ตอน 2

สองเท้าพาร่างอ่อนระโหยโรยแรงเดินมาจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ศูนย์กลางทิศตะวันออกของเมืองหลวง กำแพงสูงทอดยาวจรดริมฝั่งแม่น้ำอวี้อัน หน้าประตูไม้บานใหญ่ประดับรูปปั้นสิงโตยักษ์สองตัว มีองครักษ์เฝ้ารักษาการณ์อย่างแน่นหนา

ซุนฟางหรง รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก้าวขึ้นบันไดสูงชันตรงไปหาองครักษ์สองนายที่ยืนประจำการอยู่

“เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่” องครักษ์ทั้งสองรีบเดินมาขวางทางไว้อยางรวดเร็ว

“จงไปซะ นี่คือจวนเว่ยชิงโหว มิใช่ที่สำหรับขอทานอย่างเจ้า” หนึ่งในนั้นตวาดเสียงเข้ม

ซุนฟางหรงก้มมองตนเอง ทำได้เพียงฝืนยิ้มออกมา สภาพของนางไม่ต่างไปจากขอทานเร่ร่อนสักเท่าใดนัก ทั้งสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าเก่าขาดส่งกลิ่นเหม็นชวนให้ผู้หลีกหนี เนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลนเปรอะเปื้อนราวกับไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเวลานาน

ใครจะไปคิดล่ะว่าการที่สตรีนางหนึ่งเดินทางไกลหลายพันลี้จากชายแดนใต้มายังเมืองหลวงจิ้งคังเพียงลำพัง สามารถเปลี่ยนจากคนงามให้กลายเป็นขอทานต่ำต้อยน่ารังเกียจเช่นในตอนนี้ได้

“พี่ชายทั้งสอง ข้าเดินทางมาจากเมืองเว่ยหนาน ใช้เวลานานนับเดือนกว่าจะมาถึงนี่ ไม่ทราบว่าที่นี่คือจวนเว่ยชิงโหวใช่หรือไม่ รบกวนพวกท่านช่วยไปรายงานกับท่านโหวให้ทีว่ามีสหายเดินทางมาจากแดนไกลตามคำสัญญา” ซุนฟางหรงกล่าวกับคนทั้งสองด้วยความเกรงอกเกรงใจ

“สหาย?”

สายตาขององครักษ์มองสำรวจหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สตรีแปลกหน้านางนี้ไม่มีส่วนใดคล้ายจะเป็นสหายกับเว่ยชิงโหวได้เลยแม้แต่น้อย

“เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากที่ใดงั้นรึ” องครักษ์นายหนึ่งเอ่ยถามออกมา

“เมืองเว่ยหนาน ชายแดนใต้เจ้าค่ะ”

องครักษ์ทั้งคู่หันมองสบตากันเล็กน้อย

“ดูเหมือนเมื่อครึ่งเดือนก่อนท่านโหวถูกลอบทำร้ายที่เมืองเว่ยหนานใช่หรือไม่”

“หรือแม่นางผู้นี้จะเป็นสหายที่ท่านโหวรู้จักยามอยู่ที่เมืองเว่ยหนานจริงๆ”

“แต่นี่จะยื่นยันได้อย่างไร”

ซุนฟางหรงได้ยินที่องครักษ์ทั้งสองพูดคุยปรึกษากัน ดังนั้นจึงนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากห่อผ้าที่สะพายอยู่แนบอกและยื่นให้กับพวกเขา

เมื่อองครักษ์เปิดอ่านข้อความในกระดาษ หนึ่งในนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปรายงานผู้ที่อยู่ด้านในทันที

“แม่นางโปรดรอสักครู่” องครักษ์อีกนายที่ยืนเฝ้าอยู่เอ่ยกับหญิงสาว

“ได้เจ้าค่ะ”

ซุนฟางหรงได้แต่รอคอย นางเหม่อลอยไร้เรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าหลังจากเดินทางมาเป็นระยะเวลานานไม่ได้หยุดพักค่อยๆ แสดงอาการออกมา ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียวจนองครักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ

“แม่นาง...สีหน้าของเจ้าย่ำแย่มาก นั่งพักก่อนสักครู่ดีหรือไม่”

หญิงสาวเอ่ยขอบคุณก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนบันไดหน้าจวนโหว ผู้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกแปลกประหลาดเมื่อเห็นว่าสตรีขอทานนางนี้ไม่ได้ถูกองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ไล่ตะเพิดออกมาเช่นคนอื่นๆ

ซุนฟางหรงอ่อนล้าเป็นอย่างมาก ดวงตาของนางหนักอึ้ง เรื่องราวต่างๆ มากมายที่นางเผชิญมาก่อนหน้านี้หนักหนาเกินกว่าสตรีนางหนึ่งจะแบกรับ

หญิงสาวกอดเข่าตนเองไว้แน่น ใบหน้าเปื้อนโคลนซุกลงบนหน้าขาที่ถูกชันขึ้นมา สายลมยามเย็นพัดผ่านจนร่างกายสั่นสะท้าน

นางดั้นด้นมายังเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกลเพื่อพบกับบุรุษผู้หนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะยังจดจำนางได้อยู่หรือไม่

หากเขาไม่ยินยอมออกมาพบหน้า เช่นนั้นนางควรทำอย่างไรต่อไป

“เจ้าเป็นใคร”

ขณะที่สติของหญิงสาวคล้ายจะหลุดลอยไปไกล ประตูจวนโหวก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงทุ้มที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ

ซุนฟางหรงมองเห็นใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาหานางช้าๆ ร่างสูงสง่าในชุดเรียบง่ายทะมัดทะแม่งเฉกเช่นคนฝึกยุทธ์ยืนบังแสงแดดที่ส่องผ่านร่มเงาของต้นไม้ใหญ่และกระทบถูกนางเข้าพอดี

“ท่านโหว...” เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเขาคือบุรุษที่นางเฝ้าตามหา

รูปโฉมของเขาในยามนี้ดูดีมากกว่าครั้งแรกที่เจอกันหลายเท่านัก แม้ร่างกายจะซูบผอมลงเล็กน้อย ทว่าใบหน้ายังคงหล่อเหลาคมคายเช่นเดิม

“เจ้ารู้จักข้า?” เขาทวนถามด้วยความสงสัย

ซุนฟางหรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลทำให้ร่างบางเสียหลักเกือบตกจากบันไดสูงชัน ทว่าคนที่ยืนอยู่ใกล้คว้าตัวนางเอาไว้ได้ก่อน

ร่างมอมแมมของนางจึงตกอยู่ภายในอ้อมกอดของเขา

เกิดเป็นภาพที่สร้างความขัดแย้งขึ้นในใจของผู้พบเห็น

หนึ่งสตรีที่มีสภาพไม่ต่างไปจากขอทานข้างถนน กับหนึ่งบุรุษผู้มีรูปโฉมงดงามราวภาพวาดเทพเซียนบนสรวงสวรรค์

คนหนึ่งสถานะสูงส่งไม่อาจเอื้อม อีกคนดูจากภายนอกก็รู้ว่าสถานะคงต่ำต้อยจนไม่อาจจะมายืนประจันหน้ากันได้

“ดูเหมือนข้าจะจำไม่ได้ว่าเคยมีสหายเช่นเจ้า” ดวงตาคมมองสำรวจสตรีในอ้อมแขนรอบหนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือออกจากตัวนาง

ในสายตาของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความรังเกียจดังเช่นสายตาของคนอื่นๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เป็นนางเองเสียอีกที่รู้สึกรังเกียจตนเองในตอนนี้ เมื่ออยู่เบื้องหน้าบุรุษรูปงามเช่นเว่ยชิงโหวไม่ว่าสตรีใดย่อมต้องเกิดความประหม่า

“ท่านจำข้าได้หรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

แต่เมื่อเห็นใบหน้าครุ่นคิดของอีกฝ่าย หัวใจของหญิงสาวคล้ายกับถูกบีบแน่นจนอึดอัดไปหมด

“เจ้าบอกว่ามาจากเมืองเว่ยหนาน จดหมายฉบับนี้เป็นข้าที่มอบให้กับเจ้าด้วยตนเองงั้นหรือ?”

ซุนฟางหรงมองกระดาษที่อยู่ในมือของเว่ยชิงโหว ก่อนจะพยักหน้าเป็นการตอบรับ

“ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองจึงมอบจดหมายให้เจ้ามาหาที่เมืองหลวง เรื่องราวยามอยู่ที่เมืองเว่ยหนานข้าลืมไปหมดแล้ว” เว่ยชิงโหวเอ่ยตัดบท

“นี่...ท่าน ท่านจำข้าไม่ได้จริงๆ รึ” น้ำเสียงของนางฟังดูแตกตื่นตกใจเป็นอย่างมาก

“ระหว่างอยู่ที่เมืองเว่ยหนาน เจ้าบังเอิญให้ความช่วยเหลือข้าไว้ใช่หรือไม่”

เนื้อความในจดหมายเขียนไว้สั้นๆ ว่าให้นางเดินทางมายังเมืองหลวง ตัวหนังสือนั้นเร่งรีบไม่เรียบร้อย แสดงว่าเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บระหว่างที่เขียนข้อความ

เป็นไปได้มากว่าสตรีนางนี้อาจจะให้การช่วยเหลือเขาไว้ในยามลำบาก แต่เพราะไม่อาจตอบแทนบญคุณได้ในตอนนั้นจึงทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้แทน

เรื่องที่เว่ยชิงโหวสูญเสียความทรงจำบางส่วนไปนั้นไม่ได้ประกาศแก้คนนอก ทว่าผู้คนในราชสำนักล้วนรู้กันเป็นอย่างดี น่าแปลกที่หลังจากเขาได้สติเพียงไม่กี่วัน จู่ๆ ก็มีสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งเดินทางมาหาจากเมืองเว่ยหนาน

ไม่รู้ว่านางเป็นคนรู้จักของเขาจริงๆ หรือเป็นหมากที่ศัตรูส่งมากันแน่

“ตอนนั้นข้าบังเอิญพบท่านถูกธนูยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงพาท่านกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านของข้า” คำพูดของนางไม่ได้ต่างไปจากที่เขาคิดไว้มากนัก

“ในเมื่อเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ เช่นนั้นข้าก็ต้องตอบแทนบุญคุณของเจ้าเป็นอย่างดี”

ดวงตาคมของเว่ยชิงโหวปราดมองสตรีเบื้องหน้าอย่างสำรวจครู่หนึ่ง ก่อนจะผายมือออกไปด้านข้างโดยไม่ได้กล่าวคำพูดใด คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายรีบนำถุงเงินวางลงบนฝ่ามือของบุรุษสูงศักดิ์

“นี่คือค่าตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือของเจ้า”

ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ เขายื่นถุงเงินใบนั้นส่งให้กับหญิงสาว

นางมองถุงที่บรรจุเงินไว้จนแน่นสลับกับใบหน้าแข็งกร้าวราวหยกสลักของเว่ยชิงโหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตากลมเต็มไปด้วยความสับสน ในที่สุดก็ตัดสินใจกล่าวประโยคหนึ่งออกมา

“ข้าเดินทางไกลจากชายแดนใต้มาจนถึงเมืองหลวงแห่งนี้มิใช่เพราะต้องการเงินทองของท่าน”

“เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด”

“ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใด เพียงต้องการทวงถามสัญญาที่ท่านบอกว่าจะรับผิดชอบข้าเป็นอย่างดี”

“รับผิดชอบงั้นรึ ข้าต้องรับผิดชอบเรื่องใด”

“ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้ว สิ่งที่ท่านต้องรับผิดชอบก็คือตัวข้า”

ภรรยา?

เขามีภรรยาตั้งแต่เมื่อใดกัน...

ตอน 3

แม้จะได้ยินคำกล่าวอ้างเช่นนั้น ทว่าใบหน้าของเว่ยชิงโหวยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์

เมื่อครู่หลังจากได้รับรายงานว่ามีสตรีแปลกหน้าเดินทางมาจากเมืองเว่ยหนานพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เป็นลายมือของเขา ชายหนุ่มจึงเร่งรุดออกมาดูด้วยตนเอง

เขาพบว่าสตรีนางนี้เป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ เท่านั้น เหตุใดนางจึงได้กล่าววาจาเหลวไหลมากมายถึงเพียงนี้

“ท่านโหว ข้าก็คือภรรยาของท่าน”

เมื่อสตรีแปลกหน้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา องครักษ์ที่รับฟังอยู่ด้านข้างต่างมีสีหน้าตลกขบขันไปตามๆ กัน ดูท่านางจะเสียสติไปแล้วจึงกล้าแอบอ้างว่าตนเองเป็นภรรยาของเว่ยชิงโหว

“ข้ากับท่านพวกเราบังเอิญพบกันที่เมืองเว่ยหนาน ก่อนท่านจากมาท่านได้มอบของสิ่งนี้ให้กับข้าทั้งยังรับปากว่าจะแต่งตั้งข้าเป็นฮูหยินของท่าน”

ซุนฟางหรงเร่งรีบอธิบาย เมื่อนางหยิบ ‘สิ่งของ’ บางอย่างออกมาจากห่อผ้าที่คาดอยู่กลางอก ใบหน้าของเว่ยชิงโหวและองครักษ์ที่ยืนอยู่ก็แปรเปลี่ยนไปในทันที

“พู่หยกชิ้นนี้ท่านทิ้งไว้ให้ข้าพร้อมกับจดหมายฉบับนั้น...”

ถังหมิงคว้าสิ่งของในมือสตรีแปลกหน้ามาตรวจดูอย่างรวดเร็ว

เมื่อแน่ใจแล้วว่านี่คือพู่หยกประจำตระกูลซึ่งเป็นของสำคัญที่เขาพกติดกายมาโดยตลอด ใบหน้าราบเรียบก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

“เหตุใดของสิ่งนี้จึงอยู่กับเจ้า” น้ำเสียงกดต่ำเย็นชา

“นี่เป็นของที่ท่านมอบให้ข้า” หญิงสาวรู้สึกหวาดเกรงเมื่อถูกจ้องมองอย่างจับผิด

“โกหก”

เว่ยชิงโหวแทบจะตวาดใส่ แต่เมื่อเห็นว่าที่นี่เป็นบริเวณหน้าจวนไม่สะดวกพูดคุยจึงสงบใจลง ก่อนจะคว้าข้อมือสตรีที่อ้างตนว่าเป็นภรรยาของเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว

ซุนฟางหรงไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระชากลากถูไปตามทางเดินกว้าง แม้ข้อมือที่ถูกจับไว้แน่นจะชาจนแทบไร้ความรู้สึกแต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยโวยวายออกมา หญิงสาวได้แต่อดทนให้ร่างสูงลากจูงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในจวนใหญ่โตกว้างขวางของเขา

ซุนฟางหรงถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เว่ยชิงโหวยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขามองดูพู่หยกในมือครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้กลางโถงจากนั้นจึงเอ่ยปากสอบสวน

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการโกหกแอบอ้างว่าเป็นภรรยาของข้านั้นจะต้องรับโทษหนักหนาเพียงใด” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขู่

“ข้า ข้าไม่ได้โกหก” นางเอ่ยหนักแน่น แม้ในดวงตาจะเต็มไปด้วยความกังวลแต่ก็ไร้ซึ่งความขาดเขลา

“เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง” สายตาของเว่ยชิงโหวแปรเปลี่ยนเป็นดูถูกเหยียดหยาม

“จดหมายฉบับนั้นเป็นลายมือของท่านหรือไม่ พู่หยกชิ้นนี้ใช่ของท่านโหวหรือไม่ ข้าแสดงหลักฐานไปทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ท่านโหวไม่ยินยอมจะเชื่อ” นางเอ่ยโต้

“บังอาจ ท่านโหวเป็นบุคคลเช่นไร แล้วเจ้าเป็นบุคคลเช่นไร เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งกับพู่หยกชิ้นหนึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้ากับท่านโหวมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันงั้นหรือ” เฉิงกวงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างดุดัน

“ข้าไม่รู้ว่าท่านโหวจดจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือรังเกียจที่ข้าเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย ในวันนั้นท่านดื่มสุราเพื่อระงับความเจ็บปวดของบาดแผลจากลูกธนู บ้านของข้ายากจนไม่มียารักษานอกจากสมุนไพรที่เก็บได้บนเขา อีกทั้งท่านไม่ต้องการให้ข้าตามหมอมารักษาอาการบาดเจ็บ หลังจากที่ไข้ขึ้นสูงข้าปรนนิบัติดูแลอยู่ข้างกายท่าน ด้วยความเมามายบวกกับพิษไข้ทำให้มีเรื่องเรื่องเกินเลยเกิดขึ้น ทว่าหลังจากที่ท่านได้สติก็ยืนยันกับข้าเองว่าจะรับผิดชอบข้าเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงทิ้งหยกล้ำค่ากับจดหมายไว้ให้”

ซุนฟางหรงแสร้งกล่าวด้วยอารมณ์โกรธทั้งยังลื่นไหลราวกับทุกอย่างได้เกิดขึ้นจริง

“ข้ารู้ดีว่าท่านกระทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงแม้ข้าจะกลายเป็นสตรีของท่านแล้วแต่ก็ไม่คิดเรียกร้องหาความรับผิดชอบใด ดังนั้นเมื่อข้ารู้ว่าที่แท้แล้วท่านมีสถานะสูงส่งมากมายถึงเพียงนี้ก็ตัดใจที่จะมาตามคำบอกกล่าวในจดหมาย”

“ในเมื่อตัดใจแล้ว เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ในวันนี้” ถังหมิงรับฟังด้วยใบหน้าราบเรียบ สองมือประสานอยู่บนหน้าขาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้ว

“เป็นเพราะหลังท่านจากไปก็มีมือสังหารติดตามมาถึงบ้านของข้า พวกมันเผาทำลายกระท่อมหลังเล็กที่ข้าอาศัยอยู่ ทำให้ข้าไร้บ้านให้กลับ ไร้ที่ให้ไป หากยังรั้งอยู่ที่เมืองเว่ยหนานก็อาจถูกคนพวกนั้นจับตัวได้ในสักวัน ข้าจึงเร่งเดินทางมายังเมืองหลวง ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าเร่ร่อนด้วยความยากลำบาก เดินทางมาตลอดไม่ได้หยุดพัก ไม่ง่ายเลยกว่าจะตามหาท่านจบพบ” นางเอ่ยอธิบายอย่างอ่อนล้า สภาพของนางดูเหมือนคนที่รอนแรมเดินทางมาไกลจริงๆ

“คำพูดของเจ้าแม้จะมีบางส่วนเชื่อถือได้ แต่ข้าคงไม่อาจยืนยันว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะตอนนี้ข้าจดจำไม่ได้แล้วว่าพบกับเจ้าเมื่อใด และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันเช่นไร”

“ท่านโหวหมายความว่าอย่างไร”

“บอกเจ้าตามตรง หลังกลับมาจากเมืองเว่ยหนานข้าก็สลบสไหลไปนานกว่าครึ่งเดือน เพิ่งฟื้นคืนสติเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เพราะศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจึงทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ข้าอยู่เมืองเว่ยหนานจนได้บังเอิญพบเจ้าเหล่านั้น ข้าลืมเลือนไปจนหมดแล้ว”

สูญเสียความทรงจำไปบางส่วนงั้นหรือ...

หมายความว่า...เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ลืมไปจนหมดแล้วจริงๆ

“ที่แท้ท่านโหวก็จำข้าไม่ได้นี่เอง แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านรังเกียจสตรีบ้านๆ ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นข้า เช่นนั้นข้าจะถือว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกันเจ้าค่ะ หยกล้ำค่านี้ถือว่าข้านำมันมาคืนท่าน ส่วนจดหมาย…ก็ถือซะว่าท่านไม่ได้เขียน” หญิงสาวเอ่ยอย่างขุ่นเคือง

“ถึงแม้เว่ยชิงโหวจะจำเจ้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่เจ้าเล่าจะเป็นความเท็จ”

องค์หญิงใหญ่จางอี้หนิงเดินเข้ามาภายในห้องโถง พร้อมกับข้ารับใช้คนสนิท เมื่อเห็นมารดา เว่ยชิงโหวจึงเดินไปประคองนางมานั่งพักที่เก้าอี้ด้านข้างตนเองอย่างใส่ใจ

“ท่านแม่ ท่านอย่าได้หลงเชื่อคำพูดของนาง” น้ำเสียงของเว่ยชิงโหวยามสนทนากับมารดาผู้ให้กำเนิดแตกต่างจากที่สนทนากับผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

ซุนฟางหรงทราบดีว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ก็คือองค์หญิงใหญ่ของราชวงศ์ พระเชษฐภคินีของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระมารดาแท้ๆ ของเว่ยชิงโหว หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบพระพักร์โดยตรง แต่ก็ทราบดีว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องด้วยสายตาอันคมกริบ

“หากนางเป็นผู้ที่มีบุญคุณช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้จริงๆ เล่า นางเดือนร้อนเพราะเจ้า บ้านของนางถูกเผา ทั้งยังถูกตามล่าเอาชีวิต หากเจ้าไม่ตอบแทบบุญคุณทั้งยังไล่นางไป เช่นนั้นไม่นับว่าเป็นคนอกตัญญูหรอกหรือ อีกอย่างลายมือบนจดหมายนี่ก็เป็นลายมือของเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน” องค์หญิงใหญ่กล่าวขณะพินิจลายมือบนจดหมายที่อยู่ในมือบุตรชาย

“ยามนี้ลูกจดจำเรื่องที่นางกล่าวมาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”

“ในเมื่อจดจำไม่ได้ แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่านางโกหก” จางอี้หนิงย้อนถามบุตรชาย

“ท่านแม่ก็รู้ดีว่าลูกมิใช่บุรุษเสเพลที่ไม่รู้จักระงับความต้องการของตัวเองเช่นนั้น” ถังหมิงยังคงโต้แย้ง

“บุรุษสตรีวัยเช่นพวกเจ้า เมื่ออยู่เพียงลำพังสองต่อสองยากจะระงับความต้องการไว้ได้…อีกอย่างนางก็หาใช่สตรีขี้ริ้วขี้เหร่ หากได้ขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อยก็คงกลายเป็นบุปผาที่งดงาม”

ซุนฟางหรงไม่คิดเลยว่าองค์หญิงใหญ่จะเป็นผู้ที่ช่วยแก้ต่างแทนนาง

“เช่นนั้นท่านแม่จะให้ข้าแต่งตั้งสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนางเป็นฮูหยินงั้นหรือ” ถังหมิงไม่ต้องการถกเถียงกับมารดาอีกต่อไป ทั้งยังล่วงรู้ความคิดของนางเป็นอย่างดี

“ในเมื่อตอนนี้ความทรงจำของเจ้ายังไม่กลับคืนมาก็ให้นางอาศัยอยู่ในจวนไปก่อนเป็นอย่างไร อีกอย่างก็ใช่ว่าจะแต่งนางเป็นฮูหยินไม่ได้” จางอี้หนิงกล่าวอย่างมีเลศนัย พร้อมกับพินิจมองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED