ณ เบส คอฟฟี
เสียงกระดิ่งตรงประตูทางเข้าดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อก้าวเข้ามาในร้านกาแฟร้านโปรดที่ไม่ได้มาเยือนนานแล้ว กี่ปีแล้วนะ หกปีแล้วเห็นจะได้ ดวงตาที่เอ่อด้วยน้ำตากะพริบถี่ พยายามเก็บความรู้สึกตัวเองที่ได้เจอมา เมื่อชั่วโมงก่อนเอาไว้
เป็นหกปีที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่แสนเจ็บปวด และยากที่จะลืม หากเพียงก้าวเข้ามาในร้านแห่งนี้ ความสุขก็กลับคืนมาชั่วขณะหนึ่ง
รมินตาหันมองร้านกาแฟซึ่งเคยเป็นสถานที่รวมตัวของสามสาว เพื่อนสนิท ไม่ว่าวันนั้นจะสุขหรือทุกข์ บรรยากาศการตกแต่งภายในร้าน ซึ่งประดับด้วยต้นไม้และดอกไม้แปลกตา กลิ่นหอมกรุ่นอบอุ่นของกาแฟ ก็ช่วยให้หัวใจของหญิงสาวทั้งสามเบิกบานอยู่เสมอ
รมินตา เอวา และแสนดี หญิงสาวที่มีบุคลิกต่างกันสุดขั้ว แต่กลายเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ที่ยังเป็นนักศึกษาชั้นปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง แม้จะเรียนกันคนละสาขา แต่มารู้จักกันได้เพราะอยู่หอพัก ห้องเดียวกัน ทั้งสามมักจะมารวมตัวกันที่ร้านเบสคอฟฟี แบ่งปันเรื่องราวทั้งดีและร้ายในรั้วมหา’ลัย
รมินตามองไปยังมุมซ้ายของร้านที่เป็นโต๊ะสุดโปรดของพวกเธอ แสนดีกำลังยกมือโบกทักทาย เป็นเช่นนี้เสมอสำหรับแสนดีที่ตรงเวลาเสมอ
“ตา!”
เธอยิ้มรับพร้อมกับขาเรียวที่ก้าวมาหาแสนรักด้วยท่าทางมั่นคง หกปีผ่านมาแล้วก็จริง แต่เพื่อนรักของเธอคนนี้ก็ยังคงให้ความรู้สึกสบายใจตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน
เมื่อรมินตาเดินมาถึงโต๊ะ ไม่ทันนั่งลงเสียงกระดิ่งของร้านก็ดังขึ้น อีกครั้ง
“แสนรัก! ตา!”
รมินตาหันมองเอวา เสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั้นมีเพียงแค่ คนเดียวก็คือ เอวา สาวสวยแซ่บ เพียงแค่ได้ยินเสียง ความสุขในอดีต ก็กลับมาอีกครั้ง
การพบปะครั้งนี้ก็เพื่อแบ่งปันเรื่องราวในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่ง ที่เหมือนกันสำหรับพวกเธอก็คือ “พวกเธอหย่าขาดจากสามีแล้ว”
เรื่องราวเป็นยังไงกันแน่ เหตุใดหญิงสาวสามคนถึงได้มาพบจุดจบเช่นนี้ ชีวิตในครอบครัวมันไม่ง่ายดายอย่างที่คิดจริงหรือ หรือว่าเป็นเพราะเหตุใดถึงได้พบเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอ
ทุกอย่างถูกถ่ายทอดออกมา ก่อนที่ทั้งสามคนจะแบ่งปันเรื่องราวในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
เกิดอะไรขึ้นกับเอวา หญิงสาวผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และเพียบพร้อมในทุกด้าน
เกิดอะไรขึ้นกับแสนดี หญิงสาวที่ทุกคนกล่าวว่า อ่อนโยนและ บอบบางราวเจ้าหญิงน้อย รอบตัวโอบล้อมไปด้วยความรักที่งดงาม...
เกิดอะไรขึ้นกับรมินตา หญิงสาวผู้มีความอดทนสูงยิ่งกว่าขุนเขา และไหวพริบดีเยี่ยมที่สุดในรุ่น แต่วันนี้กลับหมดความอดทน ยอมหย่ากับสามี
แม้จะพูดคุยกันอยู่นาน แต่เธอกลับรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด มีบางสิ่งปิดบังความเจ็บปวดครั้งนี้เอาไว้ ไม่ทันรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของ เอวาและแสนดีได้ทั้งหมด
เมื่อถึงเวลาพวกเธอก็แยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง เพราะชีวิตคนเราไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ที่เดิม เช่นเดียวกับร้านกาแฟแห่งนี้...
เช่นเดียวกับเธอ แม้อยากจะทำตัวเป็นคนไร้ความรู้สึกเช่นเคย แต่บัดนี้ก็ไม่สามารถทำได้อีกแล้ว เมื่อความจริงที่พบเจอนั้นเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าอะไร
เสียงแห่งการอำลาเกิดขึ้นอีกครั้ง เธอหวังว่าครั้งหน้าที่พวกเธอ พบกันอีกครั้งจะมีแต่ความสุขมากกว่านี้ เธอก้าวขึ้นรถ จากนั้นก็ปิดประตู หยิบแว่นตาที่อยู่ใกล้ขึ้นมาสวม ในใจก็คิดถึงเรื่องในอดีตของชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “อดีตสามี”
“ธาวิน รังสิมันต์”
ชายที่ทำให้เธอจดจำ จนแม้วันตายก็ไม่อาจลืมได้
รมินตาออกจากร้าน เบส คอฟฟีประมาณบ่ายสี่โมง เท้าคู่นั้นเดินไปยังลานจอดรถ มองหารถเก๋งหรูสีขาวคันโปรดที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ เมื่อเจอก็กดเปิดรถแล้วขึ้นไปนั่ง
มือนั้นวางกระเป๋าไว้ข้างที่นั่งคนขับ หันไปกดสตาร์ตรถแล้วเข้าเกียร์ถอยหลังออกจากช่องจอดรถ ก่อนขับเลี้ยวออกไปถนนใหญ่ โดยไม่สังเกตเห็นว่าพื้นด้านใต้รถนั้นมีน้ำมันรั่วอยู่
เท้าเหยียบคันเร่งไปอย่างใจลอย ตอนที่อยู่ในร้านกาแฟเธอมีความสุขมากที่ได้ระบายให้เพื่อนได้รับรู้ความรู้สึกในใจ แม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ซ่อนเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่า
‘พี่หมดรักตาแล้ว ฉะนั้นพวกเราต่างคนต่างไปจะดีกว่า’
รมินตายกมือขึ้นจับแขนผู้เป็นสามีน้ำตาเปื้อนหน้า
‘แต่ตายังรักคุณนะคะ อีกอย่าง บอกตาหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อวานคุณยังบอกรักตาอยู่เลย’
ธาวินทำสีหน้าเหมือนรำคาญพยายามแกะมือออก แต่อีกฝ่ายก็ยังเกาะแน่น จนเขาต้องสะบัดมือนั้นออกไปอย่างแรง
โครม! รมินตาล้มลงพื้นอย่างแรงจนเธอเจ็บหน้าท้องไปหมด ในใจตอนนั้นร้องว่า ‘ลูก’ ยังไม่ทันได้บอกเขาเลยว่าเธอกำลังท้องอยู่ สีหน้าเธอจุกจนพูดไม่ออก เงยหน้ามองเขาด้วยความเสียใจ
‘อะไร แค่นี้ก็ลุกไม่ขึ้น อย่ามาทำสำออย แล้วรีบเซ็นใบหย่า เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านหลังนี้ซะ’
‘บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเรานะคะ ไม่สิ เป็นเงินของพ่อตาที่ซื้อให้พวกเรา ก็เท่ากับเป็นบ้านของตาด้วย’
ธาวินยกยิ้มเยาะจากนั้นก็เดินไปหยิบเอกสารบนโต๊ะ ‘ดูให้เต็มตาว่าบ้านหลังนี้ชื่อใคร’
เอกสารฉบับนั้นถูกโยนใส่หน้ารมินตา หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาอ่าน ก็พบว่าชื่อด้านหลังโฉนดนั้นเป็นชื่อของ “นายธาวิน รังสิมันต์”
เป็นไปได้ยังไง ก่อนหน้านี้ยังเป็นชื่อของพ่อเธออยู่เลย แล้วกลายเป็นชื่อเขาตอนไหน รมินตาเงยหน้ามองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี
‘คุณทำอะไรกับพ่อของตา’
สีหน้านั้นไม่อยากจะคิดร้ายกับคนที่เป็นสามี แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ก่อนหน้าที่พ่อเธอจะล้มป่วยนั้น เขาเฝ้าดูแลไม่ห่างตา บางครั้งก็ยังไม่ให้เธอเข้าไปดูแล จนตอนหลังพ่อเริ่มกลายเป็นอัลไซเมอร์จดจำเธอไม่ได้เขาก็เลยไม่ให้เจออีก หนึ่งปีเต็มๆ ที่เธอต้องเสียใจกับการล้มป่วยของพ่อ โรงแรม ในเครือที่ดูแลก็ถูกเทกโอเวอร์ไปหลายสาขา
เธอที่ควรช่วยอะไรพ่อได้บ้าง แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะอำนาจการบริหารนั้นขึ้นอยู่กับสามีเธอทั้งหมด
ไม่ทันที่เธอจะถาม เขาก็โยนใบหย่ามาให้เธอ รมินตาไม่ยอมเขาก็ดึงแขนไป แล้วพูดคำที่เธอไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินจากปากเขา
‘กูบอกให้เซ็นชื่อลงไป ส่วนมึงจะไปไหนก็ไป โง่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก’ จากนั้นก็จับเธอกดลายนิ้วมือลงไป เขาลุกขึ้นแล้วสะบัดเธอแรงกว่าเดิม
รมินตาอยากบอกเขาว่าในท้องเธอตอนนี้มีลูกของเราอยู่ แต่สายตาและแววตานั้นบอกว่าเขาไม่ต้องการเธออีกแล้ว สองมือพยายามลุกขึ้น แต่เขาคงทนไม่ไหว จึงรีบลากเธอออกไป สุดท้ายก็ปิดประตูใส่
‘วินบอกตาหน่อย ตาผิดอะไร มันเกิดอะไรขึ้น พวกเรารักกันไม่ใช่เหรอ วินยังบอกว่าต่อไปนี้จะดูแลตาเอง วินจำคำสัญญานั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม’
มือเธอเคาะประตูจนกลายเป็นสีแดง แต่อีกฝ่ายก็ไม่แม้แต่จะเปิดประตูออกมา ไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงดังโครมด้านหลัง เมื่อหันหลังมอง ก็พบว่าเขาโยนกระเป๋าเดินทางและเสื้อเธอออกมาเต็มพื้นสนาม มันเป็นภาพแห่งความเจ็บปวดที่เธอยากจะลืมได้
เพราะว่าปวดท้องจนทนไม่ไหว เธอจึงต้องฝืนตัวเองขับรถออกมา แล้วไปยังโรงพยาบาล โชคดีที่ลูกของเธอยังปลอดภัย หลังจากวันนั้น เธอก็ย้ายออกมาอยู่คอนโดที่เคยซื้อเก็บเอาไว้
เสียงมือถือดังขึ้น ทำให้เธอหยุดจากความคิดที่เจ็บปวด เหลือบมองมือถือที่อยู่ในกระเป๋าแล้วหยิบขึ้นมารับสาย
“พี่แทนอยู่ที่กรมตำรวจไหมคะ เดี๋ยวตาจะเข้าไปนะคะ อยากให้ พี่แทนส่งเรื่องขอชันสูตรศพพ่อของตาหน่อยค่ะ”
“พี่อยู่ที่ทำงานพอดีค่ะ น้องตาเข้ามาได้เลย ตอนนี้อยู่ไหนแล้วคะ”
รมินตามองป้ายทางด่วนก็บอกปลายสายไป “รถไม่ค่อยติดเท่าไร คิดว่าอีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงนะ ยังไงรอตาด้วยนะคะ”
“ไม่มีปัญหา เราน่ะขับรถดีๆ ยิ่งกำลังท้องอยู่ด้วย”
คนที่ไม่ได้เป็นพ่อ แต่รู้ว่าเธอท้อง เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะสิ้นดี สารวัตรแทนคุณเป็นพี่รหัสสมัยมหาวิทยาลัยที่เธอไม่ได้เจอมานาน
หลังจากขับรถออกจากบ้านวันนั้น เธอก็เข้าไปที่กรมตำรวจเพื่อขอให้ตำรวจผ่าชันสูตรศพพ่อก่อนที่จะเผาในอีกสามวันข้างหน้า ก็พบกับพี่แทนคุณเข้าพอดี เขาเป็นตำรวจยศพันตำรวจตรี จึงช่วยรับเรื่องนี้ และรับผิดชอบคดีด้วยตัวเอง ทำให้เธอเบาใจขึ้นกว่าเดิม คิดว่าหลังจากนัดกับเพื่อนเสร็จแล้ว จะรีบไปหาเพื่อเอาเอกสารที่เหลือไปให้
“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่แทน ตาโอเคแล้วค่ะ” รมินตามองรถข้างหน้าที่จะลงทางด่วนจอดติดอยู่ทางฝั่งขาออก เธอก็พยายามเหยียบเบรก แต่กลับพบว่ารถยังวิ่งอยู่ แถมเหมือนจะเร็วกว่าเดิมเพราะลงทางด่วนพอดี
“พี่แทนคะ รถตาเบรกรถไม่อยู่เหมือนเบรกไม่ทำงาน พี่แทนช่วยตาด้วย”
เสียงนั้นทำเอาปลายสายนั่งไม่ติด เขารีบลุกขึ้นแล้วบอกอีกฝ่าย “อย่าดึงเบรกมือ กดสัญญาณฉุกเฉินแล้วบีบแตร จากนั้นก็ลดเกียร์ชิดซ้ายเอาไว้นะน้องตา เดี๋ยวพี่ไปรับค่ะ”
แต่คนประสบเหตุไม่ได้ยินที่เขาพูดสักนิด เพราะตอนนี้เธอกำลัง สติแตก สารวัตรแทนคุณไม่ทันที่จะพูดต่อก็มีเสียงดังขึ้น
“กรี๊ดดด”
โครม!! รถรมิตาชนเข้ากับรถข้างหน้าอีกคัน ก่อนเหวี่ยงอัดกับเสาตอม่อทางด่วน
“น้องตา!” เขาวิ่งไปยังรถตำรวจแล้วขับออกไปทันที ตอนนั้นก็โทรหากู้ภัยเพื่อหวังให้อีกฝ่ายไปถึงก่อน แล้วช่วยรมินตาได้ทันการณ์
ทางด้านคนประสบเหตุนั้น รมินตาเหมือนได้สติอยู่ แต่เธอกลับรู้สึกปวดท้องอย่างหนัก ก่อนจะพยายามประคองใบหน้าที่แตกจนเลือดออกเพราะกระแทกกับพวงมาลัย ร่างเธอถูกอัดติดกับเสาใต้ทางด่วน มีกลิ่นคาวเลือดลอยแตะจมูก “ลูก ลูก” หญิงสาวก้มลงแล้วยกมือขึ้นแตะหน้าท้องตัวเอง แต่ก็พบว่าท่อนล่างเธอนั้นถูกบีบอัดจนกระทั่งมีเลือดไหลออกมาจากหว่างขา
“ไม่!!! ไม่จริงลูกแม่ ลูกแม่อย่าเป็นอะไรนะ ลูกต้องอยู่กับแม่อย่าทิ้งแม่ไป” เสียงเธอร้องไห้ปานขาดใจ เสียงไซเรนดังก้อง แต่หูเธอกลับไม่ได้ยิน
มีน้ำมันรั่วออกจากถังน้ำมันด้านล่าง ตอนที่กู้ภัยกำลังจะเข้าไป ช่วยนั้นก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น ก่อนที่ไฟจะลุกไหม้หน้ากระโปรงรถ
“ถอยก่อน รถระเบิด” เสียงกู้ภัยตะโกนพร้อมรีบกระโดดหลบ อย่างรวดเร็ว เสียงไซเรนรถตำรวจดังมาแต่ไกล รถตำรวจจอดที่ระยะห่างพอสมควร แต่เพราะรถที่ติดจำนวนมากเลยเข้าไปไม่ถึงจุดเกิดเหตุ แทนคุณรีบทิ้งรถ เปิดประตูแล้ววิ่งมาจะไปที่รถ หากกู้ภัยก็ขวางทางเอาไว้
“ปล่อย! ผมเป็นตำรวจ”
เขาผลักคนที่ห้ามออก แล้ววิ่งเข้าไปทั้งที่เพลิงลุกไหม้ คนอยากห้ามก็ห้ามไม่ทัน ภาพที่ทุกคนเห็นคือชายที่เป็นตำรวจวิ่งเข้าไปทั้งที่รถกำลัง ลุกไหม้
ท่ามกลางความตกใจนั้น กู้ภัยก็รีบหยิบถังดับเพลิงมาดับเพลิงที่ ลุกไหม้ จากนั้นก็เห็นภาพของตำรวจนายนั้นอุ้มหญิงสาวที่คาดว่าเป็นคนขับออกมาได้ในสภาพที่ถูกไฟลวกตามแขนพอสมควร
พวกเขารีบรับผู้บาดเจ็บ พอดีกับที่รถฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ ในรถฉุกเฉินนั้นหมอที่อยู่ด้วยหันมองคนเจ็บสองคน
“ช่วยเธอก่อน” เสียงแทนคุณที่เจ็บพูดออกมาทั้งที่แขนแสบร้อน ไปหมด หมอรีบจับชีพจร ใช้เครื่องวัดหัวใจอีกฝ่าย หันมองหญิงสาวที่ถูก ไฟคลอกทั้งหน้าจนมีเนื้อหนังหลุดออกมา หากแต่เสียงอันแหบพร่าและใกล้หมดแรงนั้นพูดออกมา “ลูก ช่วยลูกฉันด้วยค่ะคุณหมอ” สิ้นคำเธอก็หมดสติไป
แทนคุณเอื้อมไปจับมือรมินตา “น้องตาอดทนอีกนิดนะคะ ทุกอย่างจะต้องไม่เป็นไร พี่อยู่ตรงนี้แล้ว เราต้องอดทนเอาไว้” ชายหนุ่มสบตาด้วยความกระวนกระวาย ยิ่งได้เห็นดวงตาอีกฝ่ายใกล้จะปิดเขาก็รีบพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “อดทนไว้ พี่แทนอยู่นี่แล้วค่ะ พี่กำลังจับมือน้องตาอยู่ เข้มแข็งไว้นะคะ เข้มแข็งให้เหมือนกับน้องตาคนที่พี่เคยรู้จัก”
แม้ว่าบาดแผลไฟไหม้ที่เกิดจากการเข้าไปช่วยรมินตาจะสร้าง ความเจ็บปวดให้เขามากเพียงใด แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงมัน เพราะหัวใจเขาห่วงใยรมินตามากกว่าห่วงตัวเอง แทนคุณจับมือรมินตาไว้แน่น มองดูเปลือกตาที่ปิดสนิทด้วยหัวใจที่ร้อนรน
“น้องตาอดทนไว้ ได้โปรด เข้มแข็งเพื่อพี่สักครั้ง”
ตื๊ดดดดดด...
หนึ่งเดือนก่อนหน้า
เสียงมือถือดังขึ้น ทำให้รมินตาที่กำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงรอบเย็นของโรงแรมให้กับลูกค้า VIP เดินไปหยิบขึ้นมา ก่อนพบว่าเป็นเลขาของ คุณพ่อโทรมา “คุณอำพล มีอะไรหรือคะ”
“ท่านประธานครับ เมื่อครู่ท่านเป็นลมล้มหมดสติที่ห้องประชุมครับ”
“ว่ายังไงนะคะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“ผมโทรเรียกรถพยาบาลแล้วครับ คิดว่าอีกสิบนาทีน่าจะถึง”
รมินตาวิ่งไปอย่างรวดเร็วจนเท้าแทบไม่ติดพื้น เมื่อเปิดประตูก็พบว่ามีรถฉุกเฉินมาจอดหน้าโรงแรมแล้ว สีหน้าเธอร้อนใจมากขณะถามปลายสายไป
“คุณวินเขาอยู่ไหม”
“คุณวินอยู่ด้วยครับ ตอนนี้กำลังดูท่านอยู่”
“รู้แล้ว ฉันจะรีบไป” หญิงสาวเร่งเท้าไปอย่างรวดเร็ว หันมองทางเดินบันไดหนีไฟก็รีบวิ่งขึ้นไปเพื่อไปให้ถึงห้องประชุม ในใจตอนนั้น ของเธอแทบจะเดินไม่ไหว หัวใจแทบจะหยุดเต้นได้ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าคุณพ่อจะได้รับอันตราย
เมื่อขึ้นไปถึงก็วิ่งเข้าไปในห้องประชุม พบว่าคณะกรรมการที่อยู่ ในนั้นต่างขยับไปชิดมุมขวาเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทสะดวกสำหรับคนป่วย รมินตาหน้าตาตื่นกลัว วิ่งมาแล้วจับมือเย็นเฉียบเอาไว้แน่น
“พ่อเป็นอย่างนี้ได้ยังไงคะวิน” ปกติแล้วโรคประจำตัวของพ่อ จะได้รับการตรวจสม่ำเสมอ ยาที่กินก็ไม่เคยขาด แต่สีหน้าพ่อตอนนี้ซีดจน น่ากลัว ลมหายใจรวยริน
“ผมก็ไม่ทราบ จู่ๆ ท่านก็ล้มลงไป” เสียงดังด้านนอกทำให้ธาวิน เงยหน้าขึ้นมอง แล้วเข้าไปประคองภรรยา “คุณปล่อยให้คุณหมอทำงานก่อน”
หมอรีบเข้ามาตรวจชีพจร เมื่อเห็นว่าลมหายใจอ่อนก็รีบให้ออกซิเจนก่อนจะพาคนป่วยขึ้นเปลนอน รมินตาเดินตามติด ในใจตอนนั้นกระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข หากแต่ธาวินกลับช่วยอยู่เป็นเพื่อน และปลอบเธอไม่ให้กังวลเกินไป
“ถึงมือหมอแล้ว คุณพ่อจะต้องไม่เป็นอะไรครับ คุณอย่ากังวลเลย”
รมินตาหันมองสามี จากนั้นก็พยายามคิดถึงเรื่องที่ดีไว้ก่อน รถฉุกเฉินถึงโรงพยาบาลในสิบห้านาทีต่อมา คุณหมอพาคุณพ่อเข้าไปด้านในห้องฉุกเฉินอยู่นาน
คนเป็นลูกสาวตอนนี้แทบจะนั่งไม่ติด เธอยกมือไหว้ภาวนาให้พ่อปลอดภัย ตั้งแต่จำความได้ชีวิตเธอก็มีพ่อเพียงคนเดียวที่อยู่กับเธอ พ่อคือ คนสำคัญที่สุดของชีวิตเธอ
เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น พยายามทบทวนว่าตัวเองขาดอะไรไป ยาประจำตัวที่จัดให้พ่อก็ไม่เคยขาด สุขภาพประจำปีก็ตรวจประจำ สายตานั้นหลุบลงต่ำเอาแต่โทษตัวเอง ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อสามวันก่อนพ่อบ่นปวดหัว
“ตอนนั้นตาน่าจะพาคุณพ่อมาโรงพยาบาล” เพราะยุ่งกับการจัดงานแต่งงานให้กับโรงแรม เลยไม่ได้สนใจท่านเท่าไร ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นกังวล
ธาวินที่นั่งอยู่มองรมินตาที่เดินไปมาอยู่นานจึงลุกขึ้น แล้วใช้มือดึงอีกฝ่ายมาโอบกอดเอาไว้แน่น “พ่อคุณจะต้องไม่เป็นไร เชื่อผมเถอะ” รมินตามองสามีที่ใช้ชีวิตมาด้วยกันถึงห้าปี
หลังจากที่พ่อกับแม่หย่ากันตอนเธออายุสิบขวบ ชีวิตหลังจากนั้นเธอก็มีพ่อเพียงคนเดียว มองดูความลำบากในแต่ละวันของพ่อที่ทำเพื่อให้เธอกินอิ่มนอนหลับ กว่าจะมีได้อย่างทุกวันนี้ก็แทบแลกมาด้วยเหงื่อและชีวิตทั้งสิ้น ในชีวิตเธอนั้น หากว่าพ่อสำคัญที่สุดแล้ว สามีเธอก็สำคัญรองลงมา ที่ผ่านมาธาวินแทบจะทำแทนเธอได้ทุกอย่าง หลังจากแต่งงานกันเขาก็เข้ามาเป็นผู้ช่วยของพ่อ ดูแลกิจการ และบริหารแบ่งเบาภาระของพ่อได้จนแทบจะเป็นมือเป็นเท้าแทนได้ทุกเรื่อง หากไม่มีเขา เธออาจจะอยู่ไม่ได้
“คุณไม่ต้องกลัว ผมอยู่นี่แล้ว คุณพ่อจะต้องปลอดภัย”
ธาวินปลอบรมินตาจนเธอเริ่มสงบ ผ่านไปเกือบชั่วโมง คุณหมอก็ออกมาแจ้งข่าวดี
“คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ แต่พบการเต้นของหัวใจผิดปกติ หมออาจจะต้องตรวจละเอียดอีกรอบ ช่วงนี้ก็ให้ท่านพักผ่อน พยายามทำใจให้สบายก่อนครับ”
รมินตาถอนใจโล่ง แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพก่อน เธอจึงหันมองสามีแล้วพูด “ถ้าอย่างนั้น เรื่องการบริหารโรงแรมต่อจากนี้คงต้องให้วินจัดการต่อแล้ว ถ้าเรื่องไม่หนักมากก็อย่าเอามารายงานคุณพ่อเลย”
“ผมก็แค่ผู้ช่วยเท่านั้น ทุกวันนี้ก็แทบไม่มีเสียงอะไรแล้ว คนพวกนั้นจะเชื่อผมได้ยังไงกันล่ะตา”
รมินตาเข้าใจความหมายเขา เพราะธาวินมาแต่ตัวและฝีมือเท่านั้น ทุกวันนี้ที่ได้รับตำแหน่งก็เพราะว่าเป็นสามีของเธอ ลูกสาวเจ้าของโรงแรม แต่ห้าปีที่ผ่านมาเขาก็พิสูจน์ให้คนอื่นได้เห็นแล้วว่า ตัวเองมีฝีมือมากขนาดไหน สามารถขยายกิจการจากโรงแรมเดียวกลายเป็นห้าโรงแรมกระจายทั่วภาคใต้
แต่นั่นก็มาพร้อมกับหนี้สินกองโต พ่อเธอเลยต้องขยันทำงานมากขึ้น บางเดือนกว่าจะได้พบหน้ากินข้าวด้วยกันก็แทบจะนับมื้อได้ หลังๆ มา สามีเธอก็ติดตามพ่อไปตรวจงานด้วย กลายเป็นว่าเธอต้องอยู่บ้านคนเดียว จนชิน
“ถ้าอย่างนั้นรอให้พ่อฟื้นก่อนก็ได้ค่ะ ตาจะขอให้คุณพ่อแต่งตั้งคุณเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนได้ทุกเรื่อง อย่างนี้แล้วคุณจะได้ทำงานอย่างสบายใจ ถ้ามีเรื่องด่วนที่คุณตัดสินใจไม่ได้ ก็มาปรึกษาตาก่อน ถ้าเห็นว่าเรื่องสำคัญจริงค่อยบอกคุณพ่อก็ได้ค่ะ”
เธอให้อำนาจตัดสินใจเขาเต็มที่ เช่นเดียวกับธาวินที่จับมือเธอขึ้นมาแล้วยิ้มขอบคุณ “ขอบคุณที่เชื่อใจผม มีคุณคนเดียวที่ดีกับผมจริงๆ ตา”
“ฉันเป็นภรรยาคุณนะคะ ถ้าไม่เชื่อใจคุณแล้วจะเชื่อใจใครได้”
ธาวินยิ้มอย่างมีความสุข จากนั้นก็ดึงหญิงสาวเข้ามากอด “ผมโชคดีที่ได้แต่งงานกับคุณ รมินตา”
เธอเองก็โชคดีเช่นกันที่ได้เจอเขา “ฉันรักคุณค่ะ” เป็นคำบอกรัก ที่ดูอบอุ่นเหลือเกิน
รุ่งเช้าวันถัดมาคุณพ่อของเธอก็ฟื้น แต่ว่าพ่อกลับพูดไม่ได้ กลายเป็นคนอัมพาตครึ่งซีก รมินตาตกใจจนถึงขั้นร้องไห้โฮออกมา อ้อนวอนหมอให้ช่วยพ่อของเธอ
หมอที่รักษาพยายามปลอบ และปรับเปลี่ยนยาใหม่ จากนั้นก็ออกไป ปล่อยให้เธออยู่กับสามีและคนป่วย “เกิดเรื่องแบบนี้แล้ว ไม่รู้ว่าผู้บริหาร จะถอดคุณพ่อออกจากประธานกรรมการหรือเปล่า ผมกลัวเหลือเกินตา”
โรงแรมที่พ่อสร้างมากับมือจะเป็นของคนอื่นได้ยังไง เธอหันมองพ่อที่พยายามพูด แต่ก็พูดไม่ได้ น้ำตาของพ่อนั้นไหลออกมาทั้งสองข้างเธอจึงจับมือไว้แน่น “หนูจะไม่ให้ใครมาแย่งโรงแรมของเราค่ะพ่อ งานนี้คงต้องให้ คุณพ่อช่วยด้วย”
เธอปาดน้ำตากำลังจะลุกขึ้น แต่สามีเธอก็ส่งเอกสารมาให้ เธอเงยหน้ามองแล้วขมวดคิ้ว
“สัญญาแต่งตั้งผมเป็นประธานโรงแรมชั่วคราวที่เราคุยกันเมื่อคืนครับ” ธาวินมองไปยังพ่อตาที่นอนอยู่ “ผมกลัวว่าจะเสียเวลา เพราะช่วงนี้เรามีงานที่ต้องสานต่อหลายอย่าง ก็เลยเตรียมเอาไว้ให้ ถ้ายังไงคุณให้คุณพ่อ ลงชื่อเถอะ”
รมินตาหยิบเอกสารที่ธาวินส่งให้ขึ้นมาดูอ่านข้อความหนึ่งรอบ ก่อนจะสะดุดกับประโยคสุดท้าย มีอำนาจเทียบเท่าท่านประธาน สามารถตัดสินใจเรื่องการเงินได้ทุกเรื่อง
“ตาคิดว่าข้อนี้”
ธาวินยกมือขึ้นจับบ่าเธอแล้วกระซิบข้างหู “ไม่เชื่อใจผมเหรอครับ ยังไงผมก็ต้องทำเพื่อคุณพ่อและคุณอยู่แล้ว ถ้าเวลาจะเบิกจ่ายอะไรต้องมารบกวนคุณพ่อทุกครั้ง แบบนั้นแล้วคุณพ่อจะได้พักผ่อนหรือครับ”
ดวงตาคนเป็นลูกเขยเงยหน้ามองพ่อตา ดวงตานั้นหรี่ลง ซ่อนความคิดที่อีกฝ่ายมอง เสียงคนป่วยนั้นอู้อี้ในลำคอ แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงได้
เขาปล่อยมือจากบ่ารมินตา แล้วเดินไปอีกด้านเพื่อหยิบตลับหมึก จับมือพ่อตาขึ้นมาประทับนิ้วมือลงไป ร่างคนป่วยเหมือนจะขยับหนี แต่ก็หนีไม่ได้ สุดท้ายก็หน้าดำหน้าแดงเหมือนกำลังโมโหจนเสียงสัญญาณอัตรา การเต้นหัวใจดังถี่ขึ้น รมินตาไม่สนใจสิ่งที่สามีทำ เธอรีบเรียกหมอเข้ามา จังหวะเดียวกับที่ธาวินได้ลายนิ้วมือนั้น มุมปากเขาก็ยกยิ้มยินดีอย่างที่สุด