ตอน 2

“ท่านชื่ออะไร มาจากที่ไหน”

ซวีซิ่วพยายามถามอย่างสุภาพ นางคิดว่าน้ำเสียงของตนตอนนี้สุภาพและใจเย็นพอแล้ว

หลังจากพาชายผู้นี้กลับมารักษา เขาก็สลบไปสองวันเต็ม เมื่อฟื้นขึ้นมาไม่ว่านางจะถามอะไรก็เอาแต่ส่ายหน้า เหมือนอย่างตอนนี้

“ท่านไม่รู้ชื่อตัวเองจริงหรือ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าอีกครั้ง

“นึกให้ดีๆ ซิ”

น้ำเสียงของซวีซิ่วเปลี่ยนเป็นฉุน ไม่นุ่มนวลอีกแล้ว นั่นเพราะต่อให้ใจดีพาเขากลับมารักษาก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความอดทนพอที่มามัวถามชื่อแซ่ หรือเลี้ยงดูเขา พื้นเพนิสัยส่วนนี้ของนางมีมาแต่กำเนิด จะโทษว่านางใจร้อนไม่ได้หรอก

หนนี้เขาเงียบ สีหน้าแสดงออกถึงความอับจน ซวีซิ่วจึงยุติการถามเพียงเท่านั้น

“เช่นนั้นขอข้าดูแผลหน่อย”

เขาพยักหน้า

หัวคิ้วของซวีซิ่วกระตุก หากไม่ใช่เพราะคืนนั้นได้ยินเขาพูดว่า ‘ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย’ อย่างเวทนาแล้วละก็ คงคิดไปแล้วว่าเขาเป็นใบ้ ในเมื่อพูดได้แต่ไม่พูด หมายความว่าอย่างไรก็แน่นะ

หญิงสาวข่มความรำคาญใจ พร้อมกับค่อยๆ แกะผ้าพันแผลบนร่างกายกำยำของชายหนุ่มออกทีละชั้น เมื่อถึงชั้นสุดท้าย ผ้าแห้งติดกับแผลที่เริ่มสมาน จึงแกะค่อนข้างลำบาก แต่ไหนเลยนางจะเสียเวลาใช้น้ำร้อนเช็ดผ้าพันแผลให้ชุ่มก่อนแกะ ยามแกะผ้าออก เขาจึงสะดุ้งและส่งเสียง ‘ซี๊ด’ ด้วยความเจ็บ ทว่าก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นเขาจะกัดปากข่มกลั้นเสียง

นางช้อนตาขึ้นมองกรามของเขาที่ขบจนสั่นเป็นระยะ รู้สึกว่าชายผู้นี้ช่างมีความอดทนอย่างหาได้ยาก

แม้จะคิดอย่างนั้น นางกลับมิได้เบามือ หากไม่นับรวมบาดแผลบนปากและเบ้าตาที่ช้ำบวม รวมถึงได้แต่งตัวและทำผมดีๆ เชื่อว่าเขาต้องเป็นบุรุษรูปงามคนหนึ่ง อายุน่าจะราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหก อยู่ในวัยหนุ่มแน่น แต่กลับมีความอดทนมากกว่าชาวบ้านทั่วไป

“แผลของท่านลึกมาก” นางพูดระหว่างตรวจดูบาดแผล “ช่วงนี้ข้าจะช่วยทำความสะอาดแผลและทายาให้ก่อน แผลจะได้สมานตัวเร็วขึ้น ถ้าอาการท่านดีขึ้นเมื่อไร ก็ทายาและพันแผลเองแล้วกัน”

ตามปกติซวีซิ่วจะขายเพียงสมุนไพร ไม่เคยรักษาผู้ใดมาก่อน บุรุษผู้นี้นับเป็นคนแรกที่ตนพากลับบ้านมารักษา จะให้พะเน้าพะนอก็ไม่ใช่นิสัยของนาง

“ได้” เขาผงกศีรษะ ตอบสั้นๆ

ซวีซิ่วหันไปหยิบโถใส่ยาขึ้นมา แล้วยื่นให้เขาพลางพูด

“ถึงท่านจำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามือจะขยับไม่ได้ ช่วยข้าคนยานี้ที”

เขารับโถยาไปคน ส่วนนางหันไปหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น แล้วเริ่มเช็ดแผลให้เขาทีละจุด

บนร่างกายของชายหนุ่ม หากไม่พันด้วยผ้าพันแผล นอกจากกางเกงตัวกลางสีขาว เขาก็แทบไม่ได้ใส่อะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้น ซวีซิ่วกลับมิได้หวั่นใจกับร่างกายกำยำสมชายชาตรีของเขา ใบหน้าของนางเฉยชาไร้อารมณ์อย่างยิ่ง

มีบางครั้งมือเรียวสวยของนางแตะโดนร่างกายของเขาอย่างไม่เจตนา แต่ฝ่ายที่สะดุ้งเฮือกและแก้มแดงกลับเป็น เขาหาใช่นาง

ซวีซิ่วช้อนตามองใบหน้าของเขาแวบหนึ่ง แล้วหลุบตาเช็ดแผลให้เขาต่อ บอกให้หันหลัง เขาก็หันหลัง บอกให้ยกแขนขึ้น เขาก็มิได้อิดออด ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“เจ้ามีนามว่าอะไร”

คราวนี้ฝ่ายที่ถามคือชายหนุ่ม ซวีซิ่วมองเขาก่อนตอบ

“ซวีซิ่ว”

“ ‘เสี่ยวซิ่ว’ เรียกง่ายกว่า”

เขาพูดเสียงเบา หากดวงตากลับลึกล้ำ นางจึงมองเขาด้วยสายตาดุๆ เพียงแค่นั้นก็ทำให้เขาเม้มปากอย่างสำนึกผิด

คิดว่านางอาศัยในบ้านหลังเล็กติดป่านี้เพียงลำพังได้อย่างไร หากเอาตัวรอดไม่ได้ ถ้าเขาคิดว่านางอ่อนแอถึงเพียงนั้นก็คิดผิดเสียแล้ว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนนอกไม่กล้าเข้าใกล้นางเกินความจำเป็น นอกจากความเด็ดขาด ยังมีสายตาดุๆ นี้ด้วย พูดอีกนัยหนึ่ง หัวใจนางเหมือนถูกแช่ด้วยน้ำแข็งมานานแล้ว ไม่ว่าเขาคนนั้นจะมีรูปโฉมหล่อเหลา นิสัยอบอุ่นหรือมุทะลุแค่ไหน นางก็ไม่เคยหวั่นใจด้วย

ซวีซิ่วรับโถยาจากมือของเขา แล้วป้ายยาลงบนแผลทีละจุด จากนั้นพันด้วยผ้าขาวสะอาดผืนใหม่ ในตอนที่นางเก็บของแล้วลุกขึ้น เขายื่นมือมาคว้าข้อแขนนางไว้

“ปล่อยข้า”

นั่นไม่ใช่คำพูด แต่เป็นคำสั่ง

ชายหนุ่มปล่อยมือจากนาง หากแต่สีหน้ามิได้สลดสักนิด

ขนาดความจำของเขาไม่ค่อยดี ซ้ำยังมีบาดแผลเต็มร่างกาย ยังกล้าล่วงเกินนาง หากว่าเป็นตอนปกติคงจะร้ายกาจมิใช่น้อย

ถึงซวีซิ่วจะคิดอย่างนั้น แต่ก็ยังยอมอ่อนข้อให้อีกฝ่าย เอ่ยถามว่า “ท่านต้องการอะไร”

“ในเมื่อข้าจำชื่อตัวเองไม่ได้ ซ้ำไม่รู้ว่ามาจากไหน อย่างน้อยเจ้าก็ช่วยตั้งชื่อให้ช้าหน่อยเถอะ”

“จำเป็นด้วยหรือ ชื่อของท่านก็ตั้งเอาเองสิ”

“แต่เจ้าเป็นคนพบข้า”

‘แล้วอย่างไร ท่านไม่ใช่หมาใช่แมวนี่!’ นางเกือบหลุดคำพูดนั้นออกมา โชคดีที่ยั้งเอาไว้ทัน จึงเปลี่ยนมาบอกว่า “ท่านจะชื่ออะไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า แค่ตั้งส่งๆ ขึ้นมาสักชื่อก็พอแล้วไม่ใช่หรือ”

ชายหนุ่มจ้องมองนางนิ่ง และจ้องอยู่เช่นนั้นอย่างไม่ยอมแพ้ ดูท่าว่าหากนางไม่ตั้งชื่อให้ เขาก็ยังจะจ้องนางไม่เลิก

ซวีซิ่วไม่เคยต้องถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างตอนนี้มาก่อน นางเงียบไปพักหนึ่ง ที่สุดแล้วก็พูดขึ้น

“หว่างจี้ ที่มีความหมายว่าขี้ลืมแล้วกัน”

“หว่างจี้?” เขาทวนคำ

“ถ้าไม่ชอบก็ตั้งชื่อเองสิ” นางบอก น้ำเสียงติดจะรำคาญเล็กน้อย

เขาส่ายหน้ายิ้มๆ แต่เพราะใบหน้าของเขาสะบักสะบอมมาก ยิ้มนั้นจึงกลายเป็นยิ้มที่น่าสงสารที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น

เอ๋...? เมื่อครู่นางคิดว่าเขาน่าสงสารหรือ

ซวีซิ่วเก็บสมุนไพรขายก็จริง ทว่าตามปกติกลับไม่เคยมีจิตนึกสงสารใคร หัวใจของนางเหมือนถูกน้ำแข็งแช่จนเย็นเฉียบ แต่ทำไมกับชายผู้นี้ นางถึงนึกสงสารขึ้นมาได้นะ...

ตอน 3

หว่างจี้จนปัญญาจริงๆ!

ตั้งแต่ฟื้นจากความตายขึ้นมา เขาเคยพยายามเค้นสมองคิดเพื่อให้ได้รู้ชื่อและที่มาของตน แต่เหมือนภายในหัวของเขามีหมอกควันหนาทึบกลบความทรงจำเอาไว้ คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก สำคัญกว่านั้น ซวีซิ่วเย็นชาเกินกว่าสตรีวัยนี้ควรเป็น

มองดูแล้ว นางน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ร่างอรชร ผิวขาวเนียนละเอียด ผมดำขลับ ดวงตากลมโต และมีริมฝีปากแดงปลั่งโดยมิต้องทาชาด ช่างรับกับใบหน้าเรียวสวย ทว่าทั้งหมดนั้นกลับไม่มีความหมายเพราะนางเย็นชาเกินไป

อย่างไรก็ตาม หว่างจี้คิดว่าให้ได้มองนางทุกวันแบบนี้ ต่อให้จำอะไรไม่ได้ตลอดชีวิตก็ยินยอม

“ดื่มยานี้ซะ”

น้ำเสียงของซวีซิ่วไม่ได้อ่อนหวาน และยิ่งไม่ได้แสดงความเอาใจใส่เหมือนหมอหญิงทั่วไป นั่นแสดงว่านางมิใช่หมอ

“เจ้าไม่ใช่หมอหรือ”

หว่างจี้ถามอย่างสงสัย มันก็แค่ความสงสัยของเขาเอง ไม่เกี่ยวกับว่านางจะเป็นหมอหรือไม่ ถึงอย่างไรชีวิตที่รอดมานี้ก็ได้นางช่วยไว้อยู่ดี

นางช้อนตามองเขาด้วยความเย็นชา หากเขาไม่ใช่คนใจแข็ง คงตัวสั่นเพราะหวาดกลัวสายตาของนางไปแล้ว

หือ... เป็นคนใจแข็งหรือ? ทำไมถึงคิดว่าตนเองเป็นคนใจแข็งล่ะ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพื้นเพนิสัยของเขาจะเป็นเช่นนั้น

หว่างจี้คิดมาถึงตรงนี้ก็ปวดหัวจี๊ดๆ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่นางเอ่ยขึ้นพอดี

“ข้าเป็นคนเก็บสมุนไพร ไม่ใช่หมอ แต่ท่านไม่ตายเพราะยาของข้าหรอก”

เขาข่มกลั้นความเจ็บ เปลี่ยนมายิ้มบนมุมปาก เอาจริงๆ นะ เขาไม่ถือสาหรอกว่าดื่มยาของนางแล้วจะตายหรือไม่ ต่อให้ในถ้วยนี้เป็นยาพิษและเขาตายจริงๆ พอคิดว่าก่อนตายได้มองหน้าของสตรีที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็น วิญญาณของเขาก็ไปสู่สุขติแล้ว

ชายหนุ่มยกถ้วยยาขึ้น ดื่มยาอึกๆ จนหมด เช็ดปากแล้วถึงพูด

“ไม่ขม”

คำพูดของเขาทำเอานางเลิกคิ้วอย่างสุดเชื่อ

“นั่น... ก็ดีแล้ว”

พูดจบซวีซิ่วก็เดินออกจากห้องไป

หว่างจี้ค่อยๆ เอนหลังลงนอน พอเริ่มขยับตัวก็รู้สึกเจ็บแผลขึ้นมา ร่างกายของเขานับว่าสาหัสมาก แผลเล็กแผลใหญ่เต็มไปหมด ดูท่าว่าคนที่ทำให้เขามีสภาพเช่นนี้คงหวังเล่นงานเขาถึงตาย

ทว่าต่อให้เจ็บแผลมากแค่ไหน เขากลับไม่ร้องโอดครวญออกมาตั้งแต่เจอซวีซิ่ว เพราะสังเกตจากสายตาและสีหน้าของนาง คะเนว่าคงเป็นคนหงุดหงิดง่าย

ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลง หากไม่ใช่เพราะฤทธิ์ยา ต่อให้กล่อมตัวเองอย่างไรก็ไม่มีทางหลับง่ายๆ แน่

เพียงไม่นาน เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งดวงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าแล้ว จมูกได้กลิ่นหอมของอาหาร พอหันไปมองโต๊ะข้างเตียงก็เห็นว่ามีข้าวต้มร้อนๆ หนึ่งถ้วย วางคู่ผัดผักใส่เนื้อหนึ่งจาน เพียงแค่เห็นกระเพาะของเขาก็ส่งเสียงดังโครกครากอย่างเสียมารยาท

หว่างจี้รู้ นั่นเป็นอาหารเย็นที่ซวีซิ่วเตรียมไว้ให้ ก็ในห้องนี้ไม่มีใครอื่น ดังนั้นข้าวต้มและผัดผักใส่เนื้อนั่นต้องเป็นของเขามิใช่หรือ

ชายหนุ่มขยับตัวเพื่อลุกขึ้นนั่ง แต่แล้วก็ต้องสูดปากด้วยความเจ็บ

“ซี๊ด...”

ให้ตายเถอะ ซวีซิ่วคิดว่ากำลังให้อาหารหมาหรือไง ถึงได้วางอาหารไว้ให้เขาแล้วก็ไม่ดูดำดูดี แบบนี้เขาจะกินข้าวอย่างไรล่ะ!

หว่างจี้คิดอย่างฉุนๆ แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ต่อให้นางไม่ให้อาหารเลย เขาก็คงยอมให้อภัยนางอยู่ดี พูดตามจริง เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธนางด้วยซ้ำ นั่นเพราะนางทั้งสวยและยังเป็นผู้มีพระคุณดึงเขาจากความตาย

เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ต้องกัดฟันจนเหงื่อตกไปหลายเม็ดจึงจะลุกขึ้นมานั่งได้ กัดอีกรอบเพื่อเอื้อมมือออกไปหยิบถ้วยข้าวมาถือ และตักกิน

กินข้าวต้มกับผัดผักจนหมดแล้ว ซวีซิ่วถึงเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถ้วยยา พอเห็นถ้วยจานว่างเปล่านางก็เลิกคิ้ว มองเขาเหมือนมองหมาน้อย

หว่างจี้ผู้ตกเป็นรองมีหรือจะกล้ากล่าวตัดพ้อทันทีที่เห็นนาง เขายิ้มให้นางอย่างไม่คิดอะไรมากแล้วเอ่ยถามด้วยความซื่อ

“ถึงเวลากินยาแล้วหรือ”

“ใช่”

นางตอบคำเดียวก็ยื่นถ้วยยามาตรงหน้าเขา

ในใจของชายหนุ่มอยากโพลงออกไปว่า ‘ข้าใช้แรงไปกับการกินข้าวจนหมดแล้ว เจ้าช่วยป้อนยาข้าหน่อยไม่ได้หรือ’ แต่ความเป็นจริงคือเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จำต้องยื่นมือออกไปรับถ้วยยาจากนางมาดื่มด้วยตัวเอง

“แล้วที่นี่ไม่มีคนอื่นเลยหรือ”

ด้วยความใคร่รู้ ขณะกำลังยกถ้วยยาขึ้นดื่มหว่างจี้จึงเอ่ยถามนาง

“คนอื่น?” นางทวนคำ

หว่างจี้ไม่รีบร้อน เขาค่อยๆ ดื่มยาจนหมด ตอนยื่นถ้วยยาคืนให้นางถึงค่อยเอ่ยถามอีกครั้ง

“คนในบ้านของเจ้าน่ะ ไม่อยู่กันหรือ เพราะนอกจากเจ้าแล้ว ข้าก็ไม่เคยได้ยินเสียงพูดคุยหรือเห็นใครเลย”

“ข้าอยู่ที่นี่คนเดียว” ซวีซิ่วตอบพลางเก็บถ้วยยาและถ้วยข้าวไว้บนถาดไม้ สีหน้าเรียบเฉย หากทางด้านหว่างจี้กลับหัวใจสั่นระริกด้วยความดีใจ

อยู่คนเดียว? นั่นหมายความว่าในบ้านหลังนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเขากับนาง ยิ่งคิดแบบนั้นสายตาที่มองนางยิ่งเร่าร้อนจนแผดเผา

ตั้งแต่ถูกช่วยเหลือก็มีใจปฏิพัทธ์ต่อนางแล้ว เป็นความชมชอบที่ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นเดียวกันหรือไม่ เพราะนี่คือนิสัยเสียๆ อย่างหนึ่งของเขา...

เมื่อสรุปอย่างนั้น หว่างจี้สงสัยว่าการที่ตนต้องเจ็บปางตายเยี่ยงนี้ หรือเป็นเพราะนิสัยดึงดันของตนจึงทำตัวเจ้าชู้ใส่ภรรยาชาวบ้าน

ทว่าเรื่องนั้นถือเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อหัวใจของเขาตอนนี้มีเพียงซวีซิ่ว

“หือ?”

ราวกับรู้สึกถึงสายตาน่าสงสัยของหว่างจี้ ซวีซิ่วจึงหันหลังกลับมามองและส่งเสียงถาม

“ยังมีอะไรสงสัยอีกหรือ”

หว่างจี้สั่นหน้า ตอบความความบริสุทธิ์ใจ ไร้เจตนาซุกซ่อน

“เปล่า ไม่มีอะไร”

ก็แค่โกหกหรอกนะ... เขาต่อประโยคนั้นในใจ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED