ตอน 1

ดอกไม้สีม่วงอมแดงมีเกสรสีเหลืองดูแตกต่างไปจากดอกไม้ในกระถางนับสิบที่วางเรียงรายกันอยู่บริเวณด้านนอกของระเบียงบ้าน สีที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และลักษณะคล้ายรูปถ้วยคว่ำที่เขามักจะคิดว่าดอกไม้แบบนี้น่าจะเป็นดอกไม้จากป่าลึก หรือไม่ก็อาจเป็นดอกไม้จากในวรรณคดีที่มีเพียงในจินตนาการ หรืออาจเป็นเพราะดอกไม้ชนิดนี้ไม่มีใบ ไม่มีกิ่งก้าน ลักษณะลำต้นตรงขึ้นมาจากพื้นดิน ก่อนจะออกดอกเบ่งบานอวดความงดงามตามธรรมชาติที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครให้ชาวโลกได้ประจักษ์ว่า ความงามฉายชัดและยังเบ่งบานได้แม้จะไม่มีกิ่งใบคอยพยุงหรือโอบอุ้มเลยมีอยู่จริง

ริมฝีปากนั้นคลี่ยิ้มละไมก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ดอกเดี่ยว ดวงตาคมเข้มทอดมองแสงไฟสลัวที่เล็ดลอดออกมาจากม่านลูกไม้สีขาวของหน้าต่างห้องนอนด้านบน สลับกับมองสิ่งที่เขาโอบอุ้มไว้อย่างแสนรัก

“ฮือ...ฮือ...”

เสียงร้องไห้ที่ดังติดต่อกันตั้งแต่ช่วงหัวค่ำยันค่อนดึกทำให้คนที่นอนกระสับกระส่ายอยู่ในมุ้งสีเทาเก่าจนเกือบจะขาดใกล้จะหมดความอดทนเข้าไปทุกที ชายผ้าห่มทั้งสองข้างถูกดึงขึ้นมาคลุมปิดใบหูด้วยหวังว่าเสียงนั้นจะเล็ดลอดเข้าไปไม่ได้ แต่ผิดคาดเพราะยิ่งพยายามจะปิดเท่าไรก็ยิ่งเหมือนเสียงนั้นจะดังอื้ออึงอยู่ภายในหัวมากขึ้น และมันทำให้เธอหมดความอดทนในที่สุด

“โว้ย! อีหล้า! หยุดร้องซะที กูจะหมดความอดทนกับมึงแล้วนะ กูจะหลับจะนอน มึงจะคร่ำครวญหาสวรรค์วิมานอะไร แม่ง! จะร้องหาโคตรพ่อโคตรแม่ของมึงรึไง อีนี่! วอนซะแล้ว มึงรีบมานอนเลยนะ ก่อนที่กูจะหมดความอดทน อีหล้า! กูบอกให้หยุดร้อง! มึงจะมานอนไหม! หรือจะให้กูเอามึงไปมัดกับเสาไฟ จะมานอนไหม! อีนี่! จะลองดีกับกูใช่ไหม!”

เด็กหญิงวัยประมาณหกขวบสะดุ้งสุดตัวเพราะคำด่าทอและเสียงแหลมใส่อารมณ์นั้น ไม่ต่างอะไรจากเสียงของพญามัจจุราชที่กำลังตวาดเหล่าดวงวิญญาณที่เธอเคยเห็นในละครทีวีที่ร้านค้าหน้าปากซอยเข้าตลาด เพราะยายมักจะใช้ให้เธอไปซื้อกะปิ น้ำปลา และเครื่องครัวจิปาถะอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งเด็กหญิงก็มักจะถูกลากกลับพร้อมกับก้านมะยมที่ประเคนใส่น่องเล็กไม่ยั้ง เหตุเพราะดูทีวีเพลินจนลืมของที่ยายสั่งซื้อ

ดวงตาบอบช้ำเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวเต็มที่ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาส่ายไปมาแรงๆ จนผมหน้าม้าสะบัดตามแรงขยับ เพราะสถานที่ที่น้าสาวกล่าวถึงนั้นไม่ต่างจากที่สิงสถิตของเหล่าผีร้ายที่คอยหลอกหลอนและข่มขวัญเด็กให้ขวัญกระเจิง เสาไฟฟ้าต้นสูงใหญ่หน้าบ้านที่ทางการเพิ่งมาติดตั้งแทนเสาไม้ที่เก่าคร่ำคร่าตามอายุของตลาดเก่าในชุมชนเป็นสิ่งที่สร้างความหวาดผวาแก่เด็กในซอยที่สุด

ในยามค่ำคืนสายลมพัดเอื่อย มีเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ ที่ไม่สามารถส่องแสงสว่างนำทางแก่ผู้สัญจรไปมาได้เท่าที่ควร ช่วงดึกที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดผ่านเข้าออกในถนนส่วนบุคคลนี้ กลับมีร่างน้อยถูกจับมัดตรึงไว้กับเสาไฟ ความทรงจำอันน่าหวาดผวาเกิดขึ้นเพียงเพราะเด็กหญิงบังอาจร้องไห้คร่ำครวญหาพ่อแม่ในยามดึก ซึ่งจะแปลกอะไรกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ขาดทั้งพ่อและแม่ เพราะที่พักพิงอย่างดีที่สุดสำหรับเด็กน้อยตาดำๆ ก็คืออ้อมอกของแม่

“โอ๊ย! น้าลมอย่าทำหล้า หล้ากลัวแล้ว อย่าทำ...หล้าขอโทษ อย่าทำหล้าเลย ฮือ...หล้ากลัว น้าลมหล้ากลัวแล้ว น้าลม ฮือ...อย่าทำหล้า อย่า...น้าลม ฮือ...”

เด็กหญิงพยายามสะบัดตัวให้หลุดออกจากเงื้อมมือมัจจุราชที่ยื่นออกจากมุ้งเก่าสีมอมาคว้าตัวเธอไว้ เมื่อไม่สามารถทำได้ จึงเปลี่ยนเป็นพนมมืออ้อนวอนทั้งน้ำตา

“มึงอยากร้องนักใช่ไหม งั้นมึงไปร้องให้พอ ร้องอย่าหยุดนะมึง! กูจะดูสิว่าวิญญาณพ่อวิญญาณแม่มึงมันจะมาหาไหม ถ้ามันรักอีลูกไร้ค่าอย่างมึงมันก็ต้องกลับมา ไม่ใช่ไปอยู่กับฝรั่งแล้วไม่เอามึง แม่มึงทิ้งแล้วยังจะไม่เจียมตัว มานี่เลยมึง อีหล้า!”

คนพูดใช้น้ำเสียงดุเข้มเกินความเป็นจริง เพียงแค่พี่สาวหายสาบสูญผู้เป็นน้องสาวก็ไม่น่าจะโกรธแค้นและทารุณหลานสาวได้มากขนาดนี้ แต่ลมรำเพยก็ทำ ไม่มีอะไรที่เธอจะทำกับ ‘มัตติกา หรือ หล้า’ หลานสาวตัวน้อยของเธอไม่ได้ มือแข็งปานคีมเหล็กบีบกระชับที่ต้นแขนเล็กก่อนจะออกแรงกระชากโดยไม่กลัวสักนิดว่าท่อนแขนน้อยๆ นั้นจะหลุดติดมือออกมาหรือไม่

“น้าลมอย่าว่าแม่ แม่รักหล้า แม่ไม่ได้ทิ้งหล้า โอ๊ย! น้าลมหล้าเจ็บ! น้าลม ปล่อยหล้านะ ฮือ...แม่จ๋า...พ่อจ๋า... ยาย...ยายจ๋าช่วยหล้าด้วย ยาย...ฮือ...”

เสียงด่าทอด้วยแรงอารมณ์สลับกับเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวของเด็กหญิงทำให้ร่างท้วมที่พยายามข่มใจนอนอยู่อีกฟากหนึ่งของบ้านไม้หลังเท่ารูหนูต้องลืมตาขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ ดวงตาฝ้าฟางคล้ายจะมีน้ำเลี้ยงคลออยู่ในนั้น นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แม้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวแต่ก็ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ ไม่เช่นนั้นวันพรุ่งนี้คงต้องคอยตอบคำถามชาวบ้านร้านตลาดอีกตามเคย และดีไม่ดีข้าวของจะพลอยขายไม่ออกไปด้วย

ตอน 2

กับข้าวหลายอย่างบรรจุอยู่ในหม้ออะลูมิเนียมที่เก่าและบุบเป็นบางส่วน แต่อาหารปรุงเสร็จใหม่ๆ และส่งกลิ่นหอมบอกได้ดีว่ารสชาติของอาหารคงจะอร่อยมาก ทำให้มีลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้านไม่ขาดสาย มือเหี่ยวย่นตามวัยหยิบจับ ตักแกงจืด แกงเผ็ด ปลาราดพริก ข้าวเปล่าอย่างว่องไว โดยมีหลานสาวตัวน้อยคอยรับถุงบรรจุอาหารเหล่านั้นมารัดปากถุงด้วยหนังยางอย่างคล่องแคล่วไม่แพ้กัน

อาหารในถุงที่มีอยู่สามในสี่ส่วน ทำให้พอมีพื้นที่สำหรับใช้มัดปากถุง เด็กหญิงขยายปากถุงให้อากาศเข้าเล็กน้อยก่อนจะพับทบปากถุงลงมาเป็นชั้นเล็กๆ กันอากาศออก จับจีบถุงแล้วใช้หนังยางรัดอย่างว่องไว ก่อนจะเช็ดถุงส่วนที่เปื้อนอาหารด้วยผ้าขี้ริ้วที่มองออกว่าคงเป็นเสื้อคอกระเช้าตัวเก่าของยายเล็กเจ้าของร้าน

“อุ๊ย! หลานสาวพี่เล็กเก่งจัง ตัวแค่เมี่ยงช่วยยายได้แล้ว โถ...มัดปากถุงเรียบร้อยด้วยลูก พี่เล็กงั้นฉันเอานี่ นี่ และก็นี่เพิ่มด้วยจ้ะ ชอบใจหลานก็ต้องช่วยอุดหนุนยายเยอะหน่อย จริงไหมลูก”

“จ้ะ” เด็กหญิงตัวน้อยรับคำพลางยิ้มแหยเพราะเกรงสายตาผู้เป็นยายที่มองมาอย่างปรามอยู่ในที แต่ก็ยังแอบลอบมองหญิงชราท่าทางใจดีที่รู้ได้โดยอัตโนมัติว่าน่าจะเป็นคนรวยเจ้าของที่และเจ้าของตลาดที่เธอกับยายอาศัยและตั้งแผงขายข้าวแกงอยู่ทุกเช้า

“อ้าว! นี่มันวันพุธนี่ ไม่ไปโรงเรียนหรือจ๊ะ”

เด็กน้อยชำเลืองมองผู้เป็นยายอย่างต้องการคำตอบ เธอก็ไม่รู้ว่าต้องไปโรงเรียนหรือเปล่าเพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับยาย เธอก็ไม่เคยได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นเลยสักครั้ง

“คงไม่ให้มันไปหรอกแม่พิศ แค่นี้ก็ไม่พอจะซื้อข้าวสารกรอกหม้อกันแล้ว ถ้าให้มันไปโรงเรียนอีกคน คงต้องกินแกลบกันแน่ ไหนจะค่าชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้า ไหนจะค่าหนังสือเรียน ต้องห่อข้าวไปกินอีก โอย สารพัด แล้วฉันจะมีปัญญาอะไรให้มันไป”

“อ้าว! ก็ไหนใครเขาว่ากันว่าหนูฟ้าได้สามีฝรั่งไม่ใช่เรอะ ฉันก็พานคิดว่าพี่เล็กมีตังค์เสียอีก เห็นเจ้าเมฆกับเจ้าหมอกก็ไม่ได้ทำงานทำการอะไรกัน ยังสงสัยว่าพี่เล็กคงมีเงินเลี้ยง”

หากเป็นคนอื่นเอ่ยแบบนี้แกคงจะด่าเปิง ทว่าน้ำเสียงของเจ้าของตลาดและเจ้าของที่ดินที่แกอาศัยปลูกบ้านหลังเก่ามอซอซุกหัวนอนมาตั้งแต่ผัวยังไม่ตาย ไม่ได้แฝงด้วยความเยาะเย้ยหรือสมเพชแต่อย่างไร ทว่าเป็นการถามเพราะความสงสัยจริงๆ ทั้งยังเจือด้วยความเป็นห่วงจนแกถอนหายใจออกมาอย่างจนใจในชีวิตที่เป็นอยู่อย่างแท้จริง

“เฮ้อ! พูดถึงมันแล้วก็กลุ้ม โตจนมีลูกมีเมียกันได้แล้ว แต่ฉันก็ยังต้องเลี้ยงพวกมันอยู่ ก็เพราะอย่างนี้น่ะสิถึงให้นังหล้ามันไปโรงเรียนไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหนไปส่งเสียมัน อีกอย่างฉันก็ไม่อยากให้มันเรียนด้วยละแม่พิศ เรียนมากสุดท้ายก็คงจะเป็นแบบแม่มัน เรียนไปหาผัวไปสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น” น้ำเสียงเอือมระอาของคนพูดเจือความเศร้าที่ปลายน้ำเสียงจนคนฟังรับรู้ได้ และลูกสี่คนที่พึ่งพาอะไรไม่ได้ก็เป็นต้นเหตุของความเศร้าในน้ำเสียงนั้น

ฟ้ารุ่งลูกสาวคนโตหนีตามผู้ชายไปตั้งแต่ยังเรียนอยู่แค่ ม.4 แต่ไม่นานก็หอบลูกกับผัวมากราบขอขมาแก ลมรำเพยลูกสาวคนที่ 2 จบแค่ ม.3 ทำงานโรงงานในละแวกบ้านก็ปากร้ายเสียจนหาสามีไม่ได้ ส่วนเมฆลูกชายคนที่ 3 และหมอก ลูกชายคนสุดท้องก็ไม่เอาคุ้งเอาอ่าว วันทั้งวันเอาแต่นอนเหมือนคนติดยาหรือไม่ก็ไปขลุกอยู่ในบ่อนที่ตรอกนายชัย แต่แกก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะไปบอกให้ตำรวจมาจับมาตรวจแกก็สงสารลูก เผื่อตรวจพบสารเสพติดขึ้นมาจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ ไหนจะภาระที่แกเพิ่งได้รับมรดกมาจากลูกสาวคนโตเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้อีก

ดวงตาฝ้าฟางทอดมองหลานสาวเพียงคนเดียวของแก หลานที่นำแต่ความชอกช้ำมาให้แกไม่รู้จักจบสิ้น เริ่มตั้งแต่ฟ้ารุ่งหนีตามนิธิ พ่อของเด็กหญิงหล้าไป แกตามหาทุกที่ทุกทางแต่ก็ไม่เจอ ครั้งนั้นแกเสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะตั้งแต่ผัวตายจากไปแกก็ต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังตลอดมา ฟ้ารุ่งที่หน้าตาสวยงามถึงขั้นทางจังหวัดส่งคนมาทาบทามขอให้แกพาลูกไปประกวดนางงามแกก็ไม่ยอม เพราะคาดหวังกับลูกสาวคนนี้ไว้สูงมาก

ฟ้ารุ่งเรียนเก่ง อ่อนหวาน เป็นลูกที่นำมาแต่ความภาคภูมิใจมาให้แก เด็กหญิงฟ้ารุ่งในวันนั้นมีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นคุณหมอเพื่อรักษาคนไข้และดูแลแม่ให้มีสุขภาพที่ดี ลูกสาวแม่ค้าขายข้าวแกงแต่กลับมีความคิดแบบนั้นมีหรือที่คนเป็นแม่จะไม่ปลาบปลื้มใจ แต่แล้วเมื่อฟ้ารุ่งจากไป แกก็ไม่ต่างไปจากคนหัวใจสลาย

หนึ่งปีผ่านไป ฟ้ารุ่งกลับมาพร้อมลูกและสามี แม้ลูกสาวกับลูกเขยจะมากราบขอขมาลาโทษแต่แกก็ทำใจให้ญาติดีและอุ้มชูหลานสาวคนนี้ไม่ไหว เพราะหัวใจแกชอกช้ำจนไม่เหลือช่องทางใดให้ปล่อยวางอีกแล้ว

ฟ้ารุ่งอยู่กับสามีในอีกจังหวัดหนึ่งนานทีถึงจะมาเยี่ยมแกสักครั้ง ซึ่งแกก็คิดว่าดีเพราะจะได้ไม่ต้องลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย เพราะแกก็ไม่สนิทใจกับลูกเขยนักเลงหัวไม้คนนี้เลยสักนิด แต่มันเหมือนเป็นวิบากกรรมเพราะสามีของฟ้ารุ่งติดคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา ศาลตัดสินจำคุกกว่าสิบปี

ตอน 3

เด็กหญิงหล้าที่เพิ่งจะอายุสามขวบกว่าต้องระหกระเหินไปตามบ้านญาติของสามี เพราะฟ้ารุ่งต้องไปทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูก และบ่อยครั้งที่แกได้รับรู้ความทุกข์ของลูกสาวเพราะไม่มีใครต้องการเด็กคนนี้เลยสักคน ก็เหมือนที่แกรับลูกเขยไม่ได้ เพราะคิดว่าลูกเขยทำให้ลูกสาวของแกเสียคน ทางฝ่ายโน้นก็คิดแบบเดียวกัน ยิ่งนิธิเสียชีวิตในคุกอย่างมีเงื่อนงำ ทางญาติพี่น้องฝ่ายสามีก็ยิ่งแช่งชักหักกระดูกว่าเป็นเพราะนิธิเสียผู้เสียคน มีเมียตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ถึงต้องมาจบชีวิตเยี่ยงนี้

ผลพวงของความผิดพลาดจากผู้ใหญ่อย่างเด็กหญิงหล้าจึงไม่ได้รับความเอื้อเอ็นดูจากญาติฝ่ายไหนเลย แต่แล้วเมื่อสามเดือนก่อน ฟ้ารุ่งก็หอบลูกมาฝากไว้กับแกโดยบอกว่าจะไปแต่งงานกับสามีฝรั่งที่เจอกันโดยบังเอิญขณะที่ฟ้ารุ่งไปทำงานอยู่ภูเก็ตแล้วจะส่งค่าเลี้ยงดูมาให้ แต่พอสามเดือนผ่านไป ฟ้ารุ่งกลับหายเข้ากลีบเมฆ แกจึงต้องรับภาระเลี้ยงหลานที่ไม่มีใครอยากได้ ทั้งยังต้องทนเสียงด่าว่าของลมรำเพยที่รังเกียจหลานสาวยิ่งกว่าใคร มาถึงตอนนี้แกก็ยังไม่รู้ว่าจะรังเกียจหรือเอ็นดูหลานสาวตัวน้อยคนนี้ดี เพราะจะรักก็กลัวว่าจะเสียใจอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่จะเกลียดก็รู้สึกก้ำกึ่งในความคิดตัวเอง

“พี่เล็ก ให้เด็กมันไปโรงเรียนเถอะ ฉันขอร้องละนะ นี่อายุอานามก็น่าจะเข้าโรงเรียนได้แล้วมั้ง อายุเท่าไรแล้วลูก” ท้ายประโยคนางหันไปสอบถามเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงปรานี

ดวงตากลมโตเจือแววหวาดหวั่นมองยายและมองคุณยายพิศเจ้าของที่ดินสลับไปมา เพราะต้องดูท่าทีของยายว่าอยากให้พูดหรือเปล่า

‘หล้า อย่าดื้อกับยายนะลูก หนูต้องเป็นเด็กดี ต้องเชื่อฟังที่ยายสอน อย่าทำให้ยายเสียใจเหมือนกับแม่’

เด็กหญิงจำคำพูดพร้อมแววตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาของแม่ได้ดี แม่บอกว่าอย่าดื้อกับยาย เพราะยายทำงานหนักและต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังในสิ่งที่ยายสอน ที่สำคัญที่สุดคืออย่าทำอะไรให้ยาเสียใจ

“เอ่อ...หกขวบจ้ะ”

“อืม...ต้องเข้าเรียนแล้วละ พี่เล็กนะพี่ ให้เด็กมันอยู่อย่างนี้สงสารมัน ดูแววตาสิ ฉลาดเชียว พี่เล็กเชื่อฉันเถอะ ให้...ชื่ออะไรนะลูก”

“หล้าจ้ะ”

“อืม...ให้หนูหล้าไปเข้าโรงเรียนเถอะพี่ เรื่องเสื้อผ้าหนังสือหนังหาไม่ต้องกลัว ฉันจะให้หนูปานหาให้ ค่าเล่าเรียนก็ไม่ต้องเสียฉันจะขอทุนให้เอง พี่เล็กไม่ต้องออกค่าอะไรเลย ฉันจะจัดการให้ทั้งหมด”

ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยแววระยิบระยับกับสิ่งที่ได้ยินยิ่งทำให้คุณยายพิศรู้สึกเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยมากยิ่งขึ้น แต่ผู้เป็นยายของเด็กกลับทำท่าราวกับคิดไม่ตกเสียอย่างนั้น

“ดูตาเขาสิพี่ ดีใจไหมลูกที่จะได้ไปโรงเรียน” ยายพิศส่งคำถามมัดมือชกมาให้ ส่งผลให้ยายเล็กหน้าเครียดขึ้นมาในทันที แต่แกก็ไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ไปได้ เพราะไม่ควรเอาความผิดของแม่มาลงเด็ก

“เด็กควรได้เรียนหนังสือนะพี่ และสมัยนี้ยิ่งเป็นผู้หญิงแล้วไม่รู้หนังสือจะไปทำงานทำการอะไรได้ โตไปก็จะมีแต่คนคอยเอารัดเอาเปรียบ ดีไม่ดีอาจถูกล่อลวงเอาอีก ให้ครูปานพาไปโรงเรียนนะลูก”

“หนู...หนูแล้วแต่ยายจ้ะ ยายให้หนูไปหรือเปล่าจ๊ะ”

ดวงตาที่วับวาวไปด้วยหยาดน้ำคลอทำให้ยายเล็กเบือนหน้าหนีไปอีกทาง พลางคิดในใจว่าทำไมเวลานี้ถึงไม่มีลูกค้าคนอื่นนอกจากยายพิศ เพราะจะได้หลีกหนีสถานการณ์แสนจะอึดอัดนี้เสียที ยิ่งเห็นแววดีใจในดวงตากลมโตคู่นั้น แกก็ยิ่งอยากจะเก็บของปิดร้านเสียให้รู้แล้วรู้รอด

“แล้วถ้าไปเรียนแล้วไม่ได้ทุนขึ้นมา ฉันจะทำยังไงล่ะแม่พิศ ถึงตอนนั้นเป็นฉันนะที่จะลำบาก ไอ้ลำพังค่าชุดค่าหนังสือนั่นก็จ่ายครั้งเดียว แต่เงินค่าขนมค่าข้าวไปโรงเรียนฉันให้มันไม่ได้หรอกนะ”

“หนูไม่กินอะไรก็ได้จ้ะ หนูจะไม่กินอะไรเลย”

“ทุนไม่ได้ฉันก็จะให้เอง โถ...แม่คุณของยาย ถ้าไม่ได้ทุนคุณยายก็จะส่งเสียหนูเองนะลูก”

เด็กหญิงตัวน้อยที่ละล่ำละลักพูดออกมาทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทำให้ยายพิศอดไม่ได้ที่จะกวักมือเรียกเด็กหญิงเข้าไปกอดปลอบขวัญ และเสียงสะอื้นฮึกฮักก็ทำให้คนแก่ถึงกับน้ำตาคลอตามไปด้วย

“นะพี่เล็ก ไปพรุ่งนี้เลยนะพี่ ฉันจะให้หนูปานทำเรื่องให้ทั้งหมด ว่าแต่หนูหล้าชื่อจริงว่าอะไรลูก นามสกุลด้วย คุณยายจะให้คุณครูปานใจพาหนูเข้าโรงเรียน”

“ชื่อเด็กหญิงมัตติกา บัวสีเผือด ค่ะ” เด็กหญิงบอกชื่อและนามสกุลที่แม่มักจะถามและให้เธอตอบก่อนเข้านอนทุกครั้ง แม่บอกว่าเวลาไปโรงเรียนคุณครูถามจะได้ตอบถูกและเธอก็จะได้ไปโรงเรียนวันพรุ่งนี้แล้ว

เด็กหญิงหล้าแหงนหน้าขึ้นมองคุณยายใจดีก่อนจะยิ้มจนตาหยี ทำให้ยายพิศยิ่งกระชับกอดแน่นขึ้นเพื่อจะรับขวัญที่บินหนีไปเพราะความทุกข์ระทมแห่งวัยเยาว์ ที่ไม่ควรเลยที่เด็กอายุเพียงเท่านี้จะต้องมาพบเจอปัญหาสารพัน ปัญหาที่เด็กอย่างเธอไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยสักนิด

ยายเล็กเบือนหน้าหนีจากภาพบาดใจ ดวงตาที่มีน้ำตาเอ่อล้นถอดแบบฟ้ารุ่งมาไม่ผิดเพี้ยนยิ่งทำให้สะท้อนใจจนแน่นในหัวอก ยิ่งหน้าตา คำพูด และความฉลาดถอดแบบลูกคนโตมามากเท่าไร นางก็ยิ่งต้องเตือนตัวเองว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยจนหวาดกลัวหากความทุกข์แสนสาหัสเหล่านั้นจะมาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญอีกครั้ง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

ระบำดอกดิน

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED