ตอน 1

เหตุผลหลักที่ทำให้แคว้นจิ้งเข้มแข็งและเรืองอำนาจกว่าแคว้นอื่นใดในอาณาจักรปกครองตนเอง หลักด้วยฮ่องเต้มากความสามารถกรอปกับแม่ทัพกล้าหาญและเชี่ยวชาญการรบ เช่น เซวียนจางหย่ง ผู้พิทักษ์แผ่นดินข้างกายพระปิตุลา

เขาคือบุตรชายของเซวียนกั๋วกงแม่ทัพใหญ่และองค์หญิงรองเยวี่ยหลี พระธิดาในอุทรของไทเฮาผู้เป็นพระขนิษฐาร่วมสายโลหิตของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน(เยวี่ยจั้น) พ่อ แม่ ลูก พร้อมหน้าได้เพียงไม่ถึงหนึ่งหนาวพระมารดาก็ต้องมาจากไปทั้งที่เซวียนจางหย่งยังไม่อาจได้จดจำใบหน้ามารดาได้ด้วยซ้ำ เยวี่ยหลีผู้อาภัพจากลาบุตรและสามีของนางอย่างไม่มีวันกลับ รวดเร็วเกินกว่าที่เซวียนกั๋วกงจะรับโชคชะตาอันเป็นไปนี้ได้

“ขอพระองค์ทรงลงพระราชโองการด้วยเถิด” น้ำเสียงห้าวหาญของแม่ทัพใหญ่เซวียนกั๋วกงก้องกร้าวไปทั่วท้องพระโรง สองเข่าคุกลงก้มหน้าต่อราชบัลลังก์ที่ว่างเปล่าเช่นนั้นอยู่สามชั่วยาม เรื่องถึงพระกรรณฮ่องเต้ พระองค์จึงได้เสด็จออกท้องพระโรงในเวลาต่อมา

“ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงเบิกทางขานก้องระหว่างทางพระราชดำเนิน ก่อนที่เงาแห่งอำนาจจะทอดยาวผ่านประตูท้องพระโรงที่ไม่ได้ลงดานตลอดสามวัน

“เหตุใดท่านจึงอยากจะออกทัพเล่า ทหารที่หัวเมืองเหนือของเราก็ยังเข้มแข็ง ทั้งจางหย่งก็เพิ่งจะได้เพียงสามหนาว” ซุ่มเสียงทรงอำนาจเอ่ยเนิบนาบเต็มไปด้วยความปรานี

“หัวเมืองเหนือกำเริบด้วยคนเถื่อนแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า อาจสั่นคลอนแคว้นจิ้งพ่ะย่ะค่ะ” เซวียนกั๋วกงเอ่ยตอบสิ่งที่มีความจริงเจืออยู่เพียงเสี้ยวด้วยมิอาจเพ็ดทูลความเป็นจริงที่อยู่ภายในใจของเขา เขาจะกราบทูลมูลเหตุว่านับวันที่จางหย่งน้อยเติบโตใบหน้าเล็กของเขาก็ยิ่งละม้ายหญิงอันเป็นที่รักผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับได้อย่างไรกัน ถ้าเขาเพ็ดทูล[ พูดกับเจ้านาย]ออกไปเช่นนั้นนอกจากพระองค์จะไม่ทรงลงราชโองการแล้วเขาอาจจะต้องอาญาในฐานะบิดาที่ทอดทิ้งบุตรได้

“อืม หากท่านเห็นดีเช่นนั้น ข้าก็คงห้ามอะไรไม่ได้สินะ” เซวียนกั๋วกงได้ยินพระบรมราชานุญาตก็เผลอลืมตัวเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ฮ่องเต้ สายพระเนตรที่ทอดมองเขาเต็มไปด้วยความเมตตา เขาได้แต่นึกคิดอยู่ในใจด้วยไม่รู้จะเอ่ยปากเรื่องจางหย่งน้อยบุตรชายของเขากับองค์ฮ่องเต้อย่างไร

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ” เขาจรดหน้าผากลงเสมอพื้นแสดงความเคารพบุคคลตรงหน้า ในขณะที่ซุนเหย้าถิงขันทีหน้าหอก้าวเข้าไปยืนต่อหน้าพระพักตร์ พานให้เซวียนกั๋วกงเผลอเงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็ไม่ทันที่จะรู้ได้ว่าฮ่องเต้มีคำสั่งใดต่อซุนเหย้าถิง[ ขันทีคนสุดท้ายของจีน]

“บุตรชายของท่าน ฮ่องเต้จะทรงรับอุปการะในฐานะพระราชนัดดาของพระองค์” ทันทีที่ซุนเหย้าถิงเอ่ยจบ ความรู้สึกยินดีสายหนึ่งก็แล่นเข้าสู่กลางใจเซวียนกั๋วกง ทว่าเขาก็ไม่อาจแสดงความดีใจที่มีล้นอกต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ได้ ทำได้แต่จรดหน้าผากลงกับพื้นแสดงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ตนและบุตรได้รับ

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้พ่ะย่ะค่ะ”เขาคำนับอยู่เช่นนั้นสามครั้งจนกระทั่งฮ่องเต้เสร็จออกจากท้องพระโรง เขารีบแต่งทัพทันทีที่พระบรมราชโองการมาถึงเพื่อเดินทางสู่หัวเมืองเหนือในสามวันถัดไป

หลังจากที่กั๋วกงผู้เป็นบิดาแต่งทัพสู่หัวเมืองเหนือในเช้าวันนั้น จางหย่งน้อยก็ได้เดินทางเข้าสู่พระราชวังภายใต้การจัดแจงของซุนเหย้าถิง ความซุกซนน่ารักของจางหย่งน้อยทำให้นางในต่างก็ปั่นป่วนไปด้วยรอยยิ้ม พานให้ความสุขขององค์ไทเฮา[ ตำแหน่งไท่โฮ่ว (ไทเฮา) - เป็นพระอัครมเหสีของฮ่องเต้องค์เก่า อาจเป็นแม่ของฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันหรือไม่เป็นก็ได้]ก็ทวีคูณตามไปด้วย

“องค์ชายน้อยทางนี้เพคะ” เสียงหัวเราะคิกคักสลับเสียงหัวเราะร่าของเด็กน้อยวัยเตาะแตะก้องไปทั่วสวนดอกไม้งดงาม พาให้ข้ารับใช้ต่างก็กระซิบกระซาบในสิ่งที่พวกนางได้เห็น

“ดูรอยยิ้มของไทเฮาสิ ข้าไม่เคยเห็นเช่นนั้นมาก่อนเลย”

“นั่นสิ นั่นสิ”

หลังจากที่องค์ฮ่องเต้รับเซวียนจางหย่งไว้ในพระราชอุปการะ เด็กน้อยวัยสามหนาวก็ได้เข้าพำนักในวังหลวง สายป่านชีวิตของเขาถูกเปลี่ยนจากมือคุณชายจวนกั๋วกงมาเป็นองค์ชายชั้นรองฐานะพระราชนัดดาของฮ่องเต้และองค์ไทเฮา เขาถูกชุบเลี้ยงเฉกเช่นกับเหล่าองค์ชายองค์อื่น ๆ ท่ามกลางความรักของพระปิตุลา[ ราชาศัพท์ แปลว่า ลุง]และพระอัยยิกา[ ราชาศัพท์ แปลว่า ย่า,ยาย]บนวิถีชีวิตที่เรียบง่ายจนเติบใหญ่ เขาเข้านอกออกวังเล็กวังน้อยที่อยู่ภายในวังหลังได้อย่างทะลุปรุโปร่งและมักแวะเวียนไปหาองค์ไทเฮาที่วังโซ่วคังกง ทั้งยังร่วมเสวยพระกระยาหารมื้อเช้ากับฮ่องเต้ที่ตำหนักกลางเสมอ ก่อนที่จะไปร่วมชั้นเรียนกับเหล่าองค์ชายที่วังนอก

ถึงแม้จางหย่งจะเป็นองค์ชายแต่เขาก็เป็นเพียงได้แค่องค์ชายรองไม่อาจมีพระศักดิ์เทียบเท่ากับองค์รัชทายาทผู้เป็นราชบุตรสายตรงจากองค์ฮ่องเต้

ถึงกระนั้นก็ยังมีคำล่ำลือกันเป็นวงกว้างว่าจางหย่งน้อยอาจได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทเมื่อเติบใหญ่ ด้วยนับวันความปรีชาชาญทั้งบู๊และบุ๋นของเขาก็ทวีขึ้นรอบด้าน คำล่ำลือนั้นจึงใกล้ที่จะเป็นจริงขึ้นในทุกวัน

“ขอฝ่าบาท ได้โปรดพิจารณาด้วยเถิด!”

“ได้โปรดทรงพิจารณาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!!”เสียงอื้ออึงของเหล่าเสนาบดีกึกก้องท้องพระโรงอยู่ซ้ำ ๆ ต่อหน้าบัลลังก์ เพื่อให้พิจารณาการวินิจฉัยแต่งตั้งองค์รัชทายาทนอกสายเลือดนั้นเป็นเรื่องนอกรีต[ จารีต ประเพณี การปฏิบัติกันสืบเนื่องมายาวนาน ]

ตอน 2

“โปรดทรงพิจารณาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!!” แววตาราชสีห์กวาดมองกลุ่มเสนาบดีตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงกึกก้องของกลุ่มคนตรงหน้ายังคงดังต่อเนื่องสม่ำเสมอ สองตาคมกวาดมองเนื้อความในกระดาษผืนกว้างตรงหน้า

“ท่านเห็นควรว่าจะให้ข้าแต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นรัชทายาท องค์ชายเจ็ดหลานของท่านเช่นนั้นน่ะหรือ” สีหน้าของคนนั่งบัลลังก์ราบเรียบทว่ายกยิ้มเยาะหยันความคิดของชายอาวุโส ก่อนที่จะพูดต่อ

“คนที่ไม่รู้หน้าที่ไม่ใฝ่เรียนรู้ เอาแต่ใช้ชีวิตสำราญไปวัน ๆ ท่านคิดว่าแคว้นจิ้งต้องการรัชทายาทเช่นนั้นใช่หรือไหม?”น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในผืนทะเลกล่าวกับคนตรงหน้าที่ยึดหน้าผากของตนอยู่บนพื้น

“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าเซี่ยหงจงมิอาจเอื้อมพ่ะย่ะค...” น้ำเสียงสั่นเทาของเสนาบดีอาวุโสเอ่ยยังไม่ทันจบประโยค

“ท่านเสนาบดีเซี่ยหงจงท่านไม่มีชื่อของผู้ใดจะเสนอแต่ท่านกล้าที่เสนอฎีกาถอดถอนราชโองการของเจิ้น[ ฮ่องเต้เรียกแทนตัวเองกับเหล่าเสนาบดี] อย่างนี้เรียกไม่กล้าสินะ” สองตาคมทอดมองคนตรงหน้าจากบัลลังก์ เครื่องเครานุ่งห่มแสดงตำแหน่งของเซี่ยหงจงสั่นเทาอย่างไม่ต้องสังเกตก็สามารถเห็นได้ง่าย

“พระอาญามิพ้นเกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสมควรตาย”เสนาบดีอาวุโสโยกตัวคำนับ จดหน้าผากของตนลงกับพื้นแสดงความเคารพคนบนบัลลังก์อีกหลายครั้ง เขารู้ดีว่ากระทำในการล่อแหลมครั้งนี้มีผลต่อชีวิตของตน จึงคิดเอาประเพณีที่มีมาตั้งแต่เก่าก่อนที่เขายกขึ้นเป็นข้อโต้แย้ง

“เซี่ยหงจง!!”น้ำเสียงกร้าวดั่งราชสีห์คำรามดังก้องท้องพระโรง พาให้เหล่าเสนาบดีเผลอเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ราบเรียบยกเว้นแต่ผู้ที่ถูกขานชื่อ ก่อนที่ฝ่ามือกร้านจะฉวยเอาจอกน้ำชาร่อนกระทบกับพื้นแตกกระจายตรงหน้า เศษเสี้ยวกระเบื้องเนื้อดีกระดอนพื้นเข้าต้องหนังหน้าที่ร่วงโรยตามวัยพาให้โลหิตหยาดออกมาจากบาดแผลตกต้องพื้นท้องพระโรง

“ท่านคงต้องทนกับความโง่เขลาไร้สามารถที่จะพิจารณาถูกผิดของเจิ้นอย่างข้ามาหลายต่อหลายครั้งสินะ! จากนี้ท่านคงไม่ต้องทนกับสิ่งขวางหูขวางตาท่านอีกแล้ว” น้ำเสียงทุ้มยังคงราบเรียบ ทว่าทรงพลังทุกน้ำคำดำดิ่งเข้ากลางใจของคนตรงหน้า เซี่ยหงจงเสนาบดีอาวุโสได้แต่ภาวนาให้ฮ่องเต้ทรงคล้อยตามเนื้อหาในฎีกาก็เพียงเท่านั้น

เด็กหนุ่มรูปงามสง่าวัยสิบสี่หนาวทรงชุดคลุมสีดำสนิทลงดิ้นทองลายกรงเล็บพยัคฆ์ ยืนนิ่งหน้ามองตรงสีหน้าเรียบอยู่ข้างบัลลังก์ในท้องพระโรงทอดสายตามองเซี่ยหงจงแววตาส่อเยาะในความกำเริบเสิบสาน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของเขา

เซี่ยหงจงค้อมตัวอยู่กับพื้นเนื้อตัวสั่นงันงก เขาลอบบีบมือที่ประสานกันคารวะผู้สูงศักดิ์ไว้แน่น

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ!”

ริ้วลมพัดเข้านอกออกในท้องพระโรง ทว่าก็ไม่อาจหอบเอาความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้นในระหว่างที่ผู้ทรงบัลลังก์กำลังพิจารณาฎีกาที่เซี่ยหงจงยื่นเข้ามาได้ สีหน้าคร่ำเครียดของมหาบัณฑิตข้างบัลลังก์ตั้งอกตั้งใจวาดพู่กันลงบนกระดาษผืนกว้างจารึกลายลักษณ์อักษรตามคำวินิจฉัยขององค์ฮ่องเต้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่อู๋กงกงที่ยืนรอถวายงานอยู่หน้าแท่นบัลลังก์จะเดินเข้ามารับม้วนกระดาษที่มหาบัณฑิตยื่นมาให้ตามขั้นตอนตุลาการ

“พระอาญามิพ้นเกล้า อู๋กงกงน้อมรับราชโองการ” ชายอาวุโสก้มศีรษะคำนับต่อหน้าบัลลังก์ก่อนที่จะคลี่กระดาษม้วนหนาในมือออกอ่าน

“พระวินิจฉัยองค์ฮ่องเต้เยวี่ยจั้น ราชวงศ์จิ้ง มีความดังนี้ ขุนนางขั้นสองเซี่ยหงจง ประพฤติตนผิดทำนองคลองธรรม ยื่นมือเข้าไปวุ่นวายกับวังหลังซ้ำยุยงบรรดาองค์ชายให้แตกสามัคคี โทษมหันต์นัก ให้นำตัวเข้าคุกหลวงรอประหารในอีกสามวันจากนี้ เซี่ยเจาอี๋ไม่สามารถควบคุมดูแลบิดาและบุตรชายได้ ส่งเข้าตำหนักเย็น องค์ชายเจ็ดไม่สนใจการเล่าเรียน แอบอ้างบารมีเบื้องสูงข่มบุตรหลานขุนนางใหญ่จนเป็นที่เอือมระอา ให้ขุกเข่าอยู่หน้าศาลบรรพชนสามวัน จากนั้นถอดยศเป็นสามัญชน ชั่วชีวิตห้ามเหยียบเข้าเมืองหลวงอีก หากฝ่าฝืนให้ประหารได้ทันที แล้วจึงรายงานภายหลัง”

เซี่ยหงจงผู้ถูกพิพากษาพลันก็ทรุดเข่าลงกับพื้นทันทีที่ได้ยินพระราชวินิจฉัยที่ส่งผลกระทบไปยังลูกสาวและหลานชายทำให้เขาทุกข์จนแทบกระอักเลือด ใบหน้าของเขาถอดสีไม่มีเค้าความอวดดีหลงเหลืออยู่ เขาไม่นึกว่าเวลาล่มสลายของสกุลเซี่ยจะมาถึงเพราะการกระทำของเขา ยุครุ่งโรจน์ที่สืบมาแต่บรรพบุรุษนับร้อยปีมาจบลงภายในชั่วจิบชา

“พระอาญามิพ้นเกล้า ขอฝ่าบาททรงเมตตากระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”สองเข่าของเซี่ยหงจงรีบคลานเข้าไปยังหน้าบัลลังก์อย่างรู้งาน ด้วยหวังจะอุทธรณ์โทษที่ตนได้รับ อย่างน้อยเขาก็เคยมีความดีความชอบสะสมมาบ้าง ทว่าเซวียนจางหย่งชักกระบี่ออกจากฝักเข้าขวางหน้า บ่งบอกให้เขารับรู้ว่าไม่ได้รับสิทธิ์แม้กระทั่งขออุทธรณ์ ทั้งยังเล็งปลายคมจ่อเข้ากับใบหน้าน่ารังเกียจห่างจากดวงตาของเขาไม่ถึงสองชุ่น

ร่างของชายอาวุโสสิ้นสติกลางท้องพระโรงท่ามกลางเสียงโหวกเหวกและโวยวายของสายเลือดสกุลเซี่ย ฮองเต้เห็นต่อตาเช่นนั้นก็ได้แต่โบกพระหัตถ์ไล่อย่างมิได้ใส่ใจ อู๋กงกงพยักหน้าให้ข้าหลวงพาร่างไร้ซึ่งสติของอดีตขุนนางใหญ่ออกจากท้องพระโรงไป

เจ้าของดวงตาพยัคฆ์กวาดมองความวุ่นวายในท้องพระโรง ก่อนที่จะทรงพระราชดำเนินออกจากบัลลังก์พร้อมกับเซวียนจางหย่งพระราชนัดดาโดยมีอู๋กงกงรีบตามไปติด ๆ ยังตำหนักกลาง ก่อนจะเดินลัดออกไปทางห้องเครื่อง

ตอน 3

“ฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักแล้ว พวกเจ้าตระเตรียมแต่งสำรับถวายหรือยัง” ข้ารับใช้ใกล้ชิดองค์ฮ่องเต้อู๋กงกงเดินเข้าไปพูดเบา ๆ กับนางในหน้าห้องเครื่อง

“เจ้าค่ะ อู๋กงกง” นางห้องเครื่องคำนับก่อนที่จะวิ่งหายเข้าไปในห้องเครื่องรีบตระเตรียมสำรับขึ้นให้ทันเวลา เพราะยังต้องเผื่อเวลาให้อู๋กงกงทดสอบพระกระยาหารก่อนนำขึ้นแต่งโต๊ะอีกด้วย

ผ่านไปครู่ใหญ่ อู๋กงกงเข้าทดสอบพระกระยาหารทุกสำรับ ก่อนที่จะนำขึ้นแต่งโต๊ะมื้อกระยาหาร

“เครื่องคาวขึ้นแต่งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญฝ่าบาทเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษผู้ทรงเครื่องมังกรกำลังเสวนาออกรสกับหลานชายพยักหน้ารับคำของข้ารับใช้คนสนิทข้างกาย

“ร่วมโต๊ะอาหารกันสักมื้อนะจางหย่ง ปะ” เซวียนจางหย่งพยักหน้ารับ เขาลอบมองสีหน้าและแววตาพระปิตุลาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากเข้มขรึมเมื่อครู่จางหายไปราวกับเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด ในยามที่ฝ่าบาทไม่ได้ว่าราชการใด ๆ พระปิตุลาของเขาก็เป็นเหมือนคนทั่วไป มียิ้ม มีหัวเราะ เฉกเช่นปุถุชนคนธรรมดา ทว่าบทบาทที่ต้องแยกกันอย่างชัดเจนนำพาบางสิ่งที่เขาต้องการที่ไม่มีใครให้เขาได้นอกจากฝ่าบาทผู้นี้

“สำรับพวกนี้ วิเศษเสียจริง”

“ขอรับ” เซวียนจางหย่งเอ่ยสนับสนุน

“เพียงไม่กี่ฝนเจ้าก็เติบใหญ่เป็นหนุ่มน้อยแล้ว ข้าก็แก่ลงไปอีกสิบสี่ปี ครบสิบสี่หนาวปีนี้เจ้าอยากได้สิ่งใดเป็นของขวัญวันเกิดล่ะ” น้ำเสียงมีความสุขอารมณ์ดีสลับกับหัวเราะร่าออกมา ก่อนที่จะเอ่ยถามผู้มีศักดิ์เป็นหลานชาย

“แค่เสด็จลุงทรงจดจำวันเกิดของกระหม่อมได้ก็ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เซวียนจางหย่งรีบประสานมือคารวะ

“ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรให้มาก ไหนบอกมาสิว่าเจ้าอยากได้สิ่งใด” เสียงทุ้มคะยั้นคะยอ แววตาเริ่มใส่อารมณ์ จางหย่งเห็นทีว่าเขาต้องมีอะไรสักอย่างที่ต้องการตามพระประสงค์ของพระปิตุลา

“ขอฝ่าบาทมีพระราชโองการอนุญาต ให้กระหม่อมเดินทางไปปราบชนเผ่านอกด่านที่ชายแดนเหนือด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เซวียนจางหย่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง และทันทีที่คนรอฟังคำตอบได้ยินสายตากร้าวก็เพ่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าในทันที

“เหตุใดเจ้าไม่ต้องการ สตรี? จวน? ที่ดิน? สิ่งใดที่ข้าให้แล้วไม่ลำบากใจเล่า”

“กระหม่อมตรึกตรองดีแล้วฝ่าบาท” นอกจากฮ่องเต้จะโกรธมากแล้วซ้ำยังจะไม่ให้อภัย

“เจ้าจะให้ข้ากับไทเฮาน้ำตาตกในตายหรืออย่างไรกัน” แววตาแห่งความเมตตาและสีหน้าอิ่มสุขเมื่อครู่หายวับไปกับตาเซวียนจางหย่งรีบคุกเข่าลงกับจดหน้าผากลงกับพื้น

“อาญามิเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”เยวี่ยจั้นลุกยืนหันหลังให้คนคุกเข่าเต็มความสูง ก่อนที่จะเอ่ยปากเรียกอู๋กงกงเข้ามา

“เอาตัวองค์ชายเซวียนกลับจวนกั๋วกง หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามมิให้ออกจากจวนเด็ดขาด!”

เซวียนจางหย่งเบิกตาโพลงมองชายฉลองพระองค์ของผู้เป็นพระปิตุลา ระหว่างที่อู๋กงกงเข้ามายืนต่อหน้า เซวียนจางหย่งไม่อาจเลี่ยงอาญาที่องค์ฝ่าบาทลั่นออกมาได้ ทว่าถึงอย่างไรสิ่งที่เขาขอนั้นก็ยังเป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้อยู่ดี

ถึงแม้สายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้จะถูกทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดหมาย ทว่าน้ำตาที่ล้นเอ่อหัวใจของเยวี่ยจั้นก็ส่อปริ่มดวงตาเมื่อย้อนนึกถึงในวันที่เซวียนผู้พ่อทำเช่นเดียวกันนี้ หลังจากที่ราชโองการถูกประทับตรา เซวียนจางหย่งน้อยก็ถูกเปลี่ยนสายป่านทันที ถึงเขายังเด็กแต่ก็รู้พอที่จะร้องงอแงถึงผู้เป็นบิดา แม้ตนจะเป็นฮ่องเต้ก็ไม่อาจบังคับให้บุตรไม่คิดถึงบิดาได้ ทั้งเขาและไทเฮาต่างก็ผ่านวันคืนที่ยากลำบากมาด้วยกัน ภาพไทเฮากอดหลานหลับไปทั้งน้ำตายังวนเวียนอยู่ในความทรงจำของเขาไม่เลือนจางไปไหน

‘เจ้าจางหย่ง ครั้งที่ข้ายอมอภัยให้เจ้าตอนที่เจ้ากลับไปอยู่จวนเก่าของพ่อเจ้าตั้งแต่สิบสองหนาวนั่นข้าก็ยอมเจ้ามากแล้ว ครั้งนี้กำเริบเสิบสานนักจะไปจากข้าไกลกว่านี้ทั้งที่เพียงสิบสี่หนาวน่ะเหรอ หรือจะต้องให้ไทเฮาประทานสมบัติมากกว่าครั้งที่แล้วหรืออย่างไรกัน เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ’

เสียงร่ำลือแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างราวกับโยนก้อนหินลงผืนน้ำอย่างรวดเร็วเรื่องฮ่องเต้ทรงกริ้ว[ ราชาศัพท์ โกรธ]เซวียนจางหย่งเป็นอย่างมาก ทั้งที่เขาเป็นผู้ล้ำเลิศทั้งด้านบู๊และบุ๋นสมกับเป็นบุตรผู้เดียวของเซวียนกั๋วกง ถึงกระนั้นเขายังไม่อาจเลี่ยงอาญาขององค์ฮ่องเต้ได้ ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงกักบริเวณเฉพาะแค่ในจวน แต่สำหรับเซวียนจางหย่งแล้วพระอัยการู้เป็นอย่างดีว่าโทษเพียงเท่านั้นก็สร้างความอึดอัดใจให้กับม้าป่าอย่างพระราชนัดดาของเขาได้ไม่น้อย

“องค์ชาย อู๋กงกงขอรับ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแสดงการอนุญาตใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

“องค์ชาย” ชายอาวุโสผ่านประตูเข้ามาหลังจากที่ถูกเปิดออกกว้างเขาค้อมตัวคำนับก่อนที่จะรับกระดาษแผ่นกว้างจากมหาดเล็กมาไว้ในมือ ครั้นก็คลี่กางออกต่อหน้าคนที่กำลังตั้งใจฟังความอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

“เซวียนจางหย่งรับราชโองการ”เด็กหนุ่มคุกเข่าลงต่อหน้ากระดาษผืนกว้างในมือของชายอาวุโส

“พระราชานุญาตให้เซวียนจางหย่ง แต่งขบวนทัพออกสมทบกำลังกับทางชายแดนเหนือ มีผลตั้งแต่ยามนี้เป็นต้นไป”

“เป็นพระกรุณาอย่างยิ่ง” เด็กหนุ่มก้มลงคำนับราชโองการในมืออู๋กงกงจดหน้าผากลงกับพื้นอีกครั้ง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดี ในที่สุดการรอคอยของเขาก็เป็นผล ม้าป่าเปี่ยมไปพลังเช่นเขาไม่อาจจะถูกกักอยู่ในคอก ข้อนี้พระอัยกาของเขาตระหนักรู้เป็นอย่างดี

เซวียนจางหย่งเร่งตระเตรียมแต่งทัพของตนด้วยตั้งใจจะเคลื่อนขบวนทัพให้เร็วที่สุด

“ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงขานที่เขาไม่ได้ยินมาแรมเดือน ดังขึ้นทันทีที่ประตูจวนเปิดออก

“เจ้าไม่มีใจที่จะไปลาข้ากับไทเฮาก่อนจะออกทัพเลยหรือ” ยังไม่ทันที่เซวียนจางหย่งจะเดินออกไปรับเสด็จ ฮ่องเต้ก็พระราชดำเนินเข้ามาในจวนถึงตัวเขาเสียก่อน พลันก็ตรัสด้วยน้ำเสียงอบอุ่นตัดพ้อการกระทำของเขาในทันที

“พระอาญามิพ้นเกล้าฝ่าบาท กระหม่อมคาดว่าจะทูลลาก่อนออกทัพพ่ะย่ะค่ะ” เซวียนจางหย่งกล่าวความตั้งใจจริงของตน

“เจ้าตั้งใจเช่นนั้นหรือ ข้าและไทเฮาจะรอการมาของเจ้าแล้วกันนะ” น้ำเสียงทุ้มกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนที่จะหันหลังกลับออกไปจากจวนอย่างไม่ใส่ใจในพิธีรีตองใด

ท้องฟ้ายังไม่ทันจะสาง กองทัพที่ถูกตกแต่งตระเตรียมเรียบร้อยก็ตั้งขบวนเป็นแนวแถว นายกองเซวียนจางหย่งก้มลงคำนับฮ่องเต้และไทเฮาที่เสด็จพระราชดำเนินออกส่งพร้อมหน้า

“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” เด็กหนุ่มคุกเข่าก้มใบหน้าลง ก่อนที่จะเงยหน้ามองพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์ตรงหน้า

แม้สีหน้าของทั้งสองจะมีรอยยิ้มทว่าแววตาทั้งสองของคนทั้งคู่ก็เปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วงหาที่มีต่อเขาอย่างไม่มีเสื่อมคลาย เซวียนจางหย่งจดจำแววตาของทั้งสองได้ดี ภาพจำนั้นทำให้เขามีพลังในทุกครั้งที่กรำศึก

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED