“หมิงเอ๋อร์ฟื้นแล้วงั้นหรือ”
บุรุษที่นอนสลบสไหลไม่ได้สติมาเป็นเวลานาน ลืมตาขึ้นช้าๆ ร่ายกายเคลื่อนไหวได้ยากคล้ายกับไม่ค่อยจะเชื่อฟังคำสั่ง เขาพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยตนเองอย่างยากลำบาก สตรีวัยกลางคนรีบถลาเข้าไปด้านข้างคอยช่วยประคองให้เขาเอนกายพิงลงกับหัวเตียงด้วยความห่วงใย
“ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นขึ้นมาเสียที รู้สึกอย่างไรบ้าง ยังเจ็บปวดตรงไหนหรือไม่”
องค์หญิงใหญ่จางอี้หนิงเอ่ยถามด้วยความกังวล ใบหน้าของนางซีดเซียวเนื่องจากความเครียดสะสม หลังบุตรชายเพียงคนเดียวถูกลอบทำร้ายกลับมาจากชายแดนใต้ แม้ฝ่าบาทจะส่งหมอหลวงที่เก่งที่สุดในวังมารักษา แต่ก็ไม่สามารถทำให้บุตรชายของนางฟื้นขึ้นมาได้
“ท่านแม่” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาแผ่วเบา
เห็นมารดาน้ำตาคลอ สองมือเกาะกุมมือตนเองไว้ด้วยความห่วงใย
“เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ เหตุใดข้าจึงได้รู้สึกปวดศีรษะเช่นนี้”
“เจ้าได้รับมอบหมายจากฝ่าบาทให้ไปสืบคดีลับที่เมืองเว่ยหยาง แต่ถูกคนลอบทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ศีรษะของเจ้าได้รับความกระทบกระเทือนจนสลบไม่ได้สตินานกว่าครึ่งเดือน”
คำกล่าวของมารดาทำให้เว่ยชิงโหวชะงักไป ก่อนจะยกมือกุมศีรษะตนเองด้วยความสับสน เมื่อสัมผัสกับผ้าที่พันอยู่โดยรอบยิ่งทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมากกว่าเดิม
“สืบคดีลับอันใด ลอบทำร้ายอันใด ทำไมข้าถึงจดจำเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เลย”
คำกล่าวของถังหมิงทำให้องค์หญิงใหญ่หันไปสบตากับแม่นมซูบ่าวคนสนิทด้วยความงุนงง
“หมิงเอ๋อร์ เจ้าจำเรื่องคดีทุจริตส่วยบรรณาการทางใต้ไม่ได้หรือ”
“ข้าจำได้แค่ว่าข้าปฏิเสธการหมั้นหมายกับคังจื่อผิงไป ส่วนเรื่องสืบคดีที่ท่านแม่กล่าวมานั้น...” คิ้วดาบขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
ดวงตาคมมองหาคนข้างกายอย่างต้องการคำอธิบาย ทว่านอกจากมารดาและแม่นมซูบ่าวคนสนิทข้างกายมารดาก็ไม่มีใครอยู่ในห้องอีก
“เฉิงกวงเล่า?”
“อยู่ในคุก”
“เหตุใดเขาจึงต้องไปอยู่ที่นั่น”
องค์หญิงใหญ่ถอนหายใจ ก่อนจะอธิบายอย่างอ่อนล้า “เป็นเพราะเฉิงกวงดูแลเจ้าไม่ดี ปล่อยให้เจ้าหายตัวไปขณะทำภารกิจที่เสี่ยงอันตราย ทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส หากมิใช่สุดท้ายยังพาเจ้ากลับเมืองหลวงมาได้สำเร็จ แม่คงสั่งประหารชีวิตเขาไปแล้ว”
“ท่านแม่ ท่านเรียกเฉิงกวงกลับมาก่อนได้หรือไม่ ลูกต้องการสอบถามเขาด้วยตนเอง”
เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของบุตรชาย จางอี้หนิงจึงสั่งให้บ่าวที่ยืนเฝ้าหน้าประตูรีบไปตามคนมา ไม่นานองครักษ์คนสนิทก็มานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“ท่านโหว ข้า ข้า…ผิดไปแล้ว เป็นเพราะข้าไม่ได้ความจึงไม่สามารถปกป้องท่านโหวให้ปลอดภัย เฉิงกวงยินดีชดใช้ความผิดด้วยชีวิต”
ร่างกำยำโขกศีรษะลงกับพื้นเสียงดัง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาบนหน้าผากก็ปรากฏเป็นรอยแดงช้ำ
“เหลวไหล ชดใช้ด้วยชีวิตอันใด เจ้าเลิกทำเหมือนข้าใกล้จะสิ้นลมหายใจแล้วลุกขึ้นเสียที” ถังหมิงตวาดเบาๆ ไม่อาจทนดูบุรุษตัวโตร้องไห้ฟูมฟายหลั่งน้ำตาให้กับตนเอง
“ท่านโหวไม่ตำหนิข้าหรือขอรับ” เฉิงกวงปาดน้ำตาลวกๆ ลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ
“ในเมื่อท่านโหวไม่เอาผิดเช่นนั้นเจ้าก็กลับมาดูแลอยู่ข้างกายลูกข้าเช่นเดิมก็แล้วกัน เจ้าจะต้องดูแลเขาให้ดี อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นครั้งนี้ขึ้นอีกเป็นอันขาด” จางอี้หนิงออกคำสั่ง
“ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่ที่ทรงเมตตา ข้าน้อยจะปกป้องท่านโหวด้วยชีวิต” เฉิงกวงยิ้มร่า
“หลังจากที่ข้าปฏิเสธการหมั้นหมายกับคังจื่อผิง เกิดอะไรขึ้นบ้างกันแน่” ถังหมิงไม่รีรอรีบเอ่ยถามเรื่องราวจากเฉิงกวง
“ท่านโหว เรื่องที่ท่านปฏิเสธการหมั้นกับคุณหนูคังผ่านมานานสามเดือนแล้วนะขอรับ” เฉิงกวงเอ่ยตอบด้วยความงุนงงสงสัย
“สามเดือน เป็นไปได้อย่างไร ข้าจำได้ว่า...” ถังหมิงทำท่านึกอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“การไปสืบคดีที่ชายแดนใต้ในครั้งนี้ดูเหมือนจะเกิดเรื่องขึ้นไม่น้อย ทางที่ดีควรหมอหลวงมาดูตรวจอาการอีกรอบ” จางอี้หนิงเอ่ยอย่างร้อนใจ ก่อนจะสั่งให้บ่าวรับใช้ไปตามหมอหลวงมาดูอาการให้กับบุตรชาย
ไม่นานหมอหลวงที่ฝ่าบาทสั่งให้มาประจำการอยู่ในจวนโหวก็รีบเข้ามาตรวจดูอาการบาดเจ็บของถังหมิงอีกหน
“เป็นอย่างไรบ้าง?” จางอี้หนิงรีบสอบถามท่านหมอ
“เรียนองค์หญิงใหญ่ แม้บาดแผลบนร่างกายจะหายดีทั้งหมดแล้ว ทว่าท่านโหวได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงบริเวณศีรษะ ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ความทรงจำบางส่วนเลือนหายไป ไม่สามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ขอรับ” หมอหลวงรีบเอ่ยรายงาน
“เช่นนั้นความทรงจำที่หายไปนี้จะกลับคืนมาได้หรือไม่” เว่ยชิงโหวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ในเมื่อลืมได้ก็สามารถจดจำได้เช่นกันขอรับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย ข้าจะเขียนเทียบยาบำรุงประสาทเพื่อช่วยให้ท่านโหวฟื้นความทรงจำกลับคืนมาโดยเร็ว” หมอหลวงกล่าวก่อนจะขอตัวจากไป
“ในเมื่อเจ้าสูญเสียความทรงจำไปเช่นนี้ ก็ควรหยุดพักรักษาตัวและระงับการสืบคดีไปก่อน แม่จะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแทนเจ้า ระหว่างนี้เจ้าก็พักรักษาตัวให้หายดี อย่าได้ไปไหนเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่” จางอี้หนิงออกคำสั่ง
“ลูกเชื่อฟังท่านแม่”
เมื่อมารดาจากไปแล้ว เว่ยชิงโหวจึงสั่งให้เฉิงกวงอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ตนเองฟังอีกหน
เมื่อสามเดือนก่อนหลังจากปฏิเสธการหมั้นหมายกับบุตรีของเสนาบดีคัง คังจื่อผิง ถังหมิงก็ขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าบาทเพื่อไปสืบคดีที่เมืองเว่ยหนานเป็นการลับ
เว่ยหนานเป็นเมืองใหญ่ มีเขตชายแดนติดกับทะเล มีเส้นทางขนส่งหลักเป็นเส้นทางน้ำ ดูแลควบคุมโดยเจ้าเมืองซุน นามซุนเถียน ขุนนางตระกูลเก่าแก่ที่ปกครองพื้นที่มาอย่างช้านาน
นอกจากเมืองเว่ยหนาน เจ้าเมืองซุนยังดูแลการขนส่งสินค้าทางน้ำตลอดพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงทั้งหมด รวมถึงส่วยบรรณาการที่เมืองทางใต้ต้องส่งเข้ามายังเมืองหลวง
ทว่าหลายปีให้หลังพื้นที่ทางใต้หลายเมืองประสบกับอุทกภัย เกิดพายุรุนแรงฝนตกหนักติดต่อกันนานหลายเดือน ชาวบ้านเดือนร้อน ต้องลี้ภัย ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ พื้นที่ชายฝั่งทะเลก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
หลังจากพายุพัดผ่านไป หลายเมืองเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟู ประชาชนอดอยาก เจ็บป่วยล้มตายไปหลายหมื่นคน เจ้าเมืองซุนทำได้เพียงส่งฎีกาขอความช่วยเหลือมายังเมืองหลวง
หลังทราบเรื่องฝ่าบาทจึงรีบสั่งการให้ส่งเงินบรรเทาทุกข์ไปยังเมืองเว่ยหยานในทันที พร้อมกับมีรับสั่งให้ก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพิ่มที่เมืองจิ่งเหอเมืองหน้าด่านเขตชายแดนใต้ป้องกันอุทกภัยในปีถัดๆ มา
ทว่าการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำนี้กลับมีความล่าช้า ชาวบ้านยังคงได้รับความเดือนร้อนไม่สามารถแก้ไข คนบางกลุ่มจงใจปกปิดเรื่องราวไว้จนเกิดการประท้วงและลุกฮือของกบฏในหลายพื้นที่
หากมิใช่เพราะมีการตรวจสอบความผิดปกติของส่วนบรรณาการที่ถูกส่งมายังเมืองหลวง ฝ่าบาทก็คงไม่อาจรับทราบว่ามีขุมอำนาจหนึ่งกระทำการยักยอกเงินบรรเทาทุกข์และทุจริตส่วยบรรณาการทางใต้
ดังนั้นฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้เว่ยชิงโหวลงไปสืบสวนเป็นการลับ เมื่อไปถึงเมืองจิ่งเหอสถานที่สร้างเขื่อนกั้นน้ำ ถังหมิงก็พบกับความผิดปกติมากมาย ยิ่งตามสืบไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันหลายฝ่าย ถือเป็นเรื่องใหญ่และร้ายแรงเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงได้เดินทางต่อไปยังเมืองเว่ยหยานเพื่อสืบหาตัวการสำคัญ
ไม่คาดว่าระหว่างทางกลับเจอการลอบสังหารครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งไปถึงเมืองเว่ยหนาน เกิดการต่อสู้ขึ้นที่จวนเจ้าเมืองซุนเถียน เฉินกวงพลัดหลงกับเว่ยชิงโหวในระหว่างหลบหนี หลังจากนั้นก็ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ผ่านไปหลายวันเฉิงกวงจึงสามารถตามหาถังหมิงจนพบ ทว่าตอนที่พบเจอนั้นถังหมิงก็ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสแล้ว...
สองเท้าพาร่างอ่อนระโหยโรยแรงเดินมาจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ศูนย์กลางทิศตะวันออกของเมืองหลวง กำแพงสูงทอดยาวจรดริมฝั่งแม่น้ำอวี้อัน หน้าประตูไม้บานใหญ่ประดับรูปปั้นสิงโตยักษ์สองตัว มีองครักษ์เฝ้ารักษาการณ์อย่างแน่นหนา
ซุนฟางหรง รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก้าวขึ้นบันไดสูงชันตรงไปหาองครักษ์สองนายที่ยืนประจำการอยู่
“เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่” องครักษ์ทั้งสองรีบเดินมาขวางทางไว้อยางรวดเร็ว
“จงไปซะ นี่คือจวนเว่ยชิงโหว มิใช่ที่สำหรับขอทานอย่างเจ้า” หนึ่งในนั้นตวาดเสียงเข้ม
ซุนฟางหรงก้มมองตนเอง ทำได้เพียงฝืนยิ้มออกมา สภาพของนางไม่ต่างไปจากขอทานเร่ร่อนสักเท่าใดนัก ทั้งสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าเก่าขาดส่งกลิ่นเหม็นชวนให้ผู้หลีกหนี เนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลนเปรอะเปื้อนราวกับไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเวลานาน
ใครจะไปคิดล่ะว่าการที่สตรีนางหนึ่งเดินทางไกลหลายพันลี้จากชายแดนใต้มายังเมืองหลวงจิ้งคังเพียงลำพัง สามารถเปลี่ยนจากคนงามให้กลายเป็นขอทานต่ำต้อยน่ารังเกียจเช่นในตอนนี้ได้
“พี่ชายทั้งสอง ข้าเดินทางมาจากเมืองเว่ยหนาน ใช้เวลานานนับเดือนกว่าจะมาถึงนี่ ไม่ทราบว่าที่นี่คือจวนเว่ยชิงโหวใช่หรือไม่ รบกวนพวกท่านช่วยไปรายงานกับท่านโหวให้ทีว่ามีสหายเดินทางมาจากแดนไกลตามคำสัญญา” ซุนฟางหรงกล่าวกับคนทั้งสองด้วยความเกรงอกเกรงใจ
“สหาย?”
สายตาขององครักษ์มองสำรวจหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สตรีแปลกหน้านางนี้ไม่มีส่วนใดคล้ายจะเป็นสหายกับเว่ยชิงโหวได้เลยแม้แต่น้อย
“เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากที่ใดงั้นรึ” องครักษ์นายหนึ่งเอ่ยถามออกมา
“เมืองเว่ยหนาน ชายแดนใต้เจ้าค่ะ”
องครักษ์ทั้งคู่หันมองสบตากันเล็กน้อย
“ดูเหมือนเมื่อครึ่งเดือนก่อนท่านโหวถูกลอบทำร้ายที่เมืองเว่ยหนานใช่หรือไม่”
“หรือแม่นางผู้นี้จะเป็นสหายที่ท่านโหวรู้จักยามอยู่ที่เมืองเว่ยหนานจริงๆ”
“แต่นี่จะยื่นยันได้อย่างไร”
ซุนฟางหรงได้ยินที่องครักษ์ทั้งสองพูดคุยปรึกษากัน ดังนั้นจึงนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากห่อผ้าที่สะพายอยู่แนบอกและยื่นให้กับพวกเขา
เมื่อองครักษ์เปิดอ่านข้อความในกระดาษ หนึ่งในนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปรายงานผู้ที่อยู่ด้านในทันที
“แม่นางโปรดรอสักครู่” องครักษ์อีกนายที่ยืนเฝ้าอยู่เอ่ยกับหญิงสาว
“ได้เจ้าค่ะ”
ซุนฟางหรงได้แต่รอคอย นางเหม่อลอยไร้เรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าหลังจากเดินทางมาเป็นระยะเวลานานไม่ได้หยุดพักค่อยๆ แสดงอาการออกมา ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียวจนองครักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
“แม่นาง...สีหน้าของเจ้าย่ำแย่มาก นั่งพักก่อนสักครู่ดีหรือไม่”
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนบันไดหน้าจวนโหว ผู้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกแปลกประหลาดเมื่อเห็นว่าสตรีขอทานนางนี้ไม่ได้ถูกองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ไล่ตะเพิดออกมาเช่นคนอื่นๆ
ซุนฟางหรงอ่อนล้าเป็นอย่างมาก ดวงตาของนางหนักอึ้ง เรื่องราวต่างๆ มากมายที่นางเผชิญมาก่อนหน้านี้หนักหนาเกินกว่าสตรีนางหนึ่งจะแบกรับ
หญิงสาวกอดเข่าตนเองไว้แน่น ใบหน้าเปื้อนโคลนซุกลงบนหน้าขาที่ถูกชันขึ้นมา สายลมยามเย็นพัดผ่านจนร่างกายสั่นสะท้าน
นางดั้นด้นมายังเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกลเพื่อพบกับบุรุษผู้หนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะยังจดจำนางได้อยู่หรือไม่
หากเขาไม่ยินยอมออกมาพบหน้า เช่นนั้นนางควรทำอย่างไรต่อไป
“เจ้าเป็นใคร”
ขณะที่สติของหญิงสาวคล้ายจะหลุดลอยไปไกล ประตูจวนโหวก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงทุ้มที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ
ซุนฟางหรงมองเห็นใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาหานางช้าๆ ร่างสูงสง่าในชุดเรียบง่ายทะมัดทะแม่งเฉกเช่นคนฝึกยุทธ์ยืนบังแสงแดดที่ส่องผ่านร่มเงาของต้นไม้ใหญ่และกระทบถูกนางเข้าพอดี
“ท่านโหว...” เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเขาคือบุรุษที่นางเฝ้าตามหา
รูปโฉมของเขาในยามนี้ดูดีมากกว่าครั้งแรกที่เจอกันหลายเท่านัก แม้ร่างกายจะซูบผอมลงเล็กน้อย ทว่าใบหน้ายังคงหล่อเหลาคมคายเช่นเดิม
“เจ้ารู้จักข้า?” เขาทวนถามด้วยความสงสัย
ซุนฟางหรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลทำให้ร่างบางเสียหลักเกือบตกจากบันไดสูงชัน ทว่าคนที่ยืนอยู่ใกล้คว้าตัวนางเอาไว้ได้ก่อน
ร่างมอมแมมของนางจึงตกอยู่ภายในอ้อมกอดของเขา
เกิดเป็นภาพที่สร้างความขัดแย้งขึ้นในใจของผู้พบเห็น
หนึ่งสตรีที่มีสภาพไม่ต่างไปจากขอทานข้างถนน กับหนึ่งบุรุษผู้มีรูปโฉมงดงามราวภาพวาดเทพเซียนบนสรวงสวรรค์
คนหนึ่งสถานะสูงส่งไม่อาจเอื้อม อีกคนดูจากภายนอกก็รู้ว่าสถานะคงต่ำต้อยจนไม่อาจจะมายืนประจันหน้ากันได้
“ดูเหมือนข้าจะจำไม่ได้ว่าเคยมีสหายเช่นเจ้า” ดวงตาคมมองสำรวจสตรีในอ้อมแขนรอบหนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือออกจากตัวนาง
ในสายตาของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความรังเกียจดังเช่นสายตาของคนอื่นๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เป็นนางเองเสียอีกที่รู้สึกรังเกียจตนเองในตอนนี้ เมื่ออยู่เบื้องหน้าบุรุษรูปงามเช่นเว่ยชิงโหวไม่ว่าสตรีใดย่อมต้องเกิดความประหม่า
“ท่านจำข้าได้หรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
แต่เมื่อเห็นใบหน้าครุ่นคิดของอีกฝ่าย หัวใจของหญิงสาวคล้ายกับถูกบีบแน่นจนอึดอัดไปหมด
“เจ้าบอกว่ามาจากเมืองเว่ยหนาน จดหมายฉบับนี้เป็นข้าที่มอบให้กับเจ้าด้วยตนเองงั้นหรือ?”
ซุนฟางหรงมองกระดาษที่อยู่ในมือของเว่ยชิงโหว ก่อนจะพยักหน้าเป็นการตอบรับ
“ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองจึงมอบจดหมายให้เจ้ามาหาที่เมืองหลวง เรื่องราวยามอยู่ที่เมืองเว่ยหนานข้าลืมไปหมดแล้ว” เว่ยชิงโหวเอ่ยตัดบท
“นี่...ท่าน ท่านจำข้าไม่ได้จริงๆ รึ” น้ำเสียงของนางฟังดูแตกตื่นตกใจเป็นอย่างมาก
“ระหว่างอยู่ที่เมืองเว่ยหนาน เจ้าบังเอิญให้ความช่วยเหลือข้าไว้ใช่หรือไม่”
เนื้อความในจดหมายเขียนไว้สั้นๆ ว่าให้นางเดินทางมายังเมืองหลวง ตัวหนังสือนั้นเร่งรีบไม่เรียบร้อย แสดงว่าเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บระหว่างที่เขียนข้อความ
เป็นไปได้มากว่าสตรีนางนี้อาจจะให้การช่วยเหลือเขาไว้ในยามลำบาก แต่เพราะไม่อาจตอบแทนบญคุณได้ในตอนนั้นจึงทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้แทน
เรื่องที่เว่ยชิงโหวสูญเสียความทรงจำบางส่วนไปนั้นไม่ได้ประกาศแก้คนนอก ทว่าผู้คนในราชสำนักล้วนรู้กันเป็นอย่างดี น่าแปลกที่หลังจากเขาได้สติเพียงไม่กี่วัน จู่ๆ ก็มีสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งเดินทางมาหาจากเมืองเว่ยหนาน
ไม่รู้ว่านางเป็นคนรู้จักของเขาจริงๆ หรือเป็นหมากที่ศัตรูส่งมากันแน่
“ตอนนั้นข้าบังเอิญพบท่านถูกธนูยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงพาท่านกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านของข้า” คำพูดของนางไม่ได้ต่างไปจากที่เขาคิดไว้มากนัก
“ในเมื่อเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ เช่นนั้นข้าก็ต้องตอบแทนบุญคุณของเจ้าเป็นอย่างดี”
ดวงตาคมของเว่ยชิงโหวปราดมองสตรีเบื้องหน้าอย่างสำรวจครู่หนึ่ง ก่อนจะผายมือออกไปด้านข้างโดยไม่ได้กล่าวคำพูดใด คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายรีบนำถุงเงินวางลงบนฝ่ามือของบุรุษสูงศักดิ์
“นี่คือค่าตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือของเจ้า”
ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ เขายื่นถุงเงินใบนั้นส่งให้กับหญิงสาว
นางมองถุงที่บรรจุเงินไว้จนแน่นสลับกับใบหน้าแข็งกร้าวราวหยกสลักของเว่ยชิงโหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตากลมเต็มไปด้วยความสับสน ในที่สุดก็ตัดสินใจกล่าวประโยคหนึ่งออกมา
“ข้าเดินทางไกลจากชายแดนใต้มาจนถึงเมืองหลวงแห่งนี้มิใช่เพราะต้องการเงินทองของท่าน”
“เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด”
“ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใด เพียงต้องการทวงถามสัญญาที่ท่านบอกว่าจะรับผิดชอบข้าเป็นอย่างดี”
“รับผิดชอบงั้นรึ ข้าต้องรับผิดชอบเรื่องใด”
“ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้ว สิ่งที่ท่านต้องรับผิดชอบก็คือตัวข้า”
ภรรยา?
เขามีภรรยาตั้งแต่เมื่อใดกัน...
แม้จะได้ยินคำกล่าวอ้างเช่นนั้น ทว่าใบหน้าของเว่ยชิงโหวยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์
เมื่อครู่หลังจากได้รับรายงานว่ามีสตรีแปลกหน้าเดินทางมาจากเมืองเว่ยหนานพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เป็นลายมือของเขา ชายหนุ่มจึงเร่งรุดออกมาดูด้วยตนเอง
เขาพบว่าสตรีนางนี้เป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ เท่านั้น เหตุใดนางจึงได้กล่าววาจาเหลวไหลมากมายถึงเพียงนี้
“ท่านโหว ข้าก็คือภรรยาของท่าน”
เมื่อสตรีแปลกหน้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา องครักษ์ที่รับฟังอยู่ด้านข้างต่างมีสีหน้าตลกขบขันไปตามๆ กัน ดูท่านางจะเสียสติไปแล้วจึงกล้าแอบอ้างว่าตนเองเป็นภรรยาของเว่ยชิงโหว
“ข้ากับท่านพวกเราบังเอิญพบกันที่เมืองเว่ยหนาน ก่อนท่านจากมาท่านได้มอบของสิ่งนี้ให้กับข้าทั้งยังรับปากว่าจะแต่งตั้งข้าเป็นฮูหยินของท่าน”
ซุนฟางหรงเร่งรีบอธิบาย เมื่อนางหยิบ ‘สิ่งของ’ บางอย่างออกมาจากห่อผ้าที่คาดอยู่กลางอก ใบหน้าของเว่ยชิงโหวและองครักษ์ที่ยืนอยู่ก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
“พู่หยกชิ้นนี้ท่านทิ้งไว้ให้ข้าพร้อมกับจดหมายฉบับนั้น...”
ถังหมิงคว้าสิ่งของในมือสตรีแปลกหน้ามาตรวจดูอย่างรวดเร็ว
เมื่อแน่ใจแล้วว่านี่คือพู่หยกประจำตระกูลซึ่งเป็นของสำคัญที่เขาพกติดกายมาโดยตลอด ใบหน้าราบเรียบก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
“เหตุใดของสิ่งนี้จึงอยู่กับเจ้า” น้ำเสียงกดต่ำเย็นชา
“นี่เป็นของที่ท่านมอบให้ข้า” หญิงสาวรู้สึกหวาดเกรงเมื่อถูกจ้องมองอย่างจับผิด
“โกหก”
เว่ยชิงโหวแทบจะตวาดใส่ แต่เมื่อเห็นว่าที่นี่เป็นบริเวณหน้าจวนไม่สะดวกพูดคุยจึงสงบใจลง ก่อนจะคว้าข้อมือสตรีที่อ้างตนว่าเป็นภรรยาของเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว
ซุนฟางหรงไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระชากลากถูไปตามทางเดินกว้าง แม้ข้อมือที่ถูกจับไว้แน่นจะชาจนแทบไร้ความรู้สึกแต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยโวยวายออกมา หญิงสาวได้แต่อดทนให้ร่างสูงลากจูงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในจวนใหญ่โตกว้างขวางของเขา
ซุนฟางหรงถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เว่ยชิงโหวยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขามองดูพู่หยกในมือครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้กลางโถงจากนั้นจึงเอ่ยปากสอบสวน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการโกหกแอบอ้างว่าเป็นภรรยาของข้านั้นจะต้องรับโทษหนักหนาเพียงใด” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขู่
“ข้า ข้าไม่ได้โกหก” นางเอ่ยหนักแน่น แม้ในดวงตาจะเต็มไปด้วยความกังวลแต่ก็ไร้ซึ่งความขาดเขลา
“เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง” สายตาของเว่ยชิงโหวแปรเปลี่ยนเป็นดูถูกเหยียดหยาม
“จดหมายฉบับนั้นเป็นลายมือของท่านหรือไม่ พู่หยกชิ้นนี้ใช่ของท่านโหวหรือไม่ ข้าแสดงหลักฐานไปทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ท่านโหวไม่ยินยอมจะเชื่อ” นางเอ่ยโต้
“บังอาจ ท่านโหวเป็นบุคคลเช่นไร แล้วเจ้าเป็นบุคคลเช่นไร เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งกับพู่หยกชิ้นหนึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้ากับท่านโหวมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันงั้นหรือ” เฉิงกวงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างดุดัน
“ข้าไม่รู้ว่าท่านโหวจดจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือรังเกียจที่ข้าเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย ในวันนั้นท่านดื่มสุราเพื่อระงับความเจ็บปวดของบาดแผลจากลูกธนู บ้านของข้ายากจนไม่มียารักษานอกจากสมุนไพรที่เก็บได้บนเขา อีกทั้งท่านไม่ต้องการให้ข้าตามหมอมารักษาอาการบาดเจ็บ หลังจากที่ไข้ขึ้นสูงข้าปรนนิบัติดูแลอยู่ข้างกายท่าน ด้วยความเมามายบวกกับพิษไข้ทำให้มีเรื่องเรื่องเกินเลยเกิดขึ้น ทว่าหลังจากที่ท่านได้สติก็ยืนยันกับข้าเองว่าจะรับผิดชอบข้าเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงทิ้งหยกล้ำค่ากับจดหมายไว้ให้”
ซุนฟางหรงแสร้งกล่าวด้วยอารมณ์โกรธทั้งยังลื่นไหลราวกับทุกอย่างได้เกิดขึ้นจริง
“ข้ารู้ดีว่าท่านกระทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงแม้ข้าจะกลายเป็นสตรีของท่านแล้วแต่ก็ไม่คิดเรียกร้องหาความรับผิดชอบใด ดังนั้นเมื่อข้ารู้ว่าที่แท้แล้วท่านมีสถานะสูงส่งมากมายถึงเพียงนี้ก็ตัดใจที่จะมาตามคำบอกกล่าวในจดหมาย”
“ในเมื่อตัดใจแล้ว เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ในวันนี้” ถังหมิงรับฟังด้วยใบหน้าราบเรียบ สองมือประสานอยู่บนหน้าขาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้ว
“เป็นเพราะหลังท่านจากไปก็มีมือสังหารติดตามมาถึงบ้านของข้า พวกมันเผาทำลายกระท่อมหลังเล็กที่ข้าอาศัยอยู่ ทำให้ข้าไร้บ้านให้กลับ ไร้ที่ให้ไป หากยังรั้งอยู่ที่เมืองเว่ยหนานก็อาจถูกคนพวกนั้นจับตัวได้ในสักวัน ข้าจึงเร่งเดินทางมายังเมืองหลวง ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าเร่ร่อนด้วยความยากลำบาก เดินทางมาตลอดไม่ได้หยุดพัก ไม่ง่ายเลยกว่าจะตามหาท่านจบพบ” นางเอ่ยอธิบายอย่างอ่อนล้า สภาพของนางดูเหมือนคนที่รอนแรมเดินทางมาไกลจริงๆ
“คำพูดของเจ้าแม้จะมีบางส่วนเชื่อถือได้ แต่ข้าคงไม่อาจยืนยันว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะตอนนี้ข้าจดจำไม่ได้แล้วว่าพบกับเจ้าเมื่อใด และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันเช่นไร”
“ท่านโหวหมายความว่าอย่างไร”
“บอกเจ้าตามตรง หลังกลับมาจากเมืองเว่ยหนานข้าก็สลบสไหลไปนานกว่าครึ่งเดือน เพิ่งฟื้นคืนสติเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เพราะศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจึงทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ข้าอยู่เมืองเว่ยหนานจนได้บังเอิญพบเจ้าเหล่านั้น ข้าลืมเลือนไปจนหมดแล้ว”
สูญเสียความทรงจำไปบางส่วนงั้นหรือ...
หมายความว่า...เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ลืมไปจนหมดแล้วจริงๆ
“ที่แท้ท่านโหวก็จำข้าไม่ได้นี่เอง แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านรังเกียจสตรีบ้านๆ ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นข้า เช่นนั้นข้าจะถือว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกันเจ้าค่ะ หยกล้ำค่านี้ถือว่าข้านำมันมาคืนท่าน ส่วนจดหมาย…ก็ถือซะว่าท่านไม่ได้เขียน” หญิงสาวเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
“ถึงแม้เว่ยชิงโหวจะจำเจ้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่เจ้าเล่าจะเป็นความเท็จ”
องค์หญิงใหญ่จางอี้หนิงเดินเข้ามาภายในห้องโถง พร้อมกับข้ารับใช้คนสนิท เมื่อเห็นมารดา เว่ยชิงโหวจึงเดินไปประคองนางมานั่งพักที่เก้าอี้ด้านข้างตนเองอย่างใส่ใจ
“ท่านแม่ ท่านอย่าได้หลงเชื่อคำพูดของนาง” น้ำเสียงของเว่ยชิงโหวยามสนทนากับมารดาผู้ให้กำเนิดแตกต่างจากที่สนทนากับผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
ซุนฟางหรงทราบดีว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ก็คือองค์หญิงใหญ่ของราชวงศ์ พระเชษฐภคินีของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระมารดาแท้ๆ ของเว่ยชิงโหว หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบพระพักร์โดยตรง แต่ก็ทราบดีว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องด้วยสายตาอันคมกริบ
“หากนางเป็นผู้ที่มีบุญคุณช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้จริงๆ เล่า นางเดือนร้อนเพราะเจ้า บ้านของนางถูกเผา ทั้งยังถูกตามล่าเอาชีวิต หากเจ้าไม่ตอบแทบบุญคุณทั้งยังไล่นางไป เช่นนั้นไม่นับว่าเป็นคนอกตัญญูหรอกหรือ อีกอย่างลายมือบนจดหมายนี่ก็เป็นลายมือของเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน” องค์หญิงใหญ่กล่าวขณะพินิจลายมือบนจดหมายที่อยู่ในมือบุตรชาย
“ยามนี้ลูกจดจำเรื่องที่นางกล่าวมาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
“ในเมื่อจดจำไม่ได้ แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่านางโกหก” จางอี้หนิงย้อนถามบุตรชาย
“ท่านแม่ก็รู้ดีว่าลูกมิใช่บุรุษเสเพลที่ไม่รู้จักระงับความต้องการของตัวเองเช่นนั้น” ถังหมิงยังคงโต้แย้ง
“บุรุษสตรีวัยเช่นพวกเจ้า เมื่ออยู่เพียงลำพังสองต่อสองยากจะระงับความต้องการไว้ได้…อีกอย่างนางก็หาใช่สตรีขี้ริ้วขี้เหร่ หากได้ขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อยก็คงกลายเป็นบุปผาที่งดงาม”
ซุนฟางหรงไม่คิดเลยว่าองค์หญิงใหญ่จะเป็นผู้ที่ช่วยแก้ต่างแทนนาง
“เช่นนั้นท่านแม่จะให้ข้าแต่งตั้งสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนางเป็นฮูหยินงั้นหรือ” ถังหมิงไม่ต้องการถกเถียงกับมารดาอีกต่อไป ทั้งยังล่วงรู้ความคิดของนางเป็นอย่างดี
“ในเมื่อตอนนี้ความทรงจำของเจ้ายังไม่กลับคืนมาก็ให้นางอาศัยอยู่ในจวนไปก่อนเป็นอย่างไร อีกอย่างก็ใช่ว่าจะแต่งนางเป็นฮูหยินไม่ได้” จางอี้หนิงกล่าวอย่างมีเลศนัย พร้อมกับพินิจมองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด