ตอน 1

วันนี้คือวันที่คู่รักทั่วโลกแสดงความรักต่อกัน แต่เธอกลับถูกแฟนหนุ่มที่คบกันมาตั้งสามปีบอกเลิกทำไมกันนะ ทำไมโชคชะตาต้องเล่นตลกกับหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างเธอด้วย ลู่เมิ่งหลิงสาวน้อยวัย19ปีที่เพิ่งถูกคนรักบอกเลิกเมื่อเช้า ตอนนี้กำลังนั่งร้องไห้ปรับทุกข์คนเดียวที่สวนสาธารณะหน้าหอดูดาวในเมืองแห่งหนึ่ง พลางในมือถือขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ด้วย

“ถานมู่ไป๋ นายทำแบบนี้กับฉันได้ยังไงกัน ฉันอุตส่าห์คบกับนายตั้งสองปี สองปีเชียวนะที่ฉันยอมนายทุกอย่าง โชคชะตาเล่นบ้าอะไรกับชีวิตฉันเนี่ย ทำให้ต้องทำให้คนอย่างฉันไม่เหลือใครด้วยเนี่ย” ปากพลางพร่ำเพ้อโทษโชคชะตา มือก็พลางยกเครื่องดื่มขึ้นมาจรดปากตนเพื่อหวังเพียงให้มันช่วยคลายความโศกเศร้าในใจตนได้

“ดาวตกงั้นเหรอ จริงสินะวันนี้มีดาวตกนี้น่า ไปดูสักหน่อยก็แล้วกัน” ว่าอย่างนั้นลู่เมิ่งหลิงก็ลุกขึ้นเพื่อจะเดินเข้าไปภายในหอดูดาวสาธารณะที่เปิดบริการอยู่ทันที

“ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ” พนักงานขอบัตรประชาชนของลู่เมิ่งหลิง ก่อนที่เธอจะยื่นให้เหมือนเคยและได้ยินคำพูดบางอย่างของพนักงานที่ดูแลทางเข้าที่ชวนให้ประหลาดใจประโยคหนึ่ง

“หวังว่าจะหลุดพ้นจากเรื่องที่ไม่สมหวังนะครับ”

“คะ!? อ่อขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ” ลู่เมิ่งหลิงเอ่ยขอบคุณก่อนจะรับบัตรประชาชนของตนกลับคืนมา

“ครับ ข่าวบอกว่าคืนนี้จะมีดาวตกที่ในร้อยปีจะมีสักครั้งด้วยนะครับ หวังว่าคุณจะโชคดีได้เจอนะครับ”

“ค่ะ หวังว่าฉันจะมองเห็นมันนะคะ” ลู่เมิ่งหลิงขอบคุณพนักงานคนนั้นก่อนจะเลือกเดินขึ้นไปด้านบนของหอดูดาวแห่งนี้เพื่อจับจองพื้นที่สำหรับดูดาวในคืนนี้ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือทั้งที่คืนนี้เป็นวันที่จะมีดาวตกที่จะมีทุกร้อยปีเกิดขึ้นแท้แต่กลับไม่มีใครอยู่ที่นี่เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงเธอและสายลมเย็นที่พัดผ่านเท่านั้น

“ไม่มีคนงั้นสินะ เอาเถอะหากว่าคืนนี้มีดาวตกที่ทุกร้อยปีจะมีสักครั้งเกิดขึ้นจริงก็ขอให้คำขอของฉันเป็นจริงทีเถอะ” ลู่เมิ่งหลิงพลางยกสองมือประสานกันเพื่ออธิษฐานต่อดาวและเทพบนสวรรค์ให้ช่วยบันดาลให้คำขอของเธอเป็นจริงเท่านั้น

“เอาล่ะ ลู่เมิ่งหลิงพรุ่งนี้เธอยังต้องไปเรียน จะมามัวแต่เสียใจกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ” ลู่เมิ่งหลิงปลอบใจตัวเองแล้วเดินลงมาจากหอดูดาวเพื่อกลับไปยังหอพักนักศึกษาที่ตนอาศัยอยู่ในตอนนี้

“อาเตี๋ยฉันกลับแล้ว อาเตี๋ยเธออยู่ไหม” ลู่เมิ่งหลิงเรียกชื่อของรูมเมทของตน ก่อนจะนึกได้ว่าวันนี้รูมเมทของเธอไปค้างที่ห้องของแฟนหนุ่มที่อยู่นอกมหาลัย

“วันนี้แม้แต่อาเตี๋ยที่น่ารักก็ยังไปนอนหอแฟนเลยสินะ แล้วฉันล่ะถูกแฟนบอกเลิกไม่พอ ยังต้องมานั่งดื่มเหล้าในหอคนเดียวอีก วันนี้มันวันอะไรของฉันเนี่ย” ว่าจบลู่เมิ่งหลิงก็ล้มตัวลงบนเตียงก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าเพื่อปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนลง

ร่างบางหลับลงอย่างไม่สติจนกระทั่งได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างหูเบาๆ

‘เด็กน้อยลืมตาขึ้นมาเถอะ แม่มารับเจ้าแล้ว’

'ใครน่ะ'ลู่เมิ่งหลิงที่ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเพียงเอ่ยถามเท่านั้น

'แม่มารับเจ้าแล้ว เมิ่งเมิ่ง ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ลูกควรอยู่ ไปเถอะกลับไปกับแม่ แม่จะพาเจ้ากลับไปในที่ที่เจ้ากลับมา'

'จะพาฉันไปไหนกันน่ะ'

'เมื่อเจ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าก็จะรู้ได้เองเมิ่งเมิ่ง'เสียงของผู้หญิงคนนั้นเงียบไป ลู่เมิ่งหลิงก็หลับลงไปอีกครั้ง

แสงอาทิตย์สาดส่อง เสียงของนกน้อยใหญ่ดังขึ้นเบาๆ เหมือนการขับกล่อมให้ตื่นขึ้นจากนิทรา สาวน้อยค่อยๆ ตัดสินใจลืมตัวขึ้นมามองดูธรรมชาติเบื้องหน้า พลางใช่สายตาสำรวจรอบๆ อย่างนึกสงสัยว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันแน่ หรือเพียงเพราะนี้เป็นแค่ฝันที่ตนสร้างขึ้นจากจินตนาการในยามเช้า หรือนี่คือเรื่องจริงกันแน่

เมื่อพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือเรื่องจริง สาวน้อยก็ลุกขึ้นมองเสื้อผ้าของตนที่ตอนนี้อยู่ในชุดจีนโบราณผ้าเนื้อดีสีขาวเหลือบน้ำเงินปักด้วยลายที่วิจิตรประณีต เช่นนั้นสาวน้อยจึงวิ่งไปที่สระน้ำด้านหน้าที่ใสราวกับกระจกเพื่อจะสำรวจใบหน้าของตน ก่อนจะพบว่าฝาหน้าของเธอในตอนนี้งดงามยิ่งกว่าเทพธิดาบนสรวงสวรรค์หรือกระทั่งดาราในยุคปัจจุบันที่เธอจากมาด้วย แม้ตอนนี้ร่างนี้จะยังเป็นเพียงเด็กอยู่ก็ตาม

“อะไรกัน นี่ใช่ฉันจริงเหรอ” ลู่เมิ่งหลิงใช้มือลูบไปที่กลางหน้าผากของตน

“รอยอะไรกัน ฉันเคยมีรอยแบบนี้อยู่กลางหน้าผากด้วยงั้นเหรอ”

“ตราดารา สัญลักษณ์แห่งเทพธิดาแห่งฝันน่ะ” เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงทำให้ลู่เมิ่งหลิงตกลงไปในน้ำอย่างช่วยไม่ได้

“คุณเป็นใครน่ะ”

“อยู่ที่นี่เจ้าต้องใช้ภาษาของที่นี่ มิใช่ภาษาของที่ที่เจ้าจากมารู้หรือไม่ลู่เมิ่งหลิง”

“แล้วคุณเป็นใครกันแน่ รู้ชื่อฉันได้ยังไงกัน แล้วอีกอย่างฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ตอบคำถามฉันได้หรือเปล่า” ลู่เมิ่งหลิงถามบุคคลตรงหน้าที่ยืนยิ้มแย้มโดยไม่มีท่าทีว่าจะช่วยตนขึ้นจากน้ำเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“เจ้าขึ้นมาจากน้ำดีก่อนหรือไม่ ข้าจะได้ตอบคำถามเจ้าได้ง่ายขึ้น”

“คุณไม่คิดช่วยฉันหน่อยหรือไง ทั้งที่เป็นเพราะคุณแท้ๆ ที่ทำให้ฉันตกลงมาในน้ำแบบนี้น่ะ”

“อ่อ งั้นข้าช่วยเจ้าเอง” ว่าจบร่างกายของเมิ่งหลิงก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากน้ำอย่างช้าๆ พร้อมกับเสื้อผ้าที่แห้งงด้วยเช่นกัน

“ขอบคุณมาก ว่าแต่คุณคือ”

“เสียมารยาทแล้ว ข้าคือคนที่มารดาเจ้าไหว้วานให้มาช่วยดูแลเจ้าในโลกนี้เท่านั้น”

“ในโลกนี้คุณหมายความว่า ที่ๆ ฉันจากมามันไม่ใช่ที่ของฉันเหรอ”

“ฉลาดดี สมแล้วที่เป็นธิดาเทพธิดาดาราจันทรา ถูกต้องโลกที่เจ้าอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ด่านเคราะห์หนึ่งของเจ้าเท่านั้น”

“ด่านเคราะห์ จะบอกว่าฉันเป็นเทพเซียนหรือไงที่จะได้ต้องผ่านด่านเคราะห์อะไรแบบนั้น”

“ใช่มารดาเจ้าคือเทพธิดาดาราจันทรา ส่วนบิดาของเจ้าก็เป็นเทพเช่นกัน เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะรู้เรื่องต่างๆ มากขนาดนั้น ตอนนี้สิ่งที่เจ้าต้องรู้มีเพียงแค่เรื่องราวของโลกใบนี้เท่านั้น”

“แล้วฉันต้องรู้อะไรบ้างล่ะ ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจว่าแค่อกหักแล้วทำไมถึงตายแล้วมาอยู่ที่นี่ก็เถอะ แต่ฉันก็จะพยายามทำความเข้าและปรับตัวก็แล้วกัน” เทพผู้นั้นมองเด็กสาวอย่างยิ้มเอ็นดูกับการกระทำของนาง

“เหมือนบิดาเสียยิ่งกว่าใครจริง เอาล่ะอย่างแรกเลยก็คือเจ้าลู่เมิ่งหลิง เจ้าต้องเปลี่ยนวิธีการพูดใหม่เสียเดี๋ยวนี้เลย”

“ขอเวลาอีกหน่อยนะคะ ตอนนี้ฉัน…ข้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใครในโลกนี้กันแน่ แล้วทำไมตอนนี้ข้าเหมือนเป็นเด็กเช่นนี้ล่ะ” ลู่เมิ่งหลิงถามเทพหนุ่มตรงหน้าตน เพราะอยากรู้เหตุผลที่แท้จริงที่ตนมายังโลกนี้

“เจ้าคือลู่เมิ่งหลิง ปีนี้อายุเจ็ดหนาวเท่านั้น ในโลกนี้เจ้าก็คือเทพธิดาแห่งฝัน”

“พ่อแม่ข้าล่ะเจ้าคะ”

“ในโลกใบนี้เจ้าเป็นเด็กที่เกิดมาจากพลังของธรรมชาติเท่านั้น เจ้าเป็นสตรีจึงมีพลังหยินมาก เจ้าจำไว้แค่เพียงว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าจะคอยสั่งสอนเจ้าแทนบิดามารดาเอง”

“เจ้าค่ะ งั้นให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไรดีเจ้าคะ อาจารย์ดีหรือไม่”

“อย่าเชียว อย่าได้คิดที่จะเรียกข้าว่าอาจารย์เชียวเด็กน้อย มิเช่นนั้นบิดาเจ้าได้มาแหกอกข้าเป็นแน่”

“งั้นให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไรดีเจ้าคะ”

“เรียกข้าว่าท่านลุงใหญ่ก็แล้วกัน เพราะอย่างไรเสียมารดาเจ้าก็เหมือนน้องสาวของข้าคนนึงเช่นกัน ส่วนข้าก็จะเรียกเจ้าว่าอาเมิ่ง” เทพหนุ่มบอกเด็กสาวอายุเจ็ดหนาวตรงหน้าตน

