⊹ ปฐมบท ⊹
เสียงจอแจดังไปทั่วบริเวณ ทั้งเสียงพูดคุยของผู้คน เสียงเพลงที่ถูกบรรเลงขึ้นและเสียงรถราที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ทว่าแทรกสามเสียงนั้นยังคงมีอีกหนึ่งเสียงเกิดขึ้น...เสียงสะอื้นของหญิงสาวในเสื้อสายเดี่ยวผ้าซาตินที่ด้านหน้าแทบจะปิดไม่มิด ด้านหลังนั้นยิ่งกว่า เป็นเพียงเชือกเส้นเล็ก ๆ ที่กระตุกทีเดียวก็หลุด เข้าคู่กับกางเกงยีนส์ขาสั้น ผมที่ยาวประบ่ายิ่งทำให้แผ่นหลังเนียนสวยน่ามอง เธอเป็นดาวเด่นในคืนนี้ได้ไม่ยากหากไม่ติดที่เอาแต่นั่งร้องไห้เหมือนคนถูกแฟนทิ้ง
หนุ่ม ๆ จ้องมองมาที่เธอราวกับรอจังหวะที่จะเข้ามาดามใจ แต่เจ้าของเสียงร้องนั้นหาได้สนใจไม่ สายตาทอดมองไปยังหน้าจอสี่เหลี่ยมที่อยู่ในมือ
“ทำไมอะ ฆ่าเขาเพื่ออะไร” หญิงสาวตัดพ้อด้วยน้ำเสียงเศร้าระคนโกรธ เพื่อนสาวที่นั่งข้างกายได้แต่ตบไหล่เพื่อให้กำลังใจ “เขาน่ารักมากเลย ให้เป็นแค่พระรองไม่พอ ยังให้เขาตายอีก โอ๊ย ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อยังไง”
แม้ว่าในสายตาของบุณยากรหรือใบไผ่จะมองว่าการกระทำของเพื่อนช่างไร้สาระ ทว่าเธอก็ยังคงปลอบ ตั้งใจให้เลิกร้องก่อนจะได้สนุกกับสิ่งที่รออยู่ แต่นานนับสิบนาทีก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น สาวเจ้ายังเอาแต่พร่ำเพ้อถึงการจากไปของ ‘พระรอง’ ในนิยายที่ตนเองชื่นชอบ
“ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นแค่พระรองจะไปเชียร์แต่แรกทำไม”
“เผื่อนักเขียนเปลี่ยนใจ” เสียงว่าสลดแล้ว ใบหน้าก็เบ้ออกเหมือนเด็กเล็กร้องหาแม่ “อยากเลิกอ่าน แต่อยากรู้ตอนจบ แต่ก็โกรธที่พี่เป้ตายด้วย ทำไงดี นี่อ่านตั้งแต่ตอนเย็น ๆ แล้ว ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้เลย อยากตายแทน”
สายตาทั้งสามคู่ของคนร่วมโต๊ะหันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว ไม่ใช่อารามตกใจที่ได้ยินประโยคนั้น แต่เป็นเอือมระอาเต็มแก่
ปิ่นปักษาได้ทีก็ค่อนขอดเพื่อนสาวอย่างอดไม่ได้ “ให้มันได้อย่างนี้ พระรองตายร้องเหมือนหมาโดนรถทับ แต่ผัวนอกใจชีไม่มีน้ำตาสักหยด”
ได้ยินเพื่อนพูดเช่นนั้น วรัสยาก็เลือดขึ้นหน้า “แล้วผู้ชายดี ๆ อย่างพี่เป้กับคนแบบไอ้อั๋นมันน่าเสียน้ำตาให้ใครมากกว่ากัน คนแบบมันน่ะ แค่พูดถึงยังเสียปาก"
“แล้วหยุดงอแงให้ก่อนได้ไหมล่ะ ทำเหมือนเพิ่งสามขวบ” แนน นันทภัคพูดพร้อมกับยื่นแก้วที่บรรจุน้ำสีอำพันมาให้ เจ้าตัวรับไว้แต่โดยดี “อาบไปเลยก็ได้ถ้ามันช้ำใจนัก”
“แต่ไม่ค่อยเห็นพวกมันอัพอะไรเลยนะ นี่ส่องบ่อย อยากรู้ความเป็นไป” ทราย โสรยาเอ่ยขึ้นเรียกสายตาของทั้งสามได้เป็นอย่างดี “หรือมันไม่ค่อยอยากโชว์ตัวกันวะ อาจจะอายปะ”
“ทำไมใส่ใจกว่ากูอีกอะ” วรัสยาว่าขำ ๆ
“มึงก็รู้ กูขี้เสือกจะตาย”
เธอส่งยิ้มให้คนที่นั่งอยู่เบื้องหน้า พอหัวข้อการสนทนาเปลี่ยนไป ท่าทีของ ‘อนาคตดาวในค่ำคืนนี้’ ก็เปลี่ยนตาม ไม่มีการร้องไห้ฟูมฟาย แม้จะเสียใจที่พี่เป้ ตัวละครที่รักมาก ๆ ต้องลาจากไปก่อนวัยอันควร ใบหน้าที่ผ่านการแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางก็ยังคงอยู่เหมือนไม่ได้ผ่านการร้องไห้มาก่อน ก็เพราะมันไม่เคยมีน้ำตาไหลออกมาสักหยดต่างหาก เธอแค่สติหลุดไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง
“งั้นก็รู้สิว่ามิวมันไม่ชอบโพสต์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรละ ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอก อย่าไปว่า-”
“ไม่ต้องพูดค่ะนังผักกาดดอง” ปิ่นปักษาเบรกจนหัวแทบคะมำ “มันทำกับมึงขนาดนั้นก็ยังจะพยายามปกป้องเนอะ สมองมึงยังสมประกอบดีอยู่ไหม กูก็อยากจะรู้แบบนั้น ลงไปนอนให้กูผ่าออกมาดูหน่อยซิ” นักศึกษาแพทย์เริ่มอยากโชว์ฝีไม้ลายมือ
“ไม่ใช่เว้ยปิ่น มึงก็รู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นความผิดใคร มิวคบกับกูตั้งแต่นมยังไม่ตั้งเต้า จนตอนนี้เต้าใหญ่กว่าฝ่ามืออีก” ไม่พูดเปล่า เจ้าของเสียงยังทำท่าจับหน้าอกตัวเองด้วย “ดู”
“นมมันคนเดียวหรือเปล่าที่ใหญ่ ของมึงไม่น่าเข้าเกณฑ์ ไม่เฉียดเลยด้วยซ้ำ”
“แนน” เธอกดเสียงต่ำ
“นมมึงเล็กจริง ๆ ยอมรับเถอะ”
คนโดนกล่าวหาหน้างอ “ก็เอามาได้แค่นี้อะ จะให้ทำไง แต่แป๊บนะ นี่มันใช่ประเด็นที่เราควรคุยกันไหม ไหลไปเรื่อย”
เพราะเสียงเพลงที่ถูกบรรเลงโดยนักร้องในช่วงหัวค่ำไม่ได้ส่งเสียงดังมากนัก หลาย ๆ บทสนทนาก็สามารถไหลเข้าหูได้อย่างไม่อาจปฏิเสธ เพียงแต่จะจับใจความได้มากน้อยเพียงใดแค่นั้นเอง เช่นตอนนี้ที่พวกเขาดันจับใจความของโต๊ะข้าง ๆ ได้มากโขราวกับพวกหล่อนมานั่งคุยที่โต๊ะเดียวกัน
หัวข้อที่ล่อแหลมทำเอาหนุ่ม ๆ ทั้งสี่มีปฏิกิริยาต่างกัน บ้างก็ส่ายหน้าให้น้อย ๆ ในความตรงไปตรงมาของพวกผู้หญิง ตรงไปตรงมาจนน่าทึ่ง บ้างก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างไม่ต้องเดาความคิดที่อยู่ในหัว แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมานอกจากใบหน้าที่เรียบสนิท เพื่อนร่วมโต๊ะถึงกับคิดไปว่า ‘เขา’ คงไม่ได้ยินกระมัง
เต็มสองรูหูเลยต่างหาก!
“มันต้องมีเหตุผลให้มิวทำแบบนั้น ทางนี้ก็อยากคุยด้วยมาก แต่ทางนั้นแค่หน้าเขายังไม่มอง”
“สลับบทปะ” โสรยาแย้ง “มันเป็นคนแย่งแฟนมึงไป มันสิต้องอยากเคลียร์ใจกับมึง ส่วนมึงไม่อยากมองหน้ามัน”
“แย่งอะไร ผู้ชายแบบนั้นสับเป็นชิ้น ๆ ไปโปรยให้ปลาสวายกินมันจะกินหรือเปล่าเถอะ ไม่มีคุณค่าพอให้ใช้คำว่าแย่งกับคน ถ้าเป็นปลาว่าไปอย่าง เข้าใจไหม” เธอพรูลมหายใจ “ถ้ามันมาบอกว่าชอบไอ้อั๋น คิดว่ากูจะกั๊กไว้เหรอ ประเคนให้เลย แต่มันไม่ได้บอกไง”
“แล้วใครเขาจะมาบอกวะ กาด กูชอบแฟนมึงนะ ขอได้ไหม แบบนี้อ๋อ”
“ก็ใช่ไง แค่มาบอกก็เอาไปเถอะ ผู้ชายนี่เอาตีนเขี่ย ๆ ไปเดี๋ยวก็เจอ แต่เพื่อนมันไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ไง”
“...”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ บางทีความคิดของหญิงสาวก็ทำให้คนรอบตัวเข้าไม่ถึง
“กูพูดได้ไหม” ปิ่นปักษาเริ่มโยนหินถามทาง เจ้าของเรื่องที่ตกเป็นประเด็นวันนี้จึงพยักหน้ารับ นาทีนี้แล้วมีอะไรต้องปกปิดกัน เธอเปิดออกจนแทบจะเปลือยแล้ว “มึงรักไอ้อั๋นหรือเปล่า หมายถึงก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้”
“รักสิ ไม่รักจะคบมาเป็นปี ๆ ได้ไง”
“กูสัมผัสไอ้คำว่ารักของมึงไม่ค่อยได้เลย”
“ก็มันไม่ใช่แค่เรื่องไอ้อั๋นไง พอมีมิวมาเป็นตัวแปร ตัวแปรดันสำคัญกับชีวิตกูมากกว่า เรื่องของมันเลยไม่น่าสนใจเท่าที่เกิดขึ้นระหว่างกูกับมิว”
“แล้วสรุปมึงโกรธมันไหมนะ ขอยืนยันอีกที”
“มาก เพราะมันนั่นแหละที่ทำให้เพื่อนเขาต้องผิดใจกัน กูเกลียดมันจริง ๆ นะ ถ้าเจออยากเข้าไปกระโดดถีบขาคู่ ไม่ก็ด่ามันสองชั่วโมงไม่ซ้ำคำ”
“อ๋อ โกรธที่ทำให้มึงกับไอ้มิวผิดใจกัน ไม่ได้โกรธที่มันทำมึงเสียใจ”
“กูไม่ได้เสียใจเรื่องมัน ถ้าเป็นมันกับคนอื่น กูไม่อะไร ไปก็ไป แต่พอคนที่มันเข้าหาคือมิว กูเสียใจที่เหมือนจะต้องเสียเพื่อนไป รวม ๆ แล้วก็ประมาณนี้แหละ”
“นี่มึงเชื่อว่าไอ้มิวมันไม่ได้ตั้งใจหักหลังมึงหรอ”
“อย่าพูดว่าหักหลัง เกินไปนิด เพื่อนแค่หยอกกัน”
โสรยารู้สึกเหมือนมีใครเอาไฟมาลนศีรษะก็ไม่ปาน มันร้อนรุ่มหลังจากได้ยินเพื่อนพูดถึงคนที่ทำร้ายตัวเองแบบนั้น “ไป มึงลุกออกจากเก้าอี้นะ เดินไปหน้าร้าน ขึ้นรถแล้วไปหออีมิว ไปกราบตีนมันแล้วบอกให้มันกลับมาเป็นเพื่อนมึงอีกครั้ง”
“อย่าไปเรียกมันอี ไอ้อะพอได้”
“ก่อนกูจะตบอีมิว กูอยากตบอีนี่เรียกสติก่อน จบเรื่องนี้กูน่าจะยิ่งกว่าหมา อาหารเม็ดพร้อม” โสรยาฉุนหนักกับความใจกว้างของเพื่อน ฝ่ามือถูกยื่นไปจับไหล่ทั้งสองข้างไว้มั่น สายตาสบกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ฟังนะกาด ไม่มีใครไม่ตั้งใจนอกใจ ทั้งคนของเราเองหรือคนที่สามในความสัมพันธ์นั้น ไม่มีใครไปซื้อของมาทำกับข้าวแล้วทำมันครบทุกขั้นตอนจนกินได้ แล้วบอกว่าไม่ได้ตั้งใจทำ เข้าใจยัง ทั้งไอ้มิวกับไอ้อั๋นมันตั้งใจตั้งแต่แอบคุยกันลับหลังมึงแล้ว”
“แล้วใครผิดมากกว่ากัน” วรัสยายังคงดื้อดึง “ไอ้อั๋นมันเข้าหาก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ กูเป็นเพื่อนกับมิวมา-”
“รอบนี้ขอห่างเรื่องนมนะ”
คนโดนแย้งได้แต่ตวัดสายตามองเพื่อน “มานานมาก เข้าปีที่สิบได้แล้ว รู้จักยันลำไส้”
“มึงพูดให้เหมือนคนปกติพูดได้ไหม ไม่ต้องช่างเปรียบเปรย ฟังแล้วแสลงหูมาก” บุณยากรแย้งอีกครั้ง
“จะได้พูดให้จบเรื่องไหม” ทอดถอนลมหายใจอีกครั้ง “เอาเป็นว่ากูรู้ดีว่ามันเป็นคนยังไง มันไม่มีทางทำแบบนั้นถ้าไอ้อั๋นไม่เข้าหาก่อน กูเอาหัวเป็นประกัน ให้ตายวันนี้ก็ได้”
“รักมันมาก”
“มาก” รู้ว่านันทภัคประชดแต่เธอก็ยังพูดออกมาด้วยใจจริง “จริง ๆ นะ เพื่อนอย่างมันอะ จะไปหาได้จากไหนอีก ความผิดแค่นี้มันเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับสิ่งดี ๆ ที่มันทำให้กูมาตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนกัน ทำไมโลกต้องมีคนอย่างไอ้อั๋นด้วยวะ ถ้าไม่มีมันสักคนเพื่อนเขาก็ไม่ต้องมาแตกคอกัน”
“มึงมั่นใจมากเลยนะว่าไอ้มิวไม่ใช่คนเริ่ม มึงยังไม่เคยคุยกับมันนะ”
“ฟัง ตอนกูรู้จักกับมิวกูยังไม่ได้ใส่เสื้อซับในด้วยซ้ำ เป็นเสื้อกล้ามตัวยาว ๆ แต่ตอนรู้จักไอ้อั๋น กูใส่บรา โนบรา ปีกนก ทุกอย่าง”
“จะต้องวกเข้าเรื่องนี้ตลอด อยากให้กูย้ำใช่ไหมว่ามึงมันนมเล็ก”
“ไม่ใช่ เออ เล็กก็เล็ก แต่ไม่ต้องย้ำแล้ว แค่อยากบอกว่ากูรู้จักกับมิวมานาน ตั้งแต่ยังเบบี๊ แบเบาะ เด็กทารก ร้องอ้อแอ้ ล้อเล่นนะ รู้จักตอนม.2แต่อยากให้ดูเวอร์ ๆ ไว้ก่อน คือรู้จักนานกว่าที่รู้จักกับมัน สิบปีกับปีกว่ามันเทียบกันได้ที่ไหน”
“สรุปมึงยังมูฟออนไม่ได้”
“ใช่ แต่จากมิว ไม่ใช่มัน”
“ถ้าไม่ได้หักกันเรื่องผู้ชาย กูอาจคิดว่ามึงเป็นเลสเบี้ยน”
“ไม่ได้เป็น ไม่ได้ชอบผู้หญิง ไม่รู้ แต่อาจจะเป็นได้ถ้ามีใครสักคนเข้าหาจริง ๆ กูไม่ซี แต่พูดถึงไอ้มิวมันเป็นเพื่อนที่ดีมาก ๆ กูกับมันเคยคุยกันว่าถ้าแก่แล้วไม่มีใคร จะชวนกันไปอยู่บ้านพักคนชราแหละ” พูดไปก็ยิ้มไปราวกับกำลังวาดวิมานกลางอากาศ “น่ารักเนอะ ยายแก่สองคนที่เป็นเพื่อนกันมาหลายสิบปีแบบนั้น”
“อยากคุยกับมันมากเลยหรอ”
“อยากสิ ใครจะไม่อยากคุยกับเพื่อน นี่เราไม่ได้ทะเลาะกันด้วยซ้ำนะ ด่ากันสักคำยังไม่มีออกจากปากเลย มึงก็รู้ว่าไอ้อั๋นมันมีความสามารถด้านการพูดจา พูดเก่งเหลือเกิน เขาเรียกอะไรนะ ชักแม่น้ำทั้งห้าปะ เออนั่นแหละ หว่านล้อมที่หนึ่ง ใครฟังมันพูดบ่อย ๆ จะไม่หลงคารมมันก็แปลก แล้วกูก็ดันชอบด้วยสิคนพูดเก่งเนี่ย แพ้ทางสุด ๆ เลยไอ้ประเภทพูดเป็นต่อยหอย”
“พูดไปต่อยไป”
“กูก็ไม่อยากลามปามนะปิ่น แต่ต่อยบ้านมึงสิ ภาษาไทยอะเคยเรียนไหม”
“ไปคบคอลเซ็นเตอร์ไหม พูดเก่งเหมือนกัน” โสรยาเสนอ
“ธุรกิจกำลังรุ่งเรืองเลย ได้จับมือกันเข้าคุก”
“ไม่ได้หมายถึงคอลเซ็นเตอร์แบบนั้น”
“ถามจริง ๆ ว่าเรื่องนี้มันออกมาคอลเซ็นเตอร์ได้ไง กูกำลังพูดเรื่องเอ มึงก็พาออกบี ซี ดี ตลอดเลย กว่ากูจะวกไปหาเอได้อีกที เที่ยงคืน”
“เกี่ยวไรกับเอ ใคร”
วรัสยากลอกตามองนันทภัคอย่างไม่ปิดบัง “มึงเรียนจบมาได้ยังไง ซื้อใบปริญญาหรอ”
“ไม่มึง แป๊บหนึ่ง กูกรึ่มแล้ว จับใจความไม่ค่อยถูก”
“แต่ว่านะ” หญิงสาวเจ้าของเรื่องเพิ่งนึกขึ้นได้ “ทำไมเราต้องพูดเรื่องนี้ด้วยวะ ไหนว่ามาจอย”
หลังจบประโยคของวรัสยา บรรยากาศบนโต๊ะก็แปรเปลี่ยนไป ไม่มีใครพูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ มีแต่คุยสัพเพเหระ อีกทั้งยังมีเสียงหัวเราะดังมาเข้าหูชายหนุ่มโต๊ะข้างกันเป็นระยะอีก
“กำลังแอบฟังอยู่เลย จบยังไงล่ะทีนี้” ดิน ดิฐากร เอ่ยขึ้นอย่างนึกเสียดายกับเรื่องเล่าของหญิงสาวโต๊ะใกล้กัน เขาไม่ได้แค่ชอบเรื่องราวของมัน แต่คนเล่าก็ทำเอานึกเอ็นดู เป็นคนพูดเก่งไม่หยอก
อรัณย์สนับสนุนคำพูดของเพื่อนด้วยการพยักหน้า “เล่าออกอ่าวออกทะเลแต่สนุกดี เด็กสมัยนี้มันช่าง”
“ไม่เอาครับคุณอาร์ม ไม่พูดคำว่า ‘เด็กสมัยนี้’ มันเป็นของคนแก่ แต่เราไม่ใช่”
“แต่กูก็ติดพูดแบบนี้เหมือนกัน” ชยางกูรออกความเห็น “หรือกูจะแก่วะ พอเห็นว่าเด็กกว่าในหัวชอบมีคำว่าเด็กสมัยนี้นำหน้าก่อนตลอดไม่ว่าจะชมหรือติ”
“โห่เฮีย เพิ่งสามสองเอง เอาไรมาแก่”
“นั่นดิ ถ้าเฮียเฉื่อยแก่แล้วใครหนุ่ม”
“ไม่รู้ ไอ้จัดมั้ง” เขาโบ้ยไปทางหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งเงียบมาพกใหญ่ ไม่ออกความคิดเห็นอะไรเลยสักประโยค ทว่าก็ไม่แปลกใจนัก ปกติของจีรกิตติ์ก็เป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว แถมเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องของคนอื่นอีกด้วย ไม่มีเหตุผลต้องสนใจ แต่ที่เขาสนใจเพราะมันดูน่าสนุกเฉย ๆ
ปกติแล้วเวลามนุษย์ถูกคนใกล้ตัวหักหลัง ต่อให้รักเพียงใดความโกรธก็ปะทุขึ้นในใจ ไม่ใช่ปฏิกิริยาอย่างแม่สาวเสื้อซาตินที่เอาแต่เข้าข้างคนกระทำความผิด เพราะแบบนั้นเรื่องที่ดูเหมือนธรรมดาจึงไม่ธรรมดา และเพราะแบบนั้นอีกนั่นแหละเขาถึงสนใจใคร่ฟัง
“แต่สวยนะ” ดิฐากรเอ่ยขึ้นอีกครั้ง สายตาทั้งสามคู่จึงสบกับเจ้าของต้นเสียง จะมีอยู่คู่หนึ่งที่แค่ปรายตามองเท่านั้น “คนเล่านั่นแหละ มองมานานแล้ว”
“ชอบ?” ชยางกูรเอ่ยถามเพื่อนรุ่นน้อง
“ไม่ใช่ผม” ว่าจบก็ตวัดสายตาไปทางน้องเล็กของกลุ่มที่ไม่ยอมขยับปากต่อบทสนทนากับพวกเขาเลยสักครั้ง “ละสายตาบ้างก็ได้จัด เดี๋ยวตัวเขาทะลุหมด”
“ผมเปล่า” ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปฏิเสธคำครหาจากรุ่นพี่
“ถ้าไม่เห็นจะพูดเหรอ” ชายหนุ่มกลั้วหัวเราะในลำคอ “ไป ลุกไปชนสักแก้ว”
บัดนี้จังหวะของเสียงเพลงในร้านต่างไปจากเดิม จากเพลงช้า ๆ เหมาะกับบรรยากาศช่วงหัวค่ำก็เริ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นเพลงที่เอาใจหนุ่มสาวเท้าไฟ หลายคนลุกไปออกลวดลายอยู่กลางฟลอร์ บ้างก็เต้นกันที่โต๊ะตัวเอง
หญิงสาวเสื้อซาตินลุกขึ้นพร้อมกับเพื่อนในกลุ่มของเธออีกสองคน เรียกสายตาของหนุ่ม ๆ โต๊ะข้าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
“สวยจริงด้วยว่ะ” อรัณย์สนับสนุนคำพูดของเพื่อนก่อนหน้านี้เมื่อเห็นอีกฝ่ายชัด ๆ “จัดลุก”
เพราะดิฐากรเอ่ยเช่นนั้นว่ารุ่นน้องของตนน่าจะสนใจในตัวหญิงสาว ต่อให้เจ้าหล่อนจะสวยเพียงใดแต่ก็เป็น ‘ของร้อน’ ที่ไม่ควรยื่นมือไปแตะ เขาจึงเลือกที่จะดันหลังให้คนข้าง ๆ เดินหน้ารุกฆาต
“อย่าลืมกฎเหล็กนะคะคนสวย ห้ามรับแก้วใครมาดื่มสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาดถ้าไม่อยากเป็นดาวโป๊” ปิ่นปักษาเอ่ยบอกกับเพื่อนสนิททั้งสามคนที่ตั้งท่าจะเดินออกไปโชว์ลวดลาย เป็นผู้หญิงนั้นแค่มาเที่ยวสถานที่แบบนี้ก็มีความเสี่ยงมากพอแล้ว พวกเธอจำเป็นต้องระวังตัวเองมาก ๆ หากไม่อยากให้เกิดหายนะขึ้นกับชีวิต
บุณยากรก็พยักหน้าเห็นด้วย “ไปได้แล้ว เดี๋ยวเฝ้าโต๊ะให้” ที่กล่าวออกไปเช่นนั้นเพราะเธอไม่ใช่คนชอบออกแรง มาร้านเหล้าก็ชอบที่จะได้นั่งดื่มแค่นั้น ต่างจากอีกสามคนที่มุ่งหน้าไปยังกลุ่มคนหน้าเวที พวกนั้นเป็นประเภทที่ได้ยินเสียงเพลงไม่ได้ มือเท้ามันจะขยับไปเอง
“แห้ว” ดิฐากรเปรยขึ้นเบา ๆ พลางเสมองไปทางน้องเล็กของกลุ่ม ริมฝีปากขยับเป็นเส้นโค้งนิด ๆ “พวกที่มัวแต่มองมักจะไม่ได้กินนะครับ”
“ผมยังไม่ได้บอกว่าอยากกินเลยเฮีย”
“บอกแล้ว ทางนี้” พูดพร้อมชี้ไปที่สองตาของตัวเอง
บุณยากรเหลือบมองโต๊ะข้าง ๆ ที่มีหนุ่ม ๆ นั่งอยู่สี่ชีวิต เธอสังเกตมาสักพักใหญ่ ๆ แล้วว่าดูเหมือนหนึ่งในสักคนนั้นน่าจะสนใจหนึ่งในกลุ่มของตน และเธอก็ดันรู้ด้วยว่าทั้งหนึ่งในกลุ่มนั้นและกลุ่มนี้ที่ว่าคือใคร เธอไม่เชื่อว่าความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนที่เกิด ณ ร้านเหล้าเช่นนี้จะยั่งยืน ทว่าพอคิดถึงคนที่เอาแต่เป็นบ้าเป็นหลังในกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็ชักอยากลองเสี่ยงดู
เขาว่ากันว่า ผัวที่ดีคือผัวใหม่ ไม่รู้จริงหรือหลอก
มือบอบบางยื่นไปสะกิดนักศึกษาแพทย์ที่นั่งกระดกน้ำอัดลมมองไปยังกลุ่มเพื่อนที่เต้นกันอย่างสนุกสนาน ปิ่นปักษาละสายตาจากตรงนั้นก่อนจะหันมาเลิกคิ้วใส่เพื่อน
“กูว่าผักกาดน่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดนะ”
คำพูดของบุณยากรทำเอาคนฉลาดหลักแหลมนิ่วหน้าด้วยความฉงน “ที่ใส่หมูกระทะ?”
พ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง ประเคนกำปั้นลงหน้าผากให้อีกดอกหนึ่ง “ฉลาดแคบโง่กว้างนะมึงเนี่ย เพื่อนมึงจะไปเป็นหมูกระทะได้ไง กูหมายถึงมีคนมองมัน”
“ใคร”
“อย่าเพิ่งหัน” เธอรีบร้องเตือน “โต๊ะข้าง ๆ เรานี่แหละ เสื้อขาวคนเดียวในกลุ่ม กูมองมาสักพักละ มั่นใจว่าเขามองไอ้กาด มันไปเต้นก็ยังมองตาม เอาไงดี”
“เกี่ยวไรเล่า ก็ให้เขารุกเองดิ”
“อยากเป็นกามเทพอะ ที่แปลว่าอยากให้มันมีที่ยึดในใจจะได้เลิกฟูมฟายเรื่องไอ้มิว ยิ่งมันพูดว่าไอ้งูพิษนั่นดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ยิ่งแสลงหู ดีอะไรวะ แย่งแฟนเพื่อน”
“กูก็อยากช่วย แต่เขาจะดีกับมันหรือเปล่าล่ะ” พูดพร้อมกับค่อย ๆ เนียนกวาดสายตาไปรอบ ๆ จนได้พบกับชายเสื้อขาวที่ว่า สายตาของเขามองออกไปยังเวที ทว่าเมื่อมองตามไปแล้วจุดวางสายตาไม่น่าใช่ด้านบน แต่เป็นคนที่กำลังเต้นอย่างเผ็ดร้อนอยู่ด้านล่าง เพื่อนสนิทเธอเอง! “มึง หล่อมาก”
“เออ กูรู้ก่อนมึงอีก”
“เอาวะ ผู้ชายทุกคนมีโอกาสเหี้ย หน้าตาดีหรือไม่ดีก็ไม่ได้การันตีนิสัย แต่อย่างน้อยเอาหน้าตาดีไว้ก่อน”
บุณยากรได้แต่หัวเราะน้อย ๆ ให้กับตรรกะของเพื่อนหมอ แต่ก็ต้องละสายตาไปจากคู่สนทนาเมื่อมีใครคนหนึ่งเดินตรงมายังโต๊ะที่พวกเธอนั่ง
“ปวดท้อง”
“ไผ่มึงไปกับมัน เดี๋ยวกูเฝ้าโต๊ะเอง” จบประโยคของปิ่นปักษา บุณยากรก็นำคนปวดท้องไปเข้าห้องน้ำโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าได้มีสายตาคู่หนึ่งมองจนแผ่นหลังนั้นลับหายไป
โตขึ้นเยอะเลย ตอนนั้นสูงแค่อกเขาเอง
✿✿✿✿✿✿✿✿
นิยายชุด ‘เธอ...’ ที่เกี่ยวข้องกัน
➊ เธอ...ที่ไม่น่าไปหลงรัก (จัด X ผักกาด)
↬Status :: จบแล้ว
➋ เธอ...ที่ไม่โปรดปราน (โปรด X อัสมา)
↬Status :: จบแล้ว
➌ เธอ...ที่ไม่เข้าตา (เฉื่อย X ก้าน)
↬Status :: จบแล้ว
➍ เธอ...ที่ไม่คิดจะรัก (อาร์ม X ตี้)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➎ เธอ...ที่ใจมิใฝ่หา (ดิน X มิ้ม)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➏ เธอ...ที่ต้องสงสัยว่าจะไม่ถูกรัก (ใบ X เอื้อ)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าคมไม่สามารถลอดผ่านสายตาของหนุ่มรุ่นพี่ทั้งสามได้
บุณยากรหันมามองเพื่อนสนิทที่เดินมาด้วยกันพลางเพ่งพินิจองค์ประกอบของใบหน้าอีกฝ่ายไปในตัว เธอรู้ว่าเพื่อนคนนี้หน้าตาดี แต่ในเวลานี้กลับดูดีกว่าทุก ๆ วัน แม้จะเจอเรื่องราวร้าย ๆ แต่วรัสยากลับสวยวันสวยคืน ส่วนสูงหนึ่งร้อยห้าสิบไม่เกินนี้ น้ำหนักสี่สิบถึงสี่สิบสองเห็นจะได้ ผมสีดำขลับยาวประบ่า ตัดกับผิวสีขาวราวกับน้ำนมนั้นได้อย่างดี ปากเล็ก ๆ มีสีชมพูเหมือนลูกพีช จมูกรั้นนิด ๆ เข้ากับหางตาที่เชิดขึ้น ทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นไม่หวานจนเกินไป แต่ให้ความรู้สึกแสบซ่า นั่นยิ่งน่ามองเข้าไปใหญ่
วรัสยาเป็นได้ทั้งคนสวยและคนน่ารัก หล่อนนะเป็นพวกขี้โกง ใครมองก็ไม่รู้จักเบื่อ
“ชมไปยังนะว่าวันนี้แต่งตัวดีมาก เปรี้ยวเข็ดฟันเลย” ไม่พูดเปล่า มือยังเอื้อมไปแตะที่เชือกด้านหลัง “อันนี้ระวังโดนกระตุกนะ ไปเต้นในที่คนเยอะ ๆ อะ”
“ไม่ไปแล้ว เหนื่อย”
หญิงสาวใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไปพักใหญ่เพราะมีคนต่อคิวอยู่พอสมควร หลังจากล้างไม้ล้างมือเป็นที่เรียบร้อยก็เดินออกมาด้านนอก เห็นว่าบุณยากรยืนรออยู่จึงเดินเข้าไปหา
“คนเยอะว่ะ รอนานไหม” แค่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ ห้องน้ำร้านเหล้ามันเดาง่ายอยู่แล้วว่าผู้คนจะแออัด “ไปเถอะ คอแห้งไปหมด ขับน้ำออกไปหลายทางแล้วเนี่ย”
คนฟังได้แต่ยื่นมือไปตีไหล่เพื่อนที่ชอบพูดจาไม่อายฟ้าอายดิน “เออมึง” ท่าทีที่ดูจะจริงจังต่างจากเมื่อครู่ของบุณยากรทำให้คนมองได้แต่เลิกคิ้วใส่เป็นเชิงถาม “อยากกลับไปคุยกับมิวปะ”
เธอยอมเรียกคนที่ไม่ค่อยขี้หน้าด้วยชื่อเฉย ๆ เพื่อที่จะสามารถโน้มน้าวจิตใจของอีกฝ่ายได้ วรัสยาไม่ใช่คนที่หน้าตาดื้อดึง แต่มันดื้อไปถึงนิสัย หัวรั้นที่หนึ่ง แต่จะยอมโอนอ่อนได้ทันทีหากเป็นเรื่องของ มัญชุวีร์ หรือก็คือเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของเจ้าหล่อนนั่นเอง ผู้ที่เป็นดั่งข้อยกเว้นทั้งปวงของวรัสยา ไม่ว่าอะไรเธอก็ให้เพื่อนคนนี้มาเป็นที่หนึ่งเสมอ
บุณยากรไม่อยากเอ่ยถึงแม้กระทั่งชื่อของคนที่หักหลังเพื่อน แต่รู้ดีว่ามีแค่ทางนี้ทางเดียวที่จะดึงเพื่อนให้กลับมาเดินทางปกติได้ และคงเป็นทางเดียวที่จะทำให้อีกฝ่ายตาสว่าง
ฝ่ายวรัสยาเบิกตาโตด้วยหลากหลายความรู้สึก ทั้งตกใจ ดีใจและแปลกใจ
ตกใจที่เพื่อนพูดราวกับสนับสนุนความต้องการของเธอ ดีใจที่อาจจะมีทางทำให้ได้คุยกันอีก แปลกใจที่อีกฝ่ายดูไม่ได้โกรธเกลียดบุคคลที่กำลังกล่าวถึง
ตอนที่รู้ว่าความจริงเป็นอะไร เธอได้แต่ตกใจเพราะไม่คิดว่าสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่มากกว่านั้นคือความเสียใจที่เพื่อนสนิทไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากเพื่ออธิบายหรือพูดคุย เป็นอนุวัฒน์คนเดียวที่พยายามเข้ามาเพื่อพูดคุยกับเธอ แต่มันดูเหมือนการแก้ตัวเสียมากกว่า สิ่งเดียวที่เธอได้รับจากมัญชุวีร์คือคำว่า ‘ขอโทษ’ คำเดียวเท่านั้น ไม่มีการอธิบายนอกเหนือจากนี้ ต่อให้เธอพยายามส่งข้อความไปเท่าไรก็ไม่ได้รับการตอบกลับ โทร.หานับสายไม่ได้ ไม่เคยได้ยินเสียงของเธอ สุดท้ายทุกช่องทางการติดต่อก็ถูกอีกฝ่ายตัดจนขาดสะบั้น
มันไม่ใช่แค่การตัดเพื่อน แต่เหมือนใจเธอแทบขาดตามไปด้วย เพื่อนที่แสนดีคนเดียวของเธอ เพื่อนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาเกือบสิบปี บัดนี้ไม่ได้ยืนอยู่ข้างกายกันอีกแล้ว
เธอยังคงอ่อนไหวให้กับเพื่อนคนนี้เสมอ เพราะเพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกเหมือนน้ำตาจะคลอหน่วยจะไหลรินลงมาอยู่รอมร่อ ก่อนจะหันไปมองคนที่เพิ่งจะยื่นความหวังมาให้
วรัสยาพยักหน้ารัว ๆ “ต้องทำไง”
“มันก็มีวิธีอยู่ ถ้ามึงทำตามกูเชื่อว่าความสัมพันธ์ของมึงกับมันจะดีขึ้นได้” นาทีนี้ต่อให้ใช้เธอไปกินงูกินอึ่งอ่างเธอก็ไม่ปฏิเสธ “กล้าไหมล่ะ”
“พูดมา”
ใคร ๆ ก็รู้ว่ามัญชุวีร์พยายามหลบหน้าวรัสยา ทั้งทั้งสองยังเรียนจบแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิต หากไม่นัดเจอกันก็แทบจะไม่ได้เห็นหน้าคร่าตา แต่นี่อีกฝ่ายดันพยายามหลบหน้า เป็นไปได้ยากมากที่จะมาพบกัน หากจะพึ่งความบังเอิญก็ใช่ว่าจะเป็นหวังลม ๆ แล้ง ๆ เกินไป มันมีอยู่ครั้งสองครั้งที่ทั้งสองบังเอิญเจอกัน ทว่ามัญชุวีร์ก็เลือกที่จะเมินเฉย เธอสรุปกับตัวเองว่ามัญชุวีร์คงไม่อยากคุยกับตัวเองแล้ว แต่ตัวเธอนั้นยังทำใจให้เพื่อนคนนี้หล่นหายจากชีวิตไม่ได้
“มีคนใหม่”
ความหวังที่เปรียบเหมือนแสงสว่างเมื่อครู่กลับค่อย ๆ มอดลงทีละนิดจนมืดมิดเช่นเดิม เธอมองหน้าเพื่อนก่อนจะเผลอทอดถอนลมหายใจออกมา ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดก็พอจะทราบได้ถึงความคิดที่ฉายชัดในดวงตากลมโตนั้น
“ไม่ได้พูดเล่นนะ” บุณยากรยังคงพยายามโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายคล้อยตาม “มันอาจจะมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นอย่างที่มึงพูดก็ได้ ถ้าไม่ได้ชอบไอ้อั๋นก่อนที่มันจะคบกับมึง ไอ้อั๋นก็อาจจะเข้าหาจนมันหวั่นไหว มึงพูดเองนี่ ไอ้เวรนั่นมันเป็นคนช่างพูด”
“ทำไมมึงถึง-”
“ไม่สำคัญ เอาเรื่องนี้ก่อน” หล่อนรู้ดีว่าเพื่อนจะพูดอะไร ก็ก่อนหน้านี้เพิ่งจะด่าราวกับจะไม่เผาผี แต่ตอนนี้กลับลำแทบไม่ทัน “มึงคบกับมิวมานาน มันต้องรักและผูกพันกันบ้างแหละวะ แล้วมาเกิดเรื่องแบบนี้มึงไม่คิดหรอว่าที่มันหลบหน้ามึง ไม่คุยกับมึง เป็นเพราะมันอาจจะรู้สึกผิดก็ได้”
วรัสยาเงียบไปเหมือนกำลังคิดตามคำพูดหว่านล้อม บุณยากรไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป หมัดที่สองก็ชกไปอีกที
“มึงว่ามันไม่แปลกหรอ โดนเพื่อนจับได้ว่าแอบคบกับแฟนตัวเอง แต่เพื่อนกลับไม่ด่าไม่ว่าสักคำ ถ้ามันเกิดขึ้นกับมึง มึงจะไม่รู้สึกผิดเลยก็กระไรอยู่ ให้โดนเพื่อนด่านิดยังดีกว่า”
“มันรู้สึกผิดกับกูใช่ไหม”
“แน่ล่ะ มึงคบกันมาตั้งนานนี่”
“แล้วกูต้องทำยังไง ไม่ หมายถึงถ้ามีคนใหม่แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับมิวจะคุยกับกู มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ก็เพราะมันรู้สึกผิดที่ทำให้มึงเสียใจ ยิ่งมึงพยายามเข้าไปคุยกับมัน มันอาจยิ่งรู้สึกกลัวว่าทำให้มึงโกรธ ไม่แน่มันอาจจะคิดว่ามึงพยายามมาหาทางทวงไอ้อั๋นกลับไปก็ได้ มันถึงไม่กล้าคุยไง”
“แต่หน้ากูตอนเจอมันแต่ละครั้งนี่เหมือนหมาเห็นเจ้าของเลยนะ ไม่มีโกรธไม่มีโมโหอะไรเลยสักนิด ถ้ากูมีหางมันคงกระดิกใส่ไปแล้วอะ”
บุณยากรเกือบจนปัญญา
“กูเป็นคนนอก กูมองอะไรชัดกว่าคนในอยู่แล้ว หรือมึงจะไม่เชื่อกู เอาอย่างนี้นะ ลองคิดว่ากูที่เป็นเพื่อนกับไอ้ทรายมานาน วันหนึ่งกูไปแอบแซ่บกับแฟนมันมาแล้วมันจับได้ แต่มันไม่ด่ากูสักคำ กูคงรู้สึกผิดกว่าโดนมันลากไปประจานกลางสี่แยกลาดพร้าวอะ พอจะเห็นภาพปะ มิวมันก็น่าจะเป็นแบบนี้”
“ก็น่าคิด”
ได้ฟังอย่างนั้นก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกราวกับได้ยกอะไรหนัก ๆ ทิ้ง “แล้วที่กูเสนอให้ลองมีคนใหม่เนี่ย เพราะถ้ามึงมีคนใหม่มันก็คงจะคิดว่ามึงมูฟออนจากไอ้อั๋นได้แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นถึงยังไม่ถูกแก้ไขแต่มันไม่ได้ร้อนเหมือนตอนเกิดเรื่องแรก ๆ มันอาจจะกล้าคุยกับมึง แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมากูก็แค่เดาไปเรื่อย มันอาจจะไม่เป็นอย่างนี้หรือเป็นก็ได้ ไม่มีใครรู้ว่าคำตอบคืออะไรนอกจากคนที่ได้ทำมันอยู่แล้ว มึงไม่ต้องทำตามก็ได้ มันอาจจะไม่ได้ผล ทิ้งไอ้ปิ่นเฝ้าโต๊ะนานแล้ว กลับกันเถอะ”
บุณยากรทำเหมือนไม่หยี่ระกับสิ่งที่ตนเองเพิ่งเค้นสมองอันน้อยนิดชักแม่น้ำทั้งห้าให้อีกฝ่ายคล้อยตามแล้วชวนกลับไปที่โต๊ะ ทั้งยังคอยลอบมองปฏิกิริยาของคนข้างตัวไปตลอดทาง วรัสยาดูจะเก็บข้อเสนอนี้ไปขบคิดเป็นจริงเป็นจัง ทั้ง ๆ ที่เธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่พูดไปนั้นมันจะเป็นจริงหรือเปล่า มัญชุวีร์จะกำลังรู้สึกผิดจริง ๆ ไหมก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่มันดันเป็นทางออกเดียวที่เพื่อนคนนี้มี
ชายเสื้อของบุณยากรถูกจับไว้เพื่อเป็นสัญญาณให้หยุดเดิน อีกไม่เท่าไรก็ถึงโต๊ะอยู่แล้ว แต่เธอก็เลือกที่จะหันไปมองเจ้าของมือเล็ก ๆ นั่น
“จะได้ผลใช่ไหม”
“ได้” ตอบออกไปอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ “หมายถึง ลองดูกันก่อนนะ ไม่ได้ค่อยหาทางกันใหม่”
วรัสยาพยักรับอย่างว่าง่าย แต่กว่าจะมาถึงความว่าง่ายตรงนี้ก็ผ่านการขบคิดมาดีแล้ว เธอเหนื่อยกับความรัก ยิ่งความรักเป็นต้นเหตุพรากเพื่อนที่รักที่สุดในชีวิตไปด้วยก็ยิ่งขยาด เธอกลัวว่าถ้ามีมันอีกมันอาจจะพรากอะไรสักอย่างไปเหมือนครั้งที่เพิ่งผ่านมา แต่ก็อยากลองทุกวิธีที่จะได้เพื่อนคนเดิมกลับมา
“แต่แฟนหายาก”
“ไหนบอกเอาตีนเขี่ย ๆ ก็เจอ” ย้อนกลับไปจนคนฟังได้แต่ยิ้มแหย “แต่หาได้ เชื่อมือกู”
“แต่มึงยังหาของตัวเองไม่ได้เลย”
ค้อนวงใหญ่ถูกส่งมายังคนพูด ก่อนที่ทั้งสองจะพากันกลับไปยังโต๊ะของตน ทว่าเมื่อไปถึงปิ่นปักษากับบุณยากรก็ได้แต่มองหน้ากันตาปริบ ๆ พูดโดยไม่มีเสียงว่า ไปแล้ว?
“เมื่อกี้นี่เอง”
“อะไรกันหรอ” วรัสยาโพลงขึ้นด้วยความฉงนกับท่าทีของเพื่อน แต่ก็ไม่มีใครตอบ
“ยังทันไหม”
“ทำไม มันจะเอา” ปิ่นปักษาเอ่ยถางพลางเบ้หน้าไปทางบุคคลที่ถูกพาดพิง ฝ่ายบุณยากรพยักหน้ารับรัว ๆ ทำเอาคนถามคลี่ยิ้มออกมา “มูฟออนนะนังผักกาดดอง ต่อไปนี้ไปเป็นผักกาดหัวสวย ๆ ดีกว่า อย่าไปอยู่ในกระป๋อง ไปเร็ว เดี๋ยวไม่ทัน”
จบประโยคปิ่นปักษาก็คว้ากระเป๋าของเธอ บุณยากรคว้าข้อมือเธอก่อนจะตรงไปยังด้านหน้าร้าน
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น วรัสยาไม่เข้าใจสักนิด...
เธอได้แต่ยกมือข้างที่เป็นอิสระขึ้นมาเกาหัวขจัดความงุนงง ไหนจะท่าทีของเพื่อนทั้งสอง แล้วอีกสองคนที่ยังเลื้อยอยู่หน้าเวทีเล่า จะทิ้งกันอย่างนี้ได้อย่างไร สองคนนั้นดื่มอย่างกับน้ำเปล่า ให้กลับเองมีหวังไม่ถึงคอนโด เพราะคนที่จะทำหน้าที่สารถีประจำกลุ่มคือปิ่นปักษาที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เธออยากถามเพื่อนให้รู้แล้วรู้รอดว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าก็ไม่มีจังหวะให้ถาม จนกระทั่งสองเท้าของคนที่นำหน้าหยุดอยู่กับที่ เธอจึงหยุดตาม
“ออกมาทำไม ไม่รอทรายกับแนนก่อนหรือไง แล้วมันจะกลับไงล่ะ เมาด้วยนะนั่น”
“พี่คะ” บุณยากรไม่ตอบคำถามของเธอ ขณะเดียวกันนั้นเสียงของปิ่นปักษาก็ดังขึ้นเรียกสายตาให้หันไปมอง เบื้องหน้าเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนสี่คน หลังมีเสียงเรียกพวกเขาก็หันกลับมา ดูเหมือนอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงรถของพวกเขาแล้ว ทั้งสี่ดูงุนงงไม่ต่างจากเธอ มีเพียงหญิงสาวสองคนข้างหน้าเท่านั้นที่ดูจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “พี่เสื้อขาวนั่นแหละค่ะ”
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
เจ้าของชื่อ ‘พี่เสื้อขาว’ ถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพ ทว่าติดจะดุอยู่หน่อย ๆ วรัสยาเริ่มลนอยู่หน่อย ๆ เธอสงสัยว่าทำไมเพื่อนถึงเรียกอีกฝ่ายไว้ แต่ไม่ต้องสงสัยนานเพราะเจ้าหล่อนก็เฉลยมันออกมาในทันที
“เพื่อนหนูชอบค่ะ” เธอจะไม่แปลกใจเลยถ้าหลังจากประโยคนั้นจบลงอีกฝ่ายไม่ได้ชี้นิ้วมาทางนี้ “ชื่อผักกาด เห็นหน้าเด็กตัวเล็กแบบนี้แต่ไม่ได้เป็นผู้เยาว์แน่นอนค่ะ อายุยี่สิบสามแล้ว เป็นคนจริงใจ นิสัยดี คบหาได้ไม่เป็นพิษเป็นภัย ถ้าไม่ติดอะไรฝากติดรถไปส่งที่คอนโดหน่อยได้ไหมคะ”
วรัสยาทวนคำพูดเพื่อนอยู่ในใจ เธอเหมือนคนเสียสติชั่วขณะ หาคำพูดของตัวเองไม่เจอจึงได้แต่อ้าปากหวอจนนกแทบจะเข้าไปทำรังได้
เพื่อนหนูที่ว่าชอบพี่ ใคร เธอเหรอ เธอชอบเขา ไปชอบตอนไหนนะ...
แล้วพวกหล่อนกล้าฝากเธอติดรถไปกับผู้ชายถึงสี่คน ตายแน่ สองคนนี้ต้องตายคามือเท่านั้นถึงจะสาสม!
“ส่งได้ครับ” ประโยคนี้ไม่ได้ออกมาจากปากคนเสื้อขาว แต่เป็นหนึ่งในสามคนที่เหลือ “พี่ชื่อดินนะ ส่วนไอ้คนนี้ชื่อจัด มันจะพาน้องผักกาดไปส่งถึงที่โดยไม่ทำอะไรไม่ดีเลย พี่รับประกัน นี่นามบัตรพี่ครับ มีปัญหาหลังจากนี้โทร.มาได้เลย”
“ขอบคุณค่ะพี่ดิน หนูฝากเพื่อนหนูด้วยนะคะพี่จัด” ปิ่นปักษาเอื้อมมือไปรับนามบัตรของชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าชื่อดินก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้คนเสื้อขาว
“อะไรกันวะไผ่” คนโดนฝากเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ
“คนนี้แหละ” บุณยากรกระซิบข้างใบหูให้ได้ยินแค่สองคน “คนที่จะทำให้มึงได้คุยกับไอ้มิวอีกครั้ง จำไว้นะ ถ้ามีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นให้เกิดไป ไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้ามีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล โทร.มา พวกกูจะไปหาทันที”
“อาร์มกูไปรถมึงแล้วกัน รถไอ้จัดไม่ว่างแล้ว” ดิฐากรหันไปพูดกับเพื่อนก่อนจะปรายตาไปทางชายหนุ่มอีกคนที่ยืนปั้นหน้านิ่งอยู่ “เฮีย ขึ้นรถ พรุ่งนี้มีงานเช้านะ”
ชยางกูรเดินตามไปน้อง ๆ ทั้งสองไปยังรถของอรัณย์ เมื่อขึ้นมาบนรถก็มองออกไปยังน้องเล็กที่ยืนเต๊ะท่าอยู่ต่อหน้าสาว หากจะปฏิเสธจริง ๆ คิดว่าแค่ใช้สายตาจีรกิตติ์ก็ทำมันได้ง่าย ๆ ไม่ต้องรอให้ดิฐากรพูดอะไรยืดยาว แต่ที่ต้องให้คนอื่นออกหน้ารับเพราะกลัวจะเสียมาดกระมัง
“มันคงชอบจริง ๆ” ชยางกูรเอ่ยขึ้นเมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปนอกบริเวณลานจอดรถ
“ทำบุญด้วยอะไรมาวะ สนใจเขาแต่ไม่ต้องเข้าหา เขาก็มาหาถึงที่”
เพราะพรุ่งนี้มีงานเช้า ต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัดตั้งแต่เจ็ดโมง พวกเขาจึงไม่สามารถอยู่นานได้กว่านี้ น้องเล็กของกลุ่มก็เต๊ะท่าไม่เลิก เบอร์สาวก็ดันไม่ขอไว้ ไหนเจ้าตัวยังหายไปเข้าห้องน้ำนานสองนาน อรัณย์จึงชวนกลับ ทุกคนจึงคิดว่าต้องมีคนกินแห้วเสียแล้ว แต่จนแล้วจนรอดฝ่ายหญิงก็ออกมาได้ถูกจังหวะ หากช้ากว่านี้อีกนิดต้องมีคนเป็นบ้าเป็นแน่แท้
“ตื่นสายไม่ได้นะไอ้จัด ไม่งั้นล่ะมึง น่าดู” ดิฐากรเอ่ยด้วยรอยยิ้ม มือหนาก็ตบหน้าขาตัวเองตามจังหวะเพลงอย่างสบายอารมณ์
จีรกิตติ์มองดูกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบสนิท ไม่แสดงความยินดียินร้ายที่ต้องมีสาวเสื้อซาตินติดรถไปด้วย ทำให้ทั้งสามเดาทางไม่ได้ว่าเขาสะดวกใจจะพาวรัสยาไปด้วยหรือเปล่า เพราะคนตอบตกลงก็ไม่ใช่เขา แต่หากจะปฏิเสธจริง ๆ ปิ่นปักษาก็แค่พาเพื่อนกลับ ก็ในร้านเห็นว่ามองแต่วรัสยา พอออกมาทำไมถึงได้ดูดุเหมือนหมาเช่นนี้
“ฝากด้วยนะคะพี่จัด” ถึงกระนั้นก็ยังทำใจดีสู้เสือ สู้มาขนาดนี้แล้วจะให้ถอยกลับได้อย่างไร
“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัวไปยังรถคันหรูสีดำ บุณยากรเห็นเช่นนั้นก็รีบส่งสัมภาระให้เพื่อนถือทันที ก่อนจะดันหลังให้อีกฝ่ายรีบเดินตามชายหนุ่มไป
ได้ผัวใหม่ไม่พอ ผัวรวยด้วย ต้องอย่างนี้สิเพื่อน
“มึง แน่ใจนะ” วรัสยาเอี้ยวตัวมาย้ำอีกครั้งหลังบุณยากรเอื้อมมือไปหมายจะเปิดประตูรถให้
“ท่องเอาไว้ จะได้ไปคุยกับไอ้มิว”
สุดท้ายรถหรูที่มีวรัสยาเป็นตุ๊กตาหน้ารถก็เคลื่อนตัวออกไป ไฟท้ายหายไปจากสายตาของสองสาวแล้ว รอยยิ้มประดับขึ้นแทน
“ไปหลอกมันอีท่าไหน”
“หลอกอะไร” บุณยากรค้อนให้เพื่อนหนึ่งที “เขาเรียกว่าโน้มน้าวใจต่างหาก เข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นเลื้อยเสร็จมันจะงงว่าเพื่อนหายไปไหนหมด”
“มึงเล่าหน่อยสิว่าคุยกับมันยังไง ทำไมมันถึงอยากได้เขา”
“ไม่ใช่แบบนั้น เดี๋ยวกูเล่าทีเดียวจะได้รู้พร้อม ๆ กัน” เมื่อเข้ามาถึงด้านในก็พบว่านักเต้นเท้าไฟทั้งสองท่านได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว “อ้าว เต้นกันพอละเหรอ”
“เหนื่อยแล้ว แล้วนี่ไอ้กาดไปไหน ไม่มาด้วยกันอะ” โสรยาถามพร้อมกับยกน้ำอัดลมมาดื่มให้ชุ่มคอ
“ไปกับผู้ชายแล้ว”
พรวด!
น้ำอัดลมที่เพิ่งเข้าปากโสรยาไปหมาด ๆ ถูกพ่นออกมาในทันที
ก่อนที่นันทภัคจะถามออกมาด้วยอารมตกใจ “ใคร แป๊บนะ มันไม่ใช่คนที่จะไปต่อกับคนอื่นเลย เกิดอะไรขึ้น”
“มันจะไม่เป็นผักกาดดองแล้ว มันจะเป็นคุณผักกาด”
✿✿✿✿✿✿✿✿
ภายในรถมีแต่ความเงียบเท่านั้นที่ทำงาน เขายังไม่เอ่ยถามด้วยซ้ำว่าที่หมายที่จะต้องไปส่งเธอคือที่ไหน ได้แต่ขับไปตามทางของเขา วรัสยาได้แต่กัดริมฝีปากล่างอย่างรู้สึกประหม่า อยากเอ่ยปากพูดกับเขาแต่ก็รู้สึกกระดากอายที่เพื่อนพูดไปก่อนหน้านี้ เธอชอบเขา แถมยังขอติดรถกลับไปด้วย...ช่างหน้าไม่อาย
เธอเหลือบมองเขาเป็นระยะ ว่าบาป หน้าตาดีแท้ล่ะพ่อคุณ เธอต้องพยายามอย่างมากที่จะไม่ยิ้ม ไม่อย่างนั้นเขาจะคิดว่า ‘เพื่อนหนูชอบพี่’ เป็นความจริง เธอไม่ได้ชอบ แต่เขาหล่ออันนี้มันปฏิเสธไม่ได้
“อยู่แถวไหน” เสียงของเขาดังขึ้นเรียกสติของเธอให้กลับมาที่เรื่องสำคัญ หลังจากตอบไปแล้วชายหนุ่มก็ทำหน้าครุ่นคิด คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม นั่นทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องไปด้วยเพราะดูเหมือนจะกลายเป็นภาระของคนข้าง ๆ เข้าเสียแล้ว “คนละทางกันเลย”
“เอ่อ เดี๋ยวหนูกลับเองดีกว่าค่ะ” เธอรีบกล่าวด้วยความเกรงใจ “จริง ๆ เพื่อนแค่หยอกค่ะ พี่อย่าคิดมากเลยนะคะ ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจ งั้นเดี๋ยวพี่จอดข้างหน้านี่เลยค่ะ เดี๋ยวนั่งแท็กซี่กลับได้”
“รับปากไปแล้ว”
“หนูทราบค่ะ แต่มันไม่จำเป็นหรอก แค่พี่ไม่ด่าที่พวกเพื่อน ๆ หนูเล่นไม่รู้เรื่องก็ดีมากแล้ว ถ้าต้องวนไปส่งหนูมันก็ไกลค่ะ เสียเวลาพักผ่อน อีกอย่างที่นี่มีรถสาธารณะเยอะ กลับคอนโดนี่เรื่องจิ๊บ ๆ ค่ะ”
เขาไม่ตอบแต่เลือกที่จะตบไฟเลี้ยวแทน เธอก็เข้าใจได้ว่าต่อให้พูดไปก็คงไม่มีประโยชน์ เขาคิดว่ารับปากแล้วก็ต้องทำ แต่มันทำให้คนเป็นภาระรู้สึกผิดไม่หยอก หากรู้ว่าอีกฝ่ายจะรักษาสัจจะแบบนี้เธอจะพยายามค้นหาสติที่หายไปชั่วขณะแล้วปรามเพื่อนที่เล่นไม่รู้ความ โตแต่ตัวกันทั้งนั้น ทำแต่เรื่องงามหน้า มีอย่างที่ไหนยัดเพื่อนให้ไปกับผู้ชาย
“ดีที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุดนะคะ ไม่งั้น-”
“พรุ่งนี้ต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดแต่เช้าครับ” ชายหนุ่มแทรกขึ้นก่อนที่วรัสยาจะพูดจบ เหมือนมีไม้หน้าสามที่มองไม่เห็นตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง
“พี่คะ หนูขอโทษจริง ๆ พี่จอดให้หนูได้ไหม คือตอนนี้หนูรู้สึกผิดมากเลยค่ะ”
“ข้าวสักมื้อแล้วกัน”
เธอเลิกคิ้วใส่เมื่ออีกฝ่ายพูดมาเช่นนั้น ก่อนจะทำความเข้าใจกับมันได้ในหลายวินาทีต่อมา เขามีข้อแลกเปลี่ยน “ได้ค่ะ ถ้าพี่สะดวกวันไหนพี่บอกหนูเลยนะคะ หนูสะดวกทุกวันค่ะ” เขาแค่ปรายตามอง แต่เธอเข้าใจได้จึงยิ้มแหยบนใบหน้า “เพิ่งเรียนจบน่ะค่ะ แต่ยังไม่ได้หางานทำเลย”
“ที่บ้านยังส่งให้เหรอ”
“ไม่เชิงค่ะ แต่ว่าอย่างนั้นก็ได้” เธอตอบเลี่ยง ๆ “หนูตั้งใจจะสอบเนติฯ น่ะค่ะ แต่ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยพร้อมทั้งเรื่องสอบทั้งเรื่องทำงานเลย ใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าทำงานก่อนสักนิดอาจสั่งสมประสบการณ์ได้ รุ่นพี่หลายคนก็แนะนำแบบนั้น แต่อีกใจก็คิดว่าเรียนไปเลยดีกว่า แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน อีกทางที่ไม่ถูกเลือกก็คงจะน่าเสียดายอยู่ดี”
“เก็บประสบการณ์ก่อนก็ดี ในกรณีที่ไม่รีบ”
“ไม่รีบหรอกค่ะ หนูใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาก” เธอว่ายิ้ม ๆ ราวกับภูมิอกภูมิใจในความเหลวแหลกของตนเอง “เข้าซอยนี้เลยค่ะพี่ ข้างหน้านี่แหละ หรือพี่จะจอดข้างหน้าก็ได้เดี๋ยวหนูเดินเข้า...ขอบคุณค่ะ”
จีรกิตติ์ไม่ฟังคำของหญิงสาวเสื้อซาติน เขาเลี้ยวเข้าซอยก่อนจะหยุดลงที่หน้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ดูแล้วราคาเจ็ดหลักแน่นอน
“ขอบคุณมากเลยนะคะพี่...” เธอนึกชื่ออยู่หลายวินาที “พี่จัด ใช่ไหมคะ”
“ครับ”
พอได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มส่งให้ “เดินทางปลอดภัยนะคะ ขอบคุณอีกครั้งที่อุตส่าห์วนมาส่งหนู ส่วนเรื่องข้าวถ้าพี่สะดวกแล้วติดต่อมาได้เลยนะคะ แยกกันตรงนี้เลยเนอะ?”
“จะให้ติดต่อยังไง”
เธอเอียงหน้ามอง “อ๋อ เบอร์นะคะ” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรแต่ส่งมือถือมาให้ วรัสยาก็รับมาแต่โดยดีก่อนจะกรอกเบอร์โทรศัพท์สิบหลักของตัวเองลงไป “ให้หนูเมมไว้เลยไหมคะ”
“เอาสิ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ โทรมาได้แต่ไม่ทุกเวลานะคะ หนูตื่นสาย”
เขาพยักหน้ารับ เธอเองก็ไม่มีธุระอะไรต่อจึงโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณก่อนจะลงจากรถ แต่เดินห่างออกมาไม่เท่าไรก็มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น สองเท้าชะงักลงก่อนจะล้วงมือไปในกระเป๋า เป็นเบอร์แปลก ใจของเธอเดาว่าน่าจะเป็นหนุ่มเสื้อขาวที่เพิ่งเดินจากมาเมื่อสักครู่จึงกดรับสาย
“พี่จัดหรือเปล่าคะ”
(ครับ แค่ลองโทร.)
“กลัวหนูเบี้ยวเรื่องเลี้ยงข้าวเหรอคะ” เธอถามพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันหลังไปมองรถที่ยังจอดอยู่ที่เดิม “หนูไม่ให้เบอร์ปลอมหรอกน่า ถ้าอย่างนั้นเดินทางปลอดภัยนะคะ หนูวางนะ”
(ครับ)
ให้หลังไม่กี่นาทีรถก็เคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา วรัสยาได้แต่ยิ้มอยู่คนเดียว ถึงจะไม่ได้ชอบอย่างที่เพื่อนเอาไปอ้าง แต่พอได้สัมผัสจริง ๆ แล้วก็ดูจะเป็นที่ใช้ได้พอสมควร แค่มาส่งตามสัญญา ไม่มีท่าทีการคุกคามกันสักนิดทั้ง ๆ ที่ถ้าเอ่ยปากพูดจริง ๆ เธออาจไหลตามได้ง่าย เรื่องแบบนี้ถ้าสมัครใจทั้งคู่จะถือว่าได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่เขาก็ไม่คิดจะทำ เธอได้แต่ให้คะแนนเขาไว้ในใจ
ความประทับใจแรกเอาไปเต็มสิบเลยแล้วกัน
ผักกาด ;; ถึงห้องละนะ ปลอดภัยหายห่วง
ใบไผ่ ;; ห้องใคร
ผักกาด ;; ห้องกูสิ
ปิ่น ;; อีกทีซิ
ผักกาด ;; ให้เขามาส่งเขาก็มาส่งจริง ๆ
แนน ;; ทำไมมึงไม่เขมือบเขาลงท้องวะ เห็นไอ้ไผ่บอกงานดี
ผักกาด ;; อย่ารีบ แต่ดีจริง
ปิ่น ;; มึงอะ เสียเที่ยวเลย
ผักกาด ;; ได้เบอร์มา
ปิ่น ;; ไม่เสียชื่อตัวแม่
วรัสยาแค่ยิ้มให้กับข้อความของเพื่อน ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์เมื่อประตูเปิดออก ระหว่างนั้นก็ขบคิดถึงใครบางคนที่มักจะคุยกันแทบจะตลอดเวลา รอยยิ้มก็จางหายไปจากใบหน้า เธอรู้ดีว่าหลาย ๆ คนมักเลือกแฟนของตัวเองมากกว่าเพื่อน แต่สำหรับเธอแล้ว เพื่อนที่ยื่นมือมาให้จับในวันที่ไม่มีใครอยู่ข้างกายนั้นมีค่ากว่าผู้ชายอย่างไม่อาจเทียบเทียมกันได้
“บล็อกกันซะทุกทางเลยน้าไอ้ลูกเป็ด”
เธอได้แต่ส่ายหน้าให้กับมือถือก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า หวังเป็นอย่างมากว่าหากเธอมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอีกครั้ง มัญชุวีร์จะรู้สึกผิดน้อยลงและกลับมาเป็นเพื่อนเธอเหมือนเดิม อย่างที่เคยให้คำมั่นสัญญากันว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
✿✿✿✿✿✿✿✿