ลูกชายแท้ๆ วัย 5 ขวบ โยนผ้าพันคอไหมพรมที่ฉันตั้งใจถักให้ลงพื้น แล้ววิ่งไปกอดขา 'เพื่อนสนิท' ของฉันอย่างรักใคร่
"แม่ไม่เห็นน่าสนใจเลย! น้าส้มใจดีกว่าตั้งเยอะ ซื้อหุ่นยนต์รุ่นลิมิเต็ดให้ภูด้วย"
คำพูดไร้เดียงสาของลูกชาย กรีดลึกลงกลางใจฉันยิ่งกว่ามีด สามีของฉันยืนโอบเอวชู้รัก มองดูภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับฉันเป็นส่วนเกินในบ้านหลังนี้
ฉันตัดสินใจเซ็นใบหย่า เดินออกจากคฤหาสน์หรูโดยไม่หันหลังกลับ ทิ้งลูกชายที่เลือก 'ของเล่นราคาแพง' มากกว่า 'ความรักของแม่' ไว้เบื้องหลัง
ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ รับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดู และสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จ แต่แล้ววันหนึ่ง อดีตสามีก็ซมซานกลับมาพร้อมกับลูกชายที่เคยผลักไสฉัน
"นา... กลับมาเถอะนะ ลูกต้องการแม่"
ฉันมองหน้าพวกเขาด้วยความสมเพช ก่อนจะยิ้มมุมปาก
"ลูกเหรอ? ฉันมีลูกสาวคนเดียวชื่อนลิน ส่วนเด็กคนนั้น... ฉันไม่รู้จัก"
ในงานวันเกิดของเขา ฉันจะมอบของขวัญชิ้นสุดท้าย เป็นความจริงอันน่ารังเกียจที่เขาปกปิดไว้ ทั้งเรื่องแม่ของเขาที่ฆ่าตัวตาย และเรื่องที่เขาบังคับให้ชู้รักไปทำแท้ง
บทที่ 1
รจนา คุณูปการ (นา) POV:
ฉันยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เคยเป็นบ้านของฉันนานกว่าเจ็ดปี ลมเย็นยะเยือกพัดมาปะทะกาย ฉันหอบกระเป๋าเดินทางใบน้อยไว้แน่น มีเพียงไม่กี่ชิ้นที่ฉันเลือกนำติดตัวมา มันเบาหวิวจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับชีวิตที่ฉันเคยมีภายในรั้วแห่งนี้
พลกฤต จรรยงค์ อดีตสามีของฉัน เดินตามออกมา สีหน้าของเขาเรียบเฉยจนฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่
"แน่ใจนะว่าไม่ให้ฉันไปส่งที่สถานีขนส่ง?" เสียงของเขาห้าวลึกเหมือนทุกครั้ง แต่ในความห้าวมีความลังเลบางอย่างซ่อนอยู่
ฉันหันไปมองเขา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติเสมอมา นั่นคือสิ่งที่ฉันหลงใหลในตัวเขาในวันแรกที่เราพบกัน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่าในสายตาฉัน
"ไม่จำเป็นหรอกค่ะ" ฉันตอบสั้นๆ เสียงของฉันเองก็สั่นเครือเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน
พลกฤตกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออกอีกครั้ง
"พ่อขา!" เสียงใสๆ ของน้องภู ลูกชายวัยห้าขวบของฉันวิ่งออกมา เขาตรงเข้าไปกอดขาพลกฤตแน่น ดวงตากลมโตของเขามองมาที่ฉันอย่างแปลกแยก
ใจของฉันกระตุกวูบ ภาพที่น้องภูเคยวิ่งเข้ามากอดฉันในยามที่ฉันกลับบ้านผุดขึ้นมาในหัว แต่ในตอนนี้ แขนเล็กๆ คู่นั้นกลับโอบกอดบิดาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป
"นา... แม่จะไปไหน?" น้องภูถามเสียงใส แต่ในแววตามีประกายแห่งความไม่พอใจ
ฉันพยายามยิ้มให้ลูกชาย แต่ริมฝีปากของฉันแข็งทื่อ
"แม่จะไปเที่ยวพักผ่อนสักพักนะลูก" ฉันตอบอย่างอ่อนโยน พยายามข่มความเจ็บปวดในใจ
น้องภูเบะปาก มือเล็กๆ ของเขายื่นไปจับชายเสื้อของพลกฤต
"พ่อคะ ส้มบอกว่าจะซื้อหุ่นยนต์รุ่นลิมิเต็ดให้ภูด้วย" น้องภูพูดเสียงเจื้อยแจ้ว ราวกับต้องการตอกย้ำบางสิ่งบางอย่าง
คำว่า "ส้ม" เหมือนก้อนหินหนักๆ ที่ทุ่มลงมากลางใจฉัน มันคือชื่อของกมลศรี ขำประเสริฐ เพื่อนสนิทของฉัน
พลกฤตสบตาฉันเล็กน้อย แววตาของเขาดูมีความผิดติดอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
"ภู... ไม่คิดถึงแม่บ้างเหรอ?" ฉันถามเสียงเบาราวกระซิบ ความหวังสุดท้ายที่มีกำลังจะพังทลายลง
น้องภูเงยหน้ามองฉัน ดวงตากลมโตฉายแววไม่เข้าใจ
"แม่ไม่เห็นน่าสนใจเลย! ส้มใจดีกว่า แม่ชอบทำหน้าเศร้าๆ แถมยังชอบให้ภูเล่นแต่ของเก่าๆ" น้องภูพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ มือเล็กๆ ของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้ แล้วหยิบผ้าพันคอไหมพรมสีฟ้าที่ฉันเพิ่งถักให้เขาเมื่อสัปดาห์ก่อนโยนลงพื้น
"นี่ไง! ผ้าพันคอขี้เหร่ๆ ของแม่! ส้มบอกว่าจะซื้อผ้าพันคอแบรนด์เนมให้ภูตั้งเยอะแยะ!"
คำพูดไร้เดียงสาของลูกชายแท้ๆ ฟาดลงกลางใจฉันอย่างจัง มันเจ็บปวดจนจุกไปทั้งอก
พลกฤตกำลังจะเอื้อมมือไปจับไหล่น้องภู แต่ฉันสะบัดหน้าหนี
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" ฉันบอกพลกฤต เสียงของฉันแหบพร่า น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาจนพร่าเลือน
"พลกฤต คุณจำได้ไหมว่าเราเคยมีมุมโปรดในสวน?" ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่อง หวังว่าเขาจะจำความทรงจำดีๆ ที่เราเคยมีร่วมกันได้
พลกฤตมองหน้าฉัน สลับกับมองน้องภูที่ยังคงเกาะขาเขาอยู่
"มุมไหนนะ? ฉันจำไม่ค่อยได้แล้ว" เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม ราวกับกำลังหลีกเลี่ยงบางสิ่ง
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น
"มุมที่ฉันเคยบอกคุณว่าฉันชอบมากที่สุดน่ะค่ะ ที่มีดอกไม้บานเต็มไปหมด" ฉันย้ำ พยายามกระตุ้นความทรงจำของเขา
พลกฤตถอนหายใจ
"อ๋อ... มุมนั้นเหรอ? ฉันสั่งให้คนงานรื้อทิ้งไปแล้วนะ เพราะมันรกตา" คำตอบของเขาเหมือนมีดกรีดลงบนแผลใจของฉันซ้ำๆ
ฉันหรี่ตาลง มองหน้าพลกฤตอย่างพิจารณา
"คุณจำไม่ได้เลยเหรอ ว่าฉันเคยบอกคุณว่าฉันรักมุมนั้นมากที่สุด?" ฉันถาม
พลกฤตส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
"ก็แค่ดอกไม้เองน่านา เธอจะไปอะไรกับมันนักหนา"
ฉันยิ้มเยาะให้กับความทรงจำของเราที่ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
"แล้วคุณก็คงจำไม่ได้ด้วยว่าฉันเคยบอกคุณว่าถ้าวันไหนฉันไม่รักมันแล้ว ก็แปลว่าความรักของเราจบลงแล้ว"
พลกฤตตาเบิกกว้างเล็กน้อย เขามองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
"นา... เธอพูดอะไรของเธอ?"
"ฉันบอกคุณแล้วนี่คะ ว่าถ้ามุมนั้นหายไป ความรักของเราก็หายไปด้วย" น้ำเสียงของฉันเย็นชาจนเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
ฉันหันหลังให้พลกฤตและน้องภู เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ฉันก็จะไม่กลับไปแล้ว
ฉันจำได้ดีว่าอะไรทำให้ฉันตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตที่เคยสวยงามนี้
มันเป็นวันที่ฉันกลับมาบ้านเร็วกว่าปกติ เพราะฉันอยากจะเซอร์ไพรส์พลกฤตด้วยอาหารเย็นที่เขาชอบ
แต่คนที่เซอร์ไพรส์กลับเป็นฉันเอง
ทันทีที่ฉันก้าวเข้าสู่ห้องนั่งเล่น ภาพที่เห็นทำให้โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน
กมลศรี เพื่อนสนิทของฉัน กำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวโปรดของฉัน ในอ้อมแขนของเธอน้องภูหัวเราะคิกคักกับของเล่นชิ้นใหม่
เสียงน้ำจากห้องน้ำชั้นบนดังแว่วมา ฉันรู้ทันทีว่าพลกฤตอยู่ในนั้น
กมลศรีเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงทันที เมื่อเห็นว่าฉันกลับมา
"นา... เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่?" เสียงของเธอสั่นเครือ
น้องภูเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"แม่คะ! ส้มใจดีมากเลย ส้มซื้อหุ่นยนต์ให้ภูด้วย!" น้องภูพูดเจื้อยแจ้ว ราวกับต้องการอวดของเล่นชิ้นใหม่
ฉันพยายามรวบรวมสติ แต่ลมหายใจของฉันติดขัดไปหมด
"ส้ม... เธอมาทำอะไรที่นี่?" ฉันถาม เสียงของฉันเองก็สั่นไม่แพ้กัน
กมลศรีลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอพยายามจะอธิบาย แต่คำพูดของเธอกลับติดอยู่ในลำคอ
"นา... ฉัน..."
"แม่คะ! ดูนี่สิคะ ส้มสวยกว่าแม่ตั้งเยอะ! ส้มบอกว่าแม่ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นเลย เพราะแม่ไม่ชอบแต่งตัวสวยๆ" น้องภูพูดอย่างไร้เดียงสา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
คำพูดของน้องภูเหมือนดาบเล่มแล้วเล่มเล่าที่ทิ่มแทงหัวใจฉัน
กมลศรีพยายามที่จะเข้ามาจับมือฉัน แต่ฉันสะบัดออก
"อย่ามาแตะต้องฉัน!" ฉันตะโกนสุดเสียง แรงสะบัดของฉันทำให้เธอเซถอยไป
เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลง พลกฤตเดินออกมาจากห้องน้ำ เขายังคงพันผ้าเช็ดตัวรอบเอว ผมของเขายังเปียกชุ่ม
พลกฤตมองมาที่ฉันด้วยแววตาตกตะลึง
"นา! เธอมาทำอะไรที่นี่?" เขาถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ฉันมองหน้าพลกฤต ดวงตาของฉันร้อนผ่าวไปด้วยน้ำตา
"ฉันมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ? ฉันมาบ้านของฉันเอง!" ฉันตะโกนกลับไป น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
พลกฤตเดินเข้ามาใกล้ เขาพยายามจะจับมือฉัน
"นา ใจเย็นๆ ก่อนนะ"
ฉันสะบัดมือออกอย่างแรง
"ใจเย็นเหรอคะ? คุณกับเพื่อนสนิทของฉันกำลังทำเรื่องอะไรกันอยู่ คุณคิดว่าฉันจะใจเย็นลงได้เหรอ?"
น้องภูเริ่มร้องไห้เมื่อเห็นฉันกับพลกฤตทะเลาะกัน
"แม่ไม่น่ารักเลย! ฮือๆๆๆ"
กมลศรีรีบวิ่งเข้าไปโอ๋น้องภู เธอหันมามองฉันด้วยแววตาขอร้อง
"นา... อย่าทำแบบนี้เลยนะ ใจเย็นๆ ก่อน"
ฉันมองภาพตรงหน้า ร่างกายของฉันชาไปหมด
พลกฤตโกรธจัด เขาไม่เคยเห็นฉันโวยวายขนาดนี้มาก่อน
"นา เธอจะมาโวยวายอะไรตอนนี้! เธอทำลูกตกใจหมดแล้ว!"
"ลูกตกใจ? คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าคนที่ตกใจที่สุดคือฉัน!"
ฉันมองไปที่พลกฤตและกมลศรีสลับกัน ภาพของพลกฤตที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำยังติดตาฉันแจ๋ว
"พลกฤต คุณกับส้ม... พวกคุณทำอะไรกัน?" ฉันถาม เสียงของฉันสั่นจนแทบจะไม่ได้ยิน
พลกฤตถอนหายใจ เขามองไปที่น้องภูที่ยังคงร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของกมลศรี
"มันไม่มีอะไรหรอกนา เธอคิดมากไปเอง"
"ไม่มีอะไร? แล้วผ้าพันคอของผู้หญิงคนอื่นที่แขวนอยู่ในห้องคุณล่ะ? แล้วกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงคนอื่นที่ติดตัวคุณมาทุกคืนล่ะ? คุณคิดว่าฉันตาบอด ตาบอดมานานแค่ไหนแล้วพลกฤต!" ฉันตะโกนใส่หน้าพลกฤต
พลกฤตหน้าซีดลงทันที เขาไม่เคยคิดว่าฉันจะรู้เรื่องทั้งหมดนี้
กมลศรีพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฉันก็ไม่สนใจแล้ว
"นา ฉันขอโทษ..." พลกฤตก้มหน้าลงเล็กน้อย
"ขอโทษเหรอคะ? คำขอโทษของคุณจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้! คุณทำลายความเชื่อใจของฉัน คุณทำลายทุกอย่างที่เราสร้างมาด้วยกัน!"
ฉันมองไปที่น้องภูอีกครั้ง ลูกชายของฉันยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนของกมลศรี
"ภู..." ฉันเรียกชื่อลูกชายด้วยความเจ็บปวด
น้องภูเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"แม่ใจร้าย! ส้มดีกว่าแม่ตั้งเยอะ! ภูจะไม่รักแม่แล้ว!"
คำพูดสุดท้ายของน้องภูเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจฉัน ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจของฉันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ฉันหันหลังให้ทุกคน เดินออกจากคฤหาสน์หลังนั้นโดยไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ฉันรู้ว่าจากนี้ไปชีวิตของฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ฉันก็รู้ว่าฉันจะไม่ยอมกลับไปเป็นคนเดิมที่รักอย่างโง่งมอีกต่อไป
รจนา คุณูปการ (นา) POV:
เสียงสะอื้นของน้องภูยังคงก้องอยู่ในหู "แม่ใจร้าย! ส้มดีกว่าแม่ตั้งเยอะ! ภูจะไม่รักแม่แล้ว!" คำพูดนั้นกรีดลึกในใจฉันราวกับคมมีดที่เฉือนเนื้อสดๆ หัวใจของฉันแหลกสลายเป็นผุยผง ภาพใบหน้าเล็กๆ ที่เคยเต็มไปด้วยความรักตอนนี้กลับมีแต่ความเกลียดชัง
กมลศรีมองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารจอมปลอม
"นา... ฉันขอโทษจริงๆ นะ" เธอเอื้อมมือมาแตะแขนฉันเบาๆ
ฉันปัดมือเธอออกอย่างแรง ราวกับไม่อยากให้สิ่งสกปรกใดๆ มาแปดเปื้อน
"ไม่ต้องมาเสแสร้ง! เธอมีความสุขมากใช่ไหมที่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น ได้รับความรักจากสามีและลูกของเพื่อนสนิทตัวเอง!" เสียงของฉันสั่นเครือไปด้วยความโกรธ
พลกฤตเข้ามาแทรกกลางระหว่างฉันกับกมลศรี เขามองมาที่ฉันด้วยแววตาที่ผิดหวัง
"นา! เธอทำอะไรของเธอ! ลูกยิ่งตกใจอยู่!" พลกฤตตะคอกใส่ฉัน
น้องภูหยุดร้องไห้ทันที เมื่อได้ยินเสียงพ่อ เขาเงยหน้าขึ้นมองพลกฤต ดวงตาแดงก่ำจับจ้องไปที่ฉันอย่างเกลียดชัง
ฉันมองภาพตรงหน้า หัวใจของฉันชาวาบ
นี่คือภาพที่ฉันเคยกลัวที่สุด ภาพที่ครอบครัวของฉันพังทลายลงเพราะการทรยศหักหลัง
ฉันจินตนาการถึงชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป ถ้าฉันเลือกที่จะอดทนและแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ฉันอาจจะยังคงเป็นภรรยาของพลกฤต เป็นแม่ของน้องภู เป็นคุณนายของคฤหาสน์หลังใหญ่
ฉันอาจจะยังคงต้องทำอาหารที่พวกเขาไม่ชอบ กินแต่ของจืดชืดที่ฉันไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องมันจริงๆจังๆ
ฉันอาจจะต้องทนเห็นกมลศรีวนเวียนอยู่ในชีวิตของเรา ในฐานะ "เพื่อนสนิท" ที่คอยแย่งสามีและลูกของฉัน
น้องภูอาจจะยังคงถูกตามใจจนเสียคน ติดวัตถุ และไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของความรัก
ฉันส่ายหน้าช้าๆ ความคิดเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้
"ฉันจะหย่า" ฉันพูดเสียงเรียบ ราวกับกำลังบอกสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้
พลกฤตกับกมลศรีตาเบิกกว้าง น้องภูเงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วยแววตาที่ยังคงไม่เข้าใจ
"นา... เธอพูดอะไร! คิดดีแล้วเหรอ?" พลกฤตถามด้วยน้ำเสียงตกใจ
"คิดดีแล้วค่ะ" ฉันตอบอย่างหนักแน่น
ฉันจากคฤหาสน์หลังนั้นมาด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่ในความเจ็บปวดนั้นกลับมีประกายแห่งความหวังเล็กๆ
ฉันกลับมายังบ้านเกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี บ้านไม้หลังเล็กที่เต็มไปด้วยความทรงจำวัยเด็ก
แม่ของฉันโอบกอดฉันแน่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้า
"ไม่เป็นไรนะลูก... แม่จะอยู่ข้างๆ ลูกเสมอ" เสียงของแม่ปลอบโยนฉันอย่างอ่อนโยน
ฉันซบหน้ากับไหล่แม่ สะอื้นไห้อย่างไม่อาย
"แม่คะ... หนูไม่เหลืออะไรแล้ว..."
แม่ลูบหัวฉันเบาๆ
"ลูกยังเหลือแม่นะ ยังเหลือตัวเอง และหัวใจที่เข้มแข็งของลูก"
ฉันรู้ว่าแม่เป็นห่วงฉัน แต่ฉันก็ไม่อยากให้แม่ต้องกังวล
"หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ หนูจะเข้มแข็งให้มากกว่าเดิม"
วันรุ่งขึ้น ฉันตัดสินใจไปเยี่ยมมูลนิธิเด็กกำพร้าในตัวเมือง ฉันอยากทำบุญ อยากแบ่งปันความรักที่ฉันยังคงมีเหลืออยู่
ขณะที่กำลังเดินสำรวจรอบๆ มูลนิธิ เสียงร้องโวยวายก็ดังขึ้นมาจากมุมหนึ่งของสนามเด็กเล่น
"ฮือๆๆๆ! ของเล่นของฉัน! อย่าเอาไปนะ!"
ฉันเดินเข้าไปดู เห็นเด็กผู้ชายตัวโตคนหนึ่งกำลังผลักเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งล้มลงในบ่อน้ำขัง เสื้อผ้าของเด็กหญิงเปรอะเปื้อนโคลนไปหมด
เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนั้นกอดตุ๊กตาผ้าขี้ริ้วไว้แน่น ใบหน้าของเธอนิ่งเฉย แต่ดวงตาของเธอดึงดูดความสนใจของฉัน
มันเป็นดวงตาที่เศร้าสร้อยและว่างเปล่า ราวกับผ่านเรื่องราวร้ายๆ มามากมาย
คุณครูประจำมูลนิธิรีบวิ่งเข้ามาห้ามปรามเด็กผู้ชายคนนั้น ส่วนฉันเดินเข้าไปหาเด็กหญิงตัวเล็กๆ
"หนูเป็นอะไรไหมลูก?" ฉันถามอย่างอ่อนโยน
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ดวงตาของเธอกะพริบปริบๆ
"หนูไม่เป็นไรค่ะ" เธอตอบเสียงเบา แทบจะไม่ได้ยิน
ฉันมองไปที่ตุ๊กตาผ้าขี้ริ้วในอ้อมกอดของเธอ มันเปรอะเปื้อนโคลนไปหมด
"ตุ๊กตาของหนูสกปรกหมดเลยนะ"
เด็กหญิงพยักหน้าช้าๆ เธอพยายามใช้มือเล็กๆ ของเธอเช็ดโคลนออกจากตุ๊กตาอย่างระมัดระวัง
"ตุ๊กตาตัวนี้สำคัญกับหนูมากเลยเหรอ?" ฉันถาม
เด็กหญิงพยักหน้าอีกครั้ง
คุณครูเดินเข้ามาหาฉัน
"น้องนลินเป็นเด็กที่น่าสงสารมากเลยค่ะคุณนา พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอเลยไม่มีใครที่ไหนอีกแล้ว"
คำพูดของคุณครูทำให้หัวใจของฉันเจ็บปวดอีกครั้ง
ฉันมองไปที่น้องนลินอีกครั้ง ในแววตาของเธอ ฉันเห็นเงาของตัวเองเมื่อหลายปีก่อน
เงาของเด็กผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้ง เงาของเด็กผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับโลกที่โหดร้ายเพียงลำพัง
ทันใดนั้นเอง ภาพของน้องภูที่โยนผ้าพันคอที่ฉันถักให้ทิ้งก็ผุดขึ้นมาในหัว
มันเจ็บปวด แต่ก็ทำให้ฉันฉุกคิด
ฉันถูกลูกแท้ๆ ทอดทิ้ง แต่เด็กผู้หญิงคนนี้... เธอไม่มีใครเลย
"หนูอยากจะรับน้องนลินไปอุปการะค่ะ" ฉันพูดออกไปอย่างไม่ลังเล
คุณครูและแม่ของฉันต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ แต่ฉันรู้ว่าฉันตัดสินใจถูกต้องแล้ว
นลินเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเรา เธอเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่ก็เป็นเด็กที่เชื่อฟังและอ่อนโยน
ฉันเลี้ยงดูเธอด้วยความรักทั้งหมดที่ฉันมี พยายามชดเชยสิ่งที่เธอขาดหายไป
เย็นวันหนึ่ง ฉันพานลินไปอาบน้ำ
"หนูอาบน้ำเก่งมากเลยนะลูก" ฉันชมเธอ
นลินยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าของเธอแดงก่ำจากน้ำอุ่น
ฉันสระผมนลินอย่างเบามือ สังเกตเห็นรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้าของเธอ
จู่ๆ ฉันก็นึกถึงน้องภูขึ้นมา
น้องภูไม่เคยชอบอาบน้ำเลย เขาจะร้องไห้โวยวายทุกครั้งที่ฉันพยายามจะพาเขาไปอาบน้ำ
นลินแตกต่างออกไป เธอชอบอาบน้ำ ชอบให้ฉันสระผมให้ ชอบให้ฉันเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน
"แม่คะ... หนูมีอะไรจะบอกแม่ค่ะ" นลินพูดเสียงเบา
"มีอะไรเหรอจ๊ะ?" ฉันถามอย่างอ่อนโยน
"หนู... หนูมีฟันผุค่ะ" นลินพูดเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
ฉันเปิดปากนลินดู เห็นฟันซี่เล็กๆ สีดำซี่หนึ่ง
"ไม่เป็นไรหรอกลูก พรุ่งนี้แม่จะพาหนูไปหาหมอฟันนะ" ฉันปลอบโยนเธอ
ฉันนึกถึงน้องภูอีกครั้ง
น้องภูมีฟันผุหลายซี่ เพราะพลกฤตกับกมลศรีตามใจเขามากเกินไป ให้เขากินแต่ขนมหวานๆ
ฉันเคยเตือนพลกฤตหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยสนใจ
"แม่คะ... แม่ทำหน้าเศร้าทำไมคะ?" นลินถาม น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ฉันยิ้มให้เธอ
"เปล่าหรอกจ้ะ แม่แค่คิดอะไรเพลินๆ น่ะ"
"แม่คิดถึงใครเหรอคะ?"
ฉันส่ายหน้า
"แม่ไม่ได้คิดถึงใครหรอกจ้ะ แม่แค่คิดว่าหนูเป็นเด็กดีมากเลยนะ"
นลินยิ้มกว้าง ดวงตาของเธอเป็นประกาย
"หนูรักแม่นะคะ"
ฉันกอดนลินแน่น ซบหน้ากับไหล่เล็กๆ ของเธอ
"แม่ก็รักหนูจ้ะ รักมากที่สุดเลย"
ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจของฉันได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง
รจนา คุณูปการ (นา) POV:
กลางดึกคืนนั้น ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ
"แม่คะ..." เสียงเล็กๆ ดังลอดเข้ามา
ฉันลุกขึ้นเปิดประตู เห็นนลินยืนอยู่หน้าห้อง เธอหอบหมอนใบเล็กมาด้วย
"มีอะไรเหรอลูก ทำไมยังไม่นอนจ๊ะ?" ฉันถามอย่างอ่อนโยน
นลินก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหน้าของเธอแดงก่ำ
"หนู... หนูกลัวค่ะ"
ฉันยิ้มเล็กน้อย
"กลัวอะไรเหรอจ๊ะ?"
"กลัว... กลัวผีที่แม่เล่านิทานให้ฟังเมื่อกี้ค่ะ" เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม
ฉันหัวเราะเบาๆ
"โธ่... แม่ก็แค่เล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังเองนะลูก ผีไม่มีจริงหรอกจ้ะ"
"แต่... แต่หนูยังกลัวอยู่เลยค่ะ"
ฉันย่อตัวลงกอดนลิน เธอตัวสั่นเล็กน้อยในอ้อมแขนของฉัน
"หนูหนาวเหรอลูก ทำไมตัวสั่นจัง?"
นลินส่ายหน้า
"หนูไม่ได้หนาวค่ะ หนูกลัวจริงๆ"
ฉันอุ้มเธอขึ้นมา มือเล็กๆ ของเธอกอดคอฉันแน่น
"มานอนกับแม่นะจ๊ะ คืนนี้แม่จะกอดหนูไว้เอง"
นลินยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าของเธอซบลงกับไหล่ของฉัน
"แม่คะ... หนูขอเรียกแม่ว่าแม่ได้ไหมคะ?" เสียงเล็กๆ ของเธอเบาหวิว
หัวใจของฉันเต้นแรง ฉันกอดเธอกลับแน่นกว่าเดิม
"แน่นอนสิลูก เรียกแม่ว่าแม่ได้เลย"
นลินเงยหน้าขึ้นมามองฉันดวงตาของเธอเป็นประกาย
"หนูรักแม่นะคะ"
"แม่ก็รักหนูจ้ะ รักมากที่สุดเลย"
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นลินเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงที่น่ารัก สดใส และฉลาด
เธอเข้าเรียนชั้นอนุบาลปีที่หนึ่ง และปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ฉันเปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่บ้านเกิด ชื่อ "บ้านขนมหอม" ขนมของฉันได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะฉันใส่ใจในทุกรายละเอียดและใช้วัตถุดิบคุณภาพดี
ชีวิตของฉันกับนลินมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จนกระทั่งวันหนึ่ง เสียงโทรศัพท์จากคุณครูประจำชั้นของนลินก็ดังขึ้น
"คุณแม่คะ รบกวนคุณแม่มาที่โรงเรียนหน่อยได้ไหมคะ น้องนลินมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนค่ะ"
หัวใจของฉันกระตุกวูบ
นลินเป็นเด็กที่ไม่เคยทะเลาะกับใคร เธอเรียบร้อยและอ่อนโยนเสมอมา
ฉันรีบขับรถไปที่โรงเรียน ตลอดทางฉันคิดไปต่างๆ นานา
เกิดอะไรขึ้นกับนลิน? เธอทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
เมื่อไปถึงห้องเรียน คุณครูแยกเด็กทั้งสองคนออกจากกันแล้ว
ฉันเห็นนลินนั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าของเธอนิ่งเฉย แต่ดวงตาของเธอดึงดูดความสนใจของฉัน
แล้วฉันก็เห็นเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม เธอ
ใบหน้าของเขาดูคุ้นเคยอย่างประหลาด
"คุณแม่คะ น้องนลินกับน้องภูริณัฐทะเลาะกันค่ะ" คุณครูอธิบาย
หัวใจของฉันกระตุกวูบอีกครั้ง
ภูริณัฐ... น้องภู? ลูกชายแท้ๆ ของฉัน?
ฉันมองไปที่เด็กผู้ชายคนนั้น ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปมากจากวันสุดท้ายที่ฉันเห็นเขา
เขาดูโตขึ้นมาก แต่แววตายังคงซุกซนเหมือนเดิม
"ทะเลาะกันเรื่องอะไรคะคุณครู?" ฉันถาม เสียงของฉันสั่นเล็กน้อย
คุณครูถอนหายใจ
"น้องภูริณัฐเข้าใจผิดคิดว่าคุณแม่เป็นแม่ของเขาค่ะ แล้วน้องนลินก็ไม่ยอมรับ เลยทะเลาะกันค่ะ"
ฉันมองไปที่น้องภู เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"แม่คะ! แม่มาแล้ว! ภูกอดแม่ได้ไหมคะ?" น้องภูวิ่งเข้ามาหาฉัน เขาพยายามจะกอดฉันทันที
แต่ก่อนที่เขาจะมาถึงตัวฉัน นลินก็เข้ามาขวางไว้
"หยุดนะ! อย่ามาแตะต้องแม่ของฉัน!" นลินพูดเสียงดัง สีหน้าของเธอดุดันอย่างที่ไม่เคยเป็น
น้องภูชะงัก เธอจ้องหน้านลินด้วยความไม่พอใจ
"เธอเป็นใคร! อย่ามาห้ามฉันนะ! นี่แม่ของฉัน!"
"แม่ของเธอ? แม่ของเธอคนไหนกัน! แม่ของฉันไม่กินทุเรียน ไม่ดูหนังผี ไม่ชอบเล่นหุ่นยนต์ที่แพงๆ แบบนี้หรอกนะ!" นลินเถียงกลับอย่างฉะฉาน
น้องภูหน้าซีดลงเล็กน้อย เขาหันมามองฉันอย่างสับสน
"แม่... แม่ไม่กินทุเรียนเหรอคะ?" น้องภูถามเสียงสั่น
ฉันมองไปที่น้องภูอีกครั้ง ลูกชายของฉันกำลังสับสน และฉันก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้อย่างไร
น้องภู พยายามจะโต้แย้ง แต่คำพูดของเขากลับติดอยู่ในลำคอ
"ไม่จริง! แม่ฉันชอบกินทุเรียน! แม่ฉันชอบดูหนังผี!"
นลินหัวเราะเยาะ
"ใช่เหรอ? แม่ฉันบอกว่าแม่ไม่เคยชอบกินทุเรียนเลย แถมยังกลัวหนังผีจะตายไป! แม่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่าแม่เคยอดทนทำในสิ่งที่แม่ไม่ชอบมาตลอดก็แค่เพราะรักใครบางคน!"
ฉันมองไปที่นลินด้วยความตกใจ
นลินจำได้ทุกคำพูดที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง
น้องภูหันมามองฉันอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและความเจ็บปวด
"แม่... แม่ไม่ได้รักภูแล้วเหรอคะ?"
ฉันมองไปที่ลูกชายแท้ๆ ของฉัน หัวใจของฉันเจ็บปวดอีกครั้ง
ฉันรักน้องภู แต่ความรักของฉันในตอนนี้มันแตกต่างไปจากเดิมแล้ว
ฉันสลัดมือน้องภูออกอย่างช้าๆ แล้วเดินไปหานลิน
"นลินลูกไม่เป็นอะไรใช่ไหมจ๊ะ?" ฉันถามอย่างอ่อนโยน
นลินส่ายหน้า เธอจับมือฉันแน่น
ฉันก้มลงจูบหน้าผากนลินเบาๆ
"หนูเป็นเด็กดีของแม่เสมอเลยนะจ๊ะ"
ฉันหันมามองน้องภูอีกครั้ง
"ภู... กลับบ้านไปกับพ่อเถอะนะ" ฉันพูดเสียงเรียบ
น้องภูส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้า
"ไม่! ภูจะอยู่กับแม่! ภูจะกลับบ้านกับแม่!"
ฉันถอนหายใจ
"ภูไม่ใช่ลูกของแม่แล้วนะลูก" ฉันพูดอย่างใจเย็นที่สุด
น้องภูตัวสั่นเล็กน้อย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ
"ไม่จริง! ภูเป็นลูกของแม่! ภูจำแม่ได้!"
นลินดึงชายเสื้อของฉันเบาๆ
"แม่คะ นลินว่านลินกลับบ้านกับแม่เองดีกว่าค่ะ นลินไม่อยากให้แม่ลำบากใจ"
ฉันยิ้มให้นลิน
"ไม่ต้องหรอกลูก เดี๋ยวแม่จะจัดการเอง"
ฉันหันไปมองน้องภูอีกครั้ง
"ภู... แม่จะบอกอะไรให้นะ ทุกวันนี้แม่มีความสุขมากแล้ว ขอให้ภูมีความสุขกับพ่อของภูเถอะนะ"
น้องภูยืนนิ่ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน
ฉันไม่รู้ว่าพลกฤตจะมาเมื่อไหร่ แต่ฉันรู้ว่าฉันต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้เด็ดขาด
ฉันก้มลงกระซิบบอกนลิน
"นลินกลับบ้านก่อนได้ไหมจ๊ะ เดี๋ยวแม่จะตามไป"
นลินพยักหน้า เธอเดินออกไปจากห้องเรียนช้าๆ แต่ก่อนที่จะจากไป เธอหันมามองน้องภูเล็กน้อย
น้องภูมองตามหลังนลินไปด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
ฉันรู้ว่าเขาเจ็บปวด แต่ฉันก็ไม่อาจจะทำอะไรได้แล้ว
ฉันหันกลับมามองน้องภู เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันอีกครั้ง
"แม่... แม่ไม่รักภูแล้วจริงๆ เหรอคะ?" เสียงของเขาเบาหวิว
ฉันมองไปที่น้องภูอีกครั้ง ฉันรู้ว่าฉันต้องทำใจแข็ง
เพราะฉันไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกแล้ว