“เจ้าค่ะท่านลุงใหญ่ เมิ่งเมิ่งจะทำถามที่ท่านบอก” เด็กน้อยคำนับบุรุษตรงหน้าตน

“เมิ่งเมิ่ง เจ้าแทนตัวเองเช่นนี้ไปได้ยินมาจากไหนหรือ” เทพหนุ่มถามเด็กน้อย เพราะชื่อนี้หากมิใช่บิดาหรือมารดาแล้วย่อมไม่อาจมีผู้ใดเรียกเช่นนี้เป็นแน่

“เสียงของผู้หญิงที่บอกว่าจะพาข้ากลับมาที่ที่ข้าควรอยู่เจ้าค่ะ นางบอกว่าเป็นแม่ข้า” เด็กน้อยตอบบุรุษตรงหน้าตน

“งั้นหรือ อาเมิ่งเจ้าจำไว้นะ นั้นคือเสียงของมารดาเจ้า อาเมิ่งน้อยเจ้ารู้หรือไม่ว่าชื่อของเจ้ามาจากอะไร” เทพหนุ่มพลางลูบหัวเด็กน้อยที่ตอนนี้นั่งอยู่บนตักตน

“ชื่อของข้าหรือเจ้าคะ”

“ใช่ชื่อของเจ้า”

“ชื่อของข้าไม่ได้มาจากกวางแห่งฝันหรือเจ้าคะ”

“เจ้าคิดว่าเป็นเช่นนั้นหรืออาเมิ่ง”

“เจ้าค่ะ มิใช่หรือเจ้าคะ ในโลกก่อนคนที่รับเมิ่งเมิ่งไปเลี้ยงบอกว่า ชื่อของเมิ่งเมิ่งมาจากกวางแห่งฝันเจ้าค่ะ ท่านลุงรู้หรือไม่เจ้าคะ ว่าเมื่อก่อนเมิ่งเมิ่งถูกล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อแม่ เป็นเด็กกำพร้าเป็นเพียงแค่เด็กที่ถูกรับเลี้ยงเท่านั้น” เด็กน้อยว่าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจจากการที่ถูกล้อเมื่อชาติก่อน

“อาเมิ่งฟังลุงนะ เรื่องของชาติก่อนจะเป็นเช่นไรก็ช่าง มันก็คือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เจ้ามีลุงใหญ่อยู่ด้วยแล้วจะไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก”

“เจ้าค่ะ เมิ่งเมิ่งรักท่านลุงเจ้าค่ะ ว่าแต่ชื่อของเมิ่งเมิ่งมาจากอะไรกันแน่เจ้าคะ” เด็กน้อยที่ยังไม่คลายความสงสัยเอ่ยถามผู้ที่ตนเรียกว่าลุงอีกครั้ง

“เด็กน้อยเจ้าอยากรู้เช่นนั้นเชียว”

“แน่นอนสิเจ้าคะ ก็ท่านลุงเอ่ยมาเช่นนั้นแล้วจะไม่ให้เมิ่งเมิ่งอยากรู้ได้อย่างไรกัน” เด็กน้อยว่าแก้มป่องอย่างติดงอนเล็กน้อย

“ก็ได้ๆ เดี๋ยวลุงจะบอกให้ ชื่อของเจ้าคือลู่เมิ่งหลิง ลู่ที่มาจากหยกที่สวยงาม เมิ่งมาจากฝันส่วนหลิงมาจากกระดิ่งลม เพราะฉะนั้นชื่อของเจ้าคือ กระดิ่งลมแห่งฝันที่สร้างมาจากหยก” เทพหนุ่มบอกเด็กน้อยตัวกลมบนตักตน

“กระดิ่งลมแห่งฝันที่สร้างมาจากหยกหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ ทำไมท่านแม่ถึงตั้งชื่อข้าแบบนี้กัน”

“เจ้านี้ช่างสงสัยมากจริงนะอาเมิ่ง ชื่อเจ้าหาใช่มารดาเจ้าตั้งไม่ เป็นบิดาของเจ้าต่างหากที่เป็นผู้ตั้งชื่อของเจ้าขึ้นมา” เทพหนุ่มตอบเด็กน้อยบนตักตน

“ท่านพ่อจะตั้งชื่อข้าเช่นนี้ทำไมกันนะ”

“อาเมิ่ง ต่อไปนี้เจ้าแทนตัวเองว่าอาเมิ่งนะ อย่าแทนตัวเองว่าเมิ่งเมิ่งต่อหน้าผู้อื่นอีกเป็นอันขาดเข้าใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะ ท่านลุงใหญ่ต่อไปนี้อาเมิ่งจะต้องทำเช่นไรต่อไปเจ้าคะ”

“ต่อไปนี้ ลุงจะคอยดูแลคอยสอนเจ้าในทุกๆ เรื่องเอง อย่างไรเสียก็เฉพาะเรื่องที่เจ้าต้องรู้ในโลกนี้เท่านั้นแหละนะ ที่ลุงจะสอนเจ้าได้ เพราะอย่างเจ้าเองก็เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อนเช่นกัน”

“ท่านลุงแล้วเราจะพักที่ไหนหรือเจ้าคะ”

“…” เทพหนุ่มไม่ตอบพลางยิ้มก่อนจะใช่พลังสร้างกระท่อมขึ้นมาเพื่อให้เด็กน้อยและตนได้อาศัยอยู่

“เราจะอยู่ที่นี่กัน กระท่อมแห่งนี้คือที่ที่เราสองคนลุงหลานจะอยู่จนกว่าเจ้าจะถึงเวลาที่สมควรออกไปเจอโลกภายนอก”

“ท่านลุงเรียกที่นี่ว่ากระท่อมหรือเจ้าคะ” เมิ่งหลิงถามเทพหนุ่มเพราะสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าไม่ควรถูกเรียกว่ากระท่อม ควรเรียกว่าจวนมากกว่า

“งั้นหรือ” เทพหนุ่มว่าก่อนจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นแนบอกและพาสำรวจรอบๆ โดยไม่รู้เลยว่าจะมีสายตาคู่หนึ่งมากทั้งสองด้วยสายตาอิจฉาอยู่

“หน็อย เจ้าหงส์เฒ่าถือสิทธิ์ว่าเป็นคนที่ดูแลภรรยาข้ามา แล้วยังมีหน้ามาอุ้มลูกสาวก่อนผู้เป็นบิดาเช่นข้าอีก” เทพหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะใช้มือทุบเข้าที่ต้นไม้ใกล้อย่างแรง

ตอน 2

สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ตำหนักเทพเหมันต์ ตอนนี้เทพเหมันต์กำลังนั่งครุ่นคิด ว่าสิ่งที่ตนตัดสินใจลงไปนั้นถูกหรือผิด การตัดสินใจให้ลูกสาวเพียงคนเดียวที่ลงไปเผชิญด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์ไว้เพียงลำพังนั้นดีจริงหรือไม่ ทั้งตอนนี้ยังมีบุรุษที่เลี้ยงดูภรรยาของตนมาคอยสั่งสอนบุตรสาวตนอีก แต่บิดาเช่นตนนั้นกลับไม่อาจแม้แต่ที่จะเจอหน้าลูกสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“เทพเหมันต์ท่านเป็นอะไร เหตุใดจึงเดินไปเดินมาเช่นนี้กัน” เทพที่เข้ามาใหม่เอ่ยถามสหายของตน

“เจ้าหงส์เฒ่าเจ้าเล่ห์นั่น เลี้ยงดูภรรยาข้ามาไม่พอ ตอนนี้ยังเป็นคนอบรมสั่งสอนบุตรสาวของข้าอีก ทั้งๆ ที่ข้าผู้เป็นบิดา ยังไม่มีแม้แต่โอกาสนั้นเลย เจ้าว่าเทพสวรรค์ลำเอียงกีดกันข้ากับเมิ่งเมิ่งหรือไม่จ้าวเหว่ย” เทพเหมันต์หันไปถามเทพบุรุษนามจ้าวเหว่ยที่กำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ ส่วนตนนั้นกำลังกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง

“เทพเหมันต์ ท่านเดินไปเดินมาเช่นนี้มีประโยชน์งั้นหรือ มิสู้ท่านเอาเวลาที่เดินไปมาเช่นนี้ ไปหาทางