ตอน 1

บทนำ

บ้านสวน, อัมพวา

เสียงกุกกักดังขึ้นกลางดึกทำให้ชญานินสะดุ้งตื่น เธอตัดสินใจเปิดไฟแค่ห้องนอนเพราะห้องของเธออยู่ติดกับโถงห้องนั่งเล่นทำให้ไฟสามารถส่องสว่างถึงแม้จะเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม แต่เธอก็สามารถเห็นความเคลื่อนไหวและของภายในโถงห้องนั่งเล่น เธอค่อยๆ เปิดประตูห้องอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อเธอเปิดประตูกว้างขึ้นก็พบร่างท้วมของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินออกจากห้องและเอ่ยเรียกชายร่างท้วม

"พ่อค่ะ มาทำอะไรกลางดึกแบบนี้ค่ะ พ่อดื่มเหล้ามาอีกแล้วเหรอ" ชญานินเอ่ยพลางขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นสุราจากชายร่างท้วมที่เธอเอ่ยเรียกว่า 'พ่อ' เธอชินแล้วกับการเห็นชายร่างท้วมกลับมาพร้อมกลิ่นสุรา แต่เธอก็ไม่เคยชินกับการที่พ่อส่งเสียงดังกลางดึก แม้พักหลังจะบ่อยขึ้นก็ตาม

บ้านของเธอเป็นบ้านสวนอยู่ริมแม่น้ำ ห่างจากถนนใหญ่ไม่มากแต่ก็ไม่มีเพื่อนบ้าน หากเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรู้ รอบตัวบ้านก็มีสวนผลไม้เล็กๆ ที่แม่เป็นคนทำไว้ตั้งแต่เธอจำความได้และหลังจากสูญเสียแม่ไปจากโรคร้ายเธอก็คอยดูแลสวนหลังกลับจากงานร้านกาแฟและช่วงวันหยุดเพียงคนเดียว เพราะเธอไม่มีเงินมากมายที่จะจ้างคนมาดูแล

"มีเงินหรือเปล่า พ่อต้องการเงินสักห้าหมื่น" ธนัทพงษ์เอ่ยขึ้นพลางรื้อค้นลิ้นชักไปทั่วโถงห้องนั่งเล่น ชญานินมองตามร่างท้วมที่เดินไปทั่วก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป

"หนูไม่มีเงินแล้วค่ะ เมื่อวานพ่อก็มาเอาไปแล้วสามหมื่น เงินก้อนสุดท้ายที่หนูมี กว่าจะได้เงินเดือนจากร้านกาแฟก็สิ้นเดือนค่ะพ่อ"

"แกต้องมี! ถ้าแกไม่มีให้ฉันพวกเจ้าหนี้ก็จะมาฆ่าพวกเราและยืดบ้าน แกต้องการให้เป็นแบบนั้นหรือไง! " ธนัทพงษ์เดินมาตะคอกใส่ชญานินก่อนจะเดินชนไหล่หญิงสาวเข้าห้องนอนของเธอเพื่อรื้อค้นหาเงินต่อโดยไม่ฟังคำพูดของเธอที่เริ่มสั่นเครือพลางน้ำตาเอ่อคลอหันไปมองผู้เป็นพ่อ

ธนัทพงษ์ ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเธอ เขาคือพ่อเลี้ยง หลังจากพ่อแท้ๆ ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แม่ของเธอก็แต่งงานใหม่เพื่อที่จะได้สบายและมีชีวิตครอบครัวที่มั่นคงดีกว่าเป็นคุณแม่เลี้ยงเดียว แม้จะมีสวนแต่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่จนบางครั้งก็ขายผลไม้ไม่ได้ต้องนำไปแจกให้กับคนในตลาด ในช่วงแรกแม่และพ่อเลี้ยงของเธอทั้งขยันและช่วยกันทำงานจนมีเงินพอใช้แต่ก็ไม่ขาดแคลน แต่ทว่า พ่อเลี้ยงของเธอเริ่มติดการพนันและเปลี่ยนไปในช่วงที่เธอขึ้นมัธยมปลาย นับแต่นั้นมาเธอต้องดิ้นรนทำงานส่งตัวเองเรียนมาตลอด แม่ของเธอก็เริ่มป่วยเพราะทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้สูญเสียแม่ไป เงินทำศพของแม่ก็ถูกพ่อเลี้ยงนำไปเขาบ่อนจนหมด เธอจึงต้องออกค่าทำศพเองทั้งหมด ในช่วงนั้นเธอทั้งเหนื่อยและท้อแต่เพราะแม่ของเธอเคยสอนไว้ว่า

...ถ้าล้มต้องรีบลุก ถ้ามัวแต่เจ็บมัวแต่ท้อ เราก็ไม่มีทางไปถึงฝันและทำสำเร็จ...

เพราะคำสอนของแม่ทำให้เธอฮึดสู้และขยันให้มากขึ้นจนผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้จนเธอเรียนจบ แต่เพราะเศรษฐกิจไม่ดีทำให้เธอหางานยากโดยเฉพาะกับสายที่เธอเรียนมา เธอไม่เคยได้งานประจำนอกจากทำงานรายวันและทำงานหลายงานเพื่อที่จะได้หาเงินมาหมุนเวียนทันใช้ แม้ค่าใช้จ่ายจะไม่เยอะแต่เพราะพ่อเลี้ยงของเธอเข้าบ่อนบ่อยมากกว่ากลับบ้าน ทำให้ค่าใช้จ่ายหนักไปทางนี้เสียมากกว่า

เธอนึกถึงคำสอนของแม่ก่อนจะยกมือเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาและหันกลับไปยังธนัทพงษ์พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้พ่อของเธอเข้าใจในสิ่งที่พูดออกไป

"ไม่มีค่ะ ไม่มีสักบาทเลยค่ะพ่อ พ่อกลับไปผ่อนผันได้ไหมคะ แล้วหนูจะเร่งทำงานหาเงินมาให้ค่ะ"

"ก็ได้ แกต้องรีบหาเงินมาให้ฉันให้ทันสิ้นเดือนหน้าก็แล้วกัน! " ธนัทพงษ์เอ่ยเสียงห้วนก่อนจะเดินกลับออกจากห้องของชญานินตรงไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปนอนที่ห้องของตัวเอง

ชญานินมองตามร่างท้วมของพ่อเลี้ยงจนลับตาก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพลางเสยผมยาวสลวยของตัวเองให้พ้นใบหน้าที่ตกลงมาปรกหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจและควบคุมไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมากับสิ่งที่เธอเจอเป็นประจำ แต่ไม่เคยคุ้นชินเลยสักครั้ง

...

ห้าเดือนต่อมา

ชญานินยังคงทำงานหาเงินอยู่เช่นเดิม แม้ห้าเดือนก่อนเธอจะเร่งทำงานหาเงินจนครบจำนวนที่พ่อของเธอต้องการ หลังจากได้เงินแล้ว ธนัทพงษ์ก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลยสามเดือนจนกระทั่งช่วงเช้าพ่อของเธอติดต่อกลับมาว่าจะกลับบ้าน แต่เธอกลับรู้สึกแปลกๆ กับน้ำเสียงที่ดูร้อนรนและเหมือนกับกำลังกลัวใครมาเห็นเพราะจากการรีบร้อนคุยให้เธอรู้เพียงว่าจะกลับเท่านั้นและตัดสายทันที

หลังจากเลิกงานที่ร้านกาแฟเธอก็ตรงไปยังตลาดเพื่อซื้อกับข้าวกลับบ้านมาทานกับธนัทพงษ์หลังจากที่ไม่ได้ทานข้าวพร้อมหน้ามาหลายเดือน แม้จะรู้สึกว่าธนัทพงษ์จะกลับบ้านระยะสั้นแต่เธอก็อยากทานข้าวกับพ่อ หลังจากซื้อจบครบท้องฟ้าก็มืด เธอจึงรีบกลับบ้านทันทีเพื่อไม่ให้พ่อของเธอรอนานและเธอไม่อยากกลับบ้านดึกไปมากกว่านี้

"กลับมาแล้วค่ะพ่อ" ชญานินเอ่ยขึ้นทั้งที่ยังไม่ทันเข้าบ้าน พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยที่เห็นบ้านยังมืดอยู่แต่กลับมีร้องท้าของธนัทพงษ์ และก่อนหน้าที่เธอจะเลิกงานธนัทพงษ์ก็ส่งข้อความมาบอกว่าถึงบ้านแล้ว แต่ทำไมถึงไม่ยอมเปิดไฟ ชญานินไม่ได้คิดอะไรมาก เธอถอดรองเท้าและเดินเข้าบ้านก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดไฟที่อยู่ไม่ห่างจากประตูทางเข้าบ้าน และเมื่อไฟสว่างขึ้นเธอก็พบธนัทพงษ์นั่งกุมศีรษะอยู่ที่เก้าอี้หวายยาวสีขาวหน้าทีวี หากเธอไม่ได้เห็นรอยเลือดที่ติดมือของธนัทพงษ์ก็คงไม่ตกใจและไม่คิดอะไรมาก เธอยืนตัวสั่นมองไปยังธนัทพงษ์พลางเอ่ยถามเสียงสั่น

"พ่อค่ะ เป็นอะไร...หรือเปล่าคะ"

"แกมาแล้วเหรอ แกมีเงินให้พ่อมั้ย พ่อจะไปต่างจังหวัดกับเพื่อน เพื่อนมันหางานมาให้พ่อทำ แต่พ่อไม่มีเงินติดตัวเลย" ธนัทพงษ์ที่ได้สติหลังจากได้ยินเสียงของชญานินอีกครั้ง ธนัทพงษ์ผละมือออกจากศีรษะพลางหันไปมองชญานินที่ยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู

"จริงเหรอคะ พ่อจะไปทำงานเหรอคะ แล้ว...แล้วที่มือพ่อ" ชญานินเอ่ยถามออกไปด้วยความสับสน เธอไม่รู้ว่าควรจะถามหรือพูดเรื่องไหนก่อนพลางก้าวเดินเข้าไปใกล้ธนัทพงษ์และวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะก่อนจะคุกเข่ากับพื้นด้านหน้าธนัทพงษ์

"พ่อแค่ขับรถชนหมานะ พ่ออุ้มมันไปไว้ข้างทาง แกมีเงินให้พ่อมั้ย"

"งั้นเหรอคะ ตอนนี้หนูมีแค่หมื่นห้าเองค่ะ" ชญานินเอ่ยไปทั้งที่ในใจกลับรู้สึกว่าธนัทพงษ์กำลังโกหก แต่เธอก็ไม่ได้สอบถามอะไรไปมากกว่านั้นและเอ่ยตอบออกไป

"มันไม่พอ...จริงสิ! " ธนัทพงษ์เงียบลงก่อนจะพูดขึ้นใหม่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนจะลุกเดินไปยังลิ้นชักข้างโต๊ะวางทีวี ธนัทพงษ์หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินออกมา ทำให้ชญานินรีบลุกขึ้นไปดึงกล่องแว่นออกจากมือธนัทพงษ์ทันที

"ไม่ได้นะคะ แหวนแต่งงานของพ่อกับแม่หนู" ชญานินรีบเอ่ยออกไปด้วยความตกใจและกลัวว่าชายหนุ่มจะเอาไปขาย เธอจึงกำกล่องแหวนไว้ในมือแน่น แต่แรงของเธอไม่อาจสู่แรงของธนัทพงษ์ได้ ธนัทพงษ์ออกแรงดึงและกระชากกล่องแหวนจากมือของเธอพลางผลักเธอจนล้มลงศีรษะกระแทกขอบโต๊ะวางทีวี เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บจนรู้สึกได้มีเลือดอุ่นๆ ไหลลงมาที่หน้าผาก

"พ่อกับแม่แกตายไปนานแล้ว! มีแค่ฉันที่เลี้ยงแกมาจนโตป่านนี้แล้ว แกควรจะตอบแทนบุญคุณฉัน! แหวนแต่งงานคู่นี้คงขายแล้วได้เยอะอยู่ ฉันขอก็แล้วกัน" ธนัทพงษ์พูดพลางมองกล่องแหวนด้วยรอยยิ้มพอใจก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าของชญานินขึ้นมาและหยิบเงินในกระเป๋าของเธอไปจนหมดก่อนจะหันกลับไปยิ้มขอบใจชญานินโดยไม่สนใจว่าเธอเจ็บกับการกระทำของเขามากแค่ไหนและเดินออกจากบ้านไป

"พ่อค่ะ! อย่าเอาไปนะคะ หนูขอร้อง! พ่อค่ะ พ่อ! " ชญานินตะโกนเรียกพลางลุกขึ้นวิ่งไปยังหน้าบ้านทันทีทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เธอไม่สนใจว่าเลือดจะไหลจนเปรอะเปื้อนใบหน้า สิ่งเดียวที่เธอสนใจในตอนนี้คือแหวนแต่งงานของพ่อกับแม่เธอที่ทิ้งไว้เป็นของแทนใจให้เธอมีกำลังใจชิ้นสุดท้าย สิ่งเดียวที่มีค่าและเป็นแรงบันดาลใจให้เธอดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แต่ตอนนี้ถูกพ่อเลี้ยงที่เธอมองว่าเป็นเหมือนพ่อแท้ๆ คนหนึ่งที่เลี้ยงดูเธอมาจนโต

ชญานินเร่งฝีเท้าวิ่งตามรถกระบะที่ขับออกไปโดยไม่สนว่าเธอกำลังวิ่งเท้าเปล่าบนทางที่เต็มไปด้วยหินและเศษไม้ยามค่ำคืนที่มองไม่เป็นอะไรตามข้าง เธอวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อตามธนัทพงษ์ แต่ทว่า ความมืดก็ทำให้เธอมองไม่เห็นทางและคราบน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ตลอดเวลาที่วิ่งตามรถของธนัทพงษ์ก็ยิ่งทำให้เธอลำบากในการมองเห็น เธอวิ่งไปสะดุดหินจนล้มลงหัวเข่ากระแทก ชญานินมองรถกระบะที่ขับออกไปจนลับตาทั้งน้ำตาที่ไหลมาผสมกับเลือดอาบแก้มขวาของเธอ

"พ่อ พ่อค่ะ ฮึก ฮือ อย่าเอาไป ฮึก แม่จ๋า หนูขอโทษ ฮือ แม่จ๋า หนูคิดถึงพ่อกับแม่ หนูเหนื่อยเหลือเกิน ฮือ" ชญานินสะอึกสะอื้นทั้งน้ำตา เอ่ยเรียกเสียงแผ่วพลางนึกถึงพ่อกับแม่แท้ๆ ของเธอ ภาพความทรงจำสมัยเด็กที่แสนอบอุ่นและมีความสุขมากกว่าตอนนี้ที่ไม่มีเศษเสี้ยวของความสุขหลงเหลืออยู่ เมื่อความสุขสุดท้ายของเธอถูกพ่อเลี้ยงเอาไปจากเธอเสียแล้ว และไม่มีวันที่จะได้กลับคืนมา

--------------------------------------------------------

สำหรับเรื่องนี้ หนี้ร้ายพ่ายรัก เป็นนิยายชุด หัวใจมาเฟีย ซึ่งเป็นตอนของ โลแกนและชญานิน

เรื่องนี้ก็จะมีทั้ง ดราม่า ฉากอิโรติก รักหวานแหวว บู๊ สลับกันไปนะจ้ะ แบบว่าเกือบจะครบรสก็ว่าได้

คอมเม้นต์ติชมกันได้นะจ้ะ คำติชมของรีดทุกคนคือคำกำลังใจและแนะแนวนำไปปรับปรุงจ้า

ตอน 2

1

เจ้าหนี้

ชญานินลุกขึ้นจากพื้นอย่างอ่อนแรง เธอไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั่งร้องไห้อยู่ในความมืดนานแค่ไหน แต่เมื่อได้สติเธอจึงเช็ดคราบน้ำตาพลางลุกขึ้นเดินกลับบ้านทันที เมื่อเธอทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปและไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เธอจึงตัดสินใจที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ใช้ชีวิตตามปกติของเธอในทุกๆ วันตามเดิม ชญานินเดินเข้ามาในบ้านและหยุดยืนมองถุงกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปยังตู้ที่เก็บอุปกรณ์ทำแผลเมื่อเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา เธอหยิบอุปกรณ์ทำแผลและเดินไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำและจัดการทำความสะอาดแผล เพียงไม่นานเธอก็ทำแผลให้กับตัวเองจนเสร็จหลังจากอาบน้ำเรียบร้อย หลังจากจัดการตัวเองจนเรียบร้อยเธอก็เดินออกจากห้องนอนมาปิดบ้านโดยไม่ลืมที่จะเก็บถุงกับข้าวเพื่อเตรียมอุ่นในรุ่งเช้าพรุ่งนี้ก่อนจะปิดไฟและเดินกลับเข้าห้องนอน

"แม่ค่ะ พ่อค่ะ หนูขอโทษที่รักษาของพ่อกับแม่ไม่ได้" ชญานินเอ่ยพลางนอนมองรูปครอบครัวสมัยเด็กของตัวเองซึ่งวางอยู่บนลิ้นชักข้างหัวเตียงก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อภาพเหตุการณ์ในวันนี้ย้อนกลับเข้ามา

น้ำตาใสบดบังรูปภาพในกรอบรูปสีขาวหยดแล้วหยดเล่า เธอปลดปล่อยความทุกข์ออกมาอย่างไม่มีกักเก็บ ความรู้สึกเหนื่อยล้า เจ็บปวดและเสียใจ เธอได้ปลดปล่อยออกมาเพื่อที่วันพรุ่งนี้เธอจะได้เข้มแข็งและลุกขึ้นจากการหกล้มให้ไวที่สุด

...

ช่วงสายของวันต่อมา

ชญานินยังคงตื่นเช้าเหมือนทุกๆ วัน แม้เมื่อคืนกว่าเธอจะหลับก็เกือบเช้า ความเคยชินในการตื่นเช้าทำให้เธอไม่ต้องพึ่งพานาฬิกาปลุกและไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนเธอก็สามารถตื่นนอนแต่เช้าได้เหมือนทุกๆ วัน เธอเดินออกมารดน้ำต้นไม้และดอกไม้หน้าบ้านหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ วันนี้เป็นวันหยุดและเธอคิดที่จะหางานทำหลังจากรดน้ำและทำความสะอาดบ้านเสร็จ หากว่า ไม่มีรถคันหรูสีดำเงาสามคันขับเข้ามา สิ่งที่เธอตั้งใจไว้ก็คงจะสำเร็จ

ชญานินโน้มตัวปิดก๊อกน้ำก่อนจะเดินมายืนมองรถคันหรูสีดำเงาสามคันที่ขับเข้ามาในเขตบ้านของเธอด้วยความสงสัย เมื่อรถทั้งสามคันจอดนิ่งสนิทพร้อมกับบุคคลที่อยู่บนรถเปิดประตูลงจากรถทั้งสามคัน ชญานินมองบุคคลสวมสูทดำจำนวนเก้าคนลงจากรถมายืนกุมมือมองตรงมายังเธอ ก่อนที่เธอจะก้าวเดินไปสอบถามหรือมีบุคคลหนึ่งในเก้าคนเป็นคนพูดออกมา ชายที่สวมสูทดำที่ยืนอยู่ใกล้ประตูรถคันกลางก็เปิดประตูให้อีกบุคคลที่ยังนั่งอยู่บนรถได้ลงจากรถ เธอมองชายหนุ่มที่ลงจากรถมาทีหลัง ซึ่งแต่งตัวต่างจากชายหนุ่มอีกเก้าคน

ชายหนุ่มที่ลงจากรถทีหลังยืนมองชญานินก่อนจะก้าวเดินตรงมายังเธอ ชญานินมองชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาว สวมแว่นตากันแดดอย่างไม่วางตาด้วยความสงสัย จนกระทั่งชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าของเธอพร้อมเอ่ยถามเสียงเย็น ชญานินจึงได้สติ

"นายธนัทพงษ์อยู่ไหน"

"คุณเป็นใครคะ แล้วถามหาพ่อของฉันทำไม...หรือว่าคุณเป็นเจ้าหนี้ของพ่อ" ชญานินเอ่ยถามก่อนจะเงียบลงเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงพูดออกไปใหม่ แต่กลับสร้างความรำคาญและช่างน่าหงุดหงิดให้กับชายหนุ่ม

"ใช่ เป็นทั้งเจ้าหนี้และเจ้าชีวิต!" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็นพลางมองหญิงสาวผ่านแว่นตากันแดดด้วยแววตาเย็นชา เขานึกสงสัยว่าหญิงสาวเป็นใครจนน่าหงุดหงิด แต่เมื่อสิ่งที่เธอพูดออกมาทำให้เขาพึงพอใจเล็กน้อย เขาจึงเอ่ยออกไปซึ่งทำให้หญิงสาวต้องขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอจึงยังคงถามต่อและยิ่งสร้างความรำคาญให้กับชายหนุ่ม

"หมายความว่าไงคะ ตกลงคุณเป็นใคร แล้ว โอ๊ย!" ชญานินยังไม่ทันถามจบเธอก็ร้องอุทานออกมาเมื่อชายหนุ่มกระชากแขนของเธอด้วยความแรงและบีบจนเธอรู้สึกเจ็บเหมือนกระดูกจะหัก

"ฉันถามเธอก็ต้องตอบ! พ่อสารเลวของเธออยู่ไหน!"

"ฉันไม่รู้ค่ะ พ่อขับรถออกไปโดยไม่ได้บอกอะไรเลย แล้วก็กรุณาอย่ามาเรียกพ่อของฉันแบบนั้นนะคะ" ชญานินพูดพลางนิ้วหน้าด้วยความเจ็บ แม้เธอจะตอบออกไปแต่ชายหนุ่มยังคงบีบแขนของเธอไม่ยอมปล่อยจนขึ้นรอยแดงอย่างเห็นได้ชัด เธอพยายามบิดแขนของตัวเองออกจากมือของชายหนุ่ม แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งเจ็บ เธอจึงหยุดและปล่อยให้เขาบีบแขนของเธอจนพอใจ

"เธอโกหก! พ่อลูกกันทำไมจะไม่รู้ สารเลวด้วยกันทั้งคู่!"

"คุณ! มันจะมากเกินไปแล้วนะคะ พ่อฉันไปทำอะไรให้คุณเจ็บปวดเหรอคะ แล้วเขาเป็นหนี้คุณเท่าไหร่ ฉันจะใช้แทนให้เอง" 

คำพูดของชายหนุ่มทำให้ความอดทนของชญานินหมดลง เธอตวาดกลับไปพลางจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว สิ่งที่เธอจะต้องกลัวเห็นจะกลัวว่าเธอจะหลุดปากพูดออกไปและทำให้ชายหนุ่มเย็นชาคนนี้เจอพ่อของเธอ ชญานินไม่รู้ว่าชายหนุ่มโหดร้ายและป่าเถื่อนได้มากขนาดไหน หากเขาตามเจอพ่อก็คงจะลำบาก แค่เธอเผชิญหน้ากับเขายังน่ากลัวขนาดนี้แล้วกับพ่อที่เป็นลูกหนี้ตัวจริง คงจะลำบากและแย่กว่าเธอ

"พูดดีนี่ แต่สิ่งที่พ่อของเธอทำ เธอคิดว่าจะชดใช้ได้หรือไง แม่คนเก่ง!"

"แค่หนี้ มันคงไม่ยากจนฉันขาดใจตายหรอกค่ะ แล้วพ่อติดหนี้คุณเท่าไหร่ละคะ"

"หึ! สิบล้านกับหนึ่งชีวิต" ชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงเย็น หากแต่คำว่า 'หนึ่งชีวิต' จากปากเขาทำให้เธอไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มหมายถึงอะไร แต่จำนวนเงินที่ทำให้เธอสนใจมากกว่าหนึ่งชีวิตที่เขาหมายถึง เธอจึงไม่ได้ทำออกไปนอกจากตกใจและโพล่งออกมา

"สิบล้าน! ...พ่อ" ชญานินเอ่ยเรียกธนัทพงษ์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ตอนนี้เธอเหมือนถูกตบหน้าจากคนนับสิบและดูคนมากมายเผาบ้านหลังเดียวของเธอพร้อมสวนผลไม้ต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอไม่สามารถทำอะไรได้และไร้วี่แววจะมีคนช่วย

"เอาตัวเธอไป และให้คนออกตามหานายธนัทพงษ์จนกว่าจะเจอ!" ชายหนุ่มเอ่ยพลางผลักหญิงสาวให้กับลูกน้องพาตัวขึ้นรถก่อนที่เขาจะเดินกลับขึ้นรถของตัวเอง

"ไม่! ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ปล่อยนะ! ปล่อย ฉันไม่..."

ชญานินดิ้นสุดแรงเพื่อไม่ให้คนของชายหนุ่มพาตัวไปในที่ที่เธอไม่รู้ ความกลัวถาโถมเข้ามาจนเต็มอก ดวงตาร้อนผ่าวเมื่อพบว่าเธอทำอะไรไม่ได้ก่อนที่เธอจะหมดสติไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มด้วยฝีมือลูกน้องของชายหนุ่มที่ใช้มือทุบที่ท้ายทอยชญานิน

ตอน 3

ทาวน์ไนต์คลับ

ร่างสูงของโลแกนเดินแยกไปอีกทางเมื่อมาถึงไนต์คลับโดยไม่ลืมเอ่ยคำสั่งกับลูกน้องให้พาหญิงสาวไปอยู่ที่ห้องชั้นบน ชายหนุ่มเดินตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องวีไอพีซึ่งมีเพื่อนของเขารออยู่

โลแกน เจสัน ชาน ชายหนุ่มลูกครึ่งฮ่องกง อเมริกัน ขยายธุรกิจไนต์คลับของตัวเองจากฮ่องกงและอเมริกามาลงทุนที่เมืองไทย รวมไปถึงกาสิโนแบบสากลที่ถูกกฎหมายโดยมีเพื่อนซึ่งทำงานอยู่ในองค์กรตำรวจคอยช่วยเหลือเป็นแห่งที่สอง แม้กาสิโนของเขาจะไม่ได้อยู่บนเกาะทางตอนใต้ของเมืองไทยที่โด่งดังและได้รับความนิยมมาตลอด แต่กาสิโนของเขาก็มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน

"ตามตัวเจอมั้ย"

เมื่อชายหนุ่มมาถึงห้องวีไอพีและเปิดเข้าไป บุคคลที่นั่งรออยู่จึงเอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อโลแกนเดินเข้าไป แม้จะเห็นสีหน้าที่ขมวดคิ้วเดินเข้ามาก็ทราบแล้วว่าไม่เป็นอย่างที่ต้องการ แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้อะไรกลับมาบ้าง

คริษฐ์ อเนกวานนท์ เพื่อนชาวไทยเพียงคนเดียวที่โลแกนรู้จักและสนิท เขาเป็นคนที่ช่วยเรื่องกาสิโนของโลแกน รวมไปถึงเรื่องกฎหมายบ้านเมืองของเมืองไทยเพื่อที่โลแกนจะได้เข้ามาทำธุรกิจอย่างราบรื่น

"ไม่ แต่ได้ลูกสาวมาแทน" โลแกนเอ่ยตอบพลางยกแก้วไวน์ดื่มก่อนจะเหลือบสายตาไปมองชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้าม

"เฮ้ย! ไม่ได้นะเว้ย แกจะมาทำอะไรตามใจที่นี่ไม่ได้ บ้านเมืองเขามีขื่อมีแป" คริษฐ์โพล่งขึ้นด้วยความตกใจพลางมองโลแกนด้วยสายตาหวาดหวั่น

"ฉันพูดไทยได้ก็จริง แต่ฉันไม่รู้คำยากๆ ช่วยพูดให้เข้าใจด้วย" โลแกนไม่ได้เอ่ยตอบรับคริษฐ์ ทำให้ชายหนุ่มผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กรตำรวจรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา แม้โลแกนจะไม่ใช่คนโหดร้ายหรือนึกทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมก็ตาม แต่ใครจะรู้ได้ว่าความแค้นที่สุมอยู่ในใจของชายหนุ่มจะทำให้เขานึกทำอะไรบ้าง แม้คริษฐ์จะสนิทกับโลแกนมากแค่ไหนและรับรู้เรื่องราวของโลแกนดีก็ตาม แต่เขาก็ไม่สามารถบังคับโลแกนให้เลิกแค้นนอกจากคำแนะนำไปในทางที่ดีและคอยเตือนสติเท่านั้น

"ให้ได้เถอะ แกนี่มัน...ฉันหมายถึงบ้านเมืองมีกฎหมาย แกจะทำอะไรตามใจไม่ได้ แค้นพ่อผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหนก็อย่าทำอะไรที่มันผิดต่อกฎหมาย ไปฉุดลูกเขามาได้ไงวะ" คริษฐ์อธิบายอย่างใจเย็น แต่ในใจกลับร้อนเป็นไฟเพราะนึกกลัวใจชายหนุ่มที่คาดเดายาก ไม่รู้จะทำยังไงกับพ่อลูกคู่นี้ หากตามความจริงแล้วผู้หญิงไม่ได้ทำความผิดอะไรเลยแต่ต้องมารับผิดแทนพ่อแบบนี้เขาก็นึกเห็นใจ

"ฉันไม่ทำอะไรให้ตัวเองเดือดร้อนหรอก ยายนั่นเสนอตัวจะใช้หนี้แทนเอง อีกอย่าง พ่อที่ไหนทิ้งลูกตัวเองให้รับหน้าแทน"

"หมายความว่าไงวะ"

"นายธนัทพงษ์หนีไป ถ้าฉันจับตัวมันได้ก็ส่งตัวให้นายดำเนินคดีแน่ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้น...ฉันจะจัดการยายนั่นเอง"

"แล้วแกจะจัดการยังไง เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ"

"แน่นอนว่าฉันไม่ฆ่ายายนั่นหรอก แค่จะให้ทำงานใช้หนี้ เสนอตัวมาเองนี่" โลแกนเอ่ยตอบพลางนึกไปถึงใบหน้าขาวใสไร้เครื่องสำอางกำลังแสดงสีหน้าโกรธเขาที่ต่อว่าพ่อของเธอ เมื่อเขานึกถึงก็ยิ่งหงุดหงิดที่เธอปกป้องคนทำผิดอย่างธนัทพงษ์ เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนทำผิดถึงมีแต่คนปกป้องกันนัก

"ก็ขอให้ทำอย่างที่พูดตลอดก็แล้วกัน แล้วจะเอาไงเรื่องนายธนัทพงษ์" คริษฐ์เอ่ยขึ้นอย่างทำอะไรไม่ได้ก่อนจะถามโลแกนถึงเรื่องธนัทพงษ์

"ตำรวจยังตามตัวอยู่ใช่ไหม"

"อืม เรื่องนี้เรื่องใหญ่ พ่อเลยสั่งให้คนทั้งตามสืบตามจับ ข่าวก็ผิดเงียบให้แล้ว ไม่ต้องห่วง"

"ขอบใจ ฉันจะสั่งให้คนตามหาด้วย ถ้ามันไม่หนีออกนอกประเทศอีกไม่นานก็โดนตำรวจจับ" โลแกนเอ่ยขึ้นพลางกำแก้วไวน์ในมือแน่นเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่ธนัทพงษ์ได้ทำเอาไว้ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง "แต่ถ้ามันออกนอกประเทศ มันไม่รอดจากลูกน้องของฉันแน่"

"อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามละ ฉันไปก่อนนะ ต้องไปรับโมนาที่สนามบิน"

"โมนากลับมาแล้วเหรอ"

"อืม ถ้ายังไม่กลับก็แวะไปหาเธอบ้าง บ่นว่าคิดถึงอยู่"

"อืม ไว้จะแวะไปหา ฝากบอกเธอด้วย" โลแกนเอ่ยขึ้นตอบรับพลางมองคริษฐ์เดินออกจากห้องไป ก่อนจะลุกขึ้นและเดินไปยังห้องชั้นบนทันที

...

ร่างบางถูกวางลงบนเตียงนุ่มด้วยมือของลูกน้องของโลแกนก่อนจะออกจากห้องไปเมื่อทำตามคำสั่งเจ้านายเสร็จได้เพียงสิบนาที ชญานินก็เริ่มรู้สึกตัวลืมตาขึ้นก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย แต่เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอจึงลุกขึ้นนั่งทันทีพลางยกมือลูบที่ท้ายทอยเมื่อรู้สึกเจ็บเบาๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้งเมื่ออาการเจ็บเบาลง

ชญานินสำรวจห้องก็พบว่าเป็นห้องนอนสุดหรูหราครบครัน เธอขมวดคิ้วมองหาสิ่งที่จะยืนยันได้ว่าห้องนี้เป็นห้องของใครแต่ก็หาไม่เจอนอกจากห้องที่ถูกจัดไว้อย่างมีระเบียบเรียบร้อย เธอลุกขึ้นจากเตียงเพื่อลุกขึ้นไปยังประตู แต่ไม่ทันที่เธอจะหมุนลูกบิด ประตูก็ถูกเปิดออกมาก่อนพร้อมการปรากฏร่างสูงของเจ้าหนี้ ชญานินมองโลแกนด้วยสีหน้าตกใจพลางถอยหลังหนีด้วยความกลัว

"คิดจะทำอะไร" โลแกนเอ่ยถามเมื่อเขาเปิดเข้ามาพบกับหญิงสาวกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องพลางก้าวเท้าเดินเข้าหาเธอด้วยใบหน้าเฉยชา

"ฉันจะกลับบ้าน ฉันตกลงจะใช้หนี้คุณโดยไม่ยื่นข้อเสนออะไรเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้คุณจับตัวฉันมา" ชญานินทำใจดีสู้เสือเอ่ยออกไปพลางจ้องมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาใกล้เธอทุกนาที แต่เธอก็ไม่ยอมให้เขาได้เข้าใกล้มากไปกว่านี้ เธอก้าวถอยหลังโดยไม่ทันสังเกต ทำให้เธอก้าวชิดขอบเตียงเป็นเหตุให้เธอล้มลงไปนอนหงายบนเตียง

โลแกนมองหญิงสาวพลางกระตุกยิ้มมุมปากขบขันหญิงสาวพลางก้าวเท้ายาวให้ไปถึงเตียงก่อนจะคุกเข่าลงบนเตียงโน้มตัวคร่อมหญิงสาว มือใหญ่กดข้อมือเล็กของหญิงสาวเอาไว้กับเตียง ทำให้ชญานินรีบเอ่ยออกไปด้วยความตกใจปนหวาดกลัว

"คุณจะทำอะไร ปล่อยนะ ฉันไม่หนีแล้ว จริงๆ น่ะ ฉันไม่หนีแล้ว" ชญานินรีบเอ่ยออกไปด้วยความกลัวพลางจ้องมองใบหน้าชายหนุ่มที่เริ่มเคลื่อนต่ำลงมาอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก พยายามบิดข้อมือเล็กของตนให้หลุดออกจากมือใหญ่ของชายหนุ่ม

...แม่ แม่ช่วยด้วย ช่วยหนูด้วยค่ะแม่

ชญานินภาวนาในใจพลางมองชายหนุ่มที่ยังล็อกตัวเธอด้วยร่างใหญ่ของเขา หัวใจเริ่มเต้นแรกทุกครั้งที่ใบหน้าของชายหนุ่มเข้าใกล้ทุกนาที ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวด้วยความหวาดกลัวในสิ่งที่คิด เธอแค่อยากทำงานใช้หนี้ ไม่ใช่มาเสียตัวเสียศักดิ์ศรีให้กับผู้ชายที่เธอยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่ออย่างชายหนุ่ม

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED