สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ตำหนักเทพเหมันต์ ตอนนี้เทพเหมันต์กำลังนั่งครุ่นคิด ว่าสิ่งที่ตนตัดสินใจลงไปนั้นถูกหรือผิด การตัดสินใจให้ลูกสาวเพียงคนเดียวที่ลงไปเผชิญด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์ไว้เพียงลำพังนั้นดีจริงหรือไม่ ทั้งตอนนี้ยังมีบุรุษที่เลี้ยงดูภรรยาของตนมาคอยสั่งสอนบุตรสาวตนอีก แต่บิดาเช่นตนนั้นกลับไม่อาจแม้แต่ที่จะเจอหน้าลูกสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“เทพเหมันต์ท่านเป็นอะไร เหตุใดจึงเดินไปเดินมาเช่นนี้กัน” เทพที่เข้ามาใหม่เอ่ยถามสหายของตน
“เจ้าหงส์เฒ่าเจ้าเล่ห์นั่น เลี้ยงดูภรรยาข้ามาไม่พอ ตอนนี้ยังเป็นคนอบรมสั่งสอนบุตรสาวของข้าอีก ทั้งๆ ที่ข้าผู้เป็นบิดา ยังไม่มีแม้แต่โอกาสนั้นเลย เจ้าว่าเทพสวรรค์ลำเอียงกีดกันข้ากับเมิ่งเมิ่งหรือไม่จ้าวเหว่ย” เทพเหมันต์หันไปถามเทพบุรุษนามจ้าวเหว่ยที่กำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ ส่วนตนนั้นกำลังกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง
“เทพเหมันต์ ท่านเดินไปเดินมาเช่นนี้มีประโยชน์งั้นหรือ มิสู้ท่านเอาเวลาที่เดินไปมาเช่นนี้ ไปหาทางที่จะทำให้เทพสวรรค์อนุญาตให้ท่านเจอหน้าบุตรีไม่ดีกว่าหรือ” เทพหนุ่มบอกสหายที่อายุมากกว่าตนหลายหมื่นปีผู้นี้
“เจ้าพึ่งเป็นเทพได้ไม่นาน ย่อมไม่รู้ว่าเทพสวรรค์เวลาที่พิโรธนั้น มิใช่ใช้เวลาเพียงมิกี่ร้อยปีจะหายได้ ยิ่งตอนนี้มารดาของเมิ่งหลิงนาง…"
“มารดาของบุตรีท่าน นางเป็นถึงธิดาเทพสวรรค์ทั้งยังเป็นเทพธิดาดาราจันทราอีกด้วย เทพสวรรค์คงไม่กีดกันท่านกับนางขนาดนั้นหรอกกระมัง ยิ่งตอนนี้พวกท่านทั้งสองเองก็มีลู่เมิ่งหลิงเป็นโซ่คล้องใจแล้วด้วย เทพสวรรค์แม้ไม่เห็นแก่ท่าน ก็ต้องเห็นแก่พระราชนัดดาบ้างกระมั้ง” เทพหนุ่มบอกเทพเหมันต์ที่กำลังครุ่นคิดอยู่
“หากเป็นเช่นเจ้าว่าจริง มารดาของเมิ่งเมิ่งนางคง…ตอนนี้นางคงเวียนว่ายอยู่ที่โลกมนุษย์ใบใดใบหนึ่งสินะ” เทพเหมันต์ว่าด้วยน้ำเสียงเศร้าเจือด้วยความคะนึงหาเล็กน้อย แต่มีหรือเทพหนุ่มเชื้อสายเผ่าจิ้งจอกเช่นจ้าวเหว่ยจะไม่รู้ ว่าเทพเหมันต์ผู้นี้คิดถึงเทพธิดาดาราจันทราผู้เป็นภรรยามากแค่ไหน
“พี่หานเสวี่ย ท่านคิดจริงๆ หรือว่าเทพสวรรค์จะไม่ให้อภัยบุตรีของตน แม้เทพสวรรค์จะมิใช่คนที่เลี้ยงดูเทพธิดาเยว่ชื่อมาก็ตาม แต่ลูกอย่างไรก็เป็นลูก เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเทพสวรรค์” จ้างเหว่ยพูดก่อนจะตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญแก่เทพเหมันต์ไป
“พี่หานเสวี่ย ท่านแซ่ลู่ ลู่ที่แปลว่าหยกที่สวยงาม ลูกสาวของท่านเองก็แซ่ลู่ ชื่อของนาง ท่านก็เป็นคนตั้งให้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้กังวลว่าเทพสวรรค์จะกีดกันท่านสองพ่อลูกได้ แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็ยังสามารถอ้างสิทธิ์ของการเป็นบิดาได้อยู่ดี อีกอย่างคือจุดประสงค์ที่ข้ามาในวันนี้ก็คือ เทพสวรรค์มีประสงค์ให้ข้าลงไปเผชิญด่านเคราะห์ยังโลกมนุษย์ใบเดียวกับบุตรีของท่าน” จ้าวเหว่ยบอกเทพเหมันต์บอกเทพที่อายุมากกว่าตน
“ว่าอย่างไรนะ เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าต้องลืมน้ำลืมชาติงั้นหรือ”
“ไม่ถึงกับดื่มน้ำลืมชาติ เพียงแต่ต้องให้เทพชะตาผนึกความทรงจำก่อนลงไปเท่านั้น”
“เช่นนั้น เจ้าก็จะจำบุตรีของข้าไม่ได้งั้นหรือ แต่หากเจ้าลงไปแล้วกว่าเจ้าจะโต บุตรีข้าคงจะมีครอบครัวแล้วกระมั้ง” ลู่หานเสวี่ยพูดอย่างยิ้มในความฉลาดของตน แต่กลับลืมไปว่าตอนนี้บุตรีตนอยู่ในเขตป่าแสงจันทร์ ที่แม้แต่เวลาภายนอกก็ไม่อาจจะเดินต่อไปในป่าแห่งนี้ แม้ลู่เมิ่งหลิงที่อยู่ภายในจะเติบโตขึ้นแต่เวลาภายนอกก็ผ่านไปนานมากแล้วเช่นกัน
“ท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไร ป่าแสงจันทร์เวลาภายในป่ากับด้านนอกนั้นต่างกันมากแค่ไหน”
“…”
“เอาเถอะ ถึงอย่างไรเสีย สวรรค์คงไม่ใจร้ายขนาดที่ให้เจ้ามาเจอกับบุตรสาวข้าหรอกกระมั้ง เพราะข้ายังไม่อยากได้เจ้าเป็นลูกเขย” ลู่หานเสวี่ยพูดหยอกอีกฝ่ายด้วยท่าทีสบายใจไม่น้อย โดยหารู้มั้ยว่าในอนาคตอันใกล้นี้คนตรงหน้า จะกลายเป็นคนที่ทำให้บุตรีของตนเจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุดคนหนึ่ง
“เจ้าจะลงไปที่โลกมนุษย์เมื่อไหร่หรืออาเหว่ย” ลู่หานเสวี่ยเอ่ยถามสหายของตน
“อีกไม่นานเท่าไรหรอก ช้าสุดก็อาจจะสามเดือนหรืออาจจะเร็วกว่านั้น” จ้าวเหว่ยบอกก่อนเทพเหมันต์ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อจากไป
“เจ้าจะไปแล้วหรือ ไม่รั้งอยู่อีกสักหน่อยเล่า”
“ไม่ดีกว่า ข้าอยากจะไปพบอาจารย์เสียหน่อย ก่อนจะลงไปโลกมนุษย์ท่านเอง ก็คงอยากจะพบข้าเช่นเดียวกัน”
“สวนสวรรค์เปิดแล้วงั้นหรือ มิใช่ว่าตอนนี้เทพธิดาบุปผาปิดสวนสวรรค์ไม่ต้อนรับผู้ใดหรอกหรือ”
“ข้าเพียงแต่อยู่นอกเขตแดนเท่านั้น แม้ไม่สามารถเข้าไปเคารพอาจารย์ถึงด้านในสวนสวรรค์ได้ แต่ข้าก็รับรู้ได้ว่าท่านอาจารย์คอยมองดูพวกเราเสมอ” จ้าวเหว่ยที่เมื่อทุกครั้งเอ่ยถึงผู้เป็นอาจารย์ก็มักจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพเสมอ
“งั้นหรือ เจ้าคิดว่าอีกนานเท่าไร อาจารย์ของเจ้าจะเปิดสวนสวรรค์อีกครั้ง"เทพเหมันต์ถามเทพหนุ่ม
“คงไม่นานเกินรอหรอก แต่ไม่อาจรู้ว่าเมื่อใด ท่านถามถึงเรื่องนี้เพราะอะไรกันแน่” จ้าวเหว่ยถามเทพเหมันต์
“ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ข้าอยากให้เมิ่งเมิ่งได้เห็นสวนสวรรค์ ตอนที่มันเปิดขึ้นอีกครั้งด้วยตาของนางเองก็เท่านั้น” เทพเหมันต์นึกถึงบุตรีพลันสายตาก็เศร้าลงอย่างทันตา
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็คิดว่าบุตรีของท่าน คงจะได้มีโอกาสเห็นสวนสวรรค์เปิดขึ้นกับตาของนางแน่นอน”
“เจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ”
“ข้ามั่นใจ หากเป็นเช่นข้าพูด เมื่อข้าและนางหมดซึ่งด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์แล้ว อาจารย์คงจะตัดสินใจที่จะเปิดสวนสวรรค์ได้ไม่ยากเท่าไรนักหรอก” จ้าวเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“งั้นหรือ ข้าก็ขอให้จริงดั่งคำกล่าวของเจ้าแล้วกัน”
ป่าแสงจันทร์โลกมนุษย์ ตอนนี้สองลุงหลานกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ภายในครัวอย่างขยันขันแข็ง โดยที่ใบหน้าและเสื้อผ้าของทั้งสองคนก็ต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าควันและคราบดำ
“ท่านลุงใหญ่ ท่านจะทำอาหารเป็นจริงหรือเจ้าคะ ให้อาเมิ่งทำให้ดีกว่าหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวถามด้วยความเป็นห่วง เป็นห่วงว่าผู้ที่ตนเรียกว่าท่านลุง จะทำให้ที่พักที่ตนอยู่ในยามนี้จะไหม้ด้วยน้ำมือของตนเสียก่อน
“ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด อาเมิ่งเจ้าเป็นเด็กลุงเป็นผู้ใหญ่ เป็นลุงที่ต้องดูแลเจ้ามิเจ้าที่ต้องมาดูแลลุง” เทพหนุ่มตอบเด็กน้อยวัยเจ็ดหนาว
“แต่ท่านลุง อาเมิ่งว่าให้อาเมิ่งทำดีกว่า หากท่านลุงทำมีหวังได้ทำกระท่อมหลังนี้ ไหม้แน่นอนเจ้าค่ะ”
“แต่ว่า…”
“งั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านลุงคอยช่วยหันผักกับเนื้อสัตว์ เดี๋ยวอาเมิ่งจะลงมือทำเองดีหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวเสนอทางเลือกให้เทพหนุ่ม
“เอาอย่างนั้นหรืออาเมิ่ง” เทพหนุ่มถามหลานสาวตัวน้อยเพื่อความแน่ใจ
“เจ้าค่ะ” สองลุงหลานเมื่อตกลงกันไปแล้วก็ลงมือทำในส่วนหน้าที่ของตน จนได้อาหารออกมาสองจานและชาดอกไม้ที่เมื่อหลายวันก่อนเมิ่งหลิงได้ออกไปเก็บดอกไม้ภายในป่าแสงจันทร์มาตากแห้งเพื่อทำชา โดยไม่รู้เลยว่าพืชและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในป่าแสงจันทร์นั้นจะมีการซึมซับพลังปราณจากแสงจันทราที่จะส่องลงมาในป่าแสงจันทร์แห่งนี้ทุกๆ คืนวันเพ็ญ
“อาเมิ่ง เจ้าเหงาหรือไม่” เทพหนุ่มถามเด็กน้อยที่กำลังกินข้าวอย่างมีความสุข
“เหงานิดหน่อยเจ้าค่ะ ท่านลุงใหญ่ถามข้าทำไมงั้นหรือเจ้าคะ”
“หากเจ้าเหงาให้ลุงหาเพื่อนให้เจ้าดีหรือไม่” เทพหนุ่มถามลู่เมิ่งหลิง
“เพื่อนงั้นหรือเจ้าคะ ท่านลุงจะให้เพื่อนกับอาเมิ่งหรือเจ้าคะ เช่นนั้นมิสู้ท่านลุงหาสัตว์ภูตหรือสัตว์อสูร ที่แปลงเป็นมนุษย์ได้ให้อาเมิ่งสักตัวหรือไม่เจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงบอกคนอาวุโสกว่าตนพลางยิ้มอย่างคาดหวัง
“…” เทพหนุ่มไม่ได้ตอบออกไป แต่เพียงแค่เห็นสายตาคาดหวังของเด็กน้อยก็ใจอ่อนลงทันที
“ไม่ได้หรือเจ้าคะ” เด็กน้อยเศร้าลงทันตาเมื่อเทพหนุ่มไม่ได้ตอบตนกลับมา
“งั้นเอาเป็นว่าพรุ่งนี้ ลุงจะไปตามหาสัตว์สักตัว มาเป็นเพื่อนเล่นให้เจ้าก็แล้วกัน” เด็กน้อยยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“แต่ว่าท่านลุงใหญ่เจ้าคะ หากสัตว์พวกนั้นไม่ยินยอมเล่าเจ้าคะ ท่านลุงจะทำอย่างไรต่อ มิสู้ท่านลุงให้อาเมิ่งไปกับท่าน แล้วให้อาเมิ่งหาสัตว์ที่มีชะตาต้องกันกับข้าดีได้ไหมเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเสนอทางเลือกที่ทำให้เทพหนุ่มนึกสงสัยเสมอ ว่าเด็กน้อยผู้นี้เหตุใดจึงมิได้นิสัยของมารดามาบ้าง
“เอาเช่นนั้นหรืออาเมิ่ง ตอนนี้ในป่าแสงจันทร์อันตรายกับเจ้าเกินไป อีกทั้งการจะหาสัตว์สักตัวที่มีชะตาต้องกันกับเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” เทพหนุ่มพูดเช่นนั้นออกไปเพราะขนาดตนที่เป็นเทพที่ฝึกมานาน ยังไม่อาจหาสัตว์เทพหรือแม้แต่สัตว์ภูตมาอยู่ข้างกายได้เลยแม้แต่ตัวเดียว ไหนเลยที่เด็กหนาวอายุเพียงเท่านี้จะสามารถหาได้ หรือหากเป็นเช่นนางว่าจริงสัตว์ตัวนั้นคงจะเป็นสัตว์ที่อายุการบำเพ็ญไม่มากเท่าที่ควร
“แต่หาก สัตว์ตัวนั้นมีอายุการบำเพ็ญที่น้อยเกินไปเล่า แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ อาเมิ่ง”
“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าก็จะร่วมฝึกไปกับมันเจ้าค่ะ หรือต่อให้มันยังเป็นเด็กอยู่ อาเมิ่งก็จะให้มันเติบโตไปพร้อมกับข้าเจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงตอบ ก่อนที่เทพหนุ่มจะพยักหน้าตอบกลับเด็กน้อย
“พรุ่งนี้ยามเหม่า เจ้าต้องมาเจอข้าที่นี่เข้าใจหรือไม่อาเมิ่ง”
“เจ้าค่ะ” เด็กน้อยรีบลุกขึ้นด้วยความดีใจจนถ้วยข้าวที่อยู่ในมือตกลงบนพื้น
“ระวังหน่อยอาเมิ่ง”
“ขอโทษเจ้าค่ะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวรีบขอโทษและรีบทำความสะอาดทันที
เช้าวันต่อมา ยามเหม่า ลู่เมิ่งหลิงที่ตื่นเต้นเพราะจะเป็นครั้งแรกที่ตนจะได้ออกไปสำรวจโลกภายนอกหลังจากมาอยู่ที่โลกนี้ได้นานพอสมควร
“ท่านลุงใหญ่ ท่านตื่นหรือยังเจ้าคะ นี้เลยยามเหม่ามาจะครึ่งชั่วยามแล้วนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงตะโกนเรียกเทพหนุ่มผู้ที่ตนนับถือเป็นลุงเสียงดังลั่น จนแม้กระทั่งสัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ต่างรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะเสียงของนาง
“อาเมิ่งเจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว รู้ตัวหรือไม่”
“ท่านลุง เราเดินทางกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยที่ตื่นเต้นรีบกระโดดถามเทพหนุ่ม ก่อนที่เขาจะก้มลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา
“อาเมิ่ง อย่าได้ตื่นเต้นเกินไป ถึงแม้ครั้งนี้เจ้าจะออกไปดูโลกที่อยู่นอกป่าแสงจันทร์แห่งนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่อาจจะแสดงท่าทีเช่นนี้ได้ อีกอย่างคือครั้งนี้จุดประสงค์ที่เจ้าออกจากป่าแสงจันทร์แห่งนี้ก็คือ การหาสัตว์มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า อย่าได้ลืมเสียล่ะ” เทพหนุ่มเอ่ยเตือนเด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวที่อยู่ในอ้อมแขน
“ท่านลุงเจ้าคะ หากออกไปนอกป่าแสงจันทร์แล้ว หากผู้อื่นถามนามของท่านข้าควรตอบว่าเช่นไรดีเจ้าคะ”
“นั้นสินะ ลุงเองก็ไม่ได้มาที่โลกมนุษย์มานานเช่นกัน แต่หากผู้อื่นเข้ามาถามว่าลุงชื่ออะไร งั้นให้เจ้าตอบว่าลุงชื่อเฟยเทียนก็แล้วกัน ซือเฟยเทียน”
หลังจากที่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สองลุงหลานก็เดินทางออกจากป่าแสงจันทร์เพื่อออกไปสำรวจโลกมนุษย์ที่อยู่ภายนอก ตลอดเดินทางของสองลุงหลานนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงหยอกล้อซึ่งกันและกัน การกระทำของทั้งคู่แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้เป็นบิดาของเด็กน้อยพอใจเท่าใดนัก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ หากไม่เพราะผู้ที่อุ้มบุตรสาวของตนอยู่นั้นคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูภรรยาของเขามา มีหรือที่เขาจะปล่อยให้แตะตัวของบุตรีได้
“คอยก่อนเถอะเมิ่งเมิ่ง อีกไม่นานเกินรอบิดาจะสั่งสอนเจ้าด้วยตัวเอง รอเจ้าหมดเคราะห์กรรมในครั้งนี้ บิดาจะชดเชยให้เจ้าเองไม่ต้องห่วงหรอก” เทพเหมันต์ลู่หานเสวี่ยได้เพียงเอ่ยกับตนเองอยากแผ่วเบา แต่มีหรือที่เทพหงส์อย่างซือเฟยเทียนจะไม่ได้ยินสิ่งที่ลู่หานเสวี่ยเอ่ยออกมา จึงจงใจเอ่ยให้คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ได้ยินเข้า
“หานเสวี่ยเจ้ารอไปก่อนเถอะ ตอนนี้เป็นข้าที่อาเมิ่งรักมากที่สุดรองจากมารดาของนาง”
“ท่านลุงว่าอย่างไรนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงที่ได้ยินไม่ค่อยชัดและไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดคนที่ตนเรียกว่าลุงนั้นต้องการให้ผู้ใดได้ยินกันแน่
“ไม่มีอะไรหรอกอาเมิ่งลุงแค่พูดไปเท่านั้นเอง ไม่ต้องการให้ผู้ใดได้ยินหรอก"ซือเฟยเทียนบอกเด็กน้อยในอ้อมแขนของตน
“งั้นหรือเจ้าคะ ท่านลุงอีกนานแค่ไหนเราจึงจะไปถึงเมืองภายนอกกันหรือเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเอ่ยถามผู้เป็นลุงก่อนจะถูกมือหนาบีบเข้าที่จมูกเล็กเบาๆ
“เจ้ารีบมากหรืออาเมิ่ง อีกไม่นานหรอกเมื่อถึงที่นั่นแล้ว ลุงจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นก่อนไปตามหาสัตว์เสียหน่อยดีไหม” เทพหนุ่มถามหลานสาวของตน
“ดีเจ้าค่ะ” เด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ
“งั้นหรือ หากเจ้าชอบหลังจากนี้ลุงจะพาเจ้ามาบ่อยๆ ดีหรือไม่”
“อาเมิ่งรักท่านลุงที่สุดเลยเจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็โผเข้ากอดผู้เป็นลุงอย่างเต็มแรง การกระทำนั้นยิ่งทำให้ผู้เป็นบิดาอย่างเทพเหมันต์ได้แต่ยืนอิจฉาอยู่ไกลๆ เพราะไม่อาจทำอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเทพเหมันต์ผู้ที่เป็นบิดาของเด็กน้อยที่มีศักดิ์เป็นหลานของตน กำลังยืนอิจฉาตาร้อนอยู่นั้นยิ่งทำให้ซือเฟยเทียนมีความสุขเป็นอย่างมาก
สองลุงหลานเมื่อถึงเมืองใหญ่ที่อยู่นอกป่าแสงจันทร์ ก็เลือกเข้าพักที่โรงเตี๊ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณตลาดเท่าไรนัก เพราะคืนนี้ซือเฟยเทียนตัดสินใจว่า จะพาเด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงมาเดินเล่นเสียหน่อย อีกทั้งคืนนี้เหมือนว่าในเมืองจะมีงานเทศกาลบางอย่างจัดขึ้นด้วย ซือเฟยเทียนได้เพียงแต่หวังไว้ในใจว่าขอให้งานที่กำลังจะจัดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้จะมิใช่เทศกาลชีซีหรอกกระมัง
“เถ้าแก่ ข้าขอห้องที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยมของท่านสองห้อง” ซือเฟยเทียนบอกกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
“ขอรับนายท่าน”
“เถ้าแก่ พวกข้าต้องการเหมาโรงเตี๊ยมของท่านนี่เงิน” ผู้ที่เข้ามาใหม่พูดขึ้นก่อนจะโยนถุงเงินลงบนโต๊ะอย่างแรง
“เอ่อ นายท่านรบกวนพวกท่านไปใช้บริการโรงเตี๊ยมข้างๆ นี้ๆ ได้หรือไม่ พอดีนายท่านกับคุณหนูท่านนี้ได้เปิดห้องที่ดีที่สุดของเราไว้แล้ว” เถ้าแก่ร้านบอกผู้ที่มาใหม่ อย่างไรก็ดีที่เถ้าร้านเลือกที่จะบริการลูกค้าที่มาก่อน ไม่เลือกลูกค้าที่มาทีหลังและใช้อำนาจ
“แล้วอย่างพวกข้าจ่ายเงินไปแล้ว จะไม่บริการพวกข้างั้นหรือ”
“ท่านลุง” ลู่เมิ่งหลิงเรียกเทพหนุ่มพลางมือน้อยๆ นั้นก็ดึงชายชุดของเทพหนุ่มไว้แน่น
“ไม่เป็นไรอาเมิ่ง ไม่ต้องกลัว” แม้จะรู้ดีว่าพวกตนไม่ได้ผิด แต่เพราะเสียงของบุรุษผู้นั้นที่เอ่ยออกมาค่อนข้างที่จะเสียงดัง ทำให้เด็กน้อยตกใจกลัวขึ้นมา
“พวกข้าเป็นฝ่ายที่มาก่อน จะให้พวกข้าออกไปแล้วเสียสละให้เจ้างั้นหรือ” ซือเฟยเทียนพูดออกมา
“แล้วอย่างไร พวกข้าจ่ายเงินไปแล้วพวกเจ้าจะทนอยู่กับพวกเรางั้นหรือ” ชายหนุ่มผู้นั้นค่อนข้างไม่พอใจกับสิ่งที่เฟยเทียนเอ่ยออกมา จึงได้พยายามยั่วโมโหอีกฝ่าย
“เป็นพวกเจ้าที่เป็นฝ่ายผิดหาได้เป็นข้าไม่ อีกอย่างต่อให้เจ้าเหมาโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้วอย่างไร พวกข้าสองลุงหลานมาก่อน อีกทั้งยังเปิดห้องพักที่นี่แล้ว หากพวกเจ้าไม่พอใจก็หาทำอะไรได้ไม่” ซือเฟยเทียนพูดเสียดแทงอีกฝ่ายก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา เพื่อขึ้นไปด้านบนโดยมีเสี่ยวเอ้อเป็นคนนำทาง
“เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องไป รู้หรือไม่พวกข้าเป็นใคร” เสียงของผู้มาใหม่เอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าเป็นใคร ข้าจำเป็นต้องรู้จักงั้นหรือ” ซือเฟยเทียนตอบกลับพร้อมปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างมหาศาล
“ท่านลุง หยุดปล่อยแรงกดดันก่อนเถอะนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเตือนผู้เป็นลุง ก่อนที่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของเทพหนุ่มไปด้วย
“อาเมิ่งเป็นอันใดหรือไม่ ลุงขอโทษลุงลืมตัวไปหน่อย”
“เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดแรงกดดันจึงได้รุนแรงเช่นนี้ได้” เสียงของผู้มาใหม่เอ่ยถามซือเฟยเทียน
“อาเมิ่งอย่า” เทพหนุ่มดึงแขนของหลานสาวเอาไว้ก่อนที่นางจะเดินเข้าไปจัดการกับผู้ที่มาใหม่
“แต่ท่านลุง คนพวกนั้นหยามท่านนะเจ้าคะ”
“พวกเจ้ารีบไปจากที่นี่เสียเถอะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนลงและฆ่าเจ้าทิ้ง” ซือเฟยเทียนเตือนคนเหล่านั้นก่อนที่ตนจะทนไม่ไหวจริงๆ เพราะคนเหล่านี้ทำให้หลานสาวเพียงคนเดียวของตนกลัว
“ข้าไปแน่ แต่เจ้าต้องบอกนามของเจ้ามาก่อน” เสียงของสตรีที่เหมือนว่าจะเป็นเจ้านายของคนที่เข้ามาหาเรื่องซือเทียนเฟยและลู่เมิ่งหลิงถาม
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถามชื่อของท่านลุงข้ากัน”
“หุบปาก เจ้าก็แค่เด็กอย่าริอาจมายุ่งเรื่องของข้า” สตรีนางนั้นตวาดใส่ลู่เมิ่งหลิง ก่อนจะหันมามองที่เทพหนุ่มด้วยสายตาเย้ายวน หวังให้บุรุษตรงหน้านึกสนใจตน แต่หารู้ไม่ว่าบุรุษตรงหน้าตอนนี้แทบจะข่มอารมณ์ไม่อยู่แล้ว ก่อนที่เทพหนุ่มจะได้ทำอะไรสตรีผู้นั้น เด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างนั้นก็ไม่สามารถควบคุมความโกรธของตนได้อีกต่อไปแล้ว สตรีผู้นี้เป็นใครกัน ถือดีอะไรมาพูดกับนางเช่นนี้ แม้แต่บิดามารดาของนางยังไม่เคยแม้แต่ดุด่านาง ไหนเลยสตรีน่ารังเกียจผู้นี้จึงมีสิทธิ์ เพราะความโกรธที่มีไม่อาจควบคุม พลังในร่างที่หลับใหลอยู่ก็ย่อมไม่อาจควบคุมได้แล้วเช่นกัน
“อาเมิ่งอย่า"
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเอ่ยกับข้าเช่นนี้ ต่อให้บิดามารดาเจ้าไม่สั่งสอน เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์พูดกับผู้อื่นเช่นนี้ ถูกต้องข้าเป็นเด็กแล้วอย่างไร เด็กเช่นข้าก็มีมารยาทมากกว่าเจ้าเป็นไหนๆ หากไม่มีผู้ใดสั่งสอนเจ้าวันนี้ ข้าลู่เมิ่งหลิงจะสั่งสอนเจ้าแทนบิดามารดาของเจ้าเอง” ลู่เมิ่งหลิงที่หมดความอดทนแล้วจึงเอ่ยเช่นนั้นออกไป ทางด้านของซือเฟยเทียนที่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าไรนักจึงตัดสินใจใช้พลังของตนเพื่อยับยั้งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมิให้เกิดขึ้น
“ท่านลุง ท่านอย่าได้คิดจะช่วยพวกเขาเลย อย่าได้ลืมว่าพลังของท่านไม่อาจยับยั้งข้าได้หรอก” ลู่เมิ่งหลิงที่ล่วงรู้ความคิดของเทพหงส์จึงเอ่ยบอกก่อนที่เทพหนุ่มจะใช้พลังเพื่อหยุดยั้งตน
“อาเมิ่งอย่ารุนแรงนัก” เมื่อห้ามมิได้เทพหนุ่มจึงเอ่ยเตือนแทน เพื่อมิให้ลู่เมิ่งหลิงนั้นทำเกินเหตุ
“ท่านลุงใหญ่ ท่านอย่าได้ห่วงเลยว่าอาเมิ่งจะไม่ทำอะไรที่รุนแรงเกินไป อีกอย่างอาเมิ่งเป็นแค่เด็กอายุเจ็ดหนาวเท่านั้นจะทำอันใดพวกเขาได้กัน” ลู่เมิ่งหลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ชวนน่าขนลุก เมื่อเทียบกับอายุของนางแล้วนางถือว่าน่ากลัวเป็นอย่างมาก
'เมิ่งหลิง บิดาขอเถอะอย่าได้ทำร้ายพวกเขาเลย พวกเขาก็แค่คนโง่เขลาเท่านั้น'
“ใครกัน ท่านคือท่านพ่อข้างั้นหรือ” ลู่เมิ่งหลิงเอ่ยถามเจ้าของเสียงปริศนา
‘ถูกต้องเมิ่งหลิง ข้าคือบิดาของเจ้า เช่นนั้นตอนนี้เจ้าจะฟังพ่อได้หรือยัง’
“ก็ได้ข้าจะฟังท่าน แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากท่านแน่ใจว่าท่านทำได้ก็รับปาก หากทำไม่ได้ก็กลับไปยังที่ของท่านเสียเถอะ” แน่นอน หากมีผู้ใดได้ยินคำพูดของนางในตอนนี้ คงจะไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่าคำพูดเหล่านั้นออกมาจากปากของเด็กน้อยอายุเพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น
‘บิดารับปากเจ้าเพียงแค่เจ้าถามมา ข้าก็พร้อมจะตอบคำถามของเจ้าทุกข้อ ขอเพียงแค่เจ้าต้องการบิดาจะทำให้เจ้า’
“งั้นข้าขอถามท่านว่า เพราะเหตุใด ข้าจึงไม่เคยแม้แต่จะได้เจอหน้าท่านเลย ทั้งในตอนที่มีความสุข หรือแม้แต่ตอนที่ข้าต้องการพวกท่านมากที่สุด พวกท่านไปอยู่ที่ไหนกันแน่ ทำไมพวกท่านสองคนถึงทิ้งข้าไว้ ทิ้งให้ข้าเผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียว ตอบข้าสิ ตอบไม่ได้ ใช่หรือไม่ หากท่านตอบไม่ได้ก็กลับไปเสียเถอะ” เด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงถามเทพเหมันต์ แม้ตอนนี้นางจะเป็นเพียงแค่เด็กเจ็ดขวบแต่ในชาติก่อนนางก็เคยเป็นผู้ใหญ่ เคยเผชิญปัญหาต่าง ๆ มามากเช่นกัน
‘มิใช่มิอยากเจอ แต่เจอไม่ได้ต่างหาก บิดามิเคยคิดทอดทิ้งเจ้า ทอดทิ้งมารดาของเจ้า แต่เหตุผลนั้นต่อให้เจ้ารู้ตอนนี้เจ้าก็ไม่อาจเข้าใจได้หรอก เมิ่งเมิ่งอีกไม่นานเกินรอหรอก เจ้าจะรู้ว่าเพราะเหตุใดบิดามารดาจึงต้องให้ซือเฟยเทียนดูแลเจ้า’
“พวกท่านก็แค่หาข้ออ้างให้ตนเองเท่านั้นแหละ ข้ออ้างที่ไม่อยากให้ข้าเกิดมาเท่านั้นเอง”
‘เมิ่งเมิ่ง บิดามารดามิได้ไม่ต้องการเจ้า เมื่อเจ้าอายุครบยี่สิบปี จำไว้เมื่อนั้นสวนสวรรค์จะเปิดอีกครั้ง ด่านเคราะห์ครั้งนี้ของเจ้าจะผ่านไปด้วยดี’
“งั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าจะเชื่อท่าน ท่านพ่อ”
“พวกเจ้าไปเสีย ก่อนที่ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทุกคน” เด็กน้อยหันไปพูดกับคนกลุ่มนั้น ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาท่านลุงของตนที่รออยู่
“ฝากไว้ก่อนเถอะ เจอกันครั้งหน้าข้าจะจัดการเจ้า”
“งั้นจำชื่อของข้าไว้ด้วยล่ะ ชื่อของข้าคือลู่เมิ่งหลิง” เด็กน้อยหันไปบอกสตรีนางนั้น ก่อนที่จะถูกผู้เป็นลุงอุ้มขึ้นและเดินจากไปจากตรงนั้นทันที
เมื่อสังเกตได้ว่าเด็กน้อยในอ้อมแขนของตนนั้นเงียบไปตั้งแต่มาถึงห้อง ในฐานะลุงเทพหนุ่มจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยถามถึงสาเหตุที่ทำให้หลานสาวเศร้าลงเช่นนี้
“อาเมิ่งเจ้าเป็นอะไร เจ้าดูเงียบไปตั้งแต่คนพวกนั้นจากไปแล้วนะ บอกลุงมาใครที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ ลุงจะไปจัดการมันผู้นั้น”
“ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ไม่ต้องการข้าจริงหรือ” เด็กน้อยเอ่ยถามเทพหนุ่มพลางน้ำตาก็คลออยู่ในแววตาใสด้วย
“บิดามารดาของเจ้ามีเหตุผลที่เจ้าไม่เข้าใจอยู่ อาเมิ่งเชื่อลุงเถอะ บิดามารดาเจ้าคิดถึงเจ้ามาก แม้พวกเขาไม่อาจเคียงข้างเจ้าในยามนี้ แต่อีกไม่นานพวกเขาจะมาเคียงข้างเจ้าในที่สุด” เทพหงส์แม้จะสงสารเด็กน้อยจับใจ แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้ นางก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวเท่านั้น กลับต้องมาแบกรับเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้ แต่หากจะโทษใครสักคนแล้วละก็ คนผู้นั้นก็คือเทพสวรรค์ที่กีดกันสองสามีภรรยาแต่แรก ทำให้เด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างลู่เมิ่งหลิงต้องมารับเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปด้วย
ตอนเย็นแม้ว่าภายนอกนั้นจะครึกครื้นมากเพียงใด แต่จิตใจของเด็กน้อยเจ็ดหนาวผู้นี้กลับว้าวุุ่นยิ่งนัก เดิมทีที่ตกลงกันไว้ว่าจะออกไปเดินเล่นในตอนกลางคืนเพื่อสำรวจเมือง ตอนนี้ก็คงต้องยกเลิกไปก่อน
“ท่านลุงใหญ่ พวกเราออกไปเดินเที่ยวกันหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้าอยากไปหรืออาเมิ่ง”
“เจ้าค่ะ หากข้ายังคิดเล็กคิดน้อยอยู่เช่นนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เช่นนั้นข้าออกไปเที่ยวเล่นไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” คำตอบของลู่เมิ่งหลิงนั้นทำให้หัวใจของผู้ที่ถูกเรียกว่าลุงนั้นพองโตขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ
“งั้นเจ้ารีบไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวลุงจะพาเจ้าไปเดินเล่นในเมืองเสียหน่อยดีหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงรีบวิ่งด้วยความดีใจที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น