“ฉันพยายามสุดความสามารถแล้วค่ะ”
การผ่าตัดครั้งนี้กินเวลานานถึงสิบสามชั่วโมง แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาลูกในท้องวัยหกเดือนของเฉินอวี่เยียนไว้ได้
เมื่อสิ้นคำพูดของเปี่ยนจือ เสียงคร่ำครวญก็ดังระงมขึ้นที่หน้าห้องผ่าตัดทันที
นำโดยคุณนายใหญ่โอวที่ถึงกับหวีดร้องออกมาเสียงแหลมลั่น “เหลนของฉัน——!” ก่อนจะล้มพับหมดสติไป
เมื่อเตียงคนไข้ของเฉินอวี่เยียนถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด ทุกคนต่างก็พากันกรูเข้าไปรุมล้อม เสียงสะอื้นไห้ที่ออกแนวเสแสร้งปนเปไปกับคำปลอบประโลมอันอ่อนโยนที่ดังแว่วเข้าหูของเปี่ยนจือ
หัวใจของเปี่ยนจือพลันเย็นเยียบลงทันที
เธอเงยหน้าขึ้นมองและเห็นโอวม่อเยวียนโน้มตัวลงไป มือบีบขอบเตียงไว้แน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยราวกับว่าเขาต่างหากที่เป็นสามีของเฉินอวี่เยียน
ทุกคนต่างพากันเดินตามเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยของเฉินอวี่เยียนเข้าไปในห้องพักฟื้น
ส่วนเปี่ยนจือได้แต่กำหน้ากากอนามัยในมือแน่น เธอที่ยืนอยู่ตรงนั้นอยู่ในสภาพหมดแรงจากการผ่าตัดที่แสนยาวนาน ผู้คนรอบข้างเดินผ่านไปมาขวักไขว่ แต่กลับไม่มีใครถามเธอสักคำว่า “เหนื่อยไหม?”
เมื่อเปี่ยนจือกลับถึงบ้านตระกูลโอวด้วยความเหนื่อยล้า เหล่าคนใช้ต่างมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ราวกับมองเห็นตัวกาลกิณีก็ไม่ปาน
ส่วนโอวเหยาน้องสาวของโอวม่อเยวียน ก็คว้าไม้กวาดจากมือพ่อบ้านมาฟาดลงที่หน้าแข้งของเธออย่างแรง “ไปไกลๆ เลย ยัยฆาตกร! ไสหัวไปให้พ้น! เสนียดจัญไรจริงๆ !”
ความสากของไม้กวาดทิ่มแทงเข้าที่หน้าแข้งจนเกิดเป็นรอยเลือด
เปี่ยนจือขมวดคิ้วฉับ พลางร้องซี้ดออกมาด้วยความเจ็บแปลบ
โอวเหยาแค่นเสียงเยาะ “คิดว่าตัวเองล้ำค่านักหรือไง ก็แค่เพราะพี่อวี่เยียนสุขภาพไม่ดีหรอกนะ ถึงได้ยอมให้คนอย่างเธออาศัยทักษะการแพทย์กับหมู่เลือดพิเศษเข้ามาเสนอหน้าอยู่ในบ้านนี้ได้ พูดให้ชัดก็คือ เธอมันเป็นแค่เครื่องมือ เป็นคลังเลือดเคลื่อนที่เท่านั้นแหละ! สำคัญตัวผิดไปแล้วจริงๆ เลยนะเธอน่ะ ตอนนี้ลูกในท้องพี่อวี่เยียนต้องตายเพราะเธอ ฉันจะคอยดูว่าเธอจะเอาอะไรไปอธิบายกับพี่ชายของฉัน!”
พูดจบ โอวเหยาก็ถ่มน้ำลายใส่เปี่ยนจืออย่างแรง ดัง ‘ถุย!’ ไปทีหนึ่ง
หลังจากแต่งเข้าตระกูลโอวมาสามปี เปี่ยนจือก็รู้ซึ้งนานแล้วว่าฐานะของเธอในบ้านนี้เป็นเพียงตัวตนที่ถูกใช้ประโยชน์ และถูกเหยียดหยามที่สุดด้วย
ที่นี่ ใครต่อใครก็สามารถปฏิบัติกับเธอด้วยท่าทางเย็นชาและพูดจาด้วยถ้อยคำถากถางได้ทั้งนั้น
เธอไม่อยากถือสาและก็ไม่มีปัญญาจะถือสาด้วย จึงทำได้เพียงเดินขึ้นบันไดไปอย่างระมัดระวัง
การผ่าตัดสิบสามชั่วโมงบวกกับภาวะตกเลือดอย่างหนักของเฉินอวี่เยียน ส่งผลให้หลังจากบริจาคเลือดให้แล้ว เธอยังต้องฝืนยืนผ่าตัดต่ออีกสิบกว่าชั่วโมง ตอนนี้เธอจึงเริ่มมีไข้ต่ำๆ และรู้สึกมึนงงไปทั้งตัว
ทว่าเพิ่งจะได้เอนตัวลงนอนได้ไม่นาน
เธอก็ถูกแรงมหาศาลฉุดกระชากขึ้นจากเตียงอย่างแรง
แรงกระชากนั้นทำให้ศีรษะของเธอกระแทกเข้ากับหัวเตียงจนเกิดเสียงดัง ‘ปึ้ก!’
เปี่ยนจือลืมตาขึ้นด้วยความเจ็บปวด เมื่อเห็นชัดว่าเป็นโอวม่อเยวียน ขอบตาเธอก็ร้อนผ่าว “ม่อเยวียน คุณกลับมาแล้วเหรอคะ เรื่องลูกของเฉินอวี่เยียน ฉันพยายามสุดความสามารถแล้วจริงๆ ค่ะ”
โอวม่อเยวียนยืนค้ำหัวพลางมองลงมา มือบีบคอเสื้อเธอไว้แน่น สายตาคมกริบดุจใบมีด “พยายามเต็มที่แล้วงั้นเหรอ? เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนผลตรวจร่างกายของอวี่เยียนออกมา คุณบอกผมว่ายังไง? คุณบอกว่าทุกอย่างปกติดี แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะ ผ่านไปแค่ไม่กี่วันลูกก็ไม่อยู่แล้ว คุณยังกล้ามาบอกว่าพยายามเต็มที่แล้วอีกเหรอ?”
เปี่ยนจือเม้มปากแน่น เงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ “ม่อเยวียน ฉันพยายามเต็มที่แล้วจริงๆ ”
เฉินอวี่เยียนป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เมื่อสามปีก่อนอาการทรุดหนัก ถึงขั้นเดินไปไม่กี่ก้าวก็ต้องหอบหายใจและใช้ออกซิเจน
ตลอดสามปีที่เธอแต่งงานกับโอวม่อเยวียน
เธอทุ่มเทเวลาทั้งวันทั้งคืนเพื่อดูแลเฉินอวี่เยียนด้วยการแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน จนร่างกายของเฉินอวี่เยียนฟื้นฟูได้จนเกือบเท่าคนปกติ แม้แต่การออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไปก็ยังทำได้
ยกเว้นตอนที่เฉินอวี่เยียนกับโอวเจิ้งห้าวทำเรื่องอย่างว่าในช่วงที่เพิ่งแต่งงานกัน จนโรคหัวใจกำเริบกะทันหัน นอกนั้นทุกอย่างก็ปกติดีมาโดยตลอด
เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอยังทำการตรวจทั้งร่างกายให้ตามปกติ ซึ่งผลตรวจก็ออกมาดีมาก แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน จู่ๆ อาการก็กลับทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว
เปี่ยนจือพักผ่อนได้เพียงแค่วันเดียว เฉินอวี่เยียนก็ปวดท้องอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว พอเธอไปถึงโรงพยาบาล เด็กในท้องก็ไร้ซึ่งสัญญาณชีพเสียแล้ว
ถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอก็ยังคงทำการช่วยชีวิตอย่างสุดกำลัง แม้แต่ในระหว่างผ่าตัดเธอก็ยังบริจาคเลือดให้อีกฝ่ายด้วย
เธอกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่มีอะไรที่ต้องละอายใจ
แต่เมื่อโอวม่อเยวียนได้ยินคำอธิบายนั้น ใบหน้าของเขากลับยิ่งเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “งั้นเหรอ? แล้วทำไมพออวี่เยียนฟื้นขึ้นมาถึงเอาแต่ร้องไห้ แล้วบอกว่าคุณเป็นคนให้เธอกินยาที่ไม่ควรจะกินล่ะ? !”
เปี่ยนจือขมวดคิ้วฉับ “อะไรนะคะ? เป็นไปไม่ได้”
โอวม่อเยวียนออกแรงกระชากคอเสื้อเธออย่างแรงด้วยความรังเกียจถึงขีดสุด “มีคำแก้ตัวอะไร ก็เก็บไว้ไปพูดกับอวี่เยียนเองเถอะ!”
โอวม่อเยวียนไม่อยากจะพูดอะไรกับเปี่ยนจือแม้แต่คำเดียว
ร่างกายของเฉินอวี่เยียนไม่แข็งแรง การตั้งครรภ์เดิมทีก็มีความเสี่ยงมากอยู่แล้ว
ครั้งนี้รักษาลูกเอาไว้ไม่ได้ แถมร่างกายยังได้รับความเสียหายหนัก ต่อไปโอกาสที่จะตั้งครรภ์อีกแทบจะเป็นศูนย์
ทั้งอวี่เยียนและพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาต่างก็มีความยึดติดกับเด็กคนนี้มาก แต่กลับถูกเปี่ยนจือทำลายความหวังทั้งหมดลงคามืออย่างเลือดเย็น
คุณนายใหญ่โกรธจนเป็นลมไปหลายรอบ พอฟื้นขึ้นมาก็สั่งให้โอวม่อเยวียนลากตัวเปี่ยนจือกลับมาที่โรงพยาบาลทันที
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องพักฟื้น คนตระกูลโอวก็พากันกรูเข้ามาล้อมเธอไว้
แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร จู่ๆ ก็มีคนผลักเธอจากข้างหลัง
เปี่ยนจือกำลังมีไข้ต่ำๆ ร่างกายจึงอ่อนแรงอยู่แล้ว เมื่อถูกผลักก็ล้มคุกเข่าลงต่อหน้าเฉินอวี่เยียนอย่างจัง
เธอพยายามจะยันเข่าลุกขึ้น แต่กลับถูกใครบางคนถีบจากด้านหลังเข้าอีกครั้ง เปี่ยนจือหันกลับไปมองด้วยความคับแค้นใจ แต่สายตากลับปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบที่เย็นเยียบของโอวม่อเยวียนเข้า
เธอชะงักกึก
“ม่อเยวียน…… คุณ……”
ชายหนุ่มมีรูปร่างสูงโปร่งรับกับเอวสอบ สายตาที่มองลงมาแสนจะดุดัน แสงแดดจัดจ้านที่ตกกระทบเหนือศีรษะส่งให้ภาพลักษณ์ของเขาดูโหดเหี้ยมและเย็นชาขึ้นไปอีก
เขาเม้มริมฝีปากแน่น มองเธอที่อยู่บนพื้นด้วยความรังเกียจถึงขีดสุด แววตาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกราวกับกำลังมองสิ่งของที่ไร้ชีวิต
ในวินาทีนั้น เปี่ยนจือพลันรู้สึกว่า
ตลอดสามปีที่เธอทุ่มเทดูแลเฉินอวี่เยียนมาอย่างสุดกำลัง และคิดไปเองว่าความพยายามที่สั่งสมมาจะทำให้โอวม่อเยวียนซึ้งใจได้นั้น……มันช่างน่าขันสิ้นดี
“นังฆาตกร!” แม่เฉินที่นั่งอยู่ข้างเตียงด่ากราดใส่เธอ “ผู้หญิงใจคออำมหิตอย่างแก ควรจะตายตกตามลูกของอวี่เยียนไปซะ!”
พูดจบ
แม่เฉินก็เอื้อมมือไปคว้าถ้วยน้ำชามาเขวี้ยงลงพื้นอย่างแรง เศษแก้วกระเด็นไปบาดมือของเปี่ยนจือ
ส่วนเฉินอวี่เยียนก็เอาแต่มองดูอยู่เงียบๆ เธอร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ในอ้อมกอดของแม่เฉิน เสียงสะอื้นไห้อย่างน่าเวทนานั้น ทำให้เฉินอวี่เยียนดูเหมือนจะหมดสติได้ทุกเมื่อ
แต่เปี่ยนจือรู้ดี
เฉินอวี่เยียนที่ซ่อนตัวอยู่ข้างหลังแม่เฉิน ดวงตาคู่นั้นของเธอในตอนที่ไม่มีใครเห็น กลับเต็มไปด้วยความสะใจและรอยยิ้มอำมหิต
“ม่อเยวียน ฉันพยายามเต็มที่แล้วจริงๆ ฉันไม่รู้ว่าทำไมหัวใจเด็กในท้องของเฉินอวี่เยียนถึงได้หยุดเต้นกะทันหัน ขอเวลาให้ฉันหน่อย ฉันจะสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างเอง” เปี่ยนจือพยายามพยุงตัวและชันเข่าลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน พลางพยายามอธิบายด้วยเหตุผล หวังว่าจะมีใครสักคนรับฟังเธอ
แต่ทว่า
คำพูดของเธอถูกกลบด้วยเสียงร้องไห้ของเฉินอวี่เยียนไปอย่างรวดเร็ว เธอเอามือปิดหน้าไว้ และไหล่ก็สั่นเทาด้วยความเจ็บปวด สะอื้นไห้พลางกล่าวโทษ
“น้องเปี่ยนจือ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ?”
“นั่นลูกของฉันทั้งคนนะ ลูกเพียงคนเดียวของฉัน เธอคิดว่าฉันจะทำร้ายลูกในไส้ของตัวเองได้ลงคอเชียวเหรอ?”
“ทั้งที่เมื่อวันก่อนเธอเป็นคนให้ฉันกินยาจีนอะไรก็ไม่รู้เองแท้ๆ ฉันยังบอกเลยว่ามันขม แต่เธอก็บังคับให้ฉันกิน แล้วยัง……”
เฉินอวี่เยียนปาดน้ำตา แววตาที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจมองไปยังคุณนายใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงกลาง พลางเม้มปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด
คุณนายใหญ่ทุบโต๊ะดังปัง พลางถามเสียงเข้ม “เปี่ยนจือพูดอะไรอีก? !”
“น้องเปี่ยนจือยังบอกอีกว่า ถ้าฉันไม่เชื่อฟัง ก็จะทำให้ฉันแท้งลูก”
เฉินอวี่เยียนเงยหน้าขึ้น หยาดน้ำใสๆ หยดหนึ่งร่วงเผาะลงจากหางตา ดูเปราะบางน่าสงสารอย่างถูกจังหวะเหลือเกิน “แต่ว่า……น้องเปี่ยนจือ ฉันก็ยอมเชื่อฟังแล้ว ฉันกินยานั่นเข้าไปแล้ว ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ล่ะ?”
“เธอจะทำร้ายฉัน จะทรมานฉันยังไงก็ได้ แต่ทำไมต้องลงมืออย่างโหดร้ายกับลูกของฉันด้วย?”
“ฉันรู้ว่าเธออิจฉาที่ม่อเยวียนดีกับฉัน แต่เราเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ความผูกพันบางอย่างมันตัดกันไม่ขาดหรอกนะ”
เฉินอวี่เยียนร้องไห้ปานจะขาดใจ พลางแอบสังเกตอารมณ์ของคุณนายใหญ่ไปด้วย
เมื่อเห็นว่าคุณนายใหญ่โกรธจัด ถึงขั้นกำไม้เท้าในมือแน่นจนเกิดเสียงดังลั่น
เฉินอวี่เยียนก็หลุบตาลงเล็กน้อย และในตอนที่ไม่มีใครสังเกตนั้นเอง เธอก็ลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ
จากนั้นเธอก็แสร้งทำเป็นอ่อนแอจนทนไม่ไหว และสลบไปในอ้อมกอดของแม่เฉิน
ไม้เท้าหนักๆ ฟาดลงบนหลังของเปี่ยนจือทันที
เปี่ยนจือหลบไม่ทัน จึงรับแรงกระแทกเข้าไปเต็มๆ ร่างเซถลาไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
ไม่มีใครช่วยพยุงเธอเลยสักคน ทุกคนทำเพียงมองดูศีรษะของเธอกระแทกเข้ากับเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีอย่างแรง จนเลือดไหลโชก
เปี่ยนจือเอามือกุมศีรษะไว้ เลือดเหนียวข้นไหลลงมาบดบังทัศนวิสัย
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลาออกจากงานที่โรงพยาบาลซะ แล้วทุ่มเทแรงกายแรงใจมาดูแลอวี่เยียนให้เต็มที่ ชีวิตที่เหลือของอวี่เยียนจะผิดพลาดไม่ได้อีกแม้แต่นิดเดียว เธอต้องไถ่บาปให้กับการกระทำของตัวเองในวันนี้!”
คำสั่งของคุณนายใหญ่โอวฟาดมาดั่งฟ้าผ่า ทำเอาเปี่ยนจือรู้สึกมึนงงไปหมด
“ไม่ได้หรอกค่ะ!” เปี่ยนจือกุมแผลที่หัวพลางอดทนต่อความเจ็บร้าว น้ำเสียงหนักแน่น “ฉันเรียนหมอมาตั้งแต่เด็ก ฉันไม่มีวันทิ้งอาชีพของฉันเพื่อใครทั้งนั้น อีกอย่าง ฉันก็บอกไปแล้วไงคะว่าเรื่องลูกของเฉินอวี่เยียน ฉันพยายามเต็มที่แล้ว ฉันไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเด็กถึงหยุดเต้นกะทันหัน แต่มันไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่ได้ให้ยาที่ผิดไปจากอาการของเธอเลยสักนิด”
“ปากดีนักนะ!” ไม้เท้าของคุณนายใหญ่โอวหวดลงมาอีกครั้ง คราวนี้โดนเข้าที่ลำตัวของเปี่ยนจือ “โอวม่อเยวียน! นี่น่ะเหรอผู้หญิงที่แกแต่งเข้าบ้านมา!”
“กล้าต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่ แถมยังทำร้ายพี่สะใภ้อีก ช่างร้ายกาจจริงๆ !”
เปี่ยนจือพยายามจะอธิบายว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไม่คิดเลยว่า ยังไม่ทันจะได้อ้าปาก เสียงที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งของโอวม่อเยวียนก็ดังขึ้นจากข้างหลังเสียก่อน “จะลาออกจากโรงพยาบาลเพื่อมาดูแลอวี่เยียนเป็นการไถ่บาปไปตลอดชีวิต หรือจะหย่า เลือกเอา!”
“โอวม่อเยวียน?”
เปี่ยนจือถึงกับอึ้งไป
แม้ว่าเธอจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาไม่มีวันเข้าข้างเธอ
ทว่าเธอก็ยังเชื่อมาตลอดว่า อย่างน้อยเขาก็เป็นคนยุติธรรมพอที่จะไม่ตัดสินเรื่องราวโดยปราศจากการสืบสวน หรือเพียงแค่ฟังความข้างเดียวจากเฉินอวี่เยียนแล้วมาสรุปความผิดทันทีแบบนี้
แต่ตอนนี้ แม้แต่ความหวังเพียงน้อยนิดนั้นก็กลับกลายเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน
เปี่ยนจือก้มหน้าลง พลางหัวเราะเยาะตัวเอง
นี่น่ะเหรอผู้ชายที่เธอเฝ้าฝันว่าจะใช้ความรักและความอบอุ่นทั้งหมดที่มี เพื่อหลอมละลายหัวใจเขา นี่น่ะเหรอผู้ชายที่เธอยอมขัดใจพ่อเพื่อที่จะแต่งงานด้วย
สามปี
สามปีเต็มๆ
เธอรู้ว่าในใจเขามีเฉินอวี่เยียนอยู่เสมอ และก็รู้ด้วยว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ในเมื่อเฉินอวี่เยียนแต่งงานกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเขาไปแล้ว เธอจึงคิดว่าขอเพียงเธอจริงใจมากพอ สักวันหนึ่งโอวม่อเยวียนคงจะเห็นความดีของเธอบ้าง
ดังนั้นเมื่อโอวม่อเยวียนยื่นเงื่อนไขการแต่งงานโดยมีข้อแม้ว่าเธอต้องดูแลอาการป่วยของเฉินอวี่เยียน เธอจึงไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วก็ตอบตกลงไป
แต่กลับไม่คิดเลยว่า สามปีผ่านไป และในวันนี้โอวม่อเยวียนจะพูดคำว่า ‘หย่า’ ออกมาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้นมองโอวม่อเยวียนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
แววตาเย็นชาของชายหนุ่มไร้เยื่อใย ใบหน้าคมเข้มไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ ยามที่เขามองมายังเธอก็ยังคงห่างเหินและเฉยชาไม่ต่างจากเมื่อสามปีก่อนอยู่ดี
เป็นเธอเอง……ที่ไร้เดียงสาเกินไป
คนที่เขาไม่รัก ต่อให้พยายามมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันหันมารักได้หรอก
“เปี่ยนจือ! ที่ม่อเยวียนพูดน่ะได้ยินไหม?! ถ้าไม่ลาออก ก็หย่าซะ!” คุณนายใหญ่มองเปี่ยนจือด้วยสีหน้าที่เปี่ยมความมั่นใจ ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ฉันบอกแล้วไงคะ” เปี่ยนจือค่อยๆ เหยียดตัวขึ้นตรง สีหน้าดูเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ “ฉันพยายามสุดความสามารถแล้ว ถ้าพวกคุณสงสัยในเรื่องการใช้ยาของฉัน ก็สามารถเชิญคณะกรรมการตรวจสอบของโรงพยาบาลมาตรวจสอบได้ แต่ฉันไม่มีวันละทิ้งวิชาชีพของฉันเด็ดขาด”
ทันทีที่พูดจบ
คุณนายใหญ่โอวก็เอามือตบโต๊ะดังปัง ปลายนิ้วชี้ตรงมาที่ใบหน้าของเปี่ยนจือ พลางเอ่ยวาจาถากถาง “พยายามเต็มที่แล้วงั้นเหรอ? !”
“เหอะ——”
“ถึงกับกล้าพูดออกมาว่าจะเชิญคณะกรรมการตรวจสอบของโรงพยาบาลมาเลยเหรอ นึกว่าฉันไม่รู้หรือไงว่า เธอกับพวกเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลนั่นสมรู้ร่วมคิดกัน เตรียมการกันไว้หมดแล้ว? อวี่เยียนบอกฉันหมดแล้วว่า พวกเธอทารุณกรรมอวี่เยียนที่โรงพยาบาลยังไงบ้าง บังอาจมารังแกหนูอวี่เยียนสุดที่รักของพวกเรา แถมพวกเขายังอุตส่าห์พยายามจะปกปิดความผิดให้เธออีก!”
“ได้! ในเมื่อเธอยังไม่สำนึก พ่อบ้านว่าน! ลากตัวนังนี่ไปขังไว้ในโรงเก็บฟืน เธอสำนึกผิดเมื่อไหร่ค่อยปล่อยตัวออกมา!”
“ในเมื่อเธอปากดีนัก ก็ไม่ต้องให้ข้าวเธอกิน! แค่คอยให้น้ำบ้าง อย่าให้ตายก็พอ!”
เปี่ยนจือรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก นี่มันสังคมสมัยใหม่ที่บ้านเมืองมีขื่อมีแป ยังจะมีการจับไปขังในโรงเก็บฟืนแล้วให้อดข้าวอดน้ำกันอยู่อีกเหรอ?
เธอไม่ได้โต้ตอบในทันที แต่กลับหันไปมองโอวม่อเยวียน
เธอยอมรับว่าตัวเองโง่เขลานัก ที่ยังดึงดันอยากจะยืนยันความคิดของโอวม่อเยวียนในตอนนี้ให้ชัดแจ้ง
ทว่าสิ่งที่เห็นคือสายตาเย็นชาของโอวม่อเยวียนที่ทอดมองมา “คิดให้ตกก่อนแล้วค่อยมาคุยกับผม เรื่องของอวี่เยียน คุณต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด”
“พี่คะ จะไปคุยกับยัยนี่ให้เสียเวลาทำไม” โอวเหยาเกลียดเปี่ยนจือเข้าไส้ เธอคิดว่าโอวม่อเยวียนถูกเปี่ยนจือบีบบังคับให้แต่งงานด้วย ดังนั้นตั้งแต่เปี่ยนจือแต่งเข้าตระกูลโอวมา เธอจึงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเสมอ “จับโยนเข้าไปในโรงเก็บฟืนให้อดข้าวสักสามวันสามคืน ดูซิว่าจะยังปากเก่งอยู่อีกไหม!”
เปี่ยนจือไม่แม้แต่จะมองโอวเหยา และไม่สนด้วยว่าฝ่ายนั้นจะคิดกับเธออย่างไร ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เธอสนใจเพียงความรู้สึกของโอวม่อเยวียนเท่านั้น
เธอมองจ้องเขาตรงๆ “โอวม่อเยวียน ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะทำร้ายเฉินอวี่เยียนเลยสักนิด ฉันเป็นหมอ ไม่มีทางทำเรื่องที่ผิดต่อคนไข้ของตัวเองแน่นอน คุณมักจะบอกว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผลและยุติธรรมเสมอไม่ใช่เหรอ? ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยมอบความยุติธรรมให้กับฉันบ้างได้ไหม”
เปี่ยนจือมองเขาด้วยสายตาคาดหวังอย่างแรงกล้า
เธอไม่ได้หวังความรักที่ลำเอียง เพียงแค่หวังในความยุติธรรมเท่านั้น
หวังให้มีการสืบหาความจริงในเรื่องนี้อย่างเป็นธรรม และให้คำอธิบายที่เป็นธรรมกับเธอ
เพียงเท่านั้นเอง
ทว่าสุดท้ายเธอก็ต้องผิดหวัง
เธอถูกพ่อบ้านว่านฉุดกระชากเข้าไปในโรงเก็บฟืน
ประตูไม้บานหนาอันหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงต่อหน้าต่อตาของเปี่ยนจือ เธอเฝ้ามองใบหน้าของโอวม่อเยวียนที่ค่อยๆ ลับหายไปตามบานประตูที่เคลื่อนเข้าหากัน
เธอรู้สึกลนลานเล็กน้อย แต่ในดวงตาของชายหนุ่มกลับมีเพียงความเย็นชา ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ต่อเธอ
ฝีเท้าที่เธอกำลังจะก้าวออกไปพลันชะงักงันด้วยสายตาโหดเหี้ยมคู่นั้น เปี่ยนจือหยุดนิ่งด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทำได้เพียงเบิกตามองใบหน้าของโอวม่อเยวียนที่เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
เธอไม่รู้ว่าตัวเองติดอยู่ในโรงเก็บฟืนที่มืดมิดนั้นนานแค่ไหน
รู้เพียงว่าพื้นใต้ปลายนิ้วนั้นชื้นแฉะ
อากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความหนาวเหน็บและกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว
มีสัตว์ตัวอ่อนนุ่มคลานผ่านข้างกายพร้อมกับเสียง ‘จี๊ดๆ ’ ที่ชวนให้อกสั่นขวัญแขวน
จากความเสียใจในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความชาชิน ท้ายที่สุดเธอก็นั่งทรุดตัวลงบนพื้นอย่างเหม่อลอย ความรักที่เคยล้นปรี่ในอกค่อยๆ มอดดับลงไปตามกาลเวลาที่เคลื่อนผ่าน
ในพื้นที่ที่ไร้แสงตะวันแห่งนี้ เธอไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
จนกระทั่งประตูบานหนาถูกผลักเปิดออกจากด้านนอกพร้อมเสียง ‘เอี๊ยด’ และแสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาเป็นเส้นตรง
โอวม่อเยวียนยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดนั้น พลางเอ่ยคำที่แสนเย็นชาออกมา “สำนึกผิดหรือยัง?”
ถ้าสำนึกแล้ว ก็รีบไปดูแลอวี่เยียนที่โรงพยาบาลซะ
ความรักเพียงน้อยนิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ พลันมลายหายไปกับคำพูดนั้น
แต่เปี่ยนจือยังคงไม่ยอมแพ้ เธอแยกไม่ออกว่ามันคือความเสียดายตลอดสามปีที่ทุ่มเทไป หรือไม่อยากที่จะตัดใจจากโอวม่อเยวียนกันแน่
“ฉันพยายามช่วยชีวิตเฉินอวี่เยียนอย่างสุดความสามารถแล้ว ฉันมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อเธอเลย ถ้าเป็นไปได้ช่วยให้เวลาฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะไปสืบหาความจริงที่โรงพยาบาล และจะให้คำตอบที่คุณพอใจแน่นอน ได้หรือเปล่าคะ?”
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้น พยายามดิ้นรนเพื่อความสัมพันธ์นี้เป็นครั้งสุดท้าย
“ให้เวลาคุณงั้นเหรอ?” แววตาเย้ยหยันของโอวม่อเยวียนทิ่มแทงหัวใจของเปี่ยนจืออย่างจัง เธอได้ยินเขาพูดว่า “ให้เวลาคุณไปปกปิดความจริงน่ะเหรอ?”
ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ แต่เปี่ยนจือก็ยังคงใจสลายอยู่ดี
เธอค่อยๆ ชันเข่าลุกขึ้นยืนอย่างโซเซท่ามกลางความมืดมิด แล้วก็ยังคงดึงดันอยากจะถามออกไปคำหนึ่ง “โอวม่อเยวียน ตลอดสามปีมานี้ คุณเคยรักฉัน แม้เพียงสักเสี้ยววินาทีบ้างไหม?”
โอวม่อเยวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงเยาะออกมา เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยการถากถางนั้น ทำให้เปี่ยนจือเข้าใจได้ในทันที……
เสียงหัวเราะนั้นเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ฟาดลงบนหน้าอย่างแรง เพื่อเตือนสติว่าเธอกำลังเพ้อฝัน
“อ้อ ไม่เคยรักเลยสินะ” เปี่ยนจือพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด “ได้ ฉันมันเพ้อเจ้อไปเองจริงๆ ”
“ถ้าอย่างนั้น……” เปี่ยนจือยิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ก็หย่ากันเถอะค่ะ”
โอวม่อเยวียนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะขมวดคิ้วจ้องมองเปี่ยนจือด้วยสายตาเย็นเยียบ
เดิมทีเขาคิดว่า หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน เปี่ยนจือจะสำนึกผิด จะยอมอ่อนข้อและทำตัวว่าง่ายเหมือนที่ผ่านมา และยอมลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่โรงพยาบาลซะ
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่ได้ยินจากปากเธอจะกลายเป็นคำว่า ‘หย่า’
ช่างไร้เหตุผลและไม่รู้จักสำนึกจริงๆ !
เปี่ยนจือจ้องมองปฏิกิริยาของโอวม่อเยวียนอย่างตั้งใจ ก่อนจะก้มหน้าลงหัวเราะเยาะตัวเอง
เมื่อก่อนเธอเคยยอมโอวม่อเยวียนมาโดยตลอด แต่วันนี้จู่ๆ เธอก็เลือกที่จะต่อต้าน ดังนั้นท่าทางที่เขาดูประหลาดใจแบบนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะย้ำอีกครั้งท่ามกลางความงุนงงของโอวม่อเยวียน “โอวม่อเยวียน เราหย่ากันเถอะ!”
พูดจบเปี่ยนจือก็เชิดหน้าขึ้น และก้าวข้ามธรณีประตูออกไป
เธอค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า อาการไข้รุมๆ เมื่อวานเริ่มรุนแรงขึ้นท่ามกลางอากาศที่ชื้นแฉะ แผ่นหลังก็ปวดระบมจากการถูกฟาดด้วยไม้เท้า สัมผัสจากสัตว์ที่คลานผ่านปลายนิ้วยังคงติดอยู่ในประสาทสัมผัสอย่างเด่นชัด
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง
เธอจะไปจากที่นี่ ไปจากตระกูลโอว และไปจากชีวิตแต่งงานที่เธอเคยคิดว่าจะรักษาเอาไว้ให้ได้ชั่วชีวิต
เปี่ยนจือเดินออกจากบ้านตระกูลโอวมาทันที โดยไม่ได้หยิบสัมภาระใดๆ ติดมือมาด้วยเลย
เหล่าคนใช้ที่อยู่ด้านหลังต่างพากันกระซิบกระซาบ
“เหอะ…… ปากบอกว่าจะหย่า แต่กลับไม่เอาอะไรติดตัวไปเลยสักอย่างงั้นเหรอ? เล่นละครเรียกร้องความสนใจสินะ จะเสแสร้งทั้งทีก็ทำให้มันสมจริงสมจังหน่อยสิ”
“นั่นสิ เห็นวางท่าทำเป็นหยิ่ง ที่แท้ก็แค่หวังเงินของคุณชายเรา ถึงได้แต่งเข้าบ้านตระกูลโอวไม่ใช่หรือไง? ได้ยินว่าแต่งกันมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยนอนกับคุณชายเลยด้วยซ้ำนะ”
“ดีแล้วที่ไม่ได้นอนด้วย ผู้หญิงใจคออำมหิตแบบนี้ไม่คู่ควรกับคุณชายม่อเยวียนของเราหรอก แต่ฉันพนันได้เลยว่าเธอไม่มีทางหย่ากับคุณชายแน่ๆ ”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น ตำแหน่งหัวหน้าแผนกสูตินรีเวชของเธอน่ะ เดือนหนึ่งจะหาเงินได้สักกี่บาทกันเชียว ก็แค่ทำเป็นดูดีเท่านั้น เดี๋ยวก็คงยอมลาออกกลับมาดูแลคุณอวี่เยียนที่บ้านอยู่ดีนั่นแหละ”
“แค่พูดให้ดูดีเลย ถ้าเก่งจริงก็หย่าจริงๆ ซะเลยสิ”
“……”
ถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปในอากาศตามระยะทางที่เปี่ยนจือเดินห่างออกมา
สภาพร่างกายของเธอย่ำแย่มาก พิษไข้ที่สะสมมานานทำให้ร่างกายของเธอทรุดลง
ในฐานะที่เป็นหมอมาหลายปี เธอรู้ดีว่าขีดจำกัดความอดทนของร่างกายตัวเองมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เธอฝืนประคองร่างที่โงนเงนเพื่อรอรถแท็กซี่
ทันใดนั้นเอง
กระแสลมวูบหนึ่งพัดผ่านมา รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเฉียดกายเธอไปอย่างเย็นเยียบ
ปฏิกิริยาตอบโต้ของเปี่ยนจือเริ่มช้าลง เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเสี้ยวหน้าอันคมกริบของโอวม่อเยวียนในรถยนต์สีดำแล่นผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
กระจกรถค่อยๆ เลื่อนขึ้น บดบังสายตาที่เธอมองตามไป
เธออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาอย่างใจสลาย
ชีวิตสมรสสามปีที่มอบให้ด้วยความจริงใจ สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับเป็นการปฏิบัติราวกับศัตรูในวันนี้ ช่างเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่รถกำลังเลี้ยวโค้ง
คนขับรถมองผ่านกระจกหลัง เห็นร่างของหญิงสาวที่ดูเหมือนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ “คุณชายครับ ดูเหมือนว่าคุณนายจะไม่ค่อยสบายนะครับ อย่าให้ถึงกับเป็นลมตายที่หน้าประตูบ้านเราเลย หากกลายเป็นข่าวสังคมขึ้นมาจะดูไม่ค่อยดีนะครับ”
โอวม่อเยวียนที่เดิมทีหลับตาอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง “เธอทำให้เฉินอวี่เยียนต้องแท้งลูก โทษทัณฑ์นี้ ต่อให้ตอนนี้เธอตายไปก็ชดใช้ไม่หมด”
คนขับรถลอบยิ้มเล็กน้อยในมุมที่โอวม่อเยวียนมองไม่เห็น ก่อนจะขานรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ครับ”
วินาทีต่อมา รถยนต์คันนั้นก็แล่นกลืนหายไปในกระแสการจราจรที่หนาแน่น
ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ร่างของเปี่ยนจือโงนเงนไปมา ภาวะขาดน้ำทำให้ริมฝีปากของเธอแห้งผาก
เธอพยายามประคองสติ และสะบัดศีรษะหวังให้หายมึนงง แต่ความรู้สึกเวียนหัวกลับยิ่งทวีความรุนแรง ร่างกายซวนเซไปมา
มีชั่วขณะหนึ่งที่หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ เธอเอามือกุมหน้าอก รู้สึกหายใจติดขัดจนแทบขาดใจ
พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง
ในวินาทีนั้นเธอรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาหวิว ใบไม้ร่วงหล่นลงมาจากกิ่งพอดี ในขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน เธอพลันเห็นใบหน้าคมเข้มของใครคนหนึ่ง
ช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน
เธอพยายามจะลืมตาขึ้นมอง แต่เธอเหนื่อยเหลือเกิน เมื่อหลับตาลง เธอก็ได้ยินคนคนนั้นเรียกเธอว่า “เปี่ยนเสี่ยวจือ!”
เมื่อว่านเชี่ยนได้รับโทรศัพท์และมาถึงโรงพยาบาล เปี่ยนจือก็อยู่ในอาการหมดสติไปแล้ว
ใบหน้าของเธอขาวซีดราวกับไก่ต้ม
ร่างกายสั่นเทาโดยไร้จิตสำนึก เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาจากหน้าผากไม่ขาดสาย ทั้งร่างอยู่ในสภาวะร่อแร่ราวกับใกล้จะสิ้นใจ
เพื่อนร่วมงานในแผนกสูตินรีเวชต่างพากันกรูเข้ามาล้อมรอบ
เมื่อผู้อำนวยการเห็นเปี่ยนจือนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างไร้ชีวิตชีวา ก็ทั้งสงสารและโกรธจัด “บริจาคเลือดไปตั้งเยอะขนาดนั้น ยังจะฝืนทำการผ่าตัดต่ออีก พอป่วยกลับต้องนั่งแท็กซี่มาเอง ซ้ำยังมาเป็นลมเป็นแล้งอยู่หน้าโรงพยาบาลด้วย! ตระกูลโอวนี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!”
หัวหน้าพยาบาลโกรธจนแทบจะกระอักเลือดเสียเดี๋ยวนั้น เธอชี้ไปยังทิศทางห้องพักผู้ป่วยของเฉินอวี่เยียนแล้วด่ากราด “คนตระกูลโอวนี่มันยังมีความละอายใจอยู่บ้างไหม! หัวหน้าแผนกของเราต้องมาลำบากตรากตรำขนาดนี้ มีเงินแล้วมันวิเศษนักหรือไง!”
เหล่าเพื่อนร่วมงานในแผนกต่างพากันเข็นเปี่ยนจือเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยด้วยความโกรธแค้น
อาการไข้สูงของเปี่ยนจือกินเวลานานตลอดทั้งคืน เป็นเพราะร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาจึงทำได้เพียงเอนกายพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง
สายตาของเธอเหม่อลอยว่างเปล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนยังคงเด่นชัดในความทรงจำ
ขอบตาค่อยๆ ร้อนผ่าวและแดงก่ำเมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาสามปีในช่วงวัยรุ่น พี่ชายใจดีที่เคยให้ความอบอุ่นแก่เธอในค่ำคืนที่เงียบเหงาครั้งแล้วครั้งเล่า กลับกลายมาเป็นคนที่ทำร้ายเธอได้เจ็บปวดที่สุดตอนที่เธอโต
เปี่ยนจือชันเข่าขึ้นมาและกอดตัวเองไว้ ก่อนจะซุกหน้าลงแล้วสะอื้นไห้อย่างเงียบๆ
เธอเคยคิดว่า ขอเพียงมอบความจริงใจให้ ก็จะได้รับความจริงใจกลับคืนมา
เธอเคยคิดว่า ขอเพียงเธอทุ่มเทความพยายามมากพอ ทำตัวว่าง่ายมากพอ ภูเขาน้ำแข็งก็ย่อมต้องละลาย
ความมั่นอกมั่นใจของผู้หญิงนี่มัน……ช่างเป็นอันตรายต่อตัวเองเหลือเกิน!
มิน่าล่ะ คนรอบข้างถึงได้บอกว่าเธอมันโง่ พอมาคิดดูตอนนี้ เธอนั้นโง่กว่า คำว่า ‘โง่’ ที่พวกนั้นดูถูกอีก
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างโร่แล้ว
คราบเหงื่อเย็นเฉียบทำให้เปี่ยนจือรู้สึกไม่สบายตัว หลังจากที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พวกเพื่อนร่วมงานในแผนกและว่านเชี่ยนก็เดินเข้ามาพอดี
ในมือของว่านเชี่ยนยังมีอาหารเช้าอุ่นๆ ติดมาด้วย
“จือจือ คุณฟื้นแล้วเหรอ” ว่านเชี่ยนตบอกเบาๆ พลางถอนหายใจออกมายาวเหยียด “คุณทำฉันตกใจแทบแย่ คุณรู้ไหมว่าฉันเกือบคิดว่าต้องมาเก็บศพคุณแล้วนะ!”
เปี่ยนจือรู้สึกว่าเธอพูดโอเวอร์เกินไป จึงยิ้มบางๆ ออกมา “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”
“หัวหน้าครับ พักผ่อนให้สบายเถอะครับ ช่วงนี้พวกเราจะสลับกันดูแลคนไข้ในแผนกเอง หัวหน้าไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น มีอะไรพวกเราจะแบกรับไว้เองครับ” เสี่ยวหลี่จากแผนกเดียวกันพูดขึ้นด้วยความเห็นใจ
ตั้งแต่เปี่ยนจือย้ายมาที่แผนกศัลยกรรมหัวใจของโรงพยาบาลเหรินซิน ระดับงานด้านต่างๆ ก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ต่อมาเพราะเฉินอวี่เยียนตั้งครรภ์ เปี่ยนจือจึงยอมย้ายมาเป็นหัวหน้าแผนกสูตินรีเวช
ตอนที่เธอย้ายมาใหม่ๆ หลายคนโดยเฉพาะพวกรุ่นเก๋าต่างก็รู้สึกไม่ยอมรับ
แต่หลังจากได้สังเกตการณ์การผ่าตัดเพียงไม่กี่ครั้ง ทุกคนก็ยอมสยบแทบเท้า และเพราะการมาของเปี่ยนจือ แผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลเหรินซินจึงกลายเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ มีอัตราความสำเร็จในการผ่าตัดสูงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ทุกคนจึงให้ความเคารพเธอมาก
เมื่อเสี่ยวหลี่พูดจบ เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นพ้องทันที
เปี่ยนจือพยักหน้าและบอกให้ทุกคนกลับไปทำงานของตน
ก่อนจะหันไปถามว่านเชี่ยนที่อยู่ข้างเตียง “โทรศัพท์ฉันล่ะ?”
ว่านเชี่ยนพลันระแวงขึ้นมาทันที “จือจือ คงไม่ใช่ว่าจะโทรหาโอวม่อเยวียนอีกหรอกนะคะ คุณจะไปเป็นห่วงเป็นใยเขา โดยที่เขาก็ไม่สนใจใยดีคุณเนี่ยนะคะ?”
ตอนที่ว่านเชี่ยนเห็นรถของโอวม่อเยวียนแล่นฉิวผ่านตัวเปี่ยนจือไป เธอก็โกรธจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่ตรงนั้น!
เมื่อเห็นเปี่ยนจือไม่อยากให้ใครพูดจาว่าร้ายโอวม่อเยวียน ว่านเชี่ยนก็บ่นพึมพำ “ถ้าจะไปตื๊อเขา ก็รอให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคลังหมู่เลือดอาร์เอชลบเคลื่อนที่อีกได้ยังไง”
คลังหมู่เลือดอาร์เอชลบ
เปี่ยนจือขมวดคิ้วพลางยิ้มอย่างอ่อนใจ คำเปรียบเปรยนี้ ต้องยอมรับว่า……
ค่อนข้างตรงเลยทีเดียว
“เปล่าหรอก ฉันแค่อยากดูข่าวในเน็ตน่ะ”
จากนิสัยของเฉินอวี่เยียนนั้น ในเมื่อแท้งลูกไปแล้ว ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ต้องสร้างภาพให้น่าสงสารเอาไว้ก่อน
จากนั้นก็แสร้งร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าคนตระกูลโอวว่าเธอไม่รับผิดชอบ
โดยเมื่อวานเฉินอวี่เยียนบอกว่าเปี่ยนจือเป็นฝ่ายตุกติกด้วยการดัดแปลงยา เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่ได้จบแค่การพูดต่อหน้าคนในตระกูลโอวแน่นอน
เมื่อก่อนเฉินอวี่เยียนเรียกเธอว่าน้องเปี่ยนจืออย่างสนิทสนม ใครจะรู้ว่าเตรียมหลุมพรางนี้ไว้รอเธออยู่
แสร้งทำตัวเป็นหญิงสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ต่อหน้าทุกคน ให้เธอคอยดูแลรักษาเหมือนเป็นคนรับใช้มาตลอดสามปี จนกระทั่งร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติแล้ว ถึงได้หักหลังเธอเข้าให้แบบนี้
และข้อมูลในมือถือที่ถาโถมเข้ามา ก็เป็นไปตามที่เปี่ยนจือคาดไว้จริงๆ
“มีอะไรน่าดูนักหนา” ว่านเชี่ยนหงุดหงิดแทบคลั่ง “ฉันก็บอกคุณไปตั้งนานแล้วไงว่ายัยเฉินอวี่เยียนนั่นไม่ใช่คนดี นิสัยเจ้าเล่ห์จะตายชัก คนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบคุณไม่มีทางตามยัยนั่นทันหรอก ตอนนั้นคุณยังบอกว่าเขาจิตใจดีอยู่เลย ดูสิ ตอนนี้ในเน็ตด่าว่าคุณใจคออำมหิตกันใหญ่แล้ว!”
“ส่วนไอ้โอวม่อเยวียนนั่นก็สมองหมาปัญญาควายจริงๆ ! เป็นประธานบริษัทบ้าบออะไรกัน ถ้าไอคิวขนาดนั้นยังเป็นประธานได้ ดูท่าตำแหน่งประธานนี่คงไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเลยมั้ง!”
เปี่ยนจือไม่ได้ตอบคำ เธอเอาแต่ก้มมองมือถือ
ข่าวที่กระจายไปทั่วโลกโซเชียลไม่ได้เอ่ยถึงโอวม่อเยวียนหรือตระกูลโอวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพุ่งเป้ามาที่เธอและโรงพยาบาลเหรินซินโดยตรง
สำหรับแพทย์แล้ว ชื่อเสียงสำคัญที่สุด
เปี่ยนจืออาจไม่ได้สนใจชื่อเสียงตัวเอง แต่เธอไม่อาจเพิกเฉยต่อชื่อเสียงของโรงพยาบาลเหรินซินได้
เฉินอวี่เยียนใช้วิธีการแบบนี้ เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ช่างอำมหิตที่สุด!
แต่เฉินอวี่เยียนคงไม่รู้ว่า ในเมื่อเปี่ยนจือมีความสามารถรักษาเธอให้หายได้ เปี่ยนจือก็มีความสามารถทำให้ชีวิตเธอพังทลายลงได้ในพริบตาเช่นกัน อีกอย่าง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดน่ะ ไม่ใช่ว่าแค่รู้สึกดีแล้วก็เท่ากับหายขาดจริงๆ สักหน่อย!
โรคนี้ต้องอาศัยการประคับประคองดูแลเป็นเวลานาน ไม่อย่างนั้น ในโลกนี้จะมีคนเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจอยู่อีกเหรอ
เปี่ยนจือรู้สึกขบขันในความรักอันลึกซึ้งของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ขำในความไม่รู้อะไรเลยของเฉินอวี่เยียนด้วย
ว่านเชี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ พอเห็นเปี่ยนจือยิ้มบางๆ ก็รู้สึกขนหัวลุกขึ้นมาทันที เธอพูดอย่างลนลาน “อะ……อาจารย์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ถึงจะเสียใจมากแค่ไหน แต่ไว้ค่อยเอาคืนทีหลังก็ได้นะคะ แต่อาจารย์ยิ้มแบบนี้ ฉันเห็นแล้วกลัวจริงๆ นะ!”
“ค่ะ ฉันผิดไปแล้ว อาจารย์อย่าโกรธเลยนะ ต่อไปฉันจะไม่ด่าโอวม่อเยวียนว่าเป็นผู้ชายเฮงซวย และไม่ด่าเฉินอวี่เยียนว่าเป็นนังตอแหลแล้วก็ได้ ตกลงไหมคะ?”
เปี่ยนจือเงยหน้าขึ้นและเห็นท่าทางระมัดระวังของว่านเชี่ยน ก็เข้าใจว่าการที่เธอเคยออกโรงปกป้องโอวม่อเยวียนในอดีตทำให้ว่านเชี่ยนเข้าใจผิด
ลำคอของเธอแห้งผาก แค่จะเปล่งเสียงก็เจ็บปวดไปหมดแล้ว แต่เธอก็ยังค่อยๆ อธิบายช้าๆ อย่างละเอียด “ฉันว่า…… ที่เธอพูดมาน่ะ ถูกต้องที่สุดเลยล่ะ”
เปี่ยนจือเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนหมดแล้วเอนตัวลงนอนพักผ่อน
ทิ้งให้ว่านเชี่ยนยืนอึ้งอยู่ที่เดิมราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
อาจารย์……
เปลี่ยนนิสัยแล้วเหรอ?
เธอเพิ่งด่าโอวม่อเยวียนไป แต่อาจารย์กลับชมเธอเนี่ยนะ?!!!!!
ว่านเชี่ยนรีบชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่างอย่างเร็ว
วันนี้พระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันออกนี่นา ก็ปกติดี