัวเราะเยาะตัวเอง
นี่น่ะเหรอผู้ชายที่เธอเฝ้าฝันว่าจะใช้ความรักและความอบอุ่นทั้งหมดที่มี เพื่อหลอมละลายหัวใจเขา นี่น่ะเหรอผู้ชายที่เธอยอมขัดใจพ่อเพื่อที่จะแต่งงานด้วย
สามปี
สามปีเต็มๆ
เธอรู้ว่าในใจเขามีเฉินอวี่เยียนอยู่เสมอ และก็รู้ด้วยว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ในเมื่อเฉินอวี่เยียนแต่งงานกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเขาไปแล้ว เธอจึงคิดว่าขอเพียงเธอจริงใจมากพอ สักวันหนึ่งโอวม่อเยวียนคงจะเห็นความดีของเธอบ้าง
ดังนั้นเมื่อโอวม่อเยวียนยื่นเงื่อนไขการแต่งงานโดยมีข้อแม้ว่าเธอต้องดูแลอาการป่วยของเฉินอวี่เยียน เธอจึงไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วก็ตอบตกลงไป
แต่กลับไม่คิดเลยว่า สามปีผ่านไป และในวันนี้โอวม่อเยวียนจะพูดคำว่า ‘หย่า’ ออกมาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้นมองโอวม่อเยวียนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
แววตาเย็นชาของชายหนุ่มไร้เยื่อใย ใบหน้าคมเข้มไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ ยามที่เขามองมายังเธอก็ยังคงห่างเหินและเฉยชาไม่ต่างจากเมื่อสามปีก่อนอยู่ดี
เป็นเธอเอง……ที่ไร้เดียงสาเกินไป
คนที่เขาไม่รัก ต่อให้พยายามมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันหันมารักได้หรอก
“เปี่ยนจือ! ที่ม่อเยวียนพูดน่ะได้ยินไหม?! ถ้าไม่ลาออก ก็หย่าซะ!” คุณนายใหญ่มองเปี่ยนจือด้วยสีหน้าที่เปี่ยมความมั่นใจ ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ฉันบอกแล้วไงคะ” เปี่ยนจือค่อยๆ เหยียดตัวขึ้นตรง สีหน้าดูเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ “ฉันพยายามสุดความสามารถแล้ว ถ้าพวกคุณสงสัยในเรื่องการใช้ยาของฉัน ก็สามารถเชิญคณะกรรมการตรวจสอบของโรงพยาบาลมาตรวจสอบได้ แต่ฉันไม่มีวันละทิ้งวิชาชีพของฉันเด็ดขาด”
ทันทีที่พูดจบ
คุณนายใหญ่โอวก็เอามือตบโต๊ะดังปัง ปลายนิ้วชี้ตรงมาที่ใบหน้าของเปี่ยนจือ พลางเอ่ยวาจาถากถาง “พยายามเต็มที่แล้วงั้นเหรอ? !”
“เหอะ——”
“ถึงกับกล้าพูดออกมาว่าจะเชิญคณะกรรมการตรวจสอบของโรงพยาบาลมาเลยเหรอ นึกว่าฉันไม่รู้หรือไงว่า เธอกับพวกเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลนั่นสมรู้ร่วมคิดกัน เตรียมการกันไว้หมดแล้ว? อวี่เยียนบอกฉันหมดแล้วว่า พวกเธอทารุณกรรมอวี่เยียนที่โรงพยาบาลยังไงบ้าง บังอาจมารังแกหนูอวี่เยียนสุดที่รักของพวกเรา แถมพวกเขายังอุตส่าห์พยายามจะปกปิดความผิดให้เธออีก!”
“ได้! ในเมื่อเธอยังไม่สำนึก พ่อบ้านว่าน! ลากตัวนังนี่ไปขังไว้ในโรงเก็บฟืน เธอสำนึกผิดเมื่อไหร่ค่อยปล่อยตัวออกมา!”
“ในเมื่อเธอปากดีนัก ก็ไม่ต้องให้ข้าวเธอกิน! แค่คอยให้น้ำบ้าง อย่าให้ตายก็พอ!”
เปี่ยนจือรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก นี่มันสังคมสมัยใหม่ที่บ้านเมืองมีขื่อมีแป ยังจะมีการจับไปขังในโรงเก็บฟืนแล้วให้อดข้าวอดน้ำกันอยู่อีกเหรอ?
เธอไม่ได้โต้ตอบในทันที แต่กลับหันไปมองโอวม่อเยวียน
เธอยอมรับว่าตัวเองโง่เขลานัก ที่ยังดึงดันอยากจะยืนยันความคิดของโอวม่อเยวียนในตอนนี้ให้ชัดแจ้ง
ทว่าสิ่งที่เห็นคือสายตาเย็นชาของโอวม่อเยวียนที่ทอดมองมา “คิดให้ตกก่อนแล้วค่อยมาคุยกับผม เรื่องของอวี่เยียน คุณต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด”
“พี่คะ จะไปคุยกับยัยนี่ให้เสียเวลาทำไม” โอวเหยาเกลียดเปี่ยนจือเข้าไส้ เธอคิดว่าโอวม่อเยวียนถูกเปี่ยนจือบีบบังคับให้แต่งงานด้วย ดังนั้นตั้งแต่เปี่ยนจือแต่งเข้าตระกูลโอวมา เธอจึงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเสมอ “จับโยนเข้าไปในโรงเก็บฟืนให้อดข้าวสักสามวันสามคืน ดูซิว่าจะยังปากเก่งอยู่อีกไหม!”
เปี่ยนจือไม่แม้แต่จะมองโอวเหยา และไม่สนด้วยว่าฝ่ายนั้นจะคิดกับเธออย่างไร ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เธอสนใจเพียงความรู้สึกของโอวม่อเยวียนเท่านั้น
เธอมองจ้องเขาตรงๆ “โอวม่อเยวียน ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะทำร้ายเฉินอวี่เยียนเลยสักนิด ฉันเป็นหมอ ไม่มีทางทำเรื่องที่ผิดต่อคนไข้ของตัวเองแน่นอน คุณมักจะบอกว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผลและยุติธรรมเสมอไม่ใช่เหรอ? ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยมอบความยุติธรรมให้กับฉันบ้างได้ไหม”
เปี่ยนจือมองเขาด้วยสายตาคาดหวังอย่างแรงกล้า
เธอไม่ได้หวังความรักที่ลำเอียง เพียงแค่หวังในความยุติธรรมเท่านั้น
หวังให้มีการสืบหาความจริงในเรื่องนี้อย่างเป็นธรรม และให้คำอธิบายที่เป็นธรรมกับเธอ
เพียงเท่านั้นเอง
ทว่าสุดท้ายเธอก็ต้องผิดหวัง
เธอถูกพ่อบ้านว่านฉุดกระชากเข้าไปในโรงเก็บฟืน
ประตูไม้บานหนาอันหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงต่อหน้าต่อตาของเปี่ยนจือ เธอเฝ้ามองใบหน้าของโอวม่อเยวียนที่ค่อยๆ ลับหายไปตามบานประตูที่เคลื่อนเข้าหากัน
เธอรู้สึกลนลานเล็กน้อย แต่ในดวงตาของชายหนุ่มกลับมีเพียงความเย็นชา ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ต่อเธอ
ฝีเท้าที่เธอกำลังจะก้าวออกไปพลันชะงักงันด้วยสายตาโหดเหี้ยมคู่นั้น เปี่ยนจือหยุดนิ่งด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทำได้เพียงเบิกตามองใบหน้าของโอวม่อเยวียนที่เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
เธอไม่รู้ว่าตัวเองติดอยู่ในโรงเก็บฟืนที่มืดมิดนั้นนานแค่ไหน
รู้เพียงว่าพื้นใต้ปลายนิ้วนั้นชื้นแฉะ
อากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความหนาวเหน็บและกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว
มีสัตว์ตัวอ่อนนุ่มคลานผ่านข้างกายพร้อมกับเสียง ‘จี๊ดๆ ’ ที่ชวนให้อกสั่นขวัญแขวน
จากความเสียใจในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความชาชิน ท้ายที่สุดเธอก็นั่งทรุดตัวลงบนพื้นอย่างเหม่อลอย ความรักที่เคยล้นปรี่ในอกค่อยๆ มอดดับลงไปตามกาลเวลาที่เคลื่อนผ่าน
ในพื้นที่ที่ไร้แสงตะวันแห่งนี้ เธอไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
จนกระทั่งประตูบานหนาถูกผลักเปิดออกจากด้านนอกพร้อมเสียง ‘เอี๊ยด’ และแสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาเป็นเส้นตรง
โอวม่อเยวียนยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดนั้น พลางเอ่ยคำที่แสนเย็นชาออกมา “สำนึกผิดหรือยัง?”
ถ้าสำนึกแล้ว ก็รีบไปดูแลอวี่เยียนที่โรงพยาบาลซะ
ความรักเพียงน้อยนิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ พลันมลายหายไปกับคำพูดนั้น
แต่เปี่ยนจือยังคงไม่ยอมแพ้ เธอแยกไม่ออกว่ามันคือความเสียดายตลอดสามปีที่ทุ่มเทไป หรือไม่อยากที่จะตัดใจจากโอวม่อเยวียนกันแน่
“ฉันพยายามช่วยชีวิตเฉินอวี่เยียนอย่างสุดความสามารถแล้ว ฉันมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อเธอเลย ถ้าเป็นไปได้ช่วยให้เวลาฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะไปสืบหาความจริงที่โรงพยาบาล และจะให้คำตอบที่คุณพอใจแน่นอน ได้หรือเปล่าคะ?”
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้น พยายามดิ้นรนเพื่อความสัมพันธ์นี้เป็นครั้งสุดท้าย
“ให้เวลาคุณงั้นเหรอ?” แววตาเย้ยหยันของโอวม่อเยวียนทิ่มแทงหัวใจของเปี่ยนจืออย่างจัง เธอได้ยินเขาพูดว่า “ให้เวลาคุณไปปกปิดความจริงน่ะเหรอ?”
ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ แต่เปี่ยนจือก็ยังคงใจสลายอยู่ดี
เธอค่อยๆ ชันเข่าลุกขึ้นยืนอย่างโซเซท่ามกลางความมืดมิด แล้วก็ยังคงดึงดันอยากจะถามออกไปคำหนึ่ง “โอวม่อเยวียน ตลอดสามปีมานี้ คุณเคยรักฉัน แม้เพียงสักเสี้ยววินาทีบ้างไหม?”
โอวม่อเยวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงเยาะออกมา เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยการถากถางนั้น ทำให้เปี่ยนจือเข้าใจได้ในทันที……
เสียงหัวเราะนั้นเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ฟาดลงบนหน้าอย่างแรง เพื่อเตือนสติว่าเธอกำลังเพ้อฝัน
“อ้อ ไม่เคยรักเลยสินะ” เปี่ยนจือพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด “ได้ ฉันมันเพ้อเจ้อไปเองจริงๆ ”
“ถ้าอย่างนั้น……” เปี่ยนจือยิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ก็หย่ากันเถอะค่ะ”
โอวม่อเยวียนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะขมวดคิ้วจ้องมองเปี่ยนจือด้วยสายตาเย็นเยียบ
เดิมทีเขาคิดว่า หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน เปี่ยนจือจะสำนึกผิด จะยอมอ่อนข้อและทำตัวว่าง่ายเหมือนที่ผ่านมา และยอมลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่โรงพยาบาลซะ
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่ได้ยินจากปากเธอจะกลายเป็นคำว่า ‘หย่า’
ช่างไร้เหตุผลและไม่รู้จักสำนึกจริงๆ !
เปี่ยนจือจ้องมองปฏิกิริยาของโอวม่อเยวียนอย่างตั้งใจ ก่อนจะก้มหน้าลงหัวเราะเยาะตัวเอง
เมื่อก่อนเธอเคยยอมโอวม่อเยวียนมาโดยตลอด แต่วันนี้จู่ๆ เธอก็เลือกที่จะต่อต้าน ดังนั้นท่าทางที่เขาดูประหลาดใจแบบนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะย้ำอีกครั้งท่ามกลางความงุนงงของโอวม่อเยวียน “โอวม่อเยวียน เราหย่ากันเถอะ!”
พูดจบเปี่ยนจือก็เชิดหน้าขึ้น และก้าวข้ามธรณีประตูออกไป
เธอค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า อาการไข้รุมๆ เมื่อวานเริ่มรุนแรงขึ้นท่ามกลางอากาศที่ชื้นแฉะ แผ่นหลังก็ปวดระบมจากการถูกฟาดด้วยไม้เท้า สัมผัสจากสัตว์ที่คลานผ่านปลายนิ้วยังคงติดอยู่ในประสาทสัมผัสอย่างเด่นชัด
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง
เธอจะไปจากที่นี่ ไปจากตระกูลโอว และไปจากชีวิตแต่งงานที่เธอเคยคิดว่าจะรักษาเอาไว้ให้ได้ชั่วชีวิต
เปี่ยนจือเดินออกจากบ้านตระกูลโอวมาทันที โดยไม่ได้หยิบสัมภาระใดๆ ติดมือมาด้วยเลย
เหล่าคนใช้ที่อยู่ด้านหลังต่างพากันกระซิบกระซาบ
“เหอะ…… ปากบอกว่าจะหย่า แต่กลับไม่เอาอะไรติดตัวไปเลยสักอย่างงั้นเหรอ? เล่นละครเรียกร้องความสนใจสินะ จะเสแสร้งทั้งทีก็ทำให้มันสมจริงสมจังหน่อยสิ”
“นั่นสิ เห็นวางท่าทำเป็นหยิ่ง ที่แท้ก็แค่หวังเงินของคุณชายเรา ถึงได้แต่งเข้าบ้านตระกูลโอวไม่ใช่หรือไง? ได้ยินว่าแต่งกันมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยนอนกับคุณชายเลยด้วยซ้ำนะ”
“ดีแล้วที่ไม่ได้นอนด้วย ผู้หญิงใจคออำมหิตแบบนี้ไม่คู่ควรกับคุณชายม่อเยวียนของเราหรอก แต่ฉันพนันได้เลยว่าเธอไม่มีทางหย่ากับคุณชายแน่ๆ ”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น ตำแหน่งหัวหน้าแผนกสูตินรีเวชของเธอน่ะ เดือนหนึ่งจะหาเงินได้สักกี่บาทกันเชียว ก็แค่ทำเป็นดูดีเท่านั้น เดี๋ยวก็คงยอมลาออกกลับมาดูแลคุณอวี่เยียนที่บ้านอยู่ดีนั่นแหละ”
“แค่พูดให้ดูดีเลย ถ้าเก่งจริงก็หย่าจริงๆ ซะเลยสิ”
“……”
ถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปในอากาศตามระยะทางที่เปี่ยนจือเดินห่างออกมา
สภาพร่างกายของเธอย่ำแย่มาก พิษไข้ที่สะสมมานานทำให้ร่างกายของเธอทรุดลง
ในฐานะที่เป็นหมอมาหลายปี เธอรู้ดีว่าขีดจำกัดความอดทนของร่างกายตัวเองมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เธอฝืนประคองร่างที่โงนเงนเพื่อรอรถแท็กซี่
ทันใดนั้นเอง
กระแสลมวูบหนึ่งพัดผ่านมา รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเฉียดกายเธอไปอย่างเย็นเยียบ
ปฏิกิริยาตอบโต้ของเปี่ยนจือเริ่มช้าลง เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเสี้ยวหน้าอันคมกริบของโอวม่อเยวียนในรถยนต์สีดำแล่นผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
กระจกรถค่อยๆ เลื่อนขึ้น บดบังสายตาที่เธอมองตามไป
เธออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาอย่างใจสลาย
ชีวิตสมรสสามปีที่มอบให้ด้วยความจริงใจ สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับเป็นการปฏิบัติราวกับศัตรูในวันนี้ ช่างเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่รถกำลังเลี้ยวโค้ง
คนขับรถมองผ่านกระจกหลัง เห็นร่างของหญิงสาวที่ดูเหมือนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ “คุณชายครับ ดูเหมือนว่าคุณนายจะไม่ค่อยสบายนะครับ อย่าให้ถึงกับเป็นลมตายที่หน้าประตูบ้านเราเลย หากกลายเป็นข่าวสังคมขึ้นมาจะดูไม่ค่อยดีนะครับ”
โอวม่อเยวียนที่เดิมทีหลับตาอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง “เธอทำให้เฉินอวี่เยียนต้องแท้งลูก โทษทัณฑ์นี้ ต่อให้ตอนนี้เธอตายไปก็ชดใช้ไม่หมด”
คนขับรถลอบยิ้มเล็กน้อยในมุมที่โอวม่อเยวียนมองไม่เห็น ก่อนจะขานรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ครับ”
วินาทีต่อมา รถยนต์คันนั้นก็แล่นกลืนหายไปในกระแสการจราจรที่หนาแน่น
ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ร่างของเปี่ยนจือโงนเงนไปมา ภาวะขาดน้ำทำให้ริมฝีปากของเธอแห้งผาก
เธอพยายามประคองสติ และสะบัดศีรษะหวังให้หายมึนงง แต่ความรู้สึกเวียนหัวกลับยิ่งทวีความรุนแรง ร่างกายซวนเซไปมา
มีชั่วขณะหนึ่งที่หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ เธอเอามือกุมหน้าอก รู้สึกหายใจติดขัดจนแทบขาดใจ
พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง
ในวินาทีนั้นเธอรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาหวิว ใบไม้ร่วงหล่นลงมาจากกิ่งพอดี ในขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน เธอพลันเห็นใบหน้าคมเข้มของใครคนหนึ่ง
ช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน
เธอพยายามจะลืมตาขึ้นมอง แต่เธอเหนื่อยเหลือเกิน เมื่อหลับตาลง เธอก็ได้ยินคนคนนั้นเรียกเธอว่า “เปี่ยนเสี่ยวจือ!”
เมื่อว่านเชี่ยนได้รับโทรศัพท์และมาถึงโรงพยาบาล เปี่ยนจือก็อยู่ในอาการหมดสติไปแล้ว
ใบหน้าของเธอขาวซีดราวกับไก่ต้ม
ร่างกายสั่นเทาโดยไร้จิตสำนึก เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาจากหน้าผากไม่ขาดสาย ทั้งร่างอยู่ในสภาวะร่อแร่ราวกับใกล้จะสิ้นใจ
เพื่อนร่วมงานในแผนกสูตินรีเวชต่างพากันกรูเข้ามาล้อมรอบ
เมื่อผู้อำนวยการเห็นเปี่ยนจือนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างไร้ชีวิตชีวา ก็ทั้งสงสารและโกรธจัด “บริจาคเลือดไปตั้งเยอะขนาดนั้น ยังจะฝืนทำการผ่าตัดต่ออีก พอป่วยกลับต้องนั่งแท็กซี่มาเอง ซ้ำยังมาเป็นลมเป็นแล้งอยู่หน้าโรงพยาบาลด้วย! ตระกูลโอวนี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!”
หัวหน้าพยาบาลโกรธจนแทบจะกระอักเลือดเสียเดี๋ยวนั้น เธอชี้ไปยังทิศทางห้องพักผู้ป่วยของเฉินอวี่เยียนแล้วด่ากราด “คนตระกูลโอวนี่มันยังมีความละอายใจอยู่บ้างไหม! หัวหน้าแผนกของเราต้องมาลำบากตรากตรำขนาดนี้ มีเงินแล้วมันวิเศษนักหรือไง!”
เหล่าเพื่อนร่วมงานในแผนกต่างพากันเข็นเปี่ยนจือเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยด้วยความโกรธแค้น
อาการไข้สูงของเปี่ยนจือกินเวลานานตลอดทั้งคืน เป็นเพราะร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาจึงทำได้เพียงเอนกายพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง
สายตาของเธอเหม่อลอยว่างเปล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนยังคงเด่นชัดในความทรงจำ
ขอบตาค่อยๆ ร้อนผ่าวและแดงก่ำเมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาสามปีในช่วงวัยรุ่น พี่ชายใจดีที่เคยให้ความอบอุ่นแก่เธอในค่ำคืนที่เงียบเหงาครั้งแล้วครั้งเล่า กลับกลายมาเป็นคนที่ทำร้ายเธอได้เจ็บปวดที่สุดตอนที่เธอโต
เปี่ยนจือชันเข่าขึ้นมาและกอดตัวเองไว้ ก่อนจะซุกหน้าลงแล้วสะอื้นไห้อย่างเงียบๆ
เธอเคยคิดว่า ขอเพียงมอบความจริงใจให้ ก็จะได้รับความจริงใจกลับคืนมา
เธอเคยคิดว่า ขอเพียงเธอทุ่มเทความพยายามมากพอ ทำตัวว่าง่ายมากพอ ภูเขาน้ำแข็งก็ย่อมต้องละลาย
ความมั่นอกมั่นใจของผู้หญิงนี่มัน……ช่างเป็นอันตรายต่อตัวเองเหลือเกิน!
มิน่าล่ะ คนรอบข้างถึงได้บอกว่าเธอมันโง่ พอมาคิดดูตอนนี้ เธอนั้นโง่กว่า คำว่า ‘โง่’ ที่พวกนั้นดูถูกอีก
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างโร่แล้ว
คราบเหงื่อเย็นเฉียบทำให้เปี่ยนจือรู้สึกไม่สบายตัว หลังจากที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พวกเพื่อนร่วมงานในแผนกและว่านเชี่ยนก็เดินเข้ามาพอดี
ในมือของว่านเชี่ยนยังมีอาหารเช้าอุ่นๆ ติดมาด้วย
“จือจือ คุณฟื้นแล้วเหรอ” ว่านเชี่ยนตบอกเบาๆ พลางถอนหายใจออกมายาวเหยียด “คุณทำฉันตกใจแทบแย่ คุณรู้ไหมว่าฉันเกือบคิดว่าต้องมาเก็บศพคุณแล้วนะ!”
เปี่ยนจือรู้สึกว่าเธอพูดโอเวอร์เกินไป จึงยิ้มบางๆ ออกมา “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”
“หัวหน้าครับ พักผ่อนให้สบายเถอะครับ ช่วงนี้พวกเราจะสลับกันดูแลคนไข้ในแผนกเอง หัวหน้าไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น มีอะไรพวกเราจะแบกรับไว้เองครับ” เสี่ยวหลี่จากแผนกเดียวกันพูดขึ้นด้วยความเห็นใจ
ตั้งแต่เปี่ยนจือย้ายมาที่แผนกศัลยกรรมหัวใจของโรงพยาบาลเหรินซิน ระดับงานด้านต่างๆ ก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ต่อมาเพราะเฉินอวี่เยียนตั้งครรภ์ เปี่ยนจือจึงยอมย้ายมาเป็นหัวหน้าแผนกสูตินรีเวช
ตอนที่เธอย้ายมาใหม่ๆ หลายคนโดยเฉพาะพวกรุ่นเก๋าต่างก็รู้สึกไม่ยอมรับ
แต่หลังจากได้สังเกตการณ์การผ่าตัดเพียงไม่กี่ครั้ง ทุกคนก็ยอมสยบแทบเท้า และเพราะการมาของเปี่ยนจือ แผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลเหรินซินจึงกลายเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ มีอัตราความสำเร็จในการผ่าตัดสูงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ทุกคนจึงให้ความเคารพเธอมาก
เมื่อเสี่ยวหลี่พูดจบ เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นพ้องทันที
เปี่ยนจือพยักหน้าและบอกให้ทุกคนกลับไปทำงานของตน
ก่อนจะหันไปถามว่านเชี่ยนที่อยู่ข้างเตียง “โทรศัพท์ฉันล่ะ?”
ว่านเชี่ยนพลันระแวงขึ้นมาทันที “จือจือ คงไม่ใช่ว่าจะโทรหาโอวม่อเยวียนอีกหรอกนะคะ คุณจะไปเป็นห่วงเป็นใยเขา โดยที่เขาก็ไม่สนใจใยดีคุณเนี่ยนะคะ?”
ตอนที่ว่านเชี่ยนเห็นรถของโอวม่อเยวียนแล่นฉิวผ่านตัวเปี่ยนจือไป เธอก็โกรธจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่ตรงนั้น!
เมื่อเห็นเปี่ยนจือไม่อยากให้ใครพูดจาว่าร้ายโอวม่อเยวียน ว่านเชี่ยนก็บ่นพึมพำ “ถ้าจะไปตื๊อเขา ก็รอให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคลังหมู่เลือดอาร์เอชลบเคลื่อนที่อีกได้ยังไง”
คลังหมู่เลือดอาร์เอชลบ
เปี่ยนจือขมวดคิ้วพลางยิ้มอย่างอ่อนใจ คำเปรียบเปรยนี้ ต้องยอมรับว่า……
ค่อนข้างตรงเลยทีเดียว
“เปล่าหรอก ฉันแค่อยากดูข่าวในเน็ตน่ะ”
จากนิสัยของเฉินอวี่เยียนนั้น ในเมื่อแท้งลูกไปแล้ว ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ต้องสร้างภาพให้น่าสงสารเอาไว้ก่อน
จากนั้นก็แสร้งร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าคนตระกูลโอวว่าเธอไม่รับผิดชอบ
โดยเมื่อวานเฉินอวี่เยียนบอกว่าเปี่ยนจือเป็นฝ่ายตุกติกด้วยการดัดแปลงยา เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่ได้จบแค่การพูดต่อหน้าคนในตระกูลโอวแน่นอน
เมื่อก่อนเฉินอวี่เยียนเรียกเธอว่าน้องเปี่ยนจืออย่างสนิทสนม ใครจะรู้ว่าเตรียมหลุมพรางนี้ไว้รอเธออยู่
แสร้งทำตัวเป็นหญิงสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ต่อหน้าทุกคน ให้เธอคอยดูแลรักษาเหมือนเป็นคนรับใช้มาตลอดสามปี จนกระทั่งร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติแล้ว ถึงได้หักหลังเธอเข้าให้แบบนี้
และข้อมูลในมือถือที่ถาโถมเข้ามา ก็เป็นไปตามที่เปี่ยนจือคาดไว้จริงๆ
“มีอะไรน่าดูนักหนา” ว่านเชี่ยนหงุดหงิดแทบคลั่ง “ฉันก็บอกคุณไปตั้งนานแล้วไงว่ายัยเฉินอวี่เยียนนั่นไม่ใช่คนดี นิสัยเจ้าเล่ห์จะตายชัก คนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบคุณไม่มีทางตามยัยนั่นทันหรอก ตอนนั้นคุณยังบอกว่าเขาจิตใจดีอยู่เลย ดูสิ ตอนนี้ในเน็ตด่าว่าคุณใจคออำมหิตกันใหญ่แล้ว!”
“ส่วนไอ้โอวม่อเยวียนนั่นก็สมองหมาปัญญาควายจริงๆ ! เป็นประธานบริษัทบ้าบออะไรกัน ถ้าไอคิวขนาดนั้นยังเป็นประธานได้ ดูท่าตำแหน่งประธานนี่คงไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเลยมั้ง!”
เปี่ยนจือไม่ได้ตอบคำ เธอเอาแต่ก้มมองมือถือ
ข่าวที่กระจายไปทั่วโลกโซเชียลไม่ได้เอ่ยถึงโอวม่อเยวียนหรือตระกูลโอวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพุ่งเป้ามาที่เธอและโรงพยาบาลเหรินซินโดยตรง
สำหรับแพทย์แล้ว ชื่อเสียงสำคัญที่สุด
เปี่ยนจืออาจไม่ได้สนใจชื่อเสียงตัวเอง แต่เธอไม่อาจเพิกเฉยต่อชื่อเสียงของโรงพยาบาลเหรินซินได้
เฉินอวี่เยียนใช้วิธีการแบบนี้ เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ช่างอำมหิตที่สุด!
แต่เฉินอวี่เยียนคงไม่รู้ว่า ในเมื่อเปี่ยนจือมีความสามารถรักษาเธอให้หายได้ เปี่ยนจือก็มีความสามารถทำให้ชีวิตเธอพังทลายลงได้ในพริบตาเช่นกัน อีกอย่าง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดน่ะ ไม่ใช่ว่าแค่รู้สึกดีแล้วก็เท่ากับหายขาดจริงๆ สักหน่อย!
โรคนี้ต้องอาศัยการประคับประคองดูแลเป็นเวลานาน ไม่อย่างนั้น ในโลกนี้จะมีคนเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจอยู่อีกเหรอ
เปี่ยนจือรู้สึกขบขันในความรักอันลึกซึ้งของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ขำในความไม่รู้อะไรเลยของเฉินอวี่เยียนด้วย
ว่านเชี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ พอเห็นเปี่ยนจือยิ้มบางๆ ก็รู้สึกขนหัวลุกขึ้นมาทันที เธอพูดอย่างลนลาน “อะ……อาจารย์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ถึงจะเสียใจมากแค่ไหน แต่ไว้ค่อยเอาคืนทีหลังก็ได้นะคะ แต่อาจารย์ยิ้มแบบนี้ ฉันเห็นแล้วกลัวจริงๆ นะ!”
“ค่ะ ฉันผิดไปแล้ว อาจารย์อย่าโกรธเลยนะ ต่อไปฉันจะไม่ด่าโอวม่อเยวียนว่าเป็นผู้ชายเฮงซวย และไม่ด่าเฉินอวี่เยียนว่าเป็นนังตอแหลแล้วก็ได้ ตกลงไหมคะ?”
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้นและเห็นท่าทางระมัดระวังของว่านเชี่ยน ก็เข้าใจว่าการที่เธอเคยออกโรงปกป้องโอวม่อเยวียนในอดีตทำให้ว่านเชี่ยนเข้าใจผิด
ลำคอของเธอแห้งผาก แค่จะเปล่งเสียงก็เจ็บปวดไปหมดแล้ว แต่เธอก็ยังค่อยๆ อธิบายช้าๆ อย่างละเอียด “ฉันว่า…… ที่เธอพูดมาน่ะ ถูกต้องที่สุดเลยล่ะ”
เปี่ยนจือเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนหมดแล้วเอนตัวลงนอนพักผ่อน
ทิ้งให้ว่านเชี่ยนยืนอึ้งอยู่ที่เดิมราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
อาจารย์……
เปลี่ยนนิสัยแล้วเหรอ?
เธอเพิ่งด่าโอวม่อเยวียนไป แต่อาจารย์กลับชมเธอเนี่ยนะ?!!!!!
ว่านเชี่ยนรีบชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่างอย่างเร็ว
วันนี้พระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันออกนี่นา ก็ปกติดี