เช้าวันนี้คงจะเหมือนอย่างหลายวันที่ผ่านมา ถ้าหากว่าไม่มีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้าบ้านอีกหนึ่งคน…
ผมหลุบตามองเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟา ก่อนจะเบนสายตาขึ้นมองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างเธอ
เด็กคนนั้นหน้าตาน่ารัก ผิวขาวเนียนใสรับกับพวงแก้มสีชมพู องค์ประกอบบนใบหน้าของเธอผสมผสานระหว่างสองเชื้อชาติ ทั้งไทยและอเมริกา ทว่าความน่ารักน่าเอ็นดูนั้นก็ไม่สามารถเป็นตัวการันตีได้เลยว่าเธอจะไม่ถูกทอดทิ้ง
“ทำไมพี่ไม่พาน้องเรย์ไปด้วย” นี่คือสิ่งที่ผมสงสัย ถึงได้ถามรุ่นพี่คนสนิทออกไปแบบนั้น
ราวครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าผมเพิ่งจะได้รับสายจาก ‘พี่ลม’ พ่อของ ‘น้องเรย์วี่’ ว่าเขาจะเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศกับภรรยา และจะฝากฝังให้ผมช่วยดูแลลูกระหว่างที่เขายังไม่กลับมา
ทั้งที่น้องก็อายุได้ห้าขวบแล้ว วัยนี้สามารถขึ้นเครื่องและเดินทางไปต่างประเทศไกลแค่ไหนก็ได้ แต่ทำไมเขาถึงไม่พาลูกตัวเองไปด้วย?
อันที่จริงผมก็ไม่ได้มีปัญหาหรอกนะที่จะต้องดูแลหลานนอกไส้ของตัวเอง มันขึ้นอยู่กับเด็กต่างหากล่ะว่าจะสามารถอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ได้นานแค่ไหน
จากที่เคยเห็น แค่วันเดียวก็ร้องเรียกหากันแล้ว
“กูมีเหตุผล แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้” เมื่อได้ยินดังนั้นคิ้วของผมก็เริ่มขมวดเข้าหากัน “เอาเป็นว่าถ้ากลับมาเดี๋ยวกูเล่าให้ฟัง”
“นานแค่ไหน”
“แค่สัปดาห์เดียว” คำตอบที่ได้รับทำให้ผมสบายใจขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยระยะเวลามันก็ไม่ได้นานมากมายอะไร ระหว่างนี้ถ้าน้องเรย์ร้องหาพ่อกับแม่ของเธอ ผมคิดว่าตัวเองน่าจะรับมือได้อยู่
“รีบกลับมาแล้วกัน ผมเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็กด้วย” ยิ่งเด็กผู้หญิงนี่ยิ่งแล้วใหญ่ จะให้ลูกน้องมาช่วยก็ไม่ได้ แต่ละคนหน้าตาอย่างกับโจรป่า หนำซ้ำตัวยังบึกบึนเหมือนยักษ์
ถ้าพวกมันเข้าใกล้น้องเรย์เมื่อไหร่มีหวังได้ร้องแหกปากหนักกว่าเดิมแน่
“อืม งั้นกูไปก่อนแล้วกัน” ผมกับพี่ลมล่ำลากันอีกเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปส่งเขายังหน้าประตูบ้าน
“เดินทางปลอดภัย” พูดลาครั้งสุดท้าย ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อตรงไปขึ้นรถตู้คันสีดำ ที่ลูกน้องเปิดประตูรอไว้
“ถ้ากูไม่มารับน้องเรย์ด้วยตัวเอง มึงห้ามให้น้องเรย์ไปกับใครเด็ดขาด” ทั้งน้ำเสียงและแววตานั้นฉายชัดถึงความจริงจัง “ต้องเป็นกูเท่านั้น เข้าใจมั้ย”
“อืม” ผมตอบรับเพียงสั้นๆ แม้ว่าจะสังหรณ์ใจบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าถามอะไร เพราะยังไงคำตอบที่ได้รับก็ย่อมมีแต่การบ่ายเบี่ยง
พี่ลมหันไปทิ้งท้ายสายตาด้วยการมองเข้าไปในบ้าน เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าเขาจะตัดสินใจหมุนตัวหันหลังแล้วเดินไปขึ้นรถ
ผมยืนส่งเขาอยู่ตรงนั้น กระทั่งรถตู้สีดำคันหรูเคลื่อนห่างออกไปยังประตูรั้วบ้าน และลับสายตาในที่สุด
“จะให้คุณหนูเรย์วี่นอนอยู่ตรงนั้นเหรอครับ” ‘เมฆ’ ลูกน้องมือขวาคนสนิทของผมโพล่งถามขึ้นมา พลางปรายตาพยักพเยิดไปยังเด็กหญิงตัวเล็กที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
“เดี๋ยวกูอุ้มขึ้นไปนอนบนห้องเอง” สิ้นประโยคนั้นขายาวภายใต้กางเกงยีนสีดำที่ขาดแบบแฟชั่นก็เดินย่างก้าวตรงเข้าไปหา เพื่อช้อนตัวน้องเรย์ขึ้นอุ้มไว้ในวงแขน “วันนี้กูมีนัดอะไรหรือเปล่า”
“มีครับ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร”
“งั้นยกเลิกให้หมด” เพราะคิดดีแล้วถึงได้พูดออกไปแบบนั้น “ทั้งสัปดาห์นี้กูจะอยู่ดูแลน้องเรย์ ถ้าไม่มีเรื่องด่วนก็เลื่อนไปวันอื่น”
“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทก้มหัวรับคำสั่ง ขยับถอยห่างเพียงเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้ผมก้าวเดินขึ้นไปยังขั้นบันได
จังหวะการขยับเท้านั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้มีแรงเคลื่อนไหวมากนัก เพราะเกรงว่าจะทำให้ร่างเล็กที่นอนซบอยู่ในอ้อมแขนสะดุ้งตื่น
ปลายรองเท้าหยุดลงหน้าบานประตูห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านในริมสุด ผมค่อนข้างหวงพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ดังนั้นเหตุผลที่เลือกให้ห้องนอนอยู่ตรงนี้ก็เพราะไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย หรือเดินเพ่นพ่าน
แต่สัปดาห์นี้ผมคงต้องปล่อยให้เด็กน้อยตัวเล็กรุกล้ำความเป็นส่วนตัวแล้วล่ะ
“อื้อ” ใบหน้าเล็กถูไถกับท่อนแขนของผม คิ้วก็เริ่มขมวดเข้าหากันอย่างรู้สึกไม่สบายตัว เนื่องจากพื้นที่ขยับตัวมีขีดจำกัด
“ใจเย็นๆ สิตัวเล็ก” ผมพูดกับคนในอ้อมแขนด้วยเสียงที่ค่อนข้างเบา ก่อนจะรีบย่างก้าวตรงไปที่เตียงนอนขนาดคิงไซส์ แล้ววางร่างเล็กนั้นลงบนเตียงแผ่วเบา ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปเปิดแอร์ และคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้จนถึงปลายคาง
เมื่อได้ที่นอนแสนนุ่มนิ่ม น้องเรย์ก็หลับต่อ หนำซ้ำมุมปากเล็กๆ นั้นยังคลี่ยิ้มน่ารัก จนพานทำให้คนมองอย่างผมเผลอยิ้มตามไปด้วย
“โตมาหนุ่มๆ คงเดินตามเป็นพรวนแน่ๆ” ผมค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงริมขอบเตียง นิ้วชี้เรียวยาวเอื้อมไปเกลี่ยพวงแก้มสีชมพูธรรมชาติแผ่วเบาอย่างนึกเอ็นดู
แพขนตายาวที่กำลังหลับพริ้มทำให้ผมคิดว่า ถ้าผู้หญิงคนไหนได้มาเห็นคงต้องอิจฉาน้องเรย์เป็นแน่
ขนาดตอนนี้ยังเด็กอยู่เค้าโครงหน้ายังฉายชัดถึงความงดงาม โตมายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
ถ้าเป็นลูกสาวผม คงได้สั่งให้ลูกน้องตามประกบไม่ห่างแน่นอน ผู้ชายคนไหนคิดจะเข้าใกล้คงได้กินลูกปืนแทนอย่างอื่น
ผมมองจ้องไปที่แก้มของน้องเรย์สักพักใหญ่ ครั้นความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว ก่อนที่จะโน้มหน้าเข้าไปหาสิ่งที่ล่อตาล่อใจ
ทว่าจังหวะที่ปลายจมูกโด่งสันกำลังแตะสัมผัสกับพวงแก้มเด็กน้อย ก็จำต้องผละถอยห่างอย่างรวดเร็วเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่โกนหนวดเครา ถ้าหอมแก้มเดี๋ยวจะพานทำให้น้องเรย์เกิดการระคายเคืองได้
ผมตัดสินใจผุดลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปยังโซนห้องทำงานที่เชื่อมติดกับห้องนอน ระหว่างที่น้องเรย์นอนหลับ ผมคงต้องหาอะไรทำเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเด็กน้อย
“ฮึก...พ่อจ๋า” เท้ายังไม่ทันขยับไปถึงโต๊ะทำงาน จังหวะการก้าวเดินของผมก็ถูกขัดด้วยเสียงร้องสะอื้นของเด็กน้อย
“น้องเรย์” ผมจำต้องเดินกลับไปหา พร้อมยื่นมือไปเขย่าร่างเล็กเพื่อปลุกให้น้องเรย์หลุดพ้นจากฝันร้ายที่กำลังเผชิญ
เปลือกตาที่เปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาค่อยๆ ลืมขึ้นมอง ก่อนจะปล่อยโฮเสียงดังลั่นเมื่อพบกับคนที่ไม่คุ้นเคย
อันที่จริงผมกับน้องเรย์เคยเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่นั่นมันเป็นช่วงที่ผมยังไม่ปล่อยปละละเลยให้หนวดเคราเฟิ้มขึ้นตามกรอบหน้าเหมือนอย่างตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนตัวเล็กถึงจำผมไม่ได้
“ฮือ...แม่จ๋าหนูกลัวโจร”
ร่างเล็กรีบดึงผ้าห่มคลุมโปง เพื่อปิดซ่อนตัวเองจากสิ่งที่เธอกำลังหวาดกลัว ซึ่งนั่นก็คือ...ตัวผมเอง
ผมไม่เคยคิดว่าการที่ไว้หนวดไว้เครา และทำตัวเซอร์ๆ จะทำให้ใครบางคนต้องร้องไห้เพียงเพราะแค่เห็นหน้า
เห็นทีผมคงปล่อยให้หลานสาวคิดว่าตัวเองเป็นโจรแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วล่ะ
มือหนาล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพื่อติดต่อหาลูกน้องที่คาดว่าคงจะอยู่ด้านล่าง
“พาแม่นมพิณขึ้นมาหน่อย” เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียวปลายสายก็กดรับ ผมจึงไม่รอช้าที่จะรัวคำสั่ง “ด่วนๆ”
(“ครับนาย”) เมื่อเมฆรับคำผมจึงกดวางสาย ทว่ายังไงก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้น้องเรย์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ดี
“น้องเรย์ อาเจย์เสียใจนะที่หนูจำไม่ได้แบบนี้” หากจำหน้าไม่ได้ อย่างน้อยน้องเรย์ก็น่าจะคุ้นเสียง
และดูเหมือนว่ามันจะได้ผล เพราะหลังจากที่ผมเอ่ยประโยคนั้น มือเล็กก็ค่อยๆ ลดระดับผ้าห่มลงเผยให้เห็นเพียงแค่ครึ่งหน้า ดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตามองจ้องผมเขม็ง ก่อนจะส่ายศีรษะเป็นพัลวันจนผมยาวสลวยสีน้ำตาลสะบัดไปมา
“ไม่ใช่! อาเจย์หล่อ ไม่ได้หน้าเหมือนโจรแบบนี้” เด็กหญิงตัวเล็กปฏิเสธเสียงหนักแน่น “ลุงอย่ามาโกหกหนูนะ...ฮึก...พาหนูไปหาพ่อเดี๋ยวนี้เลย”
น้องเรย์โวยวายทั้งน้ำตา เธอเป็นเด็กฉลาด แต่ผมแค่ไม่คาดคิดว่าคำพูดคำจาของเด็กน้อยจะทำให้ผมรู้สึกเจ็บ
ลุงเลยเหรอ...แก่ไปหรือเปล่า
ก็อก...ก็อก…
ระหว่างที่ผมกำลังคิดหาคำพูดเพื่อเจรจากับน้องเรย์อยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“เข้ามา”
“คุณเจย์เรียกป้าเหรอคะ” ‘ป้าพิณ’ เปิดประตูก้าวเข้ามาภายในห้อง ท่านคือแม่นมที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กหลังจากที่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า ถ้าหากไม่มีท่านกับครอบครัวของพี่ลมก็คงจะไม่มีผมในวันนี้เหมือนกัน
พ่อกับแม่เสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่ผมอายุได้เจ็ดขวบ ถึงจะมีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ลูกชายเพียงคนเดียวอย่างผมก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้อยู่ดีเพราะยังเด็ก ญาติที่มีก็จ้องแต่จะฮุบสมบัติที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ ถ้าไม่ได้ ‘ลุงทินกร’ คุณพ่อของพี่ลมที่เป็นเพื่อนสนิทกับพ่อยื่นมือเข้ามาช่วย ผมก็คงถูกญาติผลาญสมบัติไปจนหมดสิ้น
ส่วนป้าพิณก็เป็นแม่นมที่ลุงทินกรจ้างมาให้เลี้ยงดูผมแทน เพราะท่านไม่ค่อยมีเวลา แถมภรรยาก็เสียชีวิตไปตั้งแต่คลอดพี่ลมแล้ว ดังนั้นทั้งผมและพี่ลมก็ต่างโตมากับแม่นมทั้งคู่แค่คนละคนกัน
“ผมฝากดูแลน้องเรย์แป๊บนึงนะครับ” ถ้าให้แม่นมพิณดูแลคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะน้องเรย์คุ้นชินกับท่านมาบ้างแล้ว
“คุณเจย์จะออกไปข้างนอกเหรอคะ”
“เปล่าครับ จะไปโกนหนวด” ผมยกมือขึ้นลูบกรอบหน้าของตัวเอง “น้องเรย์กลัว”
ป้าพิณถึงกับหลุดยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ จากที่ใช้มือตัวเองสัมผัสหนวดมันก็ขึ้นเยอะจริงๆ นั่นแหละ น้องเรย์จะคิดว่าเป็นโจรก็คงไม่แปลก
“ป้าจะดูให้เองค่ะ”
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะย่างก้าวตรงไปทางห้องน้ำเพื่อจัดการหนวดเคราบนใบหน้าของตัวเอง ระหว่างที่ปาดครีมโกนหนวดตามแนวกรอบหน้า หูก็คอยฟังเสียงน้องเรย์ไปด้วย
เสียงร้องไห้ในตอนแรกค่อยๆ เบาลงก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด แต่กลับได้ยินประโยคที่ว่า ‘พ่อหนูอยู่ไหน’ มาแทน
ผมรีบจัดการโกนหนวดอย่างเร็วที่สุด เมื่อเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกอย่างก็เดินกลับไปหาน้องเรย์ที่เตียงอีกครั้ง
ทว่ากลับเห็นร่างเล็กพยายามเขย่งปลายเท้าเพื่อเอื้อมมือขึ้นไปจับลูกบิดประตู โดยมีป้าพิณคอยจับแขนอีกข้างเพื่อยื้อน้องเรย์ไม่ให้ออกไปข้างนอกห้อง
“ปล่อยหนู หนูจะไปหาพ่อ” ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มเริ่มเบะ และพร้อมที่จะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
“น้องเรย์ เดินมาหาอาเจย์หน่อยครับ” ผมยังคงยืนอยู่ข้างเตียงตรงที่เดิม เพื่อให้น้องเรย์เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา “จำอาได้หรือยัง”
คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองสบตากับผม แล้วตอบคำถามนั้นด้วยการพยักหน้ารับหงึกหงัก
“อาเจย์เห็นคุณพ่อหรือเปล่าคะ” เด็กน้อยผละถอยห่างจากบานประตู และเดินมาหาผมที่ยืนรออยู่
“คุณพ่อของน้องเรย์ไปทำงาน ระหว่างนี้ก็อยู่กับอาก่อนนะ” ผมย่อตัวลงเพื่อช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้ม จากนั้นจึงทรุดนั่งลงที่ขอบเตียงโดยมีเด็กน้อยนั่งทับอยู่บนตักแกร่ง “แค่สัปดาห์เดียวเอง เดี๋ยวคุณพ่อก็จะมารับกลับแล้ว”
“แต่หนูฝันว่าคุณพ่อจะไม่กลับมาหาอีกแล้ว คุณพ่อกำลังจะทิ้งหนูไป” ดวงตากลมโตใสซื่อที่รื้นไปด้วยหยดน้ำตาเงยขึ้นมอง นี่สินะที่ทำให้น้องเรย์ละเมอแล้วร้องไห้ออกมา
“ก็แค่ความฝัน ไม่มีใครกล้าทิ้งน้องเรย์ได้ลงหรอก” นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปเกลี่ยหยดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนบนพวงแก้มออกให้คนตัวเล็ก
ทว่าน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าก็ยังคงไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลเรื่อยๆ อย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้น้องเรย์ฝันร้ายแบบนั้น แล้วดันประจวบเหมาะกับการที่พี่ลมต้องไปต่างประเทศพอดี ผมเองก็ไม่อยากจะคิดมากอะไร หากว่าเมื่อครั้งที่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุ...ผมไม่ฝันแบบนั้นเหมือนกัน
“...”
“ป้าพิณลงไปทำอะไรให้น้องเรย์ทานหน่อยสิครับ เดี๋ยวตามลงไป” พอเห็นว่าเด็กน้อยนั่งเงียบ ผมจึงหันไปพูดกับป้าพิณที่ยังยืนอยู่
“ค่ะคุณเจย์”
คล้อยหลังคนสูงวัย ผมก็หลุบตามองน้องเรย์อีกครั้ง
“ไม่ต้องร้อง เป็นหลานอาเจย์ต้องเข้มแข็งนะรู้มั้ย” ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พลางจับใบหน้าเล็กให้ซุกซบลงมาที่อกแกร่ง “เดี๋ยวพ่อลมก็กลับมา”
ทว่าประโยคที่ผมบอกน้องเรย์ออกไปกลับกลายเป็นคำโกหกโดยที่ผมเองก็อาจไม่รู้ตัว และไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น
การรอคอยของน้องเรย์เริ่มต้นจากหนึ่งสัปดาห์ แล้วล่วงเลยกลายมาเป็นเดือน จนกระทั่งเนิ่นนานเป็นปี และไม่รู้ว่าการรอคอยนี้มันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
ผมพยายามที่จะติดต่อหาพี่ลมหรือคนใกล้ชิดของเขาทุกวิถีทาง อีกทั้งยังจ้างนักสืบฝีมือดีให้ช่วยตามหา ทว่าก็ไร้วี่แวว ข่าวคราวของพี่ลมเงียบหายไปพร้อมกับตัวเขาและภรรยา
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมต้องกลายมาเป็นคุณพ่อให้น้องเรย์จวบจนถึงปัจจุบัน…
“มานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้” ประโยคนั้นดูคล้ายเป็นห่วงเป็นใย หากว่าเธอไม่เอื้อนเอ่ยคำพูดถัดมา “อ๋อลืมไป คนมันไม่มีพ่อไม่มีแม่หนิเนอะ ถ้าเข้าไปในหอประชุมคงได้ยกมือไหว้แค่เก้าอี้”
บางทีการศึกษามันก็ไม่ได้ช่วยขัดเกลาให้ใครบางคนมีความคิดที่ดีขึ้นได้ ฉันไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิดที่ได้ยินคำพูดแบบนี้ เพราะหลังจากที่พ่อกับแม่ทอดทิ้งไป ฉันก็มักจะพบเจอกับประโยคเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง จนเริ่มกลายเป็นความชินชา
แต่ลึกๆ อาจรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง ทว่าฉันก็พยายามหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
วันนี้ที่โรงเรียนมีจัดกิจกรรมวันแม่ นักเรียนเกือบทุกคนก็ต่างพาผู้ให้กำเนิดหรือผู้ปกครองมาร่วมงาน ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งมองภาพที่ตลบอบอวลไปด้วยมนต์แห่งความสุขเหล่านั้นเพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว
ทว่าความสงบสุขก่อนหน้ากลับมลายหายไปจนสิ้น เมื่อ ‘อมยิ้ม’ เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน พร้อมเอ่ยคำพูดนั้นออกมา
เธอเป็นคนน่ารัก แต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอก เนื้อแท้ของอมยิ้มใครๆ ก็รู้ว่าสันดานแย่มากแค่ไหน
ตอนแรกอมยิ้มก็แค่นิสัยไม่ดี แต่พอนานวันเข้าเธอยังคงทำตัวแบบเดิมๆ จากแค่นิสัย ดังนั้นมันจึงกลายเป็นสันดานไปแล้ว
ฉันไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของเธออบรมสั่งสอนลูกของตัวเองบ้างหรือเปล่า อมยิ้มถึงได้มีสันดานชอบเหยียดหยามคนอื่นอยู่แบบนี้
แค่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ก็รู้สึกแย่มากพอแล้ว ทำไมต้องมาเหยียบย่ำความรู้สึกของฉันด้วยถ้อยคำเหล่านั้น
อมยิ้มอาจจะสนุกที่ได้ล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น แล้วไม่ถามฉันหน่อยเหรอว่าสนุกไปกับเธอหรือเปล่า…
“...” ฉันเลือกที่จะเงียบ และเมินเฉยร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า แสร้งหันไปมองน้องหมาที่กำลังนอนแทะกระดูกยังจะดีซะกว่า
“ทำไม? ทนฟังไม่ได้เหรอ หึ...อีลูกไม่มีพ่อ”
“...” ฉันได้ยินทุกประโยคที่หลุดออกมาจากปากของเธอชัดเต็มสองหู และดูท่าว่ามันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากฉันยังทำเป็นเมินเฉยใส่อมยิ้ม
ความรู้สึกของฉันมันตอบสนองกับคำพูดของเธอทุกคำ แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการกำกระโปรงนักเรียนเอาไว้แน่นเพื่อข่มอารมณ์
“อีลูกไม่มีแม่”
“ลองพูดดังๆ อีกทีสิ” ฉันหันไปสบตากับเธอ ด้วยแววตาไร้ความรู้สึก
ถ้าเธอกล้า สาบานเลยว่าฉันจะไม่ทน…
“อีเด็กกำ...”
ผลัวะ!!
ไม่รอให้เธอได้เอื้อนเอ่ยออกมาจนจบประโยค ฉันรีบดีดตัวลุกขึ้นประจันหน้ากับอมยิ้ม ก่อนจะปล่อยหมัดซัดเข้าที่จมูกของเธออย่างแรง
ร่างบางล้มลงไปนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมจมูกที่กำลังมีเลือดไหลออกมา พลางส่งเสียงร้องน่าหนวกหู
“แก...แก!...ฮึก...ฮือออ” อมยิ้มยกนิ้วขึ้นชี้หน้าฉัน พอเธอสังเกตเห็นว่ามีรอยเลือดติดมาด้วยจึงปล่อยโฮดังลั่นอย่างไม่อาย
ผู้คนที่อยู่รอบกายก็ต่างหันมามองอย่างสนอกสนใจ พร้อมเบิกตาโพลงกับสิ่งที่เห็น
เคยได้ยินผ่านหูมาว่าอมยิ้มอยากทำจมูกใหม่ให้โด่งขึ้นกว่าเดิม ฉันเลยสงเคราะห์ให้เธอได้ไปทำเร็วๆ
“ถ้าชีวิตนี้ไม่สามารถพูดเรื่องดีๆ ของคนอื่นได้ เธอควรจะเก็บปากไว้อมเหรียญตอนตายดีกว่า”
“ฉันจะฟ้องพ่อกับแม่ของฉัน!”
“เชิญ” ฉันไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน อยากทำอะไรก็ทำ ตามสบายเลย
“ว้าย! อมยิ้มลูก ใครทำอะไรหนูคะ” เสียงหวีดร้องตกใจของผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้น ในจังหวะที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินหนีออกไปจากตรงนี้พอดิบพอดี
“คุณแม่...ฮึก...เรย์วี่มันทำหนูค่ะ” อมยิ้มรีบคลานเข้าไปหาผู้เป็นแม่ ที่ย่อตัวกอดร่างลูกสาวเอาไว้แนบอก
พอได้ยินอมยิ้มพูดแบบนั้น แม่ของเธอก็ตวัดสายตาเงยขึ้นมองฉันทันที
“ไม่มีพ่อมีแม่คอยสั่งสอนหรือไง ถึงได้มารังแกลูกคนอื่นแบบนี้!”
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอมยิ้มถึงได้มีนิสัยชอบเหยียดหยามคนอื่น ที่แท้ก็เป็นกันทั้งครอบครัว
“เกิดอะไรขึ้น” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากโต้แย้ง ผู้ชายอีกคนก็ฝ่าวงล้อมเข้ามายืนอยู่ข้างๆ ผู้หญิงคนนั้น
“คุณคะ นังเด็กคนนี้มันทำร้ายลูกของเรา”
ที่แท้ผู้ชายคนนั้นก็เป็นพ่อของอมยิ้มนี่เอง ดูแววแล้วอีกไม่นานฉันคงถูกครอบครัวนี้รุมยำเป็นแน่
พรึบ!
“ไปห้องปกครองกับฉัน!” เป็นจริงดังที่คาดการณ์เอาไว้ พ่อของอมยิ้มพุ่งเข้ามาจับท่อนแขนฉันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากเพื่อให้เดินตามไปยังห้องปกครองของโรงเรียน
“ปล่อย” ฉันพยายามที่จะบิดท่อนแขนให้หลุดจากการจับกุม ทว่ามันก็ไม่เป็นผล
ฝ่ามือหยาบกระด้างยังคงจับยึดไว้แน่น หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบให้ทวีคูณเท่าตัว จนฉันเผลอหลุดสีหน้าเหยเกออกมา เนื่องด้วยความรู้สึกเจ็บตรงบริเวณนั้น ฉันไม่ได้กลัวการเข้าไปนั่งในห้องปกครอง แต่ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครมาแตะตัวฉัน และกระทำตัวหยาบคายแบบนี้
พ่อของอมยิ้มไม่คิดที่จะถามลูกสาวตัวดีบ้างหรือไง ว่าทำอะไรลงไปถึงได้ถูกฉันซัดเข้าที่หน้าไปแบบนั้น เล่นฟังความข้างเดียวแบบนี้ ถ้าความจริงเปิดเผยคงได้หน้าแตกกันเป็นแถว
พลั่ก!
ร่างของฉันถูกผลักให้เข้าไปยืนอยู่กลางห้องปกครอง อาจารย์หัวหน้าฝ่ายเงยขึ้นมอง ก่อนจะเบิกตานิดๆ เมื่อเห็นว่าเป็นฉัน
ห้องนี้ฉันไม่เคยได้ย่างกรายเข้ามาเลยสักนิด เพราะความประพฤติของฉันนั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเสมอมา และฉันก็ไม่อยากเข้ามาห้องนี้บ่อยๆ ด้วย เดี๋ยวจะพานทำให้แด๊ดดี้ต้องวุ่นวาย
“ลูกสาวของผมถูกเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อยหน้า อาจารย์ต้องจัดการเธอให้ถึงที่สุด ไม่อย่างนั้นผมจะเลิกให้เงินสนับสนุนโรงเรียนนี้ซะ!”
ฉันไม่ได้สนใจคำขู่นั้น ได้แต่หลุบตามองท่อนแขนของตัวเองที่เกิดรอยแดงเป็นปื้น แวบหนึ่งสมองก็นึกถึงใครอีกคน
ถ้าแด๊ดเห็นรอยนี้ แด๊ดคงจะไม่พอใจมากแน่ๆ…
“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับคุณติณณภพ ผมว่ารอให้ผู้ปกครองของเรย์วี่มาคุยดีกว่า จะได้ตกลงกัน” ‘อาจารย์พล’ รู้ดีว่าผู้ปกครองของฉันคือใคร ดังนั้นเขาจึงลำบากใจถ้าหากต้องตัดสินเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเอาเรื่องเงินสนับสนุนมาขู่ ทว่ามันก็ยังน่ากลัวน้อยกว่า ‘ใครอีกคน’
“ดี!! งั้นโทรเรียกมันมาเลย ฉันจะได้ด่ามันที่ไม่สั่งสอนเด็กผู้หญิงคนนี้!”
อันที่จริงเขาควรจะกลับไปสั่งสอนลูกของตัวเองด้วย พูดออกมาได้ยังไง เฮงซวย!
ปัง!
บานประตูถูกเปิดพรวดเข้ามาอย่างรุนแรง ก่อนที่มันจะกระแทกเข้ากับผนังห้องเสียงดัง
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง พอหันไปมองฉันจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเป็น ‘แด๊ดดี้เจย์’
“แด๊ด...” ฉันขยับปากเรียกแด๊ดเสียงอ่อย ก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างสูงที่วันนี้อยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเรียบหรูเต็มยศ คาดว่าแด๊ดคงจะรีบออกจากบริษัทหลังจากประชุมเสร็จแล้วขับรถตรงมาที่นี่เลย และไม่ต้องเดาฉันก็สามารถรู้ได้ในทันทีว่าใครที่โทรตามให้แด๊ดมา
ผู้ที่คอยรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันก็คงจะยืนรออยู่หน้าห้องนั่นแหละ ตั้งแต่เล็กจนโตแด๊ดส่งคนมาคอยดูแลฉันอยู่ห่างๆ ตลอด ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาทำร้ายฉันอย่างนั้นแหละ
ว่ากันตามจริงก็อึดอัดอยู่เหมือนกัน แต่ฉันก็เข้าใจว่าแด๊ดคงเป็นห่วง
“เล่าเรื่องทั้งหมดให้แด๊ดฟัง ขอแบบละเอียด” วงแขนแกร่งตวัดโอบกอดฉันไว้ พร้อมกับลูบแผ่นหลังแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม
ทั้งที่จริงฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากเจ็บแขนตรงที่ถูกบีบ ทว่าพออยู่ใกล้แด๊ดแล้วฉันก็อยากอ่อนแอให้แด๊ดปกป้องทุกที
“เด็กคนนี้ทำร้ายลูกผม ยังต้องถามอะไรอีก แล้วนี่เป็นพ่อภาษาอะไรถึงไม่สั่งสอนลูกตัวเองบ้าง ปล่อยให้มาทำตัวเกเรใส่คนอื่นอยู่ได้!” ขณะกำลังอ้าปากเล่าความจริงให้แด๊ดฟัง ฉันก็จำต้องหุบปากฉับเมื่อถูกพูดแทรก
“ผมถามคุณเหรอ? แล้วนี่รู้ดีแค่ไหนถึงมาว่าคนอื่นแบบนี้” แม้ว่าแด๊ดจะพูดด้วยถ้อยคำสุภาพ ทว่ากระแสน้ำเสียงนั้นก็เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม “ถ้ารู้เรื่องเพียงแค่เสี้ยวเดียวก็หุบปากไป ปล่อยให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเขาพูด...ว่ายังไงน้องเรย์ ทำไมหนูถึงทำแบบนั้น”
พอแด๊ดหันมาถาม ฉันก็เริ่มเล่าทุกอย่างให้แด๊ดฟังตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำพูดเดียว หางตาแอบเหล่มองใบหน้าถอดสีของพ่ออมยิ้มแวบหนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบปรับให้เป็นปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว
“ผมไม่เชื่อว่าลูกสาวของผมจะเป็นคนแบบนั้น” กระนั้นพ่ออมยิ้มก็ยังเชื่อมั่นว่าลูกสาวตัวเองเป็นคนดี
วลีลูกฉันเป็นคนดียังใช้ได้เสมอไม่ว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะร้ายแรงมากแค่ไหน ค่อนข้างเห็นบ่อยในข่าว ก็ได้แต่เบะปากเมื่อได้ยินอะไรทำนองนี้
นิสัยของคนเรามักจะเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ แล้วเอาอะไรมามั่นใจว่าเวลาลูกของตัวเองอยู่นอกบ้านจะทำตัวอีกแบบไม่ได้
“นั่นมันก็เรื่องของคุณ เพราะผมเองก็เชื่อว่าน้องเรย์จะไม่ทำร้ายใครก่อน ถ้าคนนั้นไม่แส่หาเรื่องเอง” คำพูดของแด๊ดเจย์ทำให้คนฟังถึงกับหน้าตึงเมื่อได้ยิน “ลองกลับไปคุยกับลูกสาวของคุณก่อน ถ้ายังยืนยันว่าจะเอาเรื่องเด็กในปกครองของผม เราค่อยมาเคลียร์กันอีกที”
พ่อของอมยิ้มเกิดอาการฮึดฮัดอย่างขัดใจ ทว่าก็ยอมเป็นฝ่ายปลีกตัวเดินออกจากห้องเป็นคนแรก
“ผู้ชายคนนั้นให้เงินสนับสนุนที่นี่ด้วยเหรอ” คล้อยหลังพ่อของอมยิ้ม แด๊ดก็หันไปซักถามอาจารย์พลที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างโต๊ะทำงาน
ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เห็นอาจารย์หัวหน้าฝ่ายปกครองผู้น่าเกรงขามสำหรับนักเรียนมีท่าทีแบบนี้ เพราะฉันรู้เหตุผลนั้นดีว่าทำไม
“ครับคุณเจย์”
“ถ้าผู้สนับสนุนหายไปสักคนคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง” แม้ว่าประโยคที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากลำคอแกร่งจะดูเหมือนกับการพูดลอยๆ ทว่าก็แฝงไปด้วยนัยบางอย่างที่ฉันไม่ควรรู้
ยิ่งเห็นท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอาจารย์พล ฉันก็พอจะเดาออกว่าที่แด๊ดพูดแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง
“แด๊ด หนูอยากกลับบ้านแล้ว” ฉันคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้าด้วยการกอดท่อนแขนของแด๊ด พร้อมเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเหมือนอย่างที่ชอบทำ
ดวงตาคมหลุบมองฉันด้วยแววตาที่อ่อนลง ก่อนจะเลื่อนฝ่ามือมากอบกุมข้อมือบางแล้วพาฉันเดินออกมาจากห้องโดยไม่พูดอะไร
“มันทำอะไรหนูหรือเปล่า” พอเท้าก้าวพ้นขอบประตูออกมาได้ไม่ทันไร แด๊ดก็เปิดปากถาม
“เปล่าค่ะ” ฉันตีเนียนด้วยการพลิกแขนตรงที่ขึ้นรอยแดงเข้าหาตัว แต่ดูเหมือนว่าแด๊ดจะสังเกตเห็นก่อนหน้านี้แล้ว
“แล้วนี่อะไร?” น้ำเสียงของแด๊ดเข้มขึ้น พร้อมกับเอื้อมมือมาจับท่อนแขนฉันแล้วชูขึ้นตรงหน้า “แด๊ดไม่ชอบเด็กโกหก”
“หนูขอโทษค่ะ” ฉันก้มหน้างุดจนคางชิดอก ดวงตากลมโตหลุบมองพื้นเพราะไม่กล้าสบตาร่างสูงตรงหน้า หูได้ยินแด๊ดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
แด๊ดคงจะโกรธฉันจริงๆ สินะ…
“เจ็บหรือเปล่า” แต่แล้วน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ฉันถึงได้กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับแด๊ดอีกครั้ง แม้ว่าอีกฝ่ายจะตัวสูงกว่ามาก จนต้องแหงนคอมองแต่มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายนัก
“นิดหน่อยค่ะ พอทนได้” ถ้าโกหกว่าไม่เจ็บฉันก็กลัวว่าแด๊ดจะกดน้ำหนักมือลงมาเพื่อพิสูจน์ ดังนั้นจึงเลือกที่จะพูดความจริงออกไป
“เมฆ ไปจัดการมัน” แด๊ดหันไปสั่งลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกันกับคนที่คอยรายงานเรื่องของฉันให้แด๊ดฟัง “กูเลี้ยงของกูมายังไม่เคยตีสักครั้ง แล้วมันมีสิทธิ์อะไร”
“ครับนาย” อีกฝ่ายรับคำอย่างว่าง่าย แม้คำสั่งนั้นจะไม่ใช่เรื่องดีก็ตาม
“แด๊ดหนูว่า...”
“วันนี้มึงทำงานพลาด” คำพูดของฉันถูกขัดเพราะแด๊ด เมื่อเห็นว่าร่างสูงก้าวตรงเข้าไปหา ‘พี่ภูมิ’ บอดี้การ์ดส่วนตัวของฉัน ใจเริ่มอยู่ไม่สุขทันทีที่เห็นว่าแด๊ดง้างฝ่ามือขึ้นกลางอากาศ
“ผมขอโทษครับนาย” พี่ภูมิไม่มีท่าทีว่าจะหลบหนีฝ่ามือนั้น ฉันจึงรีบคว้าท่อนแขนของแด๊ดเอาไว้
“แด๊ดอย่าลงโทษพี่ภูมิเลยนะคะ หนูเป็นคนบอกให้พี่ภูมิอยู่ห่างๆ เอง” ฉันก็อยากมีเวลาส่วนตัวนั่งเงียบๆ คนเดียวแล้วคิดนั่นคิดนี่บ้าง จะให้พี่ภูมิมายืนมองฉันได้ยังไงกัน แบบนั้นมันจะเรียกว่าเป็นส่วนตัวได้เหรอ
“วันนี้หนูมีหลายคดีแล้วนะน้องเรย์ จะยอมให้แด๊ดลงโทษหนูแทนหรือเปล่าล่ะ” ท่าทีของแด๊ดอ่อนลงกว่าคราแรก แต่กระแสความไม่พอใจก็ยังคงหลงเหลืออยู่
“ถ้างั้นหักค่าขนมของหนูเลยก็ได้” ฉันพูดเสียงอ่อย พร้อมด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“แต่แด๊ดอยากลงโทษหนูด้วยวิธีอื่น”
สายตาที่แด๊ดมองมาพานทำให้ฉันเกิดความรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันใด…