ตอน 2

หลังจากส่งข้อความไปนานมาก จนกระทั่งสือโย่วอี๋นั่งรถมาถึงทางเข้าคอนโดแล้วก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ

เธออมยิ้มอย่างขมขื่น

เผยซิงหลินเป็นนักบินอัจฉริยะที่โด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเคยถูกเธอปฏิเสธไปเมื่อสามปีก่อนเขาคงจะบล็อคเธอไปแล้วล่ะมั้ง?

นอกหน้าต่างรถฝนเริ่มตกหนักแล้ว สือโย่วอี๋ถอนหายใจและกางร่มลงจากรถไป

ระหว่างทางกลับคอนโด หานอู้หรือพี่ชายคนที่สามได้โทรเข้ามาหาเธอ……

“โย่วอี๋ ฉันลบจดหมายลาออกของเธอไปแล้วนะ เธอนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ เลย! พี่ใหญ่ไปเรียนต่อเมืองนอกต้องเสียค่าเล่าเรียน ส่วนพี่รองก็ต้องการเงินทุนในการเริ่มทำธุรกิจ ถ้าไม่มีคุณสวี่ ชีวิตพวกเราได้จบเห่กันแน่!”

หลังจากเมื่อวานตอนเย็นที่จากกันไม่ดี สือโย่วอี๋ก็ส่งอีเมลลาออกไป แต่กลับไม่คาคคิดเลยว่าพี่สามจะมาเจอเข้าซะก่อน

สือโย่วอี๋ได้แต่อธิบายว่า “พี่สาม คนรักของคุณสวี่กลับมาจากต่างประเทศแล้ว แถมพวกเขากำลังจะแต่งงานกันด้วย” เสียงของเธอสั่นเครือ แต่คำพูดกลับหนักแน่นผิดปกติ “ฉัน…… จะไม่ยอมเป็นเมียน้อยเด็ดขาด”

“เสี่ยวอี๋ ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะหวังดีกับเธอนะ เธอไม่มีทั้งวุฒิศึกษา ไม่มีทั้งคนที่คอยสนับสนุน แถมยังถูกคุณสวี่เลี้ยงดูมาตั้งสามปีแล้ว เธอขายไม่ได้ราคาดีๆ แล้วนะ” หานอู้พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ทุกคำที่เขาพูดออกมากลับแทงใจดำของสือโย่วอี๋อย่างมาก

“ขายงั้นเหรอ?! พี่กำลังพูดอะไรอยู่?!” ดวงตาของสือโย่วอี๋เบิกกว้าง

“เสี่ยวอี๋ นี่ก็คือชีวิตของผู้หญิงนั่นแหละไม่ใช่หรือไง? ต้องฉวยโอกาสจากความสาว ความซิงในการหาเสี่ยเลี้ยงดูสักคน เธอเชื่อพี่สิ อยู่กับคุณสวี่ต่อไปนั่นแหละ อย่าดื้อ!”

หานอู้วางสายไป

ขณะที่กำลังมองหน้าจอที่มืดสนิท สือโย่วอี๋ก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน

เธอไปจากสวี่ถิงจือไม่ได้ เพราะเธอรักเขา แล้วก็เพราะครอบครัวของเธอที่เหมือนปลิงพวกนี้ด้วย

ด้วยความที่ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอต้องอยู่อย่างลำบากลำบน พอสวี่ถิงจือมอบความสุขสบายให้หน่อย เธอก็ตกหลุมพรางเขาซะงั้น แม้ว่าความสุขสบายนี้มันจะเจือปนไปด้วยความทุกข์ระทมบ้างก็ตาม

“สือโย่วอี๋? แกนี่มันสารเลวจริงๆ เลยนะ!”

เสียงที่โกรธแค้นของใครคนหนึ่งดังขึ้นมา

สือโย่วอี๋ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากหันไปมองก็เห็นใบหน้าที่ดูไร้ซึ่งสง่าราศีและดุดันของใครคนหนึ่ง เขาก็คือหานเทียนฉีพ่อของเธอนั่นเอง!

พ่อที่ทั้งมีหนี้พนัน ทั้งติดเหล้าและมักจะสร้างปัญหาไปทั่ว พวกเธอสี่คนพี่น้องจึงพยายามที่จะหลบหน้าเขากันสุดชีวิต

สือโย่วอี๋ไม่คาดคิดเลยว่า เธอจะเป็นคนแรกที่เขาตามหาจนเจอ

เธอพยายามที่จะวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก แต่หานเทียนฉีกลับโยนขวดเหล้าในมือมาแบบส่งเดช แล้วก็เดินโซเซตามเธอมาก่อนจะคว้าแขนเธอไว้พลางถามว่า “เงินล่ะ? เอาเงินมาให้กูเดี๋ยวนี้นะ!”

