“โปรดทรงพิจารณาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!!” แววตาราชสีห์กวาดมองกลุ่มเสนาบดีตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงกึกก้องของกลุ่มคนตรงหน้ายังคงดังต่อเนื่องสม่ำเสมอ สองตาคมกวาดมองเนื้อความในกระดาษผืนกว้างตรงหน้า
“ท่านเห็นควรว่าจะให้ข้าแต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นรัชทายาท องค์ชายเจ็ดหลานของท่านเช่นนั้นน่ะหรือ” สีหน้าของคนนั่งบัลลังก์ราบเรียบทว่ายกยิ้มเยาะหยันความคิดของชายอาวุโส ก่อนที่จะพูดต่อ
“คนที่ไม่รู้หน้าที่ไม่ใฝ่เรียนรู้ เอาแต่ใช้ชีวิตสำราญไปวัน ๆ ท่านคิดว่าแคว้นจิ้งต้องการรัชทายาทเช่นนั้นใช่หรือไหม?”น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในผืนทะเลกล่าวกับคนตรงหน้าที่ยึดหน้าผากของตนอยู่บนพื้น
“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าเซี่ยหงจงมิอาจเอื้อมพ่ะย่ะค...” น้ำเสียงสั่นเทาของเสนาบดีอาวุโสเอ่ยยังไม่ทันจบประโยค
“ท่านเสนาบดีเซี่ยหงจงท่านไม่มีชื่อของผู้ใดจะเสนอแต่ท่านกล้าที่เสนอฎีกาถอดถอนราชโองการของเจิ้น[ ฮ่องเต้เรียกแทนตัวเองกับเหล่าเสนาบดี] อย่างนี้เรียกไม่กล้าสินะ” สองตาคมทอดมองคนตรงหน้าจากบัลลังก์ เครื่องเครานุ่งห่มแสดงตำแหน่งของเซี่ยหงจงสั่นเทาอย่างไม่ต้องสังเกตก็สามารถเห็นได้ง่าย
“พระอาญามิพ้นเกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสมควรตาย”เสนาบดีอาวุโสโยกตัวคำนับ จดหน้าผากของตนลงกับพื้นแสดงความเคารพคนบนบัลลังก์อีกหลายครั้ง เขารู้ดีว่ากระทำในการล่อแหลมครั้งนี้มีผลต่อชีวิตของตน จึงคิดเอาประเพณีที่มีมาตั้งแต่เก่าก่อนที่เขายกขึ้นเป็นข้อโต้แย้ง
“เซี่ยหงจง!!”น้ำเสียงกร้าวดั่งราชสีห์คำรามดังก้องท้องพระโรง พาให้เหล่าเสนาบดีเผลอเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ราบเรียบยกเว้นแต่ผู้ที่ถูกขานชื่อ ก่อนที่ฝ่ามือกร้านจะฉวยเอาจอกน้ำชาร่อนกระทบกับพื้นแตกกระจายตรงหน้า เศษเสี้ยวกระเบื้องเนื้อดีกระดอนพื้นเข้าต้องหนังหน้าที่ร่วงโรยตามวัยพาให้โลหิตหยาดออกมาจากบาดแผลตกต้องพื้นท้องพระโรง
“ท่านคงต้องทนกับความโง่เขลาไร้สามารถที่จะพิจารณาถูกผิดของเจิ้นอย่างข้ามาหลายต่อหลายครั้งสินะ! จากนี้ท่านคงไม่ต้องทนกับสิ่งขวางหูขวางตาท่านอีกแล้ว” น้ำเสียงทุ้มยังคงราบเรียบ ทว่าทรงพลังทุกน้ำคำดำดิ่งเข้ากลางใจของคนตรงหน้า เซี่ยหงจงเสนาบดีอาวุโสได้แต่ภาวนาให้ฮ่องเต้ทรงคล้อยตามเนื้อหาในฎีกาก็เพียงเท่านั้น
…
เด็กหนุ่มรูปงามสง่าวัยสิบสี่หนาวทรงชุดคลุมสีดำสนิทลงดิ้นทองลายกรงเล็บพยัคฆ์ ยืนนิ่งหน้ามองตรงสีหน้าเรียบอยู่ข้างบัลลังก์ในท้องพระโรงทอดสายตามองเซี่ยหงจงแววตาส่อเยาะในความกำเริบเสิบสาน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของเขา
เซี่ยหงจงค้อมตัวอยู่กับพื้นเนื้อตัวสั่นงันงก เขาลอบบีบมือที่ประสานกันคารวะผู้สูงศักดิ์ไว้แน่น
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ!”
ริ้วลมพัดเข้านอกออกในท้องพระโรง ทว่าก็ไม่อาจหอบเอาความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้นในระหว่างที่ผู้ทรงบัลลังก์กำลังพิจารณาฎีกาที่เซี่ยหงจงยื่นเข้ามาได้ สีหน้าคร่ำเครียดของมหาบัณฑิตข้างบัลลังก์ตั้งอกตั้งใจวาดพู่กันลงบนกระดาษผืนกว้างจารึกลายลักษณ์อักษรตามคำวินิจฉัยขององค์ฮ่องเต้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่อู๋กงกงที่ยืนรอถวายงานอยู่หน้าแท่นบัลลังก์จะเดินเข้ามารับม้วนกระดาษที่มหาบัณฑิตยื่นมาให้ตามขั้นตอนตุลาการ
“พระอาญามิพ้นเกล้า อู๋กงกงน้อมรับราชโองการ” ชายอาวุโสก้มศีรษะคำนับต่อหน้าบัลลังก์ก่อนที่จะคลี่กระดาษม้วนหนาในมือออกอ่าน
“พระวินิจฉัยองค์ฮ่องเต้เยวี่ยจั้น ราชวงศ์จิ้ง มีความดังนี้ ขุนนางขั้นสองเซี่ยหงจง ประพฤติตนผิดทำนองคลองธรรม ยื่นมือเข้าไปวุ่นวายกับวังหลังซ้ำยุยงบรรดาองค์ชายให้แตกสามัคคี โทษมหันต์นัก ให้นำตัวเข้าคุกหลวงรอประหารในอีกสามวันจากนี้ เซี่ยเจาอี๋ไม่สามารถควบคุมดูแลบิดาและบุตรชายได้ ส่งเข้าตำหนักเย็น องค์ชายเจ็ดไม่สนใจการเล่าเรียน แอบอ้างบารมีเบื้องสูงข่มบุตรหลานขุนนางใหญ่จนเป็นที่เอือมระอา ให้ขุกเข่าอยู่หน้าศาลบรรพชนสามวัน จากนั้นถอดยศเป็นสามัญชน ชั่วชีวิตห้ามเหยียบเข้าเมืองหลวงอีก หากฝ่าฝืนให้ประหารได้ทันที แล้วจึงรายงานภายหลัง”
เซี่ยหงจงผู้ถูกพิพากษาพลันก็ทรุดเข่าลงกับพื้นทันทีที่ได้ยินพระราชวินิจฉัยที่ส่งผลกระทบไปยังลูกสาวและหลานชายทำให้เขาทุกข์จนแทบกระอักเลือด ใบหน้าของเขาถอดสีไม่มีเค้าความอวดดีหลงเหลืออยู่ เขาไม่นึกว่าเวลาล่มสลายของสกุลเซี่ยจะมาถึงเพราะการกระทำของเขา ยุครุ่งโรจน์ที่สืบมาแต่บรรพบุรุษนับร้อยปีมาจบลงภายในชั่วจิบชา
“พระอาญามิพ้นเกล้า ขอฝ่าบาททรงเมตตากระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”สองเข่าของเซี่ยหงจงรีบคลานเข้าไปยังหน้าบัลลังก์อย่างรู้งาน ด้วยหวังจะอุทธรณ์โทษที่ตนได้รับ อย่างน้อยเขาก็เคยมีความดีความชอบสะสมมาบ้าง ทว่าเซวียนจางหย่งชักกระบี่ออกจากฝักเข้าขวางหน้า บ่งบอกให้เขารับรู้ว่าไม่ได้รับสิทธิ์แม้กระทั่งขออุทธรณ์ ทั้งยังเล็งปลายคมจ่อเข้ากับใบหน้าน่ารังเกียจห่างจากดวงตาของเขาไม่ถึงสองชุ่น
ร่างของชายอาวุโสสิ้นสติกลางท้องพระโรงท่ามกลางเสียงโหวกเหวกและโวยวายของสายเลือดสกุลเซี่ย ฮองเต้เห็นต่อตาเช่นนั้นก็ได้แต่โบกพระหัตถ์ไล่อย่างมิได้ใส่ใจ อู๋กงกงพยักหน้าให้ข้าหลวงพาร่างไร้ซึ่งสติของอดีตขุนนางใหญ่ออกจากท้องพระโรงไป
…
เจ้าของดวงตาพยัคฆ์กวาดมองความวุ่นวายในท้องพระโรง ก่อนที่จะทรงพระราชดำเนินออกจากบัลลังก์พร้อมกับเซวียนจางหย่งพระราชนัดดาโดยมีอู๋กงกงรีบตามไปติด ๆ ยังตำหนักกลาง ก่อนจะเดินลัดออกไปทางห้องเครื่อง
“ฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักแล้ว พวกเจ้าตระเตรียมแต่งสำรับถวายหรือยัง” ข้ารับใช้ใกล้ชิดองค์ฮ่องเต้อู๋กงกงเดินเข้าไปพูดเบา ๆ กับนางในหน้าห้องเครื่อง
“เจ้าค่ะ อู๋กงกง” นางห้องเครื่องคำนับก่อนที่จะวิ่งหายเข้าไปในห้องเครื่องรีบตระเตรียมสำรับขึ้นให้ทันเวลา เพราะยังต้องเผื่อเวลาให้อู๋กงกงทดสอบพระกระยาหารก่อนนำขึ้นแต่งโต๊ะอีกด้วย
ผ่านไปครู่ใหญ่ อู๋กงกงเข้าทดสอบพระกระยาหารทุกสำรับ ก่อนที่จะนำขึ้นแต่งโต๊ะมื้อกระยาหาร
“เครื่องคาวขึ้นแต่งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญฝ่าบาทเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษผู้ทรงเครื่องมังกรกำลังเสวนาออกรสกับหลานชายพยักหน้ารับคำของข้ารับใช้คนสนิทข้างกาย
“ร่วมโต๊ะอาหารกันสักมื้อนะจางหย่ง ปะ” เซวียนจางหย่งพยักหน้ารับ เขาลอบมองสีหน้าและแววตาพระปิตุลาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากเข้มขรึมเมื่อครู่จางหายไปราวกับเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด ในยามที่ฝ่าบาทไม่ได้ว่าราชการใด ๆ พระปิตุลาของเขาก็เป็นเหมือนคนทั่วไป มียิ้ม มีหัวเราะ เฉกเช่นปุถุชนคนธรรมดา ทว่าบทบาทที่ต้องแยกกันอย่างชัดเจนนำพาบางสิ่งที่เขาต้องการที่ไม่มีใครให้เขาได้นอกจากฝ่าบาทผู้นี้
“สำรับพวกนี้ วิเศษเสียจริง”
“ขอรับ” เซวียนจางหย่งเอ่ยสนับสนุน
“เพียงไม่กี่ฝนเจ้าก็เติบใหญ่เป็นหนุ่มน้อยแล้ว ข้าก็แก่ลงไปอีกสิบสี่ปี ครบสิบสี่หนาวปีนี้เจ้าอยากได้สิ่งใดเป็นของขวัญวันเกิดล่ะ” น้ำเสียงมีความสุขอารมณ์ดีสลับกับหัวเราะร่าออกมา ก่อนที่จะเอ่ยถามผู้มีศักดิ์เป็นหลานชาย
“แค่เสด็จลุงทรงจดจำวันเกิดของกระหม่อมได้ก็ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เซวียนจางหย่งรีบประสานมือคารวะ
“ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรให้มาก ไหนบอกมาสิว่าเจ้าอยากได้สิ่งใด” เสียงทุ้มคะยั้นคะยอ แววตาเริ่มใส่อารมณ์ จางหย่งเห็นทีว่าเขาต้องมีอะไรสักอย่างที่ต้องการตามพระประสงค์ของพระปิตุลา
“ขอฝ่าบาทมีพระราชโองการอนุญาต ให้กระหม่อมเดินทางไปปราบชนเผ่านอกด่านที่ชายแดนเหนือด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เซวียนจางหย่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง และทันทีที่คนรอฟังคำตอบได้ยินสายตากร้าวก็เพ่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าในทันที
“เหตุใดเจ้าไม่ต้องการ สตรี? จวน? ที่ดิน? สิ่งใดที่ข้าให้แล้วไม่ลำบากใจเล่า”
“กระหม่อมตรึกตรองดีแล้วฝ่าบาท” นอกจากฮ่องเต้จะโกรธมากแล้วซ้ำยังจะไม่ให้อภัย
“เจ้าจะให้ข้ากับไทเฮาน้ำตาตกในตายหรืออย่างไรกัน” แววตาแห่งความเมตตาและสีหน้าอิ่มสุขเมื่อครู่หายวับไปกับตาเซวียนจางหย่งรีบคุกเข่าลงกับจดหน้าผากลงกับพื้น
“อาญามิเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”เยวี่ยจั้นลุกยืนหันหลังให้คนคุกเข่าเต็มความสูง ก่อนที่จะเอ่ยปากเรียกอู๋กงกงเข้ามา
“เอาตัวองค์ชายเซวียนกลับจวนกั๋วกง หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามมิให้ออกจากจวนเด็ดขาด!”
เซวียนจางหย่งเบิกตาโพลงมองชายฉลองพระองค์ของผู้เป็นพระปิตุลา ระหว่างที่อู๋กงกงเข้ามายืนต่อหน้า เซวียนจางหย่งไม่อาจเลี่ยงอาญาที่องค์ฝ่าบาทลั่นออกมาได้ ทว่าถึงอย่างไรสิ่งที่เขาขอนั้นก็ยังเป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้อยู่ดี
ถึงแม้สายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้จะถูกทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดหมาย ทว่าน้ำตาที่ล้นเอ่อหัวใจของเยวี่ยจั้นก็ส่อปริ่มดวงตาเมื่อย้อนนึกถึงในวันที่เซวียนผู้พ่อทำเช่นเดียวกันนี้ หลังจากที่ราชโองการถูกประทับตรา เซวียนจางหย่งน้อยก็ถูกเปลี่ยนสายป่านทันที ถึงเขายังเด็กแต่ก็รู้พอที่จะร้องงอแงถึงผู้เป็นบิดา แม้ตนจะเป็นฮ่องเต้ก็ไม่อาจบังคับให้บุตรไม่คิดถึงบิดาได้ ทั้งเขาและไทเฮาต่างก็ผ่านวันคืนที่ยากลำบากมาด้วยกัน ภาพไทเฮากอดหลานหลับไปทั้งน้ำตายังวนเวียนอยู่ในความทรงจำของเขาไม่เลือนจางไปไหน
‘เจ้าจางหย่ง ครั้งที่ข้ายอมอภัยให้เจ้าตอนที่เจ้ากลับไปอยู่จวนเก่าของพ่อเจ้าตั้งแต่สิบสองหนาวนั่นข้าก็ยอมเจ้ามากแล้ว ครั้งนี้กำเริบเสิบสานนักจะไปจากข้าไกลกว่านี้ทั้งที่เพียงสิบสี่หนาวน่ะเหรอ หรือจะต้องให้ไทเฮาประทานสมบัติมากกว่าครั้งที่แล้วหรืออย่างไรกัน เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ’
…
เสียงร่ำลือแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างราวกับโยนก้อนหินลงผืนน้ำอย่างรวดเร็วเรื่องฮ่องเต้ทรงกริ้ว[ ราชาศัพท์ โกรธ]เซวียนจางหย่งเป็นอย่างมาก ทั้งที่เขาเป็นผู้ล้ำเลิศทั้งด้านบู๊และบุ๋นสมกับเป็นบุตรผู้เดียวของเซวียนกั๋วกง ถึงกระนั้นเขายังไม่อาจเลี่ยงอาญาขององค์ฮ่องเต้ได้ ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงกักบริเวณเฉพาะแค่ในจวน แต่สำหรับเซวียนจางหย่งแล้วพระอัยการู้เป็นอย่างดีว่าโทษเพียงเท่านั้นก็สร้างความอึดอัดใจให้กับม้าป่าอย่างพระราชนัดดาของเขาได้ไม่น้อย
“องค์ชาย อู๋กงกงขอรับ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแสดงการอนุญาตใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
“องค์ชาย” ชายอาวุโสผ่านประตูเข้ามาหลังจากที่ถูกเปิดออกกว้างเขาค้อมตัวคำนับก่อนที่จะรับกระดาษแผ่นกว้างจากมหาดเล็กมาไว้ในมือ ครั้นก็คลี่กางออกต่อหน้าคนที่กำลังตั้งใจฟังความอยู่อย่างใจจดใจจ่อ
“เซวียนจางหย่งรับราชโองการ”เด็กหนุ่มคุกเข่าลงต่อหน้ากระดาษผืนกว้างในมือของชายอาวุโส
“พระราชานุญาตให้เซวียนจางหย่ง แต่งขบวนทัพออกสมทบกำลังกับทางชายแดนเหนือ มีผลตั้งแต่ยามนี้เป็นต้นไป”
“เป็นพระกรุณาอย่างยิ่ง” เด็กหนุ่มก้มลงคำนับราชโองการในมืออู๋กงกงจดหน้าผากลงกับพื้นอีกครั้ง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดี ในที่สุดการรอคอยของเขาก็เป็นผล ม้าป่าเปี่ยมไปพลังเช่นเขาไม่อาจจะถูกกักอยู่ในคอก ข้อนี้พระอัยกาของเขาตระหนักรู้เป็นอย่างดี
เซวียนจางหย่งเร่งตระเตรียมแต่งทัพของตนด้วยตั้งใจจะเคลื่อนขบวนทัพให้เร็วที่สุด
“ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงขานที่เขาไม่ได้ยินมาแรมเดือน ดังขึ้นทันทีที่ประตูจวนเปิดออก
“เจ้าไม่มีใจที่จะไปลาข้ากับไทเฮาก่อนจะออกทัพเลยหรือ” ยังไม่ทันที่เซวียนจางหย่งจะเดินออกไปรับเสด็จ ฮ่องเต้ก็พระราชดำเนินเข้ามาในจวนถึงตัวเขาเสียก่อน พลันก็ตรัสด้วยน้ำเสียงอบอุ่นตัดพ้อการกระทำของเขาในทันที
“พระอาญามิพ้นเกล้าฝ่าบาท กระหม่อมคาดว่าจะทูลลาก่อนออกทัพพ่ะย่ะค่ะ” เซวียนจางหย่งกล่าวความตั้งใจจริงของตน
“เจ้าตั้งใจเช่นนั้นหรือ ข้าและไทเฮาจะรอการมาของเจ้าแล้วกันนะ” น้ำเสียงทุ้มกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนที่จะหันหลังกลับออกไปจากจวนอย่างไม่ใส่ใจในพิธีรีตองใด
ท้องฟ้ายังไม่ทันจะสาง กองทัพที่ถูกตกแต่งตระเตรียมเรียบร้อยก็ตั้งขบวนเป็นแนวแถว นายกองเซวียนจางหย่งก้มลงคำนับฮ่องเต้และไทเฮาที่เสด็จพระราชดำเนินออกส่งพร้อมหน้า
“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” เด็กหนุ่มคุกเข่าก้มใบหน้าลง ก่อนที่จะเงยหน้ามองพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์ตรงหน้า
แม้สีหน้าของทั้งสองจะมีรอยยิ้มทว่าแววตาทั้งสองของคนทั้งคู่ก็เปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วงหาที่มีต่อเขาอย่างไม่มีเสื่อมคลาย เซวียนจางหย่งจดจำแววตาของทั้งสองได้ดี ภาพจำนั้นทำให้เขามีพลังในทุกครั้งที่กรำศึก
…