ตอน 2

“มานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้” ประโยคนั้นดูคล้ายเป็นห่วงเป็นใย หากว่าเธอไม่เอื้อนเอ่ยคำพูดถัดมา “อ๋อลืมไป คนมันไม่มีพ่อไม่มีแม่หนิเนอะ ถ้าเข้าไปในหอประชุมคงได้ยกมือไหว้แค่เก้าอี้”

บางทีการศึกษามันก็ไม่ได้ช่วยขัดเกลาให้ใครบางคนมีความคิดที่ดีขึ้นได้ ฉันไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิดที่ได้ยินคำพูดแบบนี้ เพราะหลังจากที่พ่อกับแม่ทอดทิ้งไป ฉันก็มักจะพบเจอกับประโยคเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง จนเริ่มกลายเป็นความชินชา

แต่ลึกๆ อาจรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง ทว่าฉันก็พยายามหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร

วันนี้ที่โรงเรียนมีจัดกิจกรรมวันแม่ นักเรียนเกือบทุกคนก็ต่างพาผู้ให้กำเนิดหรือผู้ปกครองมาร่วมงาน ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งมองภาพที่ตลบอบอวลไปด้วยมนต์แห่งความสุขเหล่านั้นเพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว

ทว่าความสงบสุขก่อนหน้ากลับมลายหายไปจนสิ้น เมื่อ ‘อมยิ้ม’ เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน พร้อมเอ่ยคำพูดนั้นออกมา

เธอเป็นคนน่ารัก แต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอก เนื้อแท้ของอมยิ้มใครๆ ก็รู้ว่าสันดานแย่มากแค่ไหน

ตอนแรกอมยิ้มก็แค่นิสัยไม่ดี แต่พอนานวันเข้าเธอยังคงทำตัวแบบเดิมๆ จากแค่นิสัย ดังนั้นมันจึงกลายเป็นสันดานไปแล้ว

ฉันไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของเธออบรมสั่งสอนลูกของตัวเองบ้างหรือเปล่า อมยิ้มถึงได้มีสันดานชอบเหยียดหยามคนอื่นอยู่แบบนี้

แค่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ก็รู้สึกแย่มากพอแล้ว ทำไมต้องมาเหยียบย่ำความรู้สึกของฉันด้วยถ้อยคำเหล่านั้น

อมยิ้มอาจจะสนุกที่ได้ล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น แล้วไม่ถามฉันหน่อยเหรอว่าสนุกไปกับเธอหรือเปล่า…

“...” ฉันเลือกที่จะเงียบ และเมินเฉยร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า แสร้งหันไปมองน้องหมาที่กำลังนอนแทะกระดูกยังจะดีซะกว่า

“ทำไม? ทนฟังไม่ได้เหรอ หึ...อีลูกไม่มีพ่อ”

“...” ฉันได้ยินทุกประโยคที่หลุดออกมาจากปากของเธอชัดเต็มสองหู และดูท่าว่ามันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากฉันยังทำเป็นเมินเฉยใส่อมยิ้ม

ความรู้สึกของฉันมันตอบสนองกับคำพูดของเธอทุกคำ แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการกำกระโปรงนักเรียนเอาไว้แน่นเพื่อข่มอารมณ์

“อีลูกไม่มีแม่”

“ลองพูดดังๆ อีกทีสิ” ฉันหันไปสบตากับเธอ ด้วยแววตาไร้ความรู้สึก

ถ้าเธอกล้า สาบานเลยว่าฉันจะไม่ทน…

“อีเด็กกำ...”

ผลัวะ!!

ไม่รอให้เธอได้เอื้อนเอ่ยออกมาจนจบประโยค ฉันรีบดีดตัวลุกขึ้นประจันหน้ากับอมยิ้ม ก่อนจะปล่อยหมัดซัดเข้าที่จมูกของเธออย่างแรง

ร่างบางล้มลงไปนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมจมูกที่กำลังมีเลือดไหลออกมา พลางส่งเสียงร้องน่าหนวกหู

“แก...แก!...ฮึก...ฮือออ” อมยิ้มยกนิ้วขึ้นชี้หน้าฉัน พอเธอสังเกตเห็นว่ามีรอยเลือดติดมาด้วยจึงปล่อยโฮดังลั่นอย่างไม่อาย

ผู้คนที่อยู่รอบกายก็ต่างหันมามองอย่างสนอกสนใจ พร้อมเบิกตาโพลงกับสิ่งที่เห็น

เคยได้ยินผ่านหูมาว่าอมยิ้มอยากทำจมูกใหม่ให้โด่งขึ้นกว่าเดิม ฉันเลยสงเคราะห์ให้เธอได้ไปทำเร็วๆ

“ถ้าชีวิตนี้ไม่สามารถพูดเรื่องดีๆ ของคนอื่นได้ เธอควรจะเก็บปากไว้อมเหรียญตอนตายดีกว่า”

“ฉันจะฟ้องพ่อกับแม่ของฉัน!”

“เชิญ” ฉันไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน อยากทำอะไรก็ทำ ตามสบายเลย

“ว้าย! อมยิ้มลูก ใครทำอะไรหนูคะ” เสียงหวีดร้องตกใจของผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้น ในจังหวะที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินหนีออกไปจากตรงนี้พอดิบพอดี

“คุณแม่...ฮึก...เรย์วี่มันทำหนูค่ะ” อมยิ้มรีบคลานเข้าไปหาผู้เป็นแม่ ที่ย่อตัวกอดร่างลูกสาวเอาไว้แนบอก

พอได้ยินอมยิ้มพูดแบบนั้น แม่ของเธอก็ตวัดสายตาเงยขึ้นมองฉันทันที

“ไม่มีพ่อมีแม่คอยสั่งสอนหรือไง ถึงได้มารังแกลูกคนอื่นแบบนี้!”

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอมยิ้มถึงได้มีนิสัยชอบเหยียดหยามคนอื่น ที่แท้ก็เป็นกันทั้งครอบครัว

“เกิดอะไรขึ้น” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากโต้แย้ง ผู้ชายอีกคนก็ฝ่าวงล้อมเข้ามายืนอยู่ข้างๆ ผู้หญิงคนนั้น

“คุณคะ นังเด็กคนนี้มันทำร้ายลูกของเรา”

ที่แท้ผู้ชายคนนั้นก็เป็นพ่อของอมยิ้มนี่เอง ดูแววแล้วอีกไม่นานฉันคงถูกครอบครัวนี้รุมยำเป็นแน่

พรึบ!

“ไปห้องปกครองกับฉัน!” เป็นจริงดังที่คาดการณ์เอาไว้ พ่อของอมยิ้มพุ่งเข้ามาจับท่อนแขนฉันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากเพื่อให้เดินตามไปยังห้องปกครองของโรงเรียน

“ปล่อย” ฉันพยายามที่จะบิดท่อนแขนให้หลุดจากการจับกุม ทว่ามันก็ไม่เป็นผล

ฝ่ามือหยาบกระด้างยังคงจับยึดไว้แน่น หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบให้ทวีคูณเท่าตัว จนฉันเผลอหลุดสีหน้าเหยเกออกมา เนื่องด้วยความรู้สึกเจ็บตรงบริเวณนั้น ฉันไม่ได้กลัวการเข้าไปนั่งในห้องปกครอง แต่ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครมาแตะตัวฉัน และกระทำตัวหยาบคายแบบนี้

พ่อของอมยิ้มไม่คิดที่จะถามลูกสาวตัวดีบ้างหรือไง ว่าทำอะไรลงไปถึงได้ถูกฉันซัดเข้าที่หน้าไปแบบนั้น เล่นฟังความข้างเดียวแบบนี้ ถ้าความจริงเปิดเผยคงได้หน้าแตกกันเป็นแถว

พลั่ก!

ร่างของฉันถูกผลักให้เข้าไปยืนอยู่กลางห้องปกครอง อาจารย์หัวหน้าฝ่ายเงยขึ้นมอง ก่อนจะเบิกตานิดๆ เมื่อเห็นว่าเป็นฉัน

ห้องนี้ฉันไม่เคยได้ย่างกรายเข้ามาเลยสักนิด เพราะความประพฤติของฉันนั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเสมอมา และฉันก็ไม่อยากเข้ามาห้องนี้บ่อยๆ ด้วย เดี๋ยวจะพานทำให้แด๊ดดี้ต้องวุ่นวาย

“ลูกสาวของผมถูกเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อยหน้า อาจารย์ต้องจัดการเธอให้ถึงที่สุด ไม่อย่างนั้นผมจะเลิกให้เงินสนับสนุนโรงเรียนนี้ซะ!”

ฉันไม่ได้สนใจคำขู่นั้น ได้แต่หลุบตามองท่อนแขนของตัวเองที่เกิดรอยแดงเป็นปื้น แวบหนึ่งสมองก็นึกถึงใครอีกคน

ถ้าแด๊ดเห็นรอยนี้ แด๊ดคงจะไม่พอใจมากแน่ๆ…

ตอน 3

“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับคุณติณณภพ ผมว่ารอให้ผู้ปกครองของเรย์วี่มาคุยดีกว่า จะได้ตกลงกัน” ‘อาจารย์พล’ รู้ดีว่าผู้ปกครองของฉันคือใคร ดังนั้นเขาจึงลำบากใจถ้าหากต้องตัดสินเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

แม้ว่าอีกฝ่ายจะเอาเรื่องเงินสนับสนุนมาขู่ ทว่ามันก็ยังน่ากลัวน้อยกว่า ‘ใครอีกคน’

“ดี!! งั้นโทรเรียกมันมาเลย ฉันจะได้ด่ามันที่ไม่สั่งสอนเด็กผู้หญิงคนนี้!”

อันที่จริงเขาควรจะกลับไปสั่งสอนลูกของตัวเองด้วย พูดออกมาได้ยังไง เฮงซวย!

ปัง!

บานประตูถูกเปิดพรวดเข้ามาอย่างรุนแรง ก่อนที่มันจะกระแทกเข้ากับผนังห้องเสียงดัง

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง พอหันไปมองฉันจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเป็น ‘แด๊ดดี้เจย์’

“แด๊ด...” ฉันขยับปากเรียกแด๊ดเสียงอ่อย ก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างสูงที่วันนี้อยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเรียบหรูเต็มยศ คาดว่าแด๊ดคงจะรีบออกจากบริษัทหลังจากประชุมเสร็จแล้วขับรถตรงมาที่นี่เลย และไม่ต้องเดาฉันก็สามารถรู้ได้ในทันทีว่าใครที่โทรตามให้แด๊ดมา

ผู้ที่คอยรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันก็คงจะยืนรออยู่หน้าห้องนั่นแหละ ตั้งแต่เล็กจนโตแด๊ดส่งคนมาคอยดูแลฉันอยู่ห่างๆ ตลอด ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาทำร้ายฉันอย่างนั้นแหละ

ว่ากันตามจริงก็อึดอัดอยู่เหมือนกัน แต่ฉันก็เข้าใจว่าแด๊ดคงเป็นห่วง

“เล่าเรื่องทั้งหมดให้แด๊ดฟัง ขอแบบละเอียด” วงแขนแกร่งตวัดโอบกอดฉันไว้ พร้อมกับลูบแผ่นหลังแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม

ทั้งที่จริงฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากเจ็บแขนตรงที่ถูกบีบ ทว่าพออยู่ใกล้แด๊ดแล้วฉันก็อยากอ่อนแอให้แด๊ดปกป้องทุกที

“เด็กคนนี้ทำร้ายลูกผม ยังต้องถามอะไรอีก แล้วนี่เป็นพ่อภาษาอะไรถึงไม่สั่งสอนลูกตัวเองบ้าง ปล่อยให้มาทำตัวเกเรใส่คนอื่นอยู่ได้!” ขณะกำลังอ้าปากเล่าความจริงให้แด๊ดฟัง ฉันก็จำต้องหุบปากฉับเมื่อถูกพูดแทรก

“ผมถามคุณเหรอ? แล้วนี่รู้ดีแค่ไหนถึงมาว่าคนอื่นแบบนี้” แม้ว่าแด๊ดจะพูดด้วยถ้อยคำสุภาพ ทว่ากระแสน้ำเสียงนั้นก็เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม “ถ้ารู้เรื่องเพียงแค่เสี้ยวเดียวก็หุบปากไป ปล่อยให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเขาพูด...ว่ายังไงน้องเรย์ ทำไมหนูถึงทำแบบนั้น”

พอแด๊ดหันมาถาม ฉันก็เริ่มเล่าทุกอย่างให้แด๊ดฟังตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำพูดเดียว หางตาแอบเหล่มองใบหน้าถอดสีของพ่ออมยิ้มแวบหนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบปรับให้เป็นปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว

“ผมไม่เชื่อว่าลูกสาวของผมจะเป็นคนแบบนั้น” กระนั้นพ่ออมยิ้มก็ยังเชื่อมั่นว่าลูกสาวตัวเองเป็นคนดี

วลีลูกฉันเป็นคนดียังใช้ได้เสมอไม่ว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะร้ายแรงมากแค่ไหน ค่อนข้างเห็นบ่อยในข่าว ก็ได้แต่เบะปากเมื่อได้ยินอะไรทำนองนี้

นิสัยของคนเรามักจะเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ แล้วเอาอะไรมามั่นใจว่าเวลาลูกของตัวเองอยู่นอกบ้านจะทำตัวอีกแบบไม่ได้

“นั่นมันก็เรื่องของคุณ เพราะผมเองก็เชื่อว่าน้องเรย์จะไม่ทำร้ายใครก่อน ถ้าคนนั้นไม่แส่หาเรื่องเอง” คำพูดของแด๊ดเจย์ทำให้คนฟังถึงกับหน้าตึงเมื่อได้ยิน “ลองกลับไปคุยกับลูกสาวของคุณก่อน ถ้ายังยืนยันว่าจะเอาเรื่องเด็กในปกครองของผม เราค่อยมาเคลียร์กันอีกที”

พ่อของอมยิ้มเกิดอาการฮึดฮัดอย่างขัดใจ ทว่าก็ยอมเป็นฝ่ายปลีกตัวเดินออกจากห้องเป็นคนแรก

“ผู้ชายคนนั้นให้เงินสนับสนุนที่นี่ด้วยเหรอ” คล้อยหลังพ่อของอมยิ้ม แด๊ดก็หันไปซักถามอาจารย์พลที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เห็นอาจารย์หัวหน้าฝ่ายปกครองผู้น่าเกรงขามสำหรับนักเรียนมีท่าทีแบบนี้ เพราะฉันรู้เหตุผลนั้นดีว่าทำไม

“ครับคุณเจย์”

“ถ้าผู้สนับสนุนหายไปสักคนคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง” แม้ว่าประโยคที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากลำคอแกร่งจะดูเหมือนกับการพูดลอยๆ ทว่าก็แฝงไปด้วยนัยบางอย่างที่ฉันไม่ควรรู้

ยิ่งเห็นท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอาจารย์พล ฉันก็พอจะเดาออกว่าที่แด๊ดพูดแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง

“แด๊ด หนูอยากกลับบ้านแล้ว” ฉันคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้าด้วยการกอดท่อนแขนของแด๊ด พร้อมเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเหมือนอย่างที่ชอบทำ

ดวงตาคมหลุบมองฉันด้วยแววตาที่อ่อนลง ก่อนจะเลื่อนฝ่ามือมากอบกุมข้อมือบางแล้วพาฉันเดินออกมาจากห้องโดยไม่พูดอะไร

“มันทำอะไรหนูหรือเปล่า” พอเท้าก้าวพ้นขอบประตูออกมาได้ไม่ทันไร แด๊ดก็เปิดปากถาม

“เปล่าค่ะ” ฉันตีเนียนด้วยการพลิกแขนตรงที่ขึ้นรอยแดงเข้าหาตัว แต่ดูเหมือนว่าแด๊ดจะสังเกตเห็นก่อนหน้านี้แล้ว

“แล้วนี่อะไร?” น้ำเสียงของแด๊ดเข้มขึ้น พร้อมกับเอื้อมมือมาจับท่อนแขนฉันแล้วชูขึ้นตรงหน้า “แด๊ดไม่ชอบเด็กโกหก”

“หนูขอโทษค่ะ” ฉันก้มหน้างุดจนคางชิดอก ดวงตากลมโตหลุบมองพื้นเพราะไม่กล้าสบตาร่างสูงตรงหน้า หูได้ยินแด๊ดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

แด๊ดคงจะโกรธฉันจริงๆ สินะ…

“เจ็บหรือเปล่า” แต่แล้วน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ฉันถึงได้กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับแด๊ดอีกครั้ง แม้ว่าอีกฝ่ายจะตัวสูงกว่ามาก จนต้องแหงนคอมองแต่มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายนัก

“นิดหน่อยค่ะ พอทนได้” ถ้าโกหกว่าไม่เจ็บฉันก็กลัวว่าแด๊ดจะกดน้ำหนักมือลงมาเพื่อพิสูจน์ ดังนั้นจึงเลือกที่จะพูดความจริงออกไป

“เมฆ ไปจัดการมัน” แด๊ดหันไปสั่งลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกันกับคนที่คอยรายงานเรื่องของฉันให้แด๊ดฟัง “กูเลี้ยงของกูมายังไม่เคยตีสักครั้ง แล้วมันมีสิทธิ์อะไร”

“ครับนาย” อีกฝ่ายรับคำอย่างว่าง่าย แม้คำสั่งนั้นจะไม่ใช่เรื่องดีก็ตาม

“แด๊ดหนูว่า...”

“วันนี้มึงทำงานพลาด” คำพูดของฉันถูกขัดเพราะแด๊ด เมื่อเห็นว่าร่างสูงก้าวตรงเข้าไปหา ‘พี่ภูมิ’ บอดี้การ์ดส่วนตัวของฉัน ใจเริ่มอยู่ไม่สุขทันทีที่เห็นว่าแด๊ดง้างฝ่ามือขึ้นกลางอากาศ

“ผมขอโทษครับนาย” พี่ภูมิไม่มีท่าทีว่าจะหลบหนีฝ่ามือนั้น ฉันจึงรีบคว้าท่อนแขนของแด๊ดเอาไว้

“แด๊ดอย่าลงโทษพี่ภูมิเลยนะคะ หนูเป็นคนบอกให้พี่ภูมิอยู่ห่างๆ เอง” ฉันก็อยากมีเวลาส่วนตัวนั่งเงียบๆ คนเดียวแล้วคิดนั่นคิดนี่บ้าง จะให้พี่ภูมิมายืนมองฉันได้ยังไงกัน แบบนั้นมันจะเรียกว่าเป็นส่วนตัวได้เหรอ

“วันนี้หนูมีหลายคดีแล้วนะน้องเรย์ จะยอมให้แด๊ดลงโทษหนูแทนหรือเปล่าล่ะ” ท่าทีของแด๊ดอ่อนลงกว่าคราแรก แต่กระแสความไม่พอใจก็ยังคงหลงเหลืออยู่

“ถ้างั้นหักค่าขนมของหนูเลยก็ได้” ฉันพูดเสียงอ่อย พร้อมด้วยสีหน้าสำนึกผิด

“แต่แด๊ดอยากลงโทษหนูด้วยวิธีอื่น”

สายตาที่แด๊ดมองมาพานทำให้ฉันเกิดความรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันใด…

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED