1
เจ้าหนี้
ชญานินลุกขึ้นจากพื้นอย่างอ่อนแรง เธอไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั่งร้องไห้อยู่ในความมืดนานแค่ไหน แต่เมื่อได้สติเธอจึงเช็ดคราบน้ำตาพลางลุกขึ้นเดินกลับบ้านทันที เมื่อเธอทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปและไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เธอจึงตัดสินใจที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ใช้ชีวิตตามปกติของเธอในทุกๆ วันตามเดิม ชญานินเดินเข้ามาในบ้านและหยุดยืนมองถุงกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปยังตู้ที่เก็บอุปกรณ์ทำแผลเมื่อเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา เธอหยิบอุปกรณ์ทำแผลและเดินไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำและจัดการทำความสะอาดแผล เพียงไม่นานเธอก็ทำแผลให้กับตัวเองจนเสร็จหลังจากอาบน้ำเรียบร้อย หลังจากจัดการตัวเองจนเรียบร้อยเธอก็เดินออกจากห้องนอนมาปิดบ้านโดยไม่ลืมที่จะเก็บถุงกับข้าวเพื่อเตรียมอุ่นในรุ่งเช้าพรุ่งนี้ก่อนจะปิดไฟและเดินกลับเข้าห้องนอน
"แม่ค่ะ พ่อค่ะ หนูขอโทษที่รักษาของพ่อกับแม่ไม่ได้" ชญานินเอ่ยพลางนอนมองรูปครอบครัวสมัยเด็กของตัวเองซึ่งวางอยู่บนลิ้นชักข้างหัวเตียงก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อภาพเหตุการณ์ในวันนี้ย้อนกลับเข้ามา
น้ำตาใสบดบังรูปภาพในกรอบรูปสีขาวหยดแล้วหยดเล่า เธอปลดปล่อยความทุกข์ออกมาอย่างไม่มีกักเก็บ ความรู้สึกเหนื่อยล้า เจ็บปวดและเสียใจ เธอได้ปลดปล่อยออกมาเพื่อที่วันพรุ่งนี้เธอจะได้เข้มแข็งและลุกขึ้นจากการหกล้มให้ไวที่สุด
...
ช่วงสายของวันต่อมา
ชญานินยังคงตื่นเช้าเหมือนทุกๆ วัน แม้เมื่อคืนกว่าเธอจะหลับก็เกือบเช้า ความเคยชินในการตื่นเช้าทำให้เธอไม่ต้องพึ่งพานาฬิกาปลุกและไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนเธอก็สามารถตื่นนอนแต่เช้าได้เหมือนทุกๆ วัน เธอเดินออกมารดน้ำต้นไม้และดอกไม้หน้าบ้านหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ วันนี้เป็นวันหยุดและเธอคิดที่จะหางานทำหลังจากรดน้ำและทำความสะอาดบ้านเสร็จ หากว่า ไม่มีรถคันหรูสีดำเงาสามคันขับเข้ามา สิ่งที่เธอตั้งใจไว้ก็คงจะสำเร็จ
ชญานินโน้มตัวปิดก๊อกน้ำก่อนจะเดินมายืนมองรถคันหรูสีดำเงาสามคันที่ขับเข้ามาในเขตบ้านของเธอด้วยความสงสัย เมื่อรถทั้งสามคันจอดนิ่งสนิทพร้อมกับบุคคลที่อยู่บนรถเปิดประตูลงจากรถทั้งสามคัน ชญานินมองบุคคลสวมสูทดำจำนวนเก้าคนลงจากรถมายืนกุมมือมองตรงมายังเธอ ก่อนที่เธอจะก้าวเดินไปสอบถามหรือมีบุคคลหนึ่งในเก้าคนเป็นคนพูดออกมา ชายที่สวมสูทดำที่ยืนอยู่ใกล้ประตูรถคันกลางก็เปิดประตูให้อีกบุคคลที่ยังนั่งอยู่บนรถได้ลงจากรถ เธอมองชายหนุ่มที่ลงจากรถมาทีหลัง ซึ่งแต่งตัวต่างจากชายหนุ่มอีกเก้าคน
ชายหนุ่มที่ลงจากรถทีหลังยืนมองชญานินก่อนจะก้าวเดินตรงมายังเธอ ชญานินมองชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาว สวมแว่นตากันแดดอย่างไม่วางตาด้วยความสงสัย จนกระทั่งชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าของเธอพร้อมเอ่ยถามเสียงเย็น ชญานินจึงได้สติ
"นายธนัทพงษ์อยู่ไหน"
"คุณเป็นใครคะ แล้วถามหาพ่อของฉันทำไม...หรือว่าคุณเป็นเจ้าหนี้ของพ่อ" ชญานินเอ่ยถามก่อนจะเงียบลงเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงพูดออกไปใหม่ แต่กลับสร้างความรำคาญและช่างน่าหงุดหงิดให้กับชายหนุ่ม
"ใช่ เป็นทั้งเจ้าหนี้และเจ้าชีวิต!" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็นพลางมองหญิงสาวผ่านแว่นตากันแดดด้วยแววตาเย็นชา เขานึกสงสัยว่าหญิงสาวเป็นใครจนน่าหงุดหงิด แต่เมื่อสิ่งที่เธอพูดออกมาทำให้เขาพึงพอใจเล็กน้อย เขาจึงเอ่ยออกไปซึ่งทำให้หญิงสาวต้องขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอจึงยังคงถามต่อและยิ่งสร้างความรำคาญให้กับชายหนุ่ม
"หมายความว่าไงคะ ตกลงคุณเป็นใคร แล้ว โอ๊ย!" ชญานินยังไม่ทันถามจบเธอก็ร้องอุทานออกมาเมื่อชายหนุ่มกระชากแขนของเธอด้วยความแรงและบีบจนเธอรู้สึกเจ็บเหมือนกระดูกจะหัก
"ฉันถามเธอก็ต้องตอบ! พ่อสารเลวของเธออยู่ไหน!"
"ฉันไม่รู้ค่ะ พ่อขับรถออกไปโดยไม่ได้บอกอะไรเลย แล้วก็กรุณาอย่ามาเรียกพ่อของฉันแบบนั้นนะคะ" ชญานินพูดพลางนิ้วหน้าด้วยความเจ็บ แม้เธอจะตอบออกไปแต่ชายหนุ่มยังคงบีบแขนของเธอไม่ยอมปล่อยจนขึ้นรอยแดงอย่างเห็นได้ชัด เธอพยายามบิดแขนของตัวเองออกจากมือของชายหนุ่ม แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งเจ็บ เธอจึงหยุดและปล่อยให้เขาบีบแขนของเธอจนพอใจ
"เธอโกหก! พ่อลูกกันทำไมจะไม่รู้ สารเลวด้วยกันทั้งคู่!"
"คุณ! มันจะมากเกินไปแล้วนะคะ พ่อฉันไปทำอะไรให้คุณเจ็บปวดเหรอคะ แล้วเขาเป็นหนี้คุณเท่าไหร่ ฉันจะใช้แทนให้เอง"
คำพูดของชายหนุ่มทำให้ความอดทนของชญานินหมดลง เธอตวาดกลับไปพลางจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว สิ่งที่เธอจะต้องกลัวเห็นจะกลัวว่าเธอจะหลุดปากพูดออกไปและทำให้ชายหนุ่มเย็นชาคนนี้เจอพ่อของเธอ ชญานินไม่รู้ว่าชายหนุ่มโหดร้ายและป่าเถื่อนได้มากขนาดไหน หากเขาตามเจอพ่อก็คงจะลำบาก แค่เธอเผชิญหน้ากับเขายังน่ากลัวขนาดนี้แล้วกับพ่อที่เป็นลูกหนี้ตัวจริง คงจะลำบากและแย่กว่าเธอ
"พูดดีนี่ แต่สิ่งที่พ่อของเธอทำ เธอคิดว่าจะชดใช้ได้หรือไง แม่คนเก่ง!"
"แค่หนี้ มันคงไม่ยากจนฉันขาดใจตายหรอกค่ะ แล้วพ่อติดหนี้คุณเท่าไหร่ละคะ"
"หึ! สิบล้านกับหนึ่งชีวิต" ชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงเย็น หากแต่คำว่า 'หนึ่งชีวิต' จากปากเขาทำให้เธอไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มหมายถึงอะไร แต่จำนวนเงินที่ทำให้เธอสนใจมากกว่าหนึ่งชีวิตที่เขาหมายถึง เธอจึงไม่ได้ทำออกไปนอกจากตกใจและโพล่งออกมา
"สิบล้าน! ...พ่อ" ชญานินเอ่ยเรียกธนัทพงษ์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ตอนนี้เธอเหมือนถูกตบหน้าจากคนนับสิบและดูคนมากมายเผาบ้านหลังเดียวของเธอพร้อมสวนผลไม้ต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอไม่สามารถทำอะไรได้และไร้วี่แววจะมีคนช่วย
"เอาตัวเธอไป และให้คนออกตามหานายธนัทพงษ์จนกว่าจะเจอ!" ชายหนุ่มเอ่ยพลางผลักหญิงสาวให้กับลูกน้องพาตัวขึ้นรถก่อนที่เขาจะเดินกลับขึ้นรถของตัวเอง
"ไม่! ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ปล่อยนะ! ปล่อย ฉันไม่..."
ชญานินดิ้นสุดแรงเพื่อไม่ให้คนของชายหนุ่มพาตัวไปในที่ที่เธอไม่รู้ ความกลัวถาโถมเข้ามาจนเต็มอก ดวงตาร้อนผ่าวเมื่อพบว่าเธอทำอะไรไม่ได้ก่อนที่เธอจะหมดสติไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มด้วยฝีมือลูกน้องของชายหนุ่มที่ใช้มือทุบที่ท้ายทอยชญานิน
ทาวน์ไนต์คลับ
ร่างสูงของโลแกนเดินแยกไปอีกทางเมื่อมาถึงไนต์คลับโดยไม่ลืมเอ่ยคำสั่งกับลูกน้องให้พาหญิงสาวไปอยู่ที่ห้องชั้นบน ชายหนุ่มเดินตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องวีไอพีซึ่งมีเพื่อนของเขารออยู่
โลแกน เจสัน ชาน ชายหนุ่มลูกครึ่งฮ่องกง อเมริกัน ขยายธุรกิจไนต์คลับของตัวเองจากฮ่องกงและอเมริกามาลงทุนที่เมืองไทย รวมไปถึงกาสิโนแบบสากลที่ถูกกฎหมายโดยมีเพื่อนซึ่งทำงานอยู่ในองค์กรตำรวจคอยช่วยเหลือเป็นแห่งที่สอง แม้กาสิโนของเขาจะไม่ได้อยู่บนเกาะทางตอนใต้ของเมืองไทยที่โด่งดังและได้รับความนิยมมาตลอด แต่กาสิโนของเขาก็มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน
"ตามตัวเจอมั้ย"
เมื่อชายหนุ่มมาถึงห้องวีไอพีและเปิดเข้าไป บุคคลที่นั่งรออยู่จึงเอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อโลแกนเดินเข้าไป แม้จะเห็นสีหน้าที่ขมวดคิ้วเดินเข้ามาก็ทราบแล้วว่าไม่เป็นอย่างที่ต้องการ แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้อะไรกลับมาบ้าง
คริษฐ์ อเนกวานนท์ เพื่อนชาวไทยเพียงคนเดียวที่โลแกนรู้จักและสนิท เขาเป็นคนที่ช่วยเรื่องกาสิโนของโลแกน รวมไปถึงเรื่องกฎหมายบ้านเมืองของเมืองไทยเพื่อที่โลแกนจะได้เข้ามาทำธุรกิจอย่างราบรื่น
"ไม่ แต่ได้ลูกสาวมาแทน" โลแกนเอ่ยตอบพลางยกแก้วไวน์ดื่มก่อนจะเหลือบสายตาไปมองชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้าม
"เฮ้ย! ไม่ได้นะเว้ย แกจะมาทำอะไรตามใจที่นี่ไม่ได้ บ้านเมืองเขามีขื่อมีแป" คริษฐ์โพล่งขึ้นด้วยความตกใจพลางมองโลแกนด้วยสายตาหวาดหวั่น
"ฉันพูดไทยได้ก็จริง แต่ฉันไม่รู้คำยากๆ ช่วยพูดให้เข้าใจด้วย" โลแกนไม่ได้เอ่ยตอบรับคริษฐ์ ทำให้ชายหนุ่มผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กรตำรวจรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา แม้โลแกนจะไม่ใช่คนโหดร้ายหรือนึกทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมก็ตาม แต่ใครจะรู้ได้ว่าความแค้นที่สุมอยู่ในใจของชายหนุ่มจะทำให้เขานึกทำอะไรบ้าง แม้คริษฐ์จะสนิทกับโลแกนมากแค่ไหนและรับรู้เรื่องราวของโลแกนดีก็ตาม แต่เขาก็ไม่สามารถบังคับโลแกนให้เลิกแค้นนอกจากคำแนะนำไปในทางที่ดีและคอยเตือนสติเท่านั้น
"ให้ได้เถอะ แกนี่มัน...ฉันหมายถึงบ้านเมืองมีกฎหมาย แกจะทำอะไรตามใจไม่ได้ แค้นพ่อผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหนก็อย่าทำอะไรที่มันผิดต่อกฎหมาย ไปฉุดลูกเขามาได้ไงวะ" คริษฐ์อธิบายอย่างใจเย็น แต่ในใจกลับร้อนเป็นไฟเพราะนึกกลัวใจชายหนุ่มที่คาดเดายาก ไม่รู้จะทำยังไงกับพ่อลูกคู่นี้ หากตามความจริงแล้วผู้หญิงไม่ได้ทำความผิดอะไรเลยแต่ต้องมารับผิดแทนพ่อแบบนี้เขาก็นึกเห็นใจ
"ฉันไม่ทำอะไรให้ตัวเองเดือดร้อนหรอก ยายนั่นเสนอตัวจะใช้หนี้แทนเอง อีกอย่าง พ่อที่ไหนทิ้งลูกตัวเองให้รับหน้าแทน"
"หมายความว่าไงวะ"
"นายธนัทพงษ์หนีไป ถ้าฉันจับตัวมันได้ก็ส่งตัวให้นายดำเนินคดีแน่ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้น...ฉันจะจัดการยายนั่นเอง"
"แล้วแกจะจัดการยังไง เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ"
"แน่นอนว่าฉันไม่ฆ่ายายนั่นหรอก แค่จะให้ทำงานใช้หนี้ เสนอตัวมาเองนี่" โลแกนเอ่ยตอบพลางนึกไปถึงใบหน้าขาวใสไร้เครื่องสำอางกำลังแสดงสีหน้าโกรธเขาที่ต่อว่าพ่อของเธอ เมื่อเขานึกถึงก็ยิ่งหงุดหงิดที่เธอปกป้องคนทำผิดอย่างธนัทพงษ์ เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนทำผิดถึงมีแต่คนปกป้องกันนัก
"ก็ขอให้ทำอย่างที่พูดตลอดก็แล้วกัน แล้วจะเอาไงเรื่องนายธนัทพงษ์" คริษฐ์เอ่ยขึ้นอย่างทำอะไรไม่ได้ก่อนจะถามโลแกนถึงเรื่องธนัทพงษ์
"ตำรวจยังตามตัวอยู่ใช่ไหม"
"อืม เรื่องนี้เรื่องใหญ่ พ่อเลยสั่งให้คนทั้งตามสืบตามจับ ข่าวก็ผิดเงียบให้แล้ว ไม่ต้องห่วง"
"ขอบใจ ฉันจะสั่งให้คนตามหาด้วย ถ้ามันไม่หนีออกนอกประเทศอีกไม่นานก็โดนตำรวจจับ" โลแกนเอ่ยขึ้นพลางกำแก้วไวน์ในมือแน่นเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่ธนัทพงษ์ได้ทำเอาไว้ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง "แต่ถ้ามันออกนอกประเทศ มันไม่รอดจากลูกน้องของฉันแน่"
"อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามละ ฉันไปก่อนนะ ต้องไปรับโมนาที่สนามบิน"
"โมนากลับมาแล้วเหรอ"
"อืม ถ้ายังไม่กลับก็แวะไปหาเธอบ้าง บ่นว่าคิดถึงอยู่"
"อืม ไว้จะแวะไปหา ฝากบอกเธอด้วย" โลแกนเอ่ยขึ้นตอบรับพลางมองคริษฐ์เดินออกจากห้องไป ก่อนจะลุกขึ้นและเดินไปยังห้องชั้นบนทันที
...
ร่างบางถูกวางลงบนเตียงนุ่มด้วยมือของลูกน้องของโลแกนก่อนจะออกจากห้องไปเมื่อทำตามคำสั่งเจ้านายเสร็จได้เพียงสิบนาที ชญานินก็เริ่มรู้สึกตัวลืมตาขึ้นก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย แต่เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอจึงลุกขึ้นนั่งทันทีพลางยกมือลูบที่ท้ายทอยเมื่อรู้สึกเจ็บเบาๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้งเมื่ออาการเจ็บเบาลง
ชญานินสำรวจห้องก็พบว่าเป็นห้องนอนสุดหรูหราครบครัน เธอขมวดคิ้วมองหาสิ่งที่จะยืนยันได้ว่าห้องนี้เป็นห้องของใครแต่ก็หาไม่เจอนอกจากห้องที่ถูกจัดไว้อย่างมีระเบียบเรียบร้อย เธอลุกขึ้นจากเตียงเพื่อลุกขึ้นไปยังประตู แต่ไม่ทันที่เธอจะหมุนลูกบิด ประตูก็ถูกเปิดออกมาก่อนพร้อมการปรากฏร่างสูงของเจ้าหนี้ ชญานินมองโลแกนด้วยสีหน้าตกใจพลางถอยหลังหนีด้วยความกลัว
"คิดจะทำอะไร" โลแกนเอ่ยถามเมื่อเขาเปิดเข้ามาพบกับหญิงสาวกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องพลางก้าวเท้าเดินเข้าหาเธอด้วยใบหน้าเฉยชา
"ฉันจะกลับบ้าน ฉันตกลงจะใช้หนี้คุณโดยไม่ยื่นข้อเสนออะไรเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้คุณจับตัวฉันมา" ชญานินทำใจดีสู้เสือเอ่ยออกไปพลางจ้องมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาใกล้เธอทุกนาที แต่เธอก็ไม่ยอมให้เขาได้เข้าใกล้มากไปกว่านี้ เธอก้าวถอยหลังโดยไม่ทันสังเกต ทำให้เธอก้าวชิดขอบเตียงเป็นเหตุให้เธอล้มลงไปนอนหงายบนเตียง
โลแกนมองหญิงสาวพลางกระตุกยิ้มมุมปากขบขันหญิงสาวพลางก้าวเท้ายาวให้ไปถึงเตียงก่อนจะคุกเข่าลงบนเตียงโน้มตัวคร่อมหญิงสาว มือใหญ่กดข้อมือเล็กของหญิงสาวเอาไว้กับเตียง ทำให้ชญานินรีบเอ่ยออกไปด้วยความตกใจปนหวาดกลัว
"คุณจะทำอะไร ปล่อยนะ ฉันไม่หนีแล้ว จริงๆ น่ะ ฉันไม่หนีแล้ว" ชญานินรีบเอ่ยออกไปด้วยความกลัวพลางจ้องมองใบหน้าชายหนุ่มที่เริ่มเคลื่อนต่ำลงมาอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก พยายามบิดข้อมือเล็กของตนให้หลุดออกจากมือใหญ่ของชายหนุ่ม
...แม่ แม่ช่วยด้วย ช่วยหนูด้วยค่ะแม่
ชญานินภาวนาในใจพลางมองชายหนุ่มที่ยังล็อกตัวเธอด้วยร่างใหญ่ของเขา หัวใจเริ่มเต้นแรกทุกครั้งที่ใบหน้าของชายหนุ่มเข้าใกล้ทุกนาที ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวด้วยความหวาดกลัวในสิ่งที่คิด เธอแค่อยากทำงานใช้หนี้ ไม่ใช่มาเสียตัวเสียศักดิ์ศรีให้กับผู้ชายที่เธอยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่ออย่างชายหนุ่ม