สำนักหมิงเซียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบปกคลุมด้วยหมอกจาง ๆ ตลอดฤดูกาล เร้นห่างจากโลกภายนอกไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาม ของสำนักฝึกฝนเซียน ที่ทุกหนึ่งพันปี จะส่งบรรดาเซียนน้อยขึ้นไปรับใช้เหล่าเทพต่าง ๆ บนสรวงสวรรค์ ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเหล่าเทพทั้งหลาย ที่ล้วนเคยเป็นศิษย์ของสำนักหมิงเซียนใช้อำนาจแห่งเทพ ร่ายมนตร์เป็นเกราะคุ้มครองสถานที่นี้ไว้ เพื่อไม่ให้อำนาจของเหล่ามารเข้ามาทำลายได้
มู่เฉิงหนิงเป็นเจ้าสำนักที่มีอายุยาวนานหลายหมื่นปีทิพย์ เฝ้าอบรมสั่งสอนศิษย์ทุกคน ให้บำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด เพื่อได้สำเร็จเป็นเซียน ขึ้นไปรับใช้เหล่าเทพบนสวรรค์ โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักไว้ติดกายตราบจนสิ้นอายุขัย
“หนิงเอ๋อ” น้ำเสียงของอาจารย์หญิง เรียกชื่อศิษย์ผู้หนึ่งที่แอบย่องเข้ามารวมกับศิษย์พี่ทั้งหลาย ก่อนสายตาทุกคนจะหันมาจับจ้องนางเป็นจุดเดียวกัน
“ข้าโดนจับได้เสียแล้ว” หญิงสาวในชุดสีขาวดุจเม็ดมุก ผมดำเงายาวสวยจรดหลัง มีท่าทีอึกอัก พลันหลับตาลงอย่างจำนนเมื่อถูกจับได้ นางเป็นศิษย์น้องเล็กที่มักมีพฤติกรรมแอบงีบหลับตามสวนดอกไม้ และกลับมาไม่ทันเรียนเช่นนี้เสมอ เป็นภาพชินตาของเหล่าศิษย์พี่ทั้งหลาย นางเลื่อนสายมองทุกคนพร้อมสีหน้าสลด ก่อนสบตาอาจารย์หญิงด้วยท่าทางสำนึกผิด
“ศิษย์ขอโทษที่มาช้า ศิษย์จะไปรับโทษ นั่งคุกเข่าหน้าป้ายสำนักเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม” หญิงสาวในชุดขาวสะอาดตา เตรียมหันตัวเดินไปรับโทษอย่างรู้หน้าที่ หากแต่นางเดินก้มหน้าออกไปได้สองสามก้าว
“วันนี้ไม่ต้องรับโทษ เจ้ากลับมานั่งในที่ของเจ้า” น้ำเสียงราบเรียบของอาจารย์หญิง ทำให้หนิงเอ๋อเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“เอ๊..เหตุใดวันนี้อาจารย์ไม่คิดเอาผิดข้า” สิ้นความคิดหนิงเอ๋อจึงหันกลับมาตามคำสั่ง พร้อมศิษย์ร่วมสำนักละความสนใจจากนาง แล้วหันมาตั้งใจฟังอาจารย์หญิงอย่างพร้อมเพรียง
มู่เฉิงหนิงถอนหายใจออกมาบางเบา แล้วเลื่อนสายตามองตรงศิษย์ทุกคนอย่างมีความหมาย แม้นางจะมีอายุยาวนานหลายหมื่นปีทิพย์แล้วก็ตาม ทว่าด้วยความเป็นเทพเซียนใบหน้าของนางยังคงความงดงามไว้ไม่เสื่อมคลาย
“พวกเจ้าเป็นศิษย์รุ่นที่เก้าของข้า ต่างฝึกฝนบารมีกันมายาวนาน จวนครบหนึ่งพันปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้าตอบตามจริง ว่าอดใจหายไม่ได้ หนึ่งพันปีก่อนพวกเจ้าถือกำเนิดขึ้น ด้วยอำนาจแห่งบุญครั้งที่เป็นมนุษย์ เทพแห่งดวงชะตาก็พาพวกเจ้ามาให้ข้าเฝ้าอบรมสั่งสอน” เจ้าสำนักพูดพร้อมสายลมเย็นพัดผ่าน แสงระยิบแห่งบารมีเปล่งประกายขึ้นปกคลุมทางเข้าสำนัก พร้อมนางเลื่อนสายตามองไป แล้วถอนหายใจ ออกมา
“ยามนี้พวกเจ้าฝึกฝนสำเร็จเป็นเซียนน้อยแล้ว ไม่ว่าข้าสอนศิษย์มากี่รุ่น ข้ารู้สึกใจหายทุกครั้ง เพราะการพลัดพรากนั้นเจ็บปวด ไม่ว่ามนุษย์ เซียน หรือเทพ ต่างหลีกหนีกฎนี้ไม่พ้น... พวกเจ้าจงจำไว้ หลังจากขึ้นไปเป็นเซียนน้อย ทำหน้าที่บนสวรรค์แล้วต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้มาก อย่าได้ทำผิดใด ๆ ต้องปฏิบัติตัวให้สมกับที่ได้รับการอบรมสั่งสอน มาจากสำนักหมิงเซียน”
“ทำไมหลังจากพวกเราเป็นเซียนแล้ว พวกเราต้องขึ้นไปทำหน้าที่บนสวรรค์ด้วย ในเมื่อพวกเราอยู่กับอาจารย์ก็มีความสุขดี” ศิษย์คนที่สี่เอ่ยถามพร้อมใบหน้าเศร้า
“ทุกอย่างเป็นไปตามกฎแห่งเบื้องบน ไม่มีใครหลีกหนีพ้น เมื่อพวกเป็นเซียนน้อย ก็ต้องฝึกฝนตัวเองเรียนรู้ธรรมเนียมและข้อปฏิบัติต่าง ๆ บนสวรรค์ เพื่อเลื่อนขั้นขึ้นเป็นเทพ ดังเช่นศิษย์รุ่นอื่น ๆ ของข้า”
“เช่นนั้นอาจารย์ไม่ต้องห่วง พวกจะตั้งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หากแม้นมีวาสนาข้าจะเป็นเทพในสักวัน" ก่อนรอยยิ้มของอาจารย์หญิงจะคลี่ออกอย่างเมตตาเช่นเดิม
“หลังจากวันที่เทพแห่งชะตามารับพวกเจ้า ขึ้นไปทำหน้าที่บนสวรรค์ ข้าก็คงไม่ได้เห็นพวกเจ้าอีก” คำพูดของเจ้าสำนักทำให้บรรยากาศเศร้าลงทันที ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานของนาง ศิษย์ทุก ต่างก้มหน้าฟังคำของอาจารย์หญิงอย่างเงียบ ๆ บ้างก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา ด้วยความอาลัยที่ต้องจากสำนักไป
เวลานี้สำนักหมิงเซียน มีเสียงร้องของนกอินทรียักษ์ ที่บินผ่านไปไกล ๆ และเสียงของน้ำตกที่ดังอยู่ไม่ห่างนัก เหล่าศิษย์ทั้งหลายยังคงนั่งปาดน้ำตาและฟังเสียงเหล่านั้นไปพร้อม ๆ กัน เมื่อรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก มู่เฉิงหนิงร่ายพลังเทพ แล้วหยิบตราสัญลักษณ์ประจำสำนักขึ้นมาเก้าชิ้นมองอย่างอาลัย แล้วเงยหน้าทอดสายตาไปยังเบื้องหน้าอีกครั้ง
“อีกไม่นาน เทพแห่งชะตาก็จะพารุ่นที่สิบ มาให้ข้าอบรมสั่งสอน ส่วนพวกเจ้ารุ่นเก้า ก็ต้องไปเรียนรู้ธรรมเนียมบนสวรรค์ หากมีความดีความชอบ เป็นที่ต้องใจแก่ราชาแห่งสวรรค์ ก็จะได้รับพระราชทานตำแหน่งที่สูงขึ้นจนเป็นเทพในที่สุด”
“อาจารย์ แม้พวกเราจะต้องขึ้นไปทำหน้าที่บนสวรรค์ แต่พวกเราจะไม่มีวันลืมสำนักแห่งนี้ อาจารย์อย่าได้เศร้าไปเลยนะ” ศิษย์คนสี่ยกมือขึ้นแล้วพูดปลอบ
“ศิษย์ข้าทุกรุ่น มักจะมีคนเช่นเจ้าอยู่เสมอ พวกเจ้าไม่ให้ข้าเศร้า แต่พวกเจ้าต่างเก็บน้ำตาไม่อยู่ ข้ารู้ว่าพวกเจ้ารักและเคารพข้ามากเท่าใด แต่ขอพวกเจ้าจงจำไว้ ยามใดที่พวกเจ้าผจญกับความทุกข์ไร้ทางออก อย่าลืมว่ายังมีอาจารย์ที่คอยเป็นห่วงเจ้าตรงนี้เสมอ”
“อาจารย์ อย่าพูดเช่นนี้อีกเลย ถ้าเลือกได้ข้าก็ไม่อยากไปจากสำนักหมิงเซียน ข้าอยากอยู่รับใช้อาจารย์ไปจนสิ้นอายุขัย” ศิษย์คนที่ห้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เจ้าเด็กโง่ สำนักหมิงเซียนเป็นสำนักที่ฝึกฝนเซียนเพื่อขึ้นไปทำหน้าที่บนสวรรค์ พวกเจ้าจะอยู่กับข้าไปตราบสิ้นอายุขัยได้อย่างไร”
“อาจารย์ หนิงเอ๋อไม่รู้ธรรมเนียมบนสวรรค์ หนิงเอ๋อขออยู่กับอาจารย์ที่สำนักหมิงเซียนต่อได้ฤาไม่” หญิงสาวผู้เป็นศิษย์น้องเล็ก ยกมือแล้วทำเสียอ่อย
“หากเป็นเจ้า ข้ายิ่งต้องส่งไปเรียนรู้ธรรมเนียมบนสวรรค์ให้มาก ข้าตามใจเจ้ามากกว่าศิษย์คนอื่น ด้วยเพราะอายุขัยของเจ้ายังน้อย ข้าจึงไม่เข้มงวดพอ ทำให้เจ้ามีนิสัยหย่อนยานในกฎเกณฑ์บ่อย ๆ”
“เช่นนี้อาจารย์ยิ่งต้องไม่ให้ข้าขึ้นไปบนสวรรค์ เผชิญกับเหล่าเทพเซียนผู้มากด้วยฤทธิ์ อาจทำให้อาจารย์เสียชื่อเอาได้ โปรดเก็บข้าไว้กับท่านสักคนไม่ได้เหรอ” หนิงเอ๋อทำหน้างอ พร้อมเสียงออดอ้อน
“อาจารย์ เว้นศิษย์น้องเล็กไว้สักคน ส่วนพวกเราทั้งแปดคนจะไม่ปฏิเสธเลย ใช่ไหมทุกคน” ศิษย์คนที่ห้า เห็นน้ำตาของศิษย์น้องเล็กจึงนึกสงสาร พยายามขอร้องอาจารย์ด้วยอีกคน
“ใช่ ๆ อาจารย์เว้นศิษย์น้องเล็กไว้สักคนด้วย” ศิษย์ทั้งแปดคนผสานเสียงพร้อมกัน เพื่อขอความเห็นใจให้ศิษย์น้องเก้าของพวกเขา
“นอกจากอาจารย์ที่ตามใจหนิงเอ๋อจนเสียคนแล้ว พวกเจ้าทุกคนก็ด้วย ข้ารู้ว่าหนิงเอ๋อเป็นศิษย์น้องเล็ก ซ้ำยังเป็นหญิงเพียงคนเดียวของรุ่น พวกเจ้าจึงค่อนข้างตามใจ แต่กาลครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไร หนิงเอ๋อก็ต้องขึ้นไปเป็นเซียนรับใช้ให้กับราชธิดาของเจ้าสมุทรเก๋อไห่ มีนามว่าหยางฟางเหนียง” หญิงสาวได้ยินดังนั้น จึงรู้ว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำได้แต่หันมองศิษย์พี่ทุกคนอย่างเงียบ ๆ
“ไม่เป็นไร เจ้ายังมีศิษย์พี่ห้าอยู่ ข้าจะคอยดูแลเจ้าตอนอยู่บนสวรรค์เอง”
“แต่ถึงอย่างนั้น สวรรค์กว้างใหญ่เหลือเกิน เราจะได้เจอกันฤาไม่ ราชธิดาของเจ้าสมุทรเก๋อไห่อยู่ที่ใด ชะตาของข้านับจากนี้จะเป็นเช่นใดยังมิอาจรู้” หนิงเอ๋อกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหดหู่
“แต่ถึงอย่างนั้น หากมีโอกาสศิษย์พี่ห้าจะหาทางไปดูแลเจ้าเอง”
“จนป่านนี้ เจ้าก็ยังไม่เลิกโอ๋นาง เช่นนี้นางจะโตพอได้อย่างไร บนสวรรค์กว้างใหญ่กว่าสำนักหมิงเซียนหลายร้อยเท่าตัว อย่าว่าแต่เจ้าสองคนจะพบกัน ต่อให้พวกเจ้าทั้งเก้าขึ้นไป ก็ยากที่จะพานพบได้”
“หากเป็นเช่นนั้น ถ้ามีโอกาสได้เจอกัน ศิษย์พี่ห้าจะไม่มีวันลืมเจ้า เป็นคนสำนักเดียวกันก็ต้องดูแลกัน” คำตอบของศิษย์คนที่ห้า ทำให้มู่เฉิงหนิงปล่อยผ่านไม่ติดใจ
“เอาล่ะ พวกเจ้าทุกคนขึ้นมารับตราสัญลักษณ์นี้ไว้” สิ้นคำของเจ้าสำนัก เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างทยอยขึ้นไปรับตราสัญลักษณ์นั้นด้วยท่าทางเศร้าสร้อย ร่างเล็กเดินตามหลังศิษย์พี่คนที่แปดไป แล้วจับจ้องมองตราสัญลักษณ์นั้นอย่างไม่เข้าใจ
“อาจารย์ ตรานี้ข้าต้องติดกายไว้ตลอดเลยใช่ฤาไม่” คำถามของหนิงเอ๋อทำให้อาจารย์หญิงยกมือลูบศีรษะนางเหมือนอย่างเคย
“ต้องมีไว้ติดกาย เผื่อวันใดที่เจ้าทุกข์หมดหนทาง หรือแม้แต่ทำผิดกฎสวรรค์ เจ้าแค่นำตราสัญลักษณ์นี้มาที่สำนักของเรา พลังแห่งตราสัญลักษณ์ จะทำลายอำนาจมนตราของเทพที่เป็นเกราะคุ้มภัยสำนัก เปิดช่องให้เจ้าสามารถเข้ามาได้อย่างง่ายดาย”
“หากเป็นเช่นนั้น ถ้าข้าอยากมาหาอาจารย์เฉย ๆ ล่ะ จะได้ฤาไม่” มู่เฉิงหนิงปล่อยยิ้มเล็กน้อยแล้วส่ายศีรษะ
“หลังจากที่พวกเจ้าขึ้นไปทำหน้าที่บนสวรรค์แล้ว จะไม่มีโอกาสได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้อีก” หนิงเอ๋อได้ยินดังนั้นจึงก้มมองตราสัญลักษณ์ในมือ
“เจ้ารู้ฤาไม่ว่าในบรรดาศิษย์ของข้าทุกรุ่น ที่ขึ้นไปทำหน้าที่บนสวรรค์ ไม่มีผู้ใดได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้อีก ถ้าจะมองอีกมุมถือว่าข้าอบรมสั่งสอนศิษย์ได้อย่างดี ไม่มีผู้ใดทำผิดกฎสวรรค์ แต่...” ยังไม่ทันที่มู่เฉิงหนิงพูดจบ
“อาจารย์คิดถึงศิษย์พี่ทุกคน อยู่ใช่ฤาไม่” หนิงเอ๋อพูดขึ้นมา พร้อมแววตาเป็นประกายรอฟังคำตอบ
“ใช่ ข้าคิดถึงพวกเขาทุกคน และก็คงคิดถึงเจ้ามากที่สุดด้วยเช่นกัน” คำพูดของอาจารย์หญิง ทำให้หนิงเอ๋อน้ำตาเอ่อขึ้นมาในทันที
“อาจารย์” นางโผเข้ากอดอาจารย์หญิงแล้วร้องไห้ออกมาโดยไม่สนใจผู้ใด ก่อนที่ศิษย์คนที่ห้า เตรียมย่างเท้าเข้ามาดึงนางออก
“ไม่ต้อง ปล่อยให้นางร้องจนพอใจ พวกเจ้าทุกคนมีอะไรไปทำก็ไป ข้าจะปลอบใจนางเอง” หลังจากได้ยินคำสั่งของอาจารย์ ศิษย์ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ปล่อยให้หนิงเอ๋อ กอดอาจารย์หญิงแน่นไม่ยอมปล่อย
“อาจารย์...ความจริงแล้วท่านไม่ต้องส่งข้าให้กับเทพแห่งชะตาได้ก็ได้ เว้นข้าไว้สักคน ท่านเทพแห่งชะตาก็คงไม่ว่าอะไร”
“เด็กโง่ แม้แต่เทพแห่งชะตาเอง ก็ไม่อาจละเว้นหน้าที่ของตัวเองได้ หากเขาปล่อยเจ้าไว้ นั่นแปลว่าเขาละเลยต่อหน้าที่ เช่นนี้แล้วเทพแห่งชะตาเองก็จะได้รับโทษเช่นกัน” หนิงเอ๋อปาดน้ำตาแล้วมองหน้าอาจารย์หญิงของนางครู่หนึ่ง
“อาจารย์” เสียงอ่อนหวานทำให้มู่เฉิงหนิงปล่อยยิ้มออก
“เจ้าเรียกข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ มีอะไรอยากรู้อีก”
“ที่ท่านบอกว่า ข้าต้องขึ้นไปรับใช้ องค์หญิงแห่งเก๋อไห่ นามว่าหยางฟางเหนียงนั้น นางเป็นเทพนิสัยเช่นไร”
“หยางฟางเหนียง เดิมทีอาศัยอยู่กับเจ้าสมุทรเก๋อไห่ แต่พระชายาแห่งสวรรค์ขอมาเลี้ยงเองตั้งแต่เด็ก นางเติบโตมาพร้อมกับองค์รัชทายาทและองค์ชายรอง แม้ฐานะของนางจะเป็นองค์หญิงจากเจ้าสมุทรเก๋อไห่ แต่ในนามนางก็เปรียบเสมือนองค์หญิงแห่งสวรรค์ เหล่าเทพเซียนต่างล้วนยำเกรง”
“เช่นนั้น นางน่าจะมีเซียนรับใช้มากมายรายล้อม แล้วเหตุใดท่านเทพชะตาต้องพาข้าขึ้นไปรับใช้นางด้วย” มู่เฉิงหนิงใช้มือจิ้มจมูกนางครั้งหนึ่ง แล้วเงยหน้าทอดสายตามองตรงไปยังน้ำตกที่ไหลรินลงจากหน้าผา
“ข้อนั้นข้าไม่อาจรู้ได้ ศิษย์ของข้าทุกคน จะถูกกระจายไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่บนสวรรค์ ใครจะไปที่ใดนั้น ท่านเทพแห่งชะตาจะเป็นผู้กำหนด”
“อาจารย์ วัน ๆ ท่านอยู่ที่สำนัก แต่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าต้องไปรับใช้องค์หญิงฟางเหนียง” มู่เฉิงหนิงชะงักนิ่ง ก่อนจะทำเปลี่ยนเรื่อง แล้วจับกายของหนิงเอ๋อตั้งตรง
“เจ้าเป็นเด็กที่ยังอยากรู้อยากเห็น หากขึ้นไปบนสวรรค์แล้ว อย่าก่อเรื่องจนต้องโทษทำผิดกฎ ในบรรดาศิษย์ทุกคน ข้าเป็นห่วงเจ้ามากที่สุด” หนิงเอ๋อก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
“ข้าจะพยายามไม่ทำให้อาจารย์ต้องเสียชื่อ”
“ดีมาก ยามนี้เย็นแล้ว เจ้ากลับไปพักเถอะ ข้าเองก็อยากเข้ากรรมฐานแล้วเหมือนกัน” ว่าแล้วหนิงเอ๋อก็ทำความเคารพ ก่อนที่เจ้าสำนักจะลุกขึ้นเดินจากไป ปล่อยให้หญิงสาวนึกหวาดหวั่นกับสิ่งที่ต้องเจอในภายหน้า
ตำหนักไท่จือ เป็นตำหนักที่ประทับขององค์หญิงหยางฟางเหนียง ซึ่งราชาแห่งสวรรค์ได้ทรงประทานให้เมื่อนางมีอายุครบเจ็ดพันปีทิพย์ หญิงสาวแต่งตัวด้วยชุดประจำตัวสีชมพูอ่อนคลุมทับด้วยผ้าไหมสีขาว ที่ทอจากใยของแมงมุมสวรรค์ ทุกก้าวที่นางเดินผ่านจะมีกลิ่นหอมของดอกงิ้วโชยทิ้งไว้ เป็นกลิ่นประจำตัวของนาง
“องค์หญิงเพคะ พรุ่งนี้ท่านเทพชะตา จะพาสาวใช้ที่พึ่งสำเร็จเป็นเซียนเข้ามารับใช้องค์หญิง”
“ข้อนั้นข้ารู้แล้ว ข้าขอฝากเจ้าดูแลอบรมสั่งสอนนางด้วย” น้ำคำอ่อนหวานพูดกับสาวใช้ด้วยกิริยานุ่มนวล พร้อมกับมือที่กำลังปักลวดลายลงบนผ้า อย่างบรรจง
“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ ข้าตั้งใจปักให้กับองค์ชายรอง เจ้าช่วยดูหน่อย ว่างดงามเพียงพอที่คู่ควรกับเขาฤาไม่” สาวใช้ย่อตัวลงอย่างเคารพ แล้วเดินเข้ามาหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนที่ว่า พลันเลื่อนสายตามองดูลวดลาย ที่บรรจงปักเป็นรูปหงส์บินบนนภา สายตาของสาวใช้เป็นประกาย แล้วย่อตัวลงเล็กน้อย
“ทูลองค์หญิง ผ้าปักของท่านงดงามอย่างมาก อีกทั้งความหมายบนผ้า บอกเป็นนัยน์ได้อย่างดี ข้าเชื่อว่าหากองค์ชายรองทอดเนตรเห็น จะต้องพอพระทัยอย่างมากเพคะ” ฟางเหนียงปล่อยยิ้มออกมา แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นทอดสายตามองอย่างมีความหวัง
“ข้าเอง หวังว่าเขาจะชอบ แต่ไหนแต่ไรเขามักจะบ่น ว่าข้าไร้หัวใจ เย็นชาจนน่ากลัว”
“องค์หญิงเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพคะ”
“อิงอิง แม้แต่เจ้า ก็เข้าข้างเขาฤา”
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ เพียงแค่อิงอิงรู้สึกเห็นใจองค์ชายรองเท่านั้นเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา องค์ชายรองเป็นคนยึดมั่นในความรัก หัวใจของเขามีเพียงองค์หญิงคนเดียวเสมอมา หากเขาได้รับผ้าเช็ดหน้าที่ปักด้วยฝีพระหัตถ์ขององค์หญิงแล้ว องค์ชายรองต้องดีพระทัยมากอย่างแน่นอนเพคะ”
“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” ฟางเหนียงมองดูผ้าปักแล้วปล่อยยิ้มออกมาอย่างมีความหมาย ก่อนอยู่ ๆ ท้องฟ้าสีขาวละมุน มีการเคลื่อนไหวของสายลมบางเบาลอยมากระทบกายทั้งสอง พร้อมกลิ่นหอมของดอกเหมยสวรรค์ คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ก่อนที่สายตาของอิงอิงจะเบิกกว้าง
“องค์หญิงเพคะ ท่านดูนั่นสิ” อิงอิงชี้มือไปยังดอกไม้ที่ลอยละลิ่วปลิวมาตามลม ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งสรวงสรรค์ เหล่าหมู่เทพพากันหยุดชะงัก มองดูเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“อิงอิง ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ฤาไม่” ฟางเหนียงมองดูดอกเหมยสวรรค์พร้อมกับน้ำตาเอ่อขึ้น อย่างรู้ความหมายของมัน เพียงครู่เดียวหนึ่งในดอกไม้ก็ค่อย ๆ ปลิวมาลงมาบนมือของนางเบา ๆ รังความปลาบปลื้มให้กับหยางฟางเหนียงเป็นอย่างมาก
“ดอกเหมย เจ้าช่วยข้าดูหน่อย ว่านี่ใช่ดอกเหมยจริง ๆ ฤาไม่”
“ไม่ผิดเพคะ เป็นดอกเหมยจริง ๆ เพคะ”
“หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เทพแห่งชะตาเคยประกาศไว้จะเป็นจริงใช่ฤาไม่ เมื่อใดที่มีเหตุการณ์ดอกเหมยสวรรค์ร่วงหล่นลงมา นั่นหมายถึงคู่ครองขององค์ชายรองจะปรากฏ” เมื่ออิงอิงได้ยินดังนั้น นางจึงก้มหน้าลงมองผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยในมือขององค์หญิงด้วยสายตาเป็นประกาย