“นี่เราทำบาปทำกรรมกับคนพวกนั้นจริงๆ เหรอเนี่ย เราเป็นสาเหตุให้พวกเขาตาย เราเป็นผู้หญิง...”
คำนั้นละไว้ฐานที่เข้าใจเพราะไม่กล้าแม้แต่จะพูดมันออกมา แค่คิดก็เจ็บปวดหัวใจเสียจนหยาดน้ำตาต้องทะลักไหลออกมาอีก
“ฮือ... เราเป็นอย่างที่เขาว่า ฮือ...”
ใบหน้าฉ่ำชื้นไปด้วยน้ำตาซบลงที่พวงมาลัย ไหล่เล็กสั่นไหวจากแรงสะอื้นที่มีแต่จะถาโถมเพิ่มขึ้นจากหัวใจที่สั่นสะท้าน เมื่อหวนนึกถึงครั้งแรกที่ต้องเผชิญหน้ากับคำว่า ‘ม่ายผัวตาย’
เริ่มจาก ‘สราวุฒิ’ สามีคนแรกของเธอ พ่อม่ายเสี่ยใหญ่เจ้าของร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ แม้จะไม่ได้รักชอบในเชิงชู้สาว เพราะสราวุฒินั้นอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับพ่อของเธอ ทั้งครอบครัวก็ยังสนิทสนมกันตั้งแต่เธอยังเด็ก แต่ความสม่ำเสมอช่างเอาอกเอาใจ ตั้งแต่เธอเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยจนเรียนจบ ก็ทำให้แม่และยายอยากให้เธอรับปากแต่งงานกับเขา เพื่อเธอจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาและมีคนดูแลปกป้องแทนพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว
เธอจึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกับเขา เพื่อตอบแทนบุญคุณแม่กับยายที่อุตส่าห์ส่งเสียเลี้ยงดูเธอจนเรียนจบ แม้ว่าพ่อจะจากไปกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม อีกอย่างฐานะร่ำรวยของสราวุฒิก็จะทำให้แม่กับยายสุขสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ใครจะรู้เล่าว่ายังไม่ทันเจ้าบ่าวจะบอกความประทับใจในตัวเจ้าสาวได้จบ เธอก็ได้รับรู้รสชาติการเป็นม่ายครั้งแรกในชีวิตซะแล้ว เพราะจู่ๆ สราวุฒิก็เกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมากะทันหันก่อนจะทรุดร่างแน่นิ่งลงไปกับพื้นเวที ทั้งที่มือยังกำไมโครโฟนแน่น ความโกลาหลมาพร้อมกับแววตาสิ้นหวังของใครหลายๆ คนที่เมียงมองมายังเธอ
ครั้งนั้นเธอจดทะเบียนสมรสกับสราวุฒิตั้งแต่วันหมั้น ทรัพย์สมบัติของสราวุฒิจึงกลายมาเป็นของเธอกึ่งหนึ่งในทันที ซึ่งมันก็มากพอที่จะทำให้เธอ แม่ และยายจะอยู่ได้อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต ในครานั้นแม้จะไม่มีใครมาด่าว่าให้เธอต้องเสื่อมเสีย เพราะสราวุฒินั้นมีโรคประจำตัวรุมเร้าอยู่มากมาย และเขาอาจตื่นเต้นมากจนทำให้หัวใจล้มเหลวก็ได้ แต่เธอก็ยังต้องเรียนรู้กับคำว่า ‘อับอาย’ เพราะตามธรรมดาที่จะมีคำติฉินลอยลมมาให้ได้ยิน
‘นี่ล่ะนะ แก่แต่อยากจะมีเมียเด็กคราวลูก ดีนะที่ตายบนเวที ถ้าไปตายคาหอ คงต้องเรียกว่า ตายคาอก แน่ๆ’
‘คงจะตื่นเต้นที่ได้เมียเด็ก หรือไม่ก็คงจะเสียพลังงานไปเยอะ ถึงได้ช็อคไปแบบนั้น’
‘ม่ายทรงเครื่องแบบนี้แหละ คงนอนคนเดียวได้ไม่นานหรอก’
ครั้งแรกมันคือ ‘ฝันร้าย’ ในชีวิตของสาวน้อยอย่างเธอ ซึ่งเธอต้องทำใจและผ่านความทุกข์ไปให้ได้ แต่เหตุการณ์ครั้งที่ 2 ล่ะ มันจะเรียกว่า ‘ฝันร้าย’ ‘บังเอิญ’ หรือว่า ‘ความซวย’
หลังจากสราวุฒิจากไปไม่นาน ครอบครัวเธอก็ได้ต้อนรับ ‘อุเทน’ หนุ่มใหญ่เจ้าของธุรกิจติดตั้งระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม วัย 42 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้องของสราวุฒินั่นเอง
อุเทนเข้านอกออกในบ้านเธอบ่อยครั้งด้วยความเห็นใจที่เธอต้องเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว อีกทั้งธุรกิจร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่สราวุฒิทิ้งไว้เป็นมรดกให้กับเธอก็เอื้อเฟื้อทำให้เธอต้องเจอกับอุเทนบ่อยครั้ง และเมื่อเขาแสดงออกชัดเจนว่าไม่รังเกียจสักนิดที่เธอเป็นม่าย ทั้งแม่และยายก็เป็นใจอยากให้เขาเข้ามาดูแลเธอ
เพราะคนเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อมีผู้ชายแสดงความจริงใจจนถึงกับยอมแต่งงานจดทะเบียนสมรสอย่างออกหน้าออกตา ก็ถือว่าเป็นความโชคดีที่สุดแล้วที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะได้รับ และก็หวังว่าการแต่งงานครั้งนี้คงจะทำให้เธอได้ขึ้นสวรรค์หลังจากที่พาตัวเองไปเกาะอยู่ขอบนรกมา 1 ปีเต็ม เพราะความคิดว่าเธอมีส่วนที่ทำให้สราวุฒิตาย
แต่ใครจะรู้เล่าว่าแทนที่เธอจะมีโอกาสได้ไปสวรรค์ เธอกลับตกลงไปในนรกจริงๆ
เมื่อเช้าวันแต่งงานอุเทนเกิดหัวใจล้มเหลวขณะอยู่ที่บ้านของตนเอง ยังไม่ทันที่เธอจะได้เข้าพิธีกับเขาด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องถือว่าเธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาไปแล้ว เพราะอุเทนพาเธอไปจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่วันแห่งความรักที่ผ่านมา เพราะเขาถือเคล็ดว่าจะรักกันตลอดไป และครั้งนี้แหละคำว่า ‘ผู้หญิงกินผัว’ จึงลอยลมมาให้ได้ยินอีกครั้ง
‘น่ากลัวจริงๆ เลยผู้หญิงคนนี้ แต่งงานทีไรผัวตายหมด’
‘เธอต้องดวงกินผัวแน่ๆ’
และคำเหล่านั้นมันก็ฝังหัวใจจนไม่คิดจะแต่งงานกับใครอีก แต่เธอคงถูกคำสาปของแม่มด โชคชะตาถึงเล่นตลกกับเธอไม่เลิก เพราะจากนั้นไม่นานเธอก็ได้พบกับ ‘ทวิช’
เกือบ 2 ปีทีเดียวที่เขาเทียวไปเทียวมาพาตัวเองให้มาอยู่ในวงโคจรของเธอเสมอ ซึ่งแม่กับยายก็ชอบเขามากๆ เพราะทวิชเป็นคนคุยเก่งและช่างเอาใจผู้ใหญ่ ไปมาหาสู่มีของฝากติดไม้ติดมือมาเสมอ ซึ่งน่าจะเป็นคุณสมบัติพิเศษตามอาชีพของเขา เพราะคนขายประกันมักจะคุยเก่งและเข้าผู้ใหญ่เก่ง
เขาทำให้เธอหลงลืมถ้อยคำประณามของผู้คนไปได้บ้าง แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้เธอ ‘รัก’ เขาหรอกนะ หรืออาจพูดได้ว่าเธอไม่เคยรักเจ้าบ่าวของเธอเลยสักคนก็ได้ เพราะเรื่องที่ผ่านมามันหนักหนาสาหัสจนทำให้เธอไม่อาจมองผู้ชายคนไหนในสถานะหนุ่มสาวได้อีก แต่เพราะคำพูดของแม่และยาย เธอจึงยอมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
‘หนูดาว... คิดให้ดีนะลูก แม่เข้าใจว่าไม่มีใครหรอกที่อยากจะแต่งงานหลายครั้ง แต่แม่ก็อยากให้หนูตรองดูให้ดี คุณทวิชเขาดีกับแม่กับยายมาก จะมีผู้ชายคนไหนล่ะลูกที่เขาจะมาสนใจแม่ม่ายอย่างหนู นี่มัน 2 ปีแล้วนะลูก ที่เขาเทียวไปเทียวมาแบบนี้ หนูจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองและให้โอกาสเขาดูสักครั้งหรือลูก จะมีผู้ชายคนไหนที่จะดีกับแม่กับยายได้เท่าพ่อวิชอีกล่ะลูก’
‘ยายก็อยากเห็นหนูดาวมีความสุขนะลูก อยากให้ครอบครัวของเรากลับมามีความสุขเหมือนเดิม ยายอยากอุ้มเหลนสักครั้งก่อนที่ยายจะหมดลม หนูดาว... ลืมเรื่องที่ผ่านไปแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเถอะลูก นะหนูดาวของยาย ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ยายจะได้เห็นหนูแต่งงาน ขอให้ยายได้เห็นหนูมีความสุข ให้พ่อธนินเขาหมดห่วง ยายก็จะได้นอนตายตาหลับซะที’
‘รับปากแต่งงานกับพ่อวิชเถอะนะลูก ถือว่าแม่กับยายขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายนะหนูดาว ทำเพื่อแม่กับยายอีกครั้งได้มั้ย’
น้ำตาของยายที่เอ่อคลอยามเอ่ยถึงพ่อของเธอและน้ำเสียงสั่นเครือของแม่ นั่นคือเหตุผลที่เธอตกลงปลงใจแต่งงานครั้งที่ 3 กับทวิช แม้จะไม่ได้รักเขาก็ตาม อาจเพราะว่าเธอก็อยากจะพิสูจน์ว่าเธอไม่ใช่ ‘ผู้หญิงกินผัว’ อย่างที่ผู้ชายทุกคนหวาดกลัว อย่างที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้มาสนิทชิดเชื้อ
แต่หากเธอรู้ว่าผลแห่งการตัดสินใจในครั้งนั้นจะทำให้มีวันนี้ เธอจะไม่มีวันยอมแต่งงานกับใครอีกแน่ จะได้ไม่มีใครต้องตายเพราะเธออีก
“พี่วิช... ดาวขอโทษ ดาวไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ ฮือ... ดาวขอโทษ...”
ธนิษฐาเปล่งเสียงร้องไห้โฮ เพราะเธอรับไม่ได้อีกแล้ว เธอไม่ได้อยากเป็นเช่นนี้ ไม่อยากอยู่กับคำประณามหยามเหยียด ไม่อยากต้องอดทนต่อสายตาดูถูกดูแคลนปนรังเกียจจากญาติพี่น้องของเจ้าบ่าวที่จ้องมองมาที่เธอด้วยความแค้นเคือง จนบางครั้งเธอก็รู้สึกว่ามันเจือไปด้วยความเกรงกลัวในสิ่งที่เธอเป็นเสียด้วยซ้ำ
หยาดน้ำตาไหลอาบลงเป็นสายพร้อมกับก้อนสะอื้นที่ขึ้นมาจุกรั้งที่ลำคอ สิ่งที่เผชิญอยู่นี้ไม่ต่างจากเธอถูก ‘คำสาป’ ที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองไปทำกรรมอะไรมา จึงทำให้การแต่งงานทั้ง 3 ครั้งต้องจบลงด้วยเจ้าบ่าวตายในวันวิวาห์ทั้ง 3 คน หรือจริงๆ แล้วเธอจะเป็นอย่างที่เขาพูดกัน
‘ผู้หญิงกินผัว’
“ดาวไม่ใช่... ดาวไม่เป็นอย่างนั้น... ฮือ... พ่อขา... ดาวไม่ได้เป็นอย่างนั้น... ฮือ...”
ธนิษฐายังคงคร่ำครวญกับตัวเองจนไม่รู้เลยว่า ณ ลานจอดรถไม่ได้มีเธออยู่เพียงผู้เดียว แต่ยังมีใครอีกคนที่ยืนหลบมุมอยู่ใต้ต้นลั่นทมใหญ่ภายในบริเวณลานวัด ใครบางคนที่มองเธอไม่ต่างจากคนในศาลาสวดศพ
ดวงตาคมเข้มฉายความร้อนแรงราวมีดวงไฟแผดเผานั้นกำลังมองมาที่เธออย่างมาดร้าย ซึ่งหากบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป เขาคงใช้ศาลเตี้ยพิพากษาเธอให้สมกับความผิดที่มั่นใจว่าเธอ ‘ร้ายลึก’ ไม่ได้ใสซื่อดังสิ่งที่เห็น
ทั้งหมดนั้นคือ ‘สิ่งลวง’ ที่หญิงเจนสนามอย่างเธอขยันทำเสียจนชาชิน จนกลายเป็นละครฉากหนึ่งที่เธอเล่นจริงอย่างสมบทบาทที่สุด แต่เพราะทำไม่ได้ เขาจึงต้องรอคอยผลการชันสูตรเพื่อชี้มูลความผิดของเธอเท่านั้น และรับรองว่าเธอจะได้รับการตอบแทนความผิดในครั้งนี้อย่างสาสม
เปลวไฟสีแดงโชติช่วงจากหัวจ่ายแก๊สด้านล่างพวยพุ่งขึ้นมาจนล้อมโลงสีขาวขลิบทองจนทั่ว ก่อนที่ประตูสี่เหลี่ยมกว้างเพียงพอที่จะนำพาบุคคลด้านในไปสู่สัมปรายภพจะปิดลง ดั่งเป็นสัญญาณให้รับรู้ว่าโลกแห่งความเป็นและโลกแห่งความตายได้ถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ดังระงมของคนในครอบครัว กรามแกร่งต้องขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสัน ดวงตาคมเข้มแดงก่ำจ้องมองไปยังรูปภาพหน้าศพ พยายามแล้วที่จะสะกดกลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้รินไหลแต่ก็ทำไม่ได้ ต้องปล่อยให้ความทุกข์ละลายไปกับหยาดน้ำที่ค่อยๆ ไหลออกมา
หากเขารู้ว่าวันเวลาจะสั้นขนาดนี้ เขาจะไม่เห็นอะไรสำคัญเกินกว่าที่จะมาร่วมงานแต่งงานให้ได้ ได้เห็นหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังดี อย่างน้อยที่สุดหากข้อสันนิษฐานของเหล่าญาติๆ เป็นจริง เขาก็อาจจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ไม่ใช่ต้องจบสิ้นที่เมรุอย่างนี้
นิ้วมือปาดน้ำตาที่ยังคงรินไหลไม่ขาดสาย ญาติผู้พี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือรอยยิ้ม และความที่เป็นคนอารมณ์ดีอยู่เสมอจึงทำให้ที่ใดก็ตามที่มี ‘ทวิช’ อยู่ ที่นั่นจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนรอบข้าง แต่ในวันนี้ล่ะ แม้ทวิชจะอยู่ใกล้แค่ประตูกั้น แต่เสียงรอบด้านของเขากลับกลายเป็นเสียงร้องไห้ดังระงม
“ผลชันสูตรมาแล้วนะฮาสท์”
เสียงของญาติที่เอ่ยบอกเป็นสัญญาณให้ทุกคนที่อยู่บนเมรุรีบรุดลงมาด้านล่าง เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่ทุกคนสันนิษฐานกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์ออกมาจะตรงกันมากน้อยเพียงใด สรุปแล้วมันคือความบังเอิญที่เจ้าบ่าวของเธอคนนั้นต้องมาตายในวันวิวาห์ทุกคน หรือมีใครจงใจให้เป็นอย่างนั้นกันแน่