“ปล่อยฉันนะ! ฉันไม่มีเงินหรอก!”

สือโย่วอี๋ดิ้นสุดกำลัง แต่หานเทียนฉีกลับกระชากผมยาวๆ ของเธอเอาไว้พลางพูดว่า “ยังคิดจะหนีอีกเหรอ? ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะช่วยชีวิตแกเอาไว้ แม่ของแกก็คงไม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์หรอก! แกมันเป็นนังตัวซวย แกติดค้างเมียฉัน แกต้องเอาเงินมาชดใช้!”

“พ่อ พ่อพูดว่าอะไรนะ……”

การพูดเรื่องการตายของแม่คือการจี้จุดที่อ่อนไหวที่สุดของสือโย่วอี๋แล้ว

ในขณะที่เธอกำลังเสียใจและตกตะลึงอยู่ หานเทียนฉีก็ได้ฉวยโอกาสจะแย่งกระเป๋าเธอไป ในขณะเดียวกันก็ยกฝ่ามือที่ทั้งใหญ่ทั้งหยาบและดำคล้ำของเขาขึ้นมา……

ฝ่ามือหนักๆ นั้นได้ตบลงมาที่ใบหน้าของเธอ เธอจึงหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ

แต่……

“โอ๊ย!”

ความเจ็บปวดที่คาดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังได้ยินเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดของหานเทียนฉีดังขึ้นมาที่ข้างหูอีกต่างหาก

พอสือโย่วอี๋ลืมตาขึ้นมา เธอก็เห็นหานเทียนฉีถูกชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังบีบคออยู่

ชายคนนั้นหันหลังให้เธออยู่ เธอจึงเห็นเพียงมือข้างนั้นของเขาที่กำลังบีบคอของหานเทียนฉีเอาไว้ ข้อนิ้วทั้งห้าดูชัดเจน เส้นเลือดที่หลังมือนูนขึ้นมา ให้ความรู้สึกถึงพลังที่ไม่อาจต้านทานได้

เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิท ที่ตัวมีรังสีอำมหิตแผ่ออกมา ราวกับเป็นดาบใหม่ที่เพิ่งผ่านการลับมาอย่างคมกริบ ดูมีรังสีของความกดดันอย่างรุนแรง

หัวใจของสือโย่วอี๋เต้นแรงมาก ตอนที่เขาหันหน้ามาเล็กน้อย เธอก็เห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน

ภายใต้โครงหน้าที่คมชัดของเขา คิ้วและสันจมูกโด่งคมเป็นสันดูสง่างาม หางตาของดวงตาที่เรียวยาวคู่นั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็นดวงตาที่ดูมีเสน่ห์ตรงตามมาตรฐาน แต่แววตากลับเย็นชาผิดปกติจนทำให้เธอไม่กล้าที่จะสบตากับเขาโดยตรง

ฝนกำลังตกหนักมาก ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาของสือโย่วอี๋ดูพร่ามัวไปหมด

แต่ใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายมากของเผยซิงหลินกลับฉายชัดเข้ามาในดวงตาของเธออย่างหาที่เปรียบไม่ได้

สือโย่วอี๋รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่อย่างไรอย่างนั้น แต่แล้วในวินาทีต่อมาเธอกลับได้ยินเสียงผู้ชายถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งว่า “ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

สือโย่วอี๋สตั๊นไปชั่วขณะก่อนจะรีบส่ายหน้าไปมา

เผยซิงหลินพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็สะบัดมือปล่อยหานเทียนฉีออกด้วยความรังเกียจ

“มึงนี่แม่ง……”

หานเทียนฉีแยกเขี้ยวยิงฟันพร้อมกับคลึงข้อมือไปมา เขายังคิดจะด่าทอขึ้นมาอีก แต่บังเอิญหันไปเห็นบอดี้การ์ดชุดดำหลายคนที่เดินตรงเข้ามาซะก่อน

หานเทียนฉีจึงรีบหนีไปด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะพูดขู่ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะ! กูไม่ปล่อยมึงไปแน่!”

……

จนกระทั่งเธอกลับไปถึงที่คอนโดเล็กๆ ของเธอกับเผยซิงหลิน สือโย่วอี๋ก็ยังดึงสติให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้

เผยซิงหลิน…… มาจริงๆ เหรอเนี่ย?

เป็นเพราะข้อความที่เธอส่งไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วงั้นเหรอ?

หลังจากที่สือโย่วอี๋บอกขอบคุณเขาไปแบบเก้ๆ กังๆ ความเงียบที่น่าอึดอัดก็ปกคลุมไปทั่วห้องทันที

สายตาของเธอเหลือบมองไปทั่วๆ ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสังเกตเห็นว่าเผยซิงหลินเปียกโชกไปทั้งตัว เธอก็รีบบอกว่าจะไปหาผ้าเช็ดตัวมาให้เขา จากนั้นก็วิ่งไปที่ห้องน้ำราวกับกำลังหนีอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น

เผยซิงหลินมองไปที่แผ่นหลังของเธออยู่หลายวินาที จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปที่เฟอร์นิเจอร์ในห้อง

ในคอนโดเล็กๆ แห่งนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ทำให้รู้สึกถึงคำๆ หนึ่งที่แสนจะอบอุ่นขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย……

นั่นก็คือคำว่า ‘บ้าน’

มุมปากเขากระตุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นว่าบนชั้นวางหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือเรียนเกี่ยวกับโภชนาการ ทันใดนั้นริมฝีปากบางๆ ของเขาก็เม้มเข้าเป็นเส้นตรง

แต่……

เผยซิงหลินเดินเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือและหรี่ตาเล็กน้อย เวลานี้เองที่เขาได้เห็นวารสารทางการแพทย์หลายเล่มที่ถูกซ่อนเอาไว้ แล้วก็หูฟังแพทย์อันหนึ่งที่ยางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดแล้ว

สิ่งเหล่านี้ถูกซ่อนไว้ในมุมมืด แสดงให้เห็นถึงความฝันทางการแพทย์ที่ผู้หญิงคนนี้ยังไม่เคยทอดทิ้งไป

ภายในห้องน้ำ สือโย่วอี๋กังวลว่าเผยซิงหลินจะรอนาน เธอจึงทำการค้นหาผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ในตู้ออกมาผืนหนึ่ง แล้วก็รีบวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว “คุณเผย คุณ……”

เธอพูดไปได้เพียงครึ่งประโยค แล้วจู่ๆ ดวงตาที่กลมโตของเธอก็เบิกกว้างพร้อมกับเงียบไป

เผยซิงหลิน……

ไม่ใส่เสื้อ!

สิ่งที่สือโย่วอี๋เห็นคือช่วงไหล่ที่ดูกว้าง เอวที่ดูคอดแต่แข็งแกร่ง แล้วก็กล้ามหน้าท้องที่เรียงตัวสวยเห็นเป็นลูกๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน

แรงดึงดูดทางเพศอันดิบเถื่อนแบบบุรุษเพศได้นำมาซึ่งความรู้สึกกดดันที่แปลกประหลาด ทำให้สือโย่วอี๋ลืมที่จะหันหน้าหนีไปชั่วขณะ

หยดน้ำยังคงเกาะอยู่บนผิวของเขา มันไหลผ่านร่องของกล้ามหน้าท้องลงไปบนเนื้อผ้าของกางเกงสูท สายตาของเธอจึงเผลอมองตามหยดน้ำนั้นไปยังจุดที่ไม่ควรจะมองที่สุดโดยสัญชาตญาณ

จนกระทั่งสายตาที่เย็นชาของเผยซิงหลินกวาดมองมา สือโย่วอี๋ถึงได้ดึงสติกลับมาได้

แก้มที่ขาวกระจ่างใสของเธอแดงก่ำราวกับมะเขือเทศ เธอรีบหันหลังเพื่อจะวิ่งหนีไปอย่างดื้อๆ ซะงั้น

แต่เผยซิงหลินกลับชิงก้าวมาข้างหน้าก่อนก้าวหนึ่ง แล้วก็ขวางเธอเอาไว้ตรงมุมห้องซะก่อน

“คุณ……”

หัวใจของสือโย่วอี๋เต้นรัวราวกับกลอง ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไร เธอก็ได้ยินเสียงที่ทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นอยู่เหนือศีรษะว่า “คุณแน่ใจนะว่า อยากจะแต่งงานกับผม?”

ตอน 3

ด้วยความที่เธอสูงประมาณไหล่ของเผยซิงหลิน สือโย่วอี๋จึงถูกเขาต้อนจนมุม สายตาของเธอมองไปอยู่ในระดับของกระดูกไหปลาร้าที่ดูสวยของเขาพอดี

รังสีของความกดดันอันหนักหน่วงทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เธอจึงทำได้เพียงอ้อนวอนด้วยความประหม่าว่า “คุณปล่อยฉันก่อนสิ”

“คุณก็ตอบผมมาก่อนสิ” เผยซิงหลินดูรุกหนักผิดปกติ

สือโย่วอี๋หลับตา เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันและพยักหน้าในที่สุด

เพื่อที่จะหนีออกมาจากสวี่ถิงจือ เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

ทันทีที่เธอพยักหน้า เผยซิงหลินก็ถอยหลังไปครึ่งก้าว เวลานี้เธอถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

เขานั่งลงบนโซฟาโดยไม่สวมเสื้อและใช้ผ้าขนหนูที่เธอเพิ่งให้มาไปเช็ดผมอย่างเป็นธรรมชาติมาก ท่าทางเขาดูผ่อนคลายและชิลมากซะยิ่งกว่าเธอที่เป็นเจ้าของคอนโดแห่งนี้ซะอีก

ทันใดนั้นความคิดของสือโย่วอี๋ก็หวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาเมื่อสามปีก่อน ตอนที่เธอพบกับเขาเป็นครั้งแรก

ในงานสังคมที่สวี่ถิงจือจัดขึ้น เพราะสวี่ซื่อ กรุ๊ปต้องการจะเข้าแวดวงของการบิน จึงจงใจเชิญเผยซิงหลินที่เป็นกัปตันอัจฉริยะมาเป็นพิเศษ

ตอนนั้นเผยซิงหลินสวมชุดยูนิฟอร์มของสายการบินสีเทาอมฟ้า เหมือนเพิ่งลงจากเครื่องบินและรีบมาที่งานเลี้ยงเลยอย่างไรอย่างนั้น

ในตอนนี้เขามีออร่าของความขึงขังจริงจังและเย็นชา ดูเป็นคนที่ไม่มีกิเลสตัณหาใดๆ เลย…… ซึ่งแตกต่างกับภาพลักษณ์ที่เซ็กซี่ของการไม่สวมเสื้อของเขาในตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเลย

ในงานสังคมนั้น ถึงแม้ว่าสวี่ถิงจือหวังที่จะแนะนำธุรกิจบางอย่างให้เขา แต่ลึกๆ ก็รู้สึกดูถูกที่เขาเป็นเพียงแค่กัปตันธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น สวี่ถิงจือจึงวางท่าทีเหมือนผู้ที่เหนือกว่า

ส่วนเผยซิงหลินไม่ได้ดูนอบน้อมจนเกินงามหรือหยิ่งยโสจนเกินไป ตลอดงานเขาไม่ได้สนใจสวี่ถิงจือเลย แต่กลับเดินมาหาสือโย่วอี๋ก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิก แล้วก็ขอแลกช่องทางการติดต่อกับเธอ

สือโย่วอี๋กังวลว่าสวี่ถิงจือจะถือสา แต่ความรักที่เธอให้มันไร้ค่าและมากจนเหลือล้น ทำให้สวี่ถิงจือรู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนสุนัขที่ซื่อสัตย์ตัวหนึ่ง เขาไม่กังวลว่าเธอจะไปตกหลุมรักคนอื่นเลยสักนิด

ถึงขนาดที่ว่าสวี่ถิงจือเป็นฝ่ายผลักดันให้เธอเข้าหาเผยซิงหลินเองเลยด้วยซ้ำ

แต่สายตาของเผยซิงหลินที่เหลือบมองไปยังสือโย่วอี๋กลับแฝงไปด้วยความโกรธเคือง ราวกับว่า…… ราวกับรู้สึกผิดหวังอย่างมาก

เธอกับเขาจึงได้แลกช่องทางการติดต่อกัน

ซึ่งหลังจากนั้นมาเผยซิงหลินก็แค่เล่าถึงความเป็นมาระหว่างเธอกับเขาให้เธอฟังเท่านั้น……

ที่แท้แม่ของเขากับแม่ของสือโย่วอี๋ก็เป็นเพื่อนสนิทกัน แถมยังทำการหมั้นหมายลูกของกันและกันเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังเล็กอีกด้วย

เนื่องจากตอนนี้คุณแม่เผยสุขภาพย่ำแย่จึงกังวลว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นาน เธอจึงขอให้เผยซิงหลินรีบแต่งงานกับสือโย่วอี๋โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะช่วยเธอให้ออกมาจากตระกูลที่สูบเลือดสูบเนื้อนั่น

ในตอนนั้นสือโย่วอี๋สนอกสนใจแต่สวี่ถิงจือเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอจึงปฏิเสธข้อเสนอของเผยซิงหลินโดยแทบจะโดยไม่ลังเลเลยด้วยซ้ำ

แต่ตอนนี้……

พอนึกย้อนกลับไปถึงความหลงใหลในตอนนั้นแล้ว สือโย่วอี๋ก็รู้สึกว่าตัวเองตลกสิ้นดี

ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

มีคนนำเสื้อผ้าและเอกสารชุดหนึ่งมาส่งให้เผยซิงหลิน

สือโย่วอี๋คิดว่าน่าจะเป็นพนักงานส่งของ

แต่ทำไมพนักงานส่งของคนนี้ถึงใส่สูทผูกเนกไทด้วยล่ะ?

เผยซิงหลินค่อยๆ แต่งตัวอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันก็โยนเอกสารมาให้สือโย่วอี๋

สือโย่วอี๋ที่ดึงสติกลับมาได้แล้วถึงได้เห็นชัดๆ ว่า เอกสารนั้นคือข้อตกลงก่อนการแต่งงาน

ในข้อตกลงระบุเอาไว้ว่า หลังจากแต่งงานแล้วสือโย่วอี๋จะต้องแสดงบทบาทเป็นภรรยาของเผยซิงหลินให้ดี ห้ามให้แม่ที่ร่างกายอ่อนแอของเขารู้เด็ดขาดว่าพวกเขาแต่งงานกันตามสัญญาเท่านั้น

ในฐานะผู้ว่าจ้าง เขาจะจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมเป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านให้เธอทุกเดือน

พอเห็นตัวเลขนี้ สือโย่วอี๋ก็ทึ่งไปเล็กน้อย

เผยซิงหลินเป็นกัปตัน รายได้เขาต้องสูงมากอยู่แล้ว

แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นเพียงแค่มนุษย์เงินเดือน การที่เขาจะต้องจ่ายหนึ่งล้านทุกเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

การที่เขาให้ค่าตอบแทนที่สูงขนาดนี้กับเธอ น่าจะเป็นเพราะตอนนั้นโดนสวี่ถิงจือยั่วยุ ก็เลยอยากจะกู้หน้าคืนมาแน่ๆ

สือโย่วอี๋ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เงินจากเขามากมายขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเธอจะไม่มีทางยอมปล่อยให้เขาต้องเป็นหนี้สินแค่เพราะรักษาหน้าตาทางสังคมเอาไว้เด็ดขาด

เธอจึงพูดขึ้นว่า “ฉันเห็นด้วยกับเงื่อนไขอื่นๆ ทุกอย่างเลย แต่เรื่องค่าตอบแทนฉันไม่ต้องการหรอกค่ะ หลังแต่งงานฉันจะไปหางานทำ……”

สีหน้าของเผยซิงหลินมืดลงเล็กน้อย

จู่ๆ สือโย่วอี๋ก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา

หรือว่าเผยซิงหลินจะห้ามไม่ให้เธอออกไปทำงานเหมือนกับสวี่ถิงจือ?

เผยซิงหลินพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เงินที่คุณหามาได้ก็ถือว่าเป็นของคุณ มันไม่ได้มาขัดแย้งอะไรกับการที่ผมจะจ่ายค่าตอบแทนให้คุณเลยสักนิด”

สือโย่วอี๋แอบชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็ถอนหายใจอยู่ภายในใจ……

ผู้ชายนี่ก็นะ ห่วงศักดิ์ศรีตัวเองมากจนยอมลำบากได้ทุกอย่างเลยจริงๆ

เธอได้แต่อธิบายว่า “ที่ฉันไม่รับเงินของคุณ ประเด็นหลักเลยก็เพราะปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ฉันไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูก…… ถูกคุณเลี้ยงดูอยู่น่ะ”

“ในเมื่อเรากำลังจะแต่งงานกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะสัญญาหรือไม่ก็ตาม คุณก็คือภรรยาของผม” เผยซิงหลินมองเธออย่างเย็นชา เมื่อเห็นว่าเธอยังคงมีทีท่าที่จะปฏิเสธอยู่ เขาก็จึงพูดเสริมขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “ในช่วงเริ่มต้นของการทำงานมีเรื่องที่ต้องใช้จ่ายเยอะมาก คุณคิดจะไปเริ่มทำงานมือเปล่าหรือไง แม้แต่เงินซื้อชุดทำงานดีๆ สักชุดก็ยังไม่มีปัญญาซื้อเนี่ยนะ?”

สือโย่วอี๋ก้มหน้ามองตัวเอง แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอายเจือความขมขื่น

ช่างมันเถอะ รับเงินเอาไว้ก่อนแล้วกัน ไว้มีโอกาสค่อยคืนให้แม่ของเผยซิงหลินไปก็สิ้นเรื่องแล้ว

เมื่อเห็นว่าในที่สุดเธอก็ยอมเชื่อแล้ว เผยซิงหลินจึงบอกให้เธอรีบกรอกเอกสารขอจดทะเบียนสมรสให้เสร็จ

สือโย่วอี๋ก็รีบทำตามทันที

หลังจากทำเรื่องพวกนี้เสร็จ เขาก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับ เธอจึงไปส่งเขาตามมารยาท

“คุณไม่ไปกับผมเหรอ?” เผยซิงหลินแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน

“เริ่มเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” สือโย่วอี๋ถามด้วยความเขินอายว่า “พอดีฉันยังมีธุระบางอย่างที่ต้องจัดการอีก……”

เผยซิงหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย “สามวัน”

“คือว่า…… ก็ได้ค่ะ” สือโย่วอี๋ก้มหน้าตอบรับอย่างเชื่อฟัง

เผยซิงหลินเหลือบมองเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากคอนโดไป

เวลาสามวันนั้นสั้นมาก สือโย่วอี๋ไม่กล้าที่จะเสียเวลาเลยแม้แต่นาทีเดียว วันรุ่งขึ้นเธอจึงเริ่มเก็บข้าวของเหล่านั้นที่สวี่ถิงจือซื้อให้ทันที

ขณะที่กำลังยุ่งหัวหมุนอยู่นี้เอง จู่ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งมาเยือน

บุคคลที่มาบอกว่าตัวเองชื่อสือเฉิงเป็นเลขาของเผยซิงหลิน เจ้านายสั่งให้มาช่วยเธอขนของ

สือโย่วอี๋มองพิจารณาหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวตรงหน้า แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า……เป็นกัปตันต้องมีเลขาด้วยเหรอ?

แต่ด้วยความที่เธอเป็นพวกประหม่าเวลาต้องเข้าสังคมจึงไม่ได้ถามอะไรมาก ได้แค่ยิ้มและตอบ “ขอบคุณ” กลับไป

ทันทีที่สือเฉิงเข้าประตูมา เธอก็ขมวดคิ้วและเยาะเย้ยในความตระหนี่ของสวี่ถิงจือว่า “คุณสือ แฟนเก่าคุณเป็นคนขี้เหนียวอะไรขนาดนี้คะเนี่ย ของถูกๆ แบบนี้ก็ยังจะกล้าให้มาอีกเหรอ?”

เธอจูงมือสือโย่วอี๋ออกไปนอกประตูอย่างรวดเร็วพลางพูดว่า “ไปค่ะไป ฉันจะไปเลือกของที่มันดูดีมีระดับเป็นเพื่อนคุณเองค่ะ! ถ้าเจ้านายมาเห็นขยะพวกนี้เข้า เขาได้ถลกหนังฉันทั้งเป็นแน่เลยค่ะ”

สิ่งของที่สวี่ถิงจือซื้อให้เธอถือว่าไม่ใช่สินค้าหรูหราราคาแพงอะไร แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นของที่มีคุณภาพสูงทั้งสิ้น

ทว่าสือเฉิงกลับบอกว่า ของเหล่านี้เป็นเพียง ‘ขยะ’ ในสายตาของเผยซิงหลินเท่านั้น

แต่เผยซิงหลินเป็นแค่กัปตันคนหนึ่งเท่านั้น เขาไปเอาเงินทองมาจากไหนกันถึงได้ใช้เงินมือเติบขนาดนี้?

หรือว่าที่เขายอมฝืนใช้เงินเกินตัวเพื่อหน้าตาอีกแล้ว?

สือโย่วอี๋ไม่อาจคัดค้านสือเฉิงได้ ไม่นานพวกเธอจึงไปห้างกัน พอเข้าประตูไป ภาพแผ่นหลังที่ใกล้ชิดกันของคนสองคนก็ทำให้เธอตกใจราวกับถูกกระแทกอย่างแรง

พวกเขาคือสวี่ถิงจือ แล้วก็เจียงหว่านที่สวมชุดแต่งงานอยู่

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED