ตอน 2

รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าคมไม่สามารถลอดผ่านสายตาของหนุ่มรุ่นพี่ทั้งสามได้

บุณยากรหันมามองเพื่อนสนิทที่เดินมาด้วยกันพลางเพ่งพินิจองค์ประกอบของใบหน้าอีกฝ่ายไปในตัว เธอรู้ว่าเพื่อนคนนี้หน้าตาดี แต่ในเวลานี้กลับดูดีกว่าทุก ๆ วัน แม้จะเจอเรื่องราวร้าย ๆ แต่วรัสยากลับสวยวันสวยคืน ส่วนสูงหนึ่งร้อยห้าสิบไม่เกินนี้ น้ำหนักสี่สิบถึงสี่สิบสองเห็นจะได้ ผมสีดำขลับยาวประบ่า ตัดกับผิวสีขาวราวกับน้ำนมนั้นได้อย่างดี ปากเล็ก ๆ มีสีชมพูเหมือนลูกพีช จมูกรั้นนิด ๆ เข้ากับหางตาที่เชิดขึ้น ทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นไม่หวานจนเกินไป แต่ให้ความรู้สึกแสบซ่า นั่นยิ่งน่ามองเข้าไปใหญ่

วรัสยาเป็นได้ทั้งคนสวยและคนน่ารัก หล่อนนะเป็นพวกขี้โกง ใครมองก็ไม่รู้จักเบื่อ

“ชมไปยังนะว่าวันนี้แต่งตัวดีมาก เปรี้ยวเข็ดฟันเลย” ไม่พูดเปล่า มือยังเอื้อมไปแตะที่เชือกด้านหลัง “อันนี้ระวังโดนกระตุกนะ ไปเต้นในที่คนเยอะ ๆ อะ”

“ไม่ไปแล้ว เหนื่อย”

หญิงสาวใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไปพักใหญ่เพราะมีคนต่อคิวอยู่พอสมควร หลังจากล้างไม้ล้างมือเป็นที่เรียบร้อยก็เดินออกมาด้านนอก เห็นว่าบุณยากรยืนรออยู่จึงเดินเข้าไปหา

“คนเยอะว่ะ รอนานไหม” แค่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ ห้องน้ำร้านเหล้ามันเดาง่ายอยู่แล้วว่าผู้คนจะแออัด “ไปเถอะ คอแห้งไปหมด ขับน้ำออกไปหลายทางแล้วเนี่ย”

คนฟังได้แต่ยื่นมือไปตีไหล่เพื่อนที่ชอบพูดจาไม่อายฟ้าอายดิน “เออมึง” ท่าทีที่ดูจะจริงจังต่างจากเมื่อครู่ของบุณยากรทำให้คนมองได้แต่เลิกคิ้วใส่เป็นเชิงถาม “อยากกลับไปคุยกับมิวปะ”

เธอยอมเรียกคนที่ไม่ค่อยขี้หน้าด้วยชื่อเฉย ๆ เพื่อที่จะสามารถโน้มน้าวจิตใจของอีกฝ่ายได้ วรัสยาไม่ใช่คนที่หน้าตาดื้อดึง แต่มันดื้อไปถึงนิสัย หัวรั้นที่หนึ่ง แต่จะยอมโอนอ่อนได้ทันทีหากเป็นเรื่องของ มัญชุวีร์ หรือก็คือเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของเจ้าหล่อนนั่นเอง ผู้ที่เป็นดั่งข้อยกเว้นทั้งปวงของวรัสยา ไม่ว่าอะไรเธอก็ให้เพื่อนคนนี้มาเป็นที่หนึ่งเสมอ

บุณยากรไม่อยากเอ่ยถึงแม้กระทั่งชื่อของคนที่หักหลังเพื่อน แต่รู้ดีว่ามีแค่ทางนี้ทางเดียวที่จะดึงเพื่อนให้กลับมาเดินทางปกติได้ และคงเป็นทางเดียวที่จะทำให้อีกฝ่ายตาสว่าง

ฝ่ายวรัสยาเบิกตาโตด้วยหลากหลายความรู้สึก ทั้งตกใจ ดีใจและแปลกใจ

ตกใจที่เพื่อนพูดราวกับสนับสนุนความต้องการของเธอ ดีใจที่อาจจะมีทางทำให้ได้คุยกันอีก แปลกใจที่อีกฝ่ายดูไม่ได้โกรธเกลียดบุคคลที่กำลังกล่าวถึง

ตอนที่รู้ว่าความจริงเป็นอะไร เธอได้แต่ตกใจเพราะไม่คิดว่าสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่มากกว่านั้นคือความเสียใจที่เพื่อนสนิทไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากเพื่ออธิบายหรือพูดคุย เป็นอนุวัฒน์คนเดียวที่พยายามเข้ามาเพื่อพูดคุยกับเธอ แต่มันดูเหมือนการแก้ตัวเสียมากกว่า สิ่งเดียวที่เธอได้รับจากมัญชุวีร์คือคำว่า ‘ขอโทษ’ คำเดียวเท่านั้น ไม่มีการอธิบายนอกเหนือจากนี้ ต่อให้เธอพยายามส่งข้อความไปเท่าไรก็ไม่ได้รับการตอบกลับ โทร.หานับสายไม่ได้ ไม่เคยได้ยินเสียงของเธอ สุดท้ายทุกช่องทางการติดต่อก็ถูกอีกฝ่ายตัดจนขาดสะบั้น

มันไม่ใช่แค่การตัดเพื่อน แต่เหมือนใจเธอแทบขาดตามไปด้วย เพื่อนที่แสนดีคนเดียวของเธอ เพื่อนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาเกือบสิบปี บัดนี้ไม่ได้ยืนอยู่ข้างกายกันอีกแล้ว

เธอยังคงอ่อนไหวให้กับเพื่อนคนนี้เสมอ เพราะเพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกเหมือนน้ำตาจะคลอหน่วยจะไหลรินลงมาอยู่รอมร่อ ก่อนจะหันไปมองคนที่เพิ่งจะยื่นความหวังมาให้

วรัสยาพยักหน้ารัว ๆ “ต้องทำไง”

“มันก็มีวิธีอยู่ ถ้ามึงทำตามกูเชื่อว่าความสัมพันธ์ของมึงกับมันจะดีขึ้นได้” นาทีนี้ต่อให้ใช้เธอไปกินงูกินอึ่งอ่างเธอก็ไม่ปฏิเสธ “กล้าไหมล่ะ”

“พูดมา”

ใคร ๆ ก็รู้ว่ามัญชุวีร์พยายามหลบหน้าวรัสยา ทั้งทั้งสองยังเรียนจบแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิต หากไม่นัดเจอกันก็แทบจะไม่ได้เห็นหน้าคร่าตา แต่นี่อีกฝ่ายดันพยายามหลบหน้า เป็นไปได้ยากมากที่จะมาพบกัน หากจะพึ่งความบังเอิญก็ใช่ว่าจะเป็นหวังลม ๆ แล้ง ๆ เกินไป มันมีอยู่ครั้งสองครั้งที่ทั้งสองบังเอิญเจอกัน ทว่ามัญชุวีร์ก็เลือกที่จะเมินเฉย เธอสรุปกับตัวเองว่ามัญชุวีร์คงไม่อยากคุยกับตัวเองแล้ว แต่ตัวเธอนั้นยังทำใจให้เพื่อนคนนี้หล่นหายจากชีวิตไม่ได้

“มีคนใหม่”

ความหวังที่เปรียบเหมือนแสงสว่างเมื่อครู่กลับค่อย ๆ มอดลงทีละนิดจนมืดมิดเช่นเดิม เธอมองหน้าเพื่อนก่อนจะเผลอทอดถอนลมหายใจออกมา ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดก็พอจะทราบได้ถึงความคิดที่ฉายชัดในดวงตากลมโตนั้น

“ไม่ได้พูดเล่นนะ” บุณยากรยังคงพยายามโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายคล้อยตาม “มันอาจจะมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นอย่างที่มึงพูดก็ได้ ถ้าไม่ได้ชอบไอ้อั๋นก่อนที่มันจะคบกับมึง ไอ้อั๋นก็อาจจะเข้าหาจนมันหวั่นไหว มึงพูดเองนี่ ไอ้เวรนั่นมันเป็นคนช่างพูด”

“ทำไมมึงถึง-”

“ไม่สำคัญ เอาเรื่องนี้ก่อน” หล่อนรู้ดีว่าเพื่อนจะพูดอะไร ก็ก่อนหน้านี้เพิ่งจะด่าราวกับจะไม่เผาผี แต่ตอนนี้กลับลำแทบไม่ทัน “มึงคบกับมิวมานาน มันต้องรักและผูกพันกันบ้างแหละวะ แล้วมาเกิดเรื่องแบบนี้มึงไม่คิดหรอว่าที่มันหลบหน้ามึง ไม่คุยกับมึง เป็นเพราะมันอาจจะรู้สึกผิดก็ได้”

วรัสยาเงียบไปเหมือนกำลังคิดตามคำพูดหว่านล้อม บุณยากรไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป หมัดที่สองก็ชกไปอีกที

“มึงว่ามันไม่แปลกหรอ โดนเพื่อนจับได้ว่าแอบคบกับแฟนตัวเอง แต่เพื่อนกลับไม่ด่าไม่ว่าสักคำ ถ้ามันเกิดขึ้นกับมึง มึงจะไม่รู้สึกผิดเลยก็กระไรอยู่ ให้โดนเพื่อนด่านิดยังดีกว่า”

“มันรู้สึกผิดกับกูใช่ไหม”

“แน่ล่ะ มึงคบกันมาตั้งนานนี่”

“แล้วกูต้องทำยังไง ไม่ หมายถึงถ้ามีคนใหม่แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับมิวจะคุยกับกู มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ”

“ทำไมจะไม่เกี่ยว ก็เพราะมันรู้สึกผิดที่ทำให้มึงเสียใจ ยิ่งมึงพยายามเข้าไปคุยกับมัน มันอาจยิ่งรู้สึกกลัวว่าทำให้มึงโกรธ ไม่แน่มันอาจจะคิดว่ามึงพยายามมาหาทางทวงไอ้อั๋นกลับไปก็ได้ มันถึงไม่กล้าคุยไง”

“แต่หน้ากูตอนเจอมันแต่ละครั้งนี่เหมือนหมาเห็นเจ้าของเลยนะ ไม่มีโกรธไม่มีโมโหอะไรเลยสักนิด ถ้ากูมีหางมันคงกระดิกใส่ไปแล้วอะ”

บุณยากรเกือบจนปัญญา

“กูเป็นคนนอก กูมองอะไรชัดกว่าคนในอยู่แล้ว หรือมึงจะไม่เชื่อกู เอาอย่างนี้นะ ลองคิดว่ากูที่เป็นเพื่อนกับไอ้ทรายมานาน วันหนึ่งกูไปแอบแซ่บกับแฟนมันมาแล้วมันจับได้ แต่มันไม่ด่ากูสักคำ กูคงรู้สึกผิดกว่าโดนมันลากไปประจานกลางสี่แยกลาดพร้าวอะ พอจะเห็นภาพปะ มิวมันก็น่าจะเป็นแบบนี้”

“ก็น่าคิด”

ได้ฟังอย่างนั้นก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกราวกับได้ยกอะไรหนัก ๆ ทิ้ง “แล้วที่กูเสนอให้ลองมีคนใหม่เนี่ย เพราะถ้ามึงมีคนใหม่มันก็คงจะคิดว่ามึงมูฟออนจากไอ้อั๋นได้แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นถึงยังไม่ถูกแก้ไขแต่มันไม่ได้ร้อนเหมือนตอนเกิดเรื่องแรก ๆ มันอาจจะกล้าคุยกับมึง แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมากูก็แค่เดาไปเรื่อย มันอาจจะไม่เป็นอย่างนี้หรือเป็นก็ได้ ไม่มีใครรู้ว่าคำตอบคืออะไรนอกจากคนที่ได้ทำมันอยู่แล้ว มึงไม่ต้องทำตามก็ได้ มันอาจจะไม่ได้ผล ทิ้งไอ้ปิ่นเฝ้าโต๊ะนานแล้ว กลับกันเถอะ”

บุณยากรทำเหมือนไม่หยี่ระกับสิ่งที่ตนเองเพิ่งเค้นสมองอันน้อยนิดชักแม่น้ำทั้งห้าให้อีกฝ่ายคล้อยตามแล้วชวนกลับไปที่โต๊ะ ทั้งยังคอยลอบมองปฏิกิริยาของคนข้างตัวไปตลอดทาง วรัสยาดูจะเก็บข้อเสนอนี้ไปขบคิดเป็นจริงเป็นจัง ทั้ง ๆ ที่เธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่พูดไปนั้นมันจะเป็นจริงหรือเปล่า มัญชุวีร์จะกำลังรู้สึกผิดจริง ๆ ไหมก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่มันดันเป็นทางออกเดียวที่เพื่อนคนนี้มี

ชายเสื้อของบุณยากรถูกจับไว้เพื่อเป็นสัญญาณให้หยุดเดิน อีกไม่เท่าไรก็ถึงโต๊ะอยู่แล้ว แต่เธอก็เลือกที่จะหันไปมองเจ้าของมือเล็ก ๆ นั่น

“จะได้ผลใช่ไหม”

“ได้” ตอบออกไปอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ “หมายถึง ลองดูกันก่อนนะ ไม่ได้ค่อยหาทางกันใหม่”

วรัสยาพยักรับอย่างว่าง่าย แต่กว่าจะมาถึงความว่าง่ายตรงนี้ก็ผ่านการขบคิดมาดีแล้ว เธอเหนื่อยกับความรัก ยิ่งความรักเป็นต้นเหตุพรากเพื่อนที่รักที่สุดในชีวิตไปด้วยก็ยิ่งขยาด เธอกลัวว่าถ้ามีมันอีกมันอาจจะพรากอะไรสักอย่างไปเหมือนครั้งที่เพิ่งผ่านมา แต่ก็อยากลองทุกวิธีที่จะได้เพื่อนคนเดิมกลับมา

“แต่แฟนหายาก”

“ไหนบอกเอาตีนเขี่ย ๆ ก็เจอ” ย้อนกลับไปจนคนฟังได้แต่ยิ้มแหย “แต่หาได้ เชื่อมือกู”

“แต่มึงยังหาของตัวเองไม่ได้เลย”

ค้อนวงใหญ่ถูกส่งมายังคนพูด ก่อนที่ทั้งสองจะพากันกลับไปยังโต๊ะของตน ทว่าเมื่อไปถึงปิ่นปักษากับบุณยากรก็ได้แต่มองหน้ากันตาปริบ ๆ พูดโดยไม่มีเสียงว่า ไปแล้ว?

“เมื่อกี้นี่เอง”

“อะไรกันหรอ” วรัสยาโพลงขึ้นด้วยความฉงนกับท่าทีของเพื่อน แต่ก็ไม่มีใครตอบ

“ยังทันไหม”

“ทำไม มันจะเอา” ปิ่นปักษาเอ่ยถางพลางเบ้หน้าไปทางบุคคลที่ถูกพาดพิง ฝ่ายบุณยากรพยักหน้ารับรัว ๆ ทำเอาคนถามคลี่ยิ้มออกมา “มูฟออนนะนังผักกาดดอง ต่อไปนี้ไปเป็นผักกาดหัวสวย ๆ ดีกว่า อย่าไปอยู่ในกระป๋อง ไปเร็ว เดี๋ยวไม่ทัน”

จบประโยคปิ่นปักษาก็คว้ากระเป๋าของเธอ บุณยากรคว้าข้อมือเธอก่อนจะตรงไปยังด้านหน้าร้าน

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น วรัสยาไม่เข้าใจสักนิด...

เธอได้แต่ยกมือข้างที่เป็นอิสระขึ้นมาเกาหัวขจัดความงุนงง ไหนจะท่าทีของเพื่อนทั้งสอง แล้วอีกสองคนที่ยังเลื้อยอยู่หน้าเวทีเล่า จะทิ้งกันอย่างนี้ได้อย่างไร สองคนนั้นดื่มอย่างกับน้ำเปล่า ให้กลับเองมีหวังไม่ถึงคอนโด เพราะคนที่จะทำหน้าที่สารถีประจำกลุ่มคือปิ่นปักษาที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เธออยากถามเพื่อนให้รู้แล้วรู้รอดว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าก็ไม่มีจังหวะให้ถาม จนกระทั่งสองเท้าของคนที่นำหน้าหยุดอยู่กับที่ เธอจึงหยุดตาม

“ออกมาทำไม ไม่รอทรายกับแนนก่อนหรือไง แล้วมันจะกลับไงล่ะ เมาด้วยนะนั่น”

“พี่คะ” บุณยากรไม่ตอบคำถามของเธอ ขณะเดียวกันนั้นเสียงของปิ่นปักษาก็ดังขึ้นเรียกสายตาให้หันไปมอง เบื้องหน้าเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนสี่คน หลังมีเสียงเรียกพวกเขาก็หันกลับมา ดูเหมือนอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงรถของพวกเขาแล้ว ทั้งสี่ดูงุนงงไม่ต่างจากเธอ มีเพียงหญิงสาวสองคนข้างหน้าเท่านั้นที่ดูจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “พี่เสื้อขาวนั่นแหละค่ะ”

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

เจ้าของชื่อ ‘พี่เสื้อขาว’ ถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพ ทว่าติดจะดุอยู่หน่อย ๆ วรัสยาเริ่มลนอยู่หน่อย ๆ เธอสงสัยว่าทำไมเพื่อนถึงเรียกอีกฝ่ายไว้ แต่ไม่ต้องสงสัยนานเพราะเจ้าหล่อนก็เฉลยมันออกมาในทันที

“เพื่อนหนูชอบค่ะ” เธอจะไม่แปลกใจเลยถ้าหลังจากประโยคนั้นจบลงอีกฝ่ายไม่ได้ชี้นิ้วมาทางนี้ “ชื่อผักกาด เห็นหน้าเด็กตัวเล็กแบบนี้แต่ไม่ได้เป็นผู้เยาว์แน่นอนค่ะ อายุยี่สิบสามแล้ว เป็นคนจริงใจ นิสัยดี คบหาได้ไม่เป็นพิษเป็นภัย ถ้าไม่ติดอะไรฝากติดรถไปส่งที่คอนโดหน่อยได้ไหมคะ”

วรัสยาทวนคำพูดเพื่อนอยู่ในใจ เธอเหมือนคนเสียสติชั่วขณะ หาคำพูดของตัวเองไม่เจอจึงได้แต่อ้าปากหวอจนนกแทบจะเข้าไปทำรังได้

เพื่อนหนูที่ว่าชอบพี่ ใคร เธอเหรอ เธอชอบเขา ไปชอบตอนไหนนะ...

แล้วพวกหล่อนกล้าฝากเธอติดรถไปกับผู้ชายถึงสี่คน ตายแน่ สองคนนี้ต้องตายคามือเท่านั้นถึงจะสาสม!

“ส่งได้ครับ” ประโยคนี้ไม่ได้ออกมาจากปากคนเสื้อขาว แต่เป็นหนึ่งในสามคนที่เหลือ “พี่ชื่อดินนะ ส่วนไอ้คนนี้ชื่อจัด มันจะพาน้องผักกาดไปส่งถึงที่โดยไม่ทำอะไรไม่ดีเลย พี่รับประกัน นี่นามบัตรพี่ครับ มีปัญหาหลังจากนี้โทร.มาได้เลย”

“ขอบคุณค่ะพี่ดิน หนูฝากเพื่อนหนูด้วยนะคะพี่จัด” ปิ่นปักษาเอื้อมมือไปรับนามบัตรของชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าชื่อดินก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้คนเสื้อขาว

“อะไรกันวะไผ่” คนโดนฝากเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ

“คนนี้แหละ” บุณยากรกระซิบข้างใบหูให้ได้ยินแค่สองคน “คนที่จะทำให้มึงได้คุยกับไอ้มิวอีกครั้ง จำไว้นะ ถ้ามีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นให้เกิดไป ไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้ามีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล โทร.มา พวกกูจะไปหาทันที”

“อาร์มกูไปรถมึงแล้วกัน รถไอ้จัดไม่ว่างแล้ว” ดิฐากรหันไปพูดกับเพื่อนก่อนจะปรายตาไปทางชายหนุ่มอีกคนที่ยืนปั้นหน้านิ่งอยู่ “เฮีย ขึ้นรถ พรุ่งนี้มีงานเช้านะ”

ชยางกูรเดินตามไปน้อง ๆ ทั้งสองไปยังรถของอรัณย์ เมื่อขึ้นมาบนรถก็มองออกไปยังน้องเล็กที่ยืนเต๊ะท่าอยู่ต่อหน้าสาว หากจะปฏิเสธจริง ๆ คิดว่าแค่ใช้สายตาจีรกิตติ์ก็ทำมันได้ง่าย ๆ ไม่ต้องรอให้ดิฐากรพูดอะไรยืดยาว แต่ที่ต้องให้คนอื่นออกหน้ารับเพราะกลัวจะเสียมาดกระมัง

“มันคงชอบจริง ๆ” ชยางกูรเอ่ยขึ้นเมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปนอกบริเวณลานจอดรถ

“ทำบุญด้วยอะไรมาวะ สนใจเขาแต่ไม่ต้องเข้าหา เขาก็มาหาถึงที่”

เพราะพรุ่งนี้มีงานเช้า ต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัดตั้งแต่เจ็ดโมง พวกเขาจึงไม่สามารถอยู่นานได้กว่านี้ น้องเล็กของกลุ่มก็เต๊ะท่าไม่เลิก เบอร์สาวก็ดันไม่ขอไว้ ไหนเจ้าตัวยังหายไปเข้าห้องน้ำนานสองนาน อรัณย์จึงชวนกลับ ทุกคนจึงคิดว่าต้องมีคนกินแห้วเสียแล้ว แต่จนแล้วจนรอดฝ่ายหญิงก็ออกมาได้ถูกจังหวะ หากช้ากว่านี้อีกนิดต้องมีคนเป็นบ้าเป็นแน่แท้

“ตื่นสายไม่ได้นะไอ้จัด ไม่งั้นล่ะมึง น่าดู” ดิฐากรเอ่ยด้วยรอยยิ้ม มือหนาก็ตบหน้าขาตัวเองตามจังหวะเพลงอย่างสบายอารมณ์

จีรกิตติ์มองดูกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบสนิท ไม่แสดงความยินดียินร้ายที่ต้องมีสาวเสื้อซาตินติดรถไปด้วย ทำให้ทั้งสามเดาทางไม่ได้ว่าเขาสะดวกใจจะพาวรัสยาไปด้วยหรือเปล่า เพราะคนตอบตกลงก็ไม่ใช่เขา แต่หากจะปฏิเสธจริง ๆ ปิ่นปักษาก็แค่พาเพื่อนกลับ ก็ในร้านเห็นว่ามองแต่วรัสยา พอออกมาทำไมถึงได้ดูดุเหมือนหมาเช่นนี้

“ฝากด้วยนะคะพี่จัด” ถึงกระนั้นก็ยังทำใจดีสู้เสือ สู้มาขนาดนี้แล้วจะให้ถอยกลับได้อย่างไร

“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัวไปยังรถคันหรูสีดำ บุณยากรเห็นเช่นนั้นก็รีบส่งสัมภาระให้เพื่อนถือทันที ก่อนจะดันหลังให้อีกฝ่ายรีบเดินตามชายหนุ่มไป

ได้ผัวใหม่ไม่พอ ผัวรวยด้วย ต้องอย่างนี้สิเพื่อน

“มึง แน่ใจนะ” วรัสยาเอี้ยวตัวมาย้ำอีกครั้งหลังบุณยากรเอื้อมมือไปหมายจะเปิดประตูรถให้

“ท่องเอาไว้ จะได้ไปคุยกับไอ้มิว”

สุดท้ายรถหรูที่มีวรัสยาเป็นตุ๊กตาหน้ารถก็เคลื่อนตัวออกไป ไฟท้ายหายไปจากสายตาของสองสาวแล้ว รอยยิ้มประดับขึ้นแทน

“ไปหลอกมันอีท่าไหน”

“หลอกอะไร” บุณยากรค้อนให้เพื่อนหนึ่งที “เขาเรียกว่าโน้มน้าวใจต่างหาก เข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นเลื้อยเสร็จมันจะงงว่าเพื่อนหายไปไหนหมด”

“มึงเล่าหน่อยสิว่าคุยกับมันยังไง ทำไมมันถึงอยากได้เขา”

“ไม่ใช่แบบนั้น เดี๋ยวกูเล่าทีเดียวจะได้รู้พร้อม ๆ กัน” เมื่อเข้ามาถึงด้านในก็พบว่านักเต้นเท้าไฟทั้งสองท่านได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว “อ้าว เต้นกันพอละเหรอ”

“เหนื่อยแล้ว แล้วนี่ไอ้กาดไปไหน ไม่มาด้วยกันอะ” โสรยาถามพร้อมกับยกน้ำอัดลมมาดื่มให้ชุ่มคอ

“ไปกับผู้ชายแล้ว”

พรวด!

น้ำอัดลมที่เพิ่งเข้าปากโสรยาไปหมาด ๆ ถูกพ่นออกมาในทันที

ก่อนที่นันทภัคจะถามออกมาด้วยอารมตกใจ “ใคร แป๊บนะ มันไม่ใช่คนที่จะไปต่อกับคนอื่นเลย เกิดอะไรขึ้น”

“มันจะไม่เป็นผักกาดดองแล้ว มันจะเป็นคุณผักกาด”

✿✿✿✿✿✿✿✿

ตอน 3

ภายในรถมีแต่ความเงียบเท่านั้นที่ทำงาน เขายังไม่เอ่ยถามด้วยซ้ำว่าที่หมายที่จะต้องไปส่งเธอคือที่ไหน ได้แต่ขับไปตามทางของเขา วรัสยาได้แต่กัดริมฝีปากล่างอย่างรู้สึกประหม่า อยากเอ่ยปากพูดกับเขาแต่ก็รู้สึกกระดากอายที่เพื่อนพูดไปก่อนหน้านี้ เธอชอบเขา แถมยังขอติดรถกลับไปด้วย...ช่างหน้าไม่อาย

 เธอเหลือบมองเขาเป็นระยะ ว่าบาป หน้าตาดีแท้ล่ะพ่อคุณ เธอต้องพยายามอย่างมากที่จะไม่ยิ้ม ไม่อย่างนั้นเขาจะคิดว่า ‘เพื่อนหนูชอบพี่’ เป็นความจริง เธอไม่ได้ชอบ แต่เขาหล่ออันนี้มันปฏิเสธไม่ได้

 “อยู่แถวไหน” เสียงของเขาดังขึ้นเรียกสติของเธอให้กลับมาที่เรื่องสำคัญ หลังจากตอบไปแล้วชายหนุ่มก็ทำหน้าครุ่นคิด คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม นั่นทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องไปด้วยเพราะดูเหมือนจะกลายเป็นภาระของคนข้าง ๆ เข้าเสียแล้ว “คนละทางกันเลย”

 “เอ่อ เดี๋ยวหนูกลับเองดีกว่าค่ะ” เธอรีบกล่าวด้วยความเกรงใจ “จริง ๆ เพื่อนแค่หยอกค่ะ พี่อย่าคิดมากเลยนะคะ ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจ งั้นเดี๋ยวพี่จอดข้างหน้านี่เลยค่ะ เดี๋ยวนั่งแท็กซี่กลับได้”

 “รับปากไปแล้ว”

 “หนูทราบค่ะ แต่มันไม่จำเป็นหรอก แค่พี่ไม่ด่าที่พวกเพื่อน ๆ หนูเล่นไม่รู้เรื่องก็ดีมากแล้ว ถ้าต้องวนไปส่งหนูมันก็ไกลค่ะ เสียเวลาพักผ่อน อีกอย่างที่นี่มีรถสาธารณะเยอะ กลับคอนโดนี่เรื่องจิ๊บ ๆ ค่ะ”

 เขาไม่ตอบแต่เลือกที่จะตบไฟเลี้ยวแทน เธอก็เข้าใจได้ว่าต่อให้พูดไปก็คงไม่มีประโยชน์ เขาคิดว่ารับปากแล้วก็ต้องทำ แต่มันทำให้คนเป็นภาระรู้สึกผิดไม่หยอก หากรู้ว่าอีกฝ่ายจะรักษาสัจจะแบบนี้เธอจะพยายามค้นหาสติที่หายไปชั่วขณะแล้วปรามเพื่อนที่เล่นไม่รู้ความ โตแต่ตัวกันทั้งนั้น ทำแต่เรื่องงามหน้า มีอย่างที่ไหนยัดเพื่อนให้ไปกับผู้ชาย

 “ดีที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุดนะคะ ไม่งั้น-”

 “พรุ่งนี้ต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดแต่เช้าครับ” ชายหนุ่มแทรกขึ้นก่อนที่วรัสยาจะพูดจบ เหมือนมีไม้หน้าสามที่มองไม่เห็นตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง

 “พี่คะ หนูขอโทษจริง ๆ พี่จอดให้หนูได้ไหม คือตอนนี้หนูรู้สึกผิดมากเลยค่ะ”

 “ข้าวสักมื้อแล้วกัน”

 เธอเลิกคิ้วใส่เมื่ออีกฝ่ายพูดมาเช่นนั้น ก่อนจะทำความเข้าใจกับมันได้ในหลายวินาทีต่อมา เขามีข้อแลกเปลี่ยน “ได้ค่ะ ถ้าพี่สะดวกวันไหนพี่บอกหนูเลยนะคะ หนูสะดวกทุกวันค่ะ” เขาแค่ปรายตามอง แต่เธอเข้าใจได้จึงยิ้มแหยบนใบหน้า “เพิ่งเรียนจบน่ะค่ะ แต่ยังไม่ได้หางานทำเลย”

 “ที่บ้านยังส่งให้เหรอ”

 “ไม่เชิงค่ะ แต่ว่าอย่างนั้นก็ได้” เธอตอบเลี่ยง ๆ “หนูตั้งใจจะสอบเนติฯ น่ะค่ะ แต่ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยพร้อมทั้งเรื่องสอบทั้งเรื่องทำงานเลย ใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าทำงานก่อนสักนิดอาจสั่งสมประสบการณ์ได้ รุ่นพี่หลายคนก็แนะนำแบบนั้น แต่อีกใจก็คิดว่าเรียนไปเลยดีกว่า แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน อีกทางที่ไม่ถูกเลือกก็คงจะน่าเสียดายอยู่ดี”

 “เก็บประสบการณ์ก่อนก็ดี ในกรณีที่ไม่รีบ”

 “ไม่รีบหรอกค่ะ หนูใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาก” เธอว่ายิ้ม ๆ ราวกับภูมิอกภูมิใจในความเหลวแหลกของตนเอง “เข้าซอยนี้เลยค่ะพี่ ข้างหน้านี่แหละ หรือพี่จะจอดข้างหน้าก็ได้เดี๋ยวหนูเดินเข้า...ขอบคุณค่ะ”

 จีรกิตติ์ไม่ฟังคำของหญิงสาวเสื้อซาติน เขาเลี้ยวเข้าซอยก่อนจะหยุดลงที่หน้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ดูแล้วราคาเจ็ดหลักแน่นอน

 “ขอบคุณมากเลยนะคะพี่...” เธอนึกชื่ออยู่หลายวินาที “พี่จัด ใช่ไหมคะ”

 “ครับ”

 พอได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มส่งให้ “เดินทางปลอดภัยนะคะ ขอบคุณอีกครั้งที่อุตส่าห์วนมาส่งหนู ส่วนเรื่องข้าวถ้าพี่สะดวกแล้วติดต่อมาได้เลยนะคะ แยกกันตรงนี้เลยเนอะ?”

 “จะให้ติดต่อยังไง”

 เธอเอียงหน้ามอง “อ๋อ เบอร์นะคะ” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรแต่ส่งมือถือมาให้ วรัสยาก็รับมาแต่โดยดีก่อนจะกรอกเบอร์โทรศัพท์สิบหลักของตัวเองลงไป “ให้หนูเมมไว้เลยไหมคะ”

 “เอาสิ”

 “เรียบร้อยแล้วค่ะ โทรมาได้แต่ไม่ทุกเวลานะคะ หนูตื่นสาย”

 เขาพยักหน้ารับ เธอเองก็ไม่มีธุระอะไรต่อจึงโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณก่อนจะลงจากรถ แต่เดินห่างออกมาไม่เท่าไรก็มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น สองเท้าชะงักลงก่อนจะล้วงมือไปในกระเป๋า เป็นเบอร์แปลก ใจของเธอเดาว่าน่าจะเป็นหนุ่มเสื้อขาวที่เพิ่งเดินจากมาเมื่อสักครู่จึงกดรับสาย

 “พี่จัดหรือเปล่าคะ”

 (ครับ แค่ลองโทร.)

 “กลัวหนูเบี้ยวเรื่องเลี้ยงข้าวเหรอคะ” เธอถามพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันหลังไปมองรถที่ยังจอดอยู่ที่เดิม “หนูไม่ให้เบอร์ปลอมหรอกน่า ถ้าอย่างนั้นเดินทางปลอดภัยนะคะ หนูวางนะ”

 (ครับ)

 ให้หลังไม่กี่นาทีรถก็เคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา วรัสยาได้แต่ยิ้มอยู่คนเดียว ถึงจะไม่ได้ชอบอย่างที่เพื่อนเอาไปอ้าง แต่พอได้สัมผัสจริง ๆ แล้วก็ดูจะเป็นที่ใช้ได้พอสมควร แค่มาส่งตามสัญญา ไม่มีท่าทีการคุกคามกันสักนิดทั้ง ๆ ที่ถ้าเอ่ยปากพูดจริง ๆ เธออาจไหลตามได้ง่าย เรื่องแบบนี้ถ้าสมัครใจทั้งคู่จะถือว่าได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่เขาก็ไม่คิดจะทำ เธอได้แต่ให้คะแนนเขาไว้ในใจ

 ความประทับใจแรกเอาไปเต็มสิบเลยแล้วกัน

 ผักกาด ;; ถึงห้องละนะ ปลอดภัยหายห่วง

 ใบไผ่ ;; ห้องใคร

 ผักกาด ;; ห้องกูสิ

 ปิ่น ;; อีกทีซิ

 ผักกาด ;; ให้เขามาส่งเขาก็มาส่งจริง ๆ

 แนน ;; ทำไมมึงไม่เขมือบเขาลงท้องวะ เห็นไอ้ไผ่บอกงานดี

 ผักกาด ;; อย่ารีบ แต่ดีจริง

 ปิ่น ;; มึงอะ เสียเที่ยวเลย

 ผักกาด ;; ได้เบอร์มา

 ปิ่น ;; ไม่เสียชื่อตัวแม่

 วรัสยาแค่ยิ้มให้กับข้อความของเพื่อน ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์เมื่อประตูเปิดออก ระหว่างนั้นก็ขบคิดถึงใครบางคนที่มักจะคุยกันแทบจะตลอดเวลา รอยยิ้มก็จางหายไปจากใบหน้า เธอรู้ดีว่าหลาย ๆ คนมักเลือกแฟนของตัวเองมากกว่าเพื่อน แต่สำหรับเธอแล้ว เพื่อนที่ยื่นมือมาให้จับในวันที่ไม่มีใครอยู่ข้างกายนั้นมีค่ากว่าผู้ชายอย่างไม่อาจเทียบเทียมกันได้

 “บล็อกกันซะทุกทางเลยน้าไอ้ลูกเป็ด”

 เธอได้แต่ส่ายหน้าให้กับมือถือก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า หวังเป็นอย่างมากว่าหากเธอมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอีกครั้ง มัญชุวีร์จะรู้สึกผิดน้อยลงและกลับมาเป็นเพื่อนเธอเหมือนเดิม อย่างที่เคยให้คำมั่นสัญญากันว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป

✿✿✿✿✿✿✿✿

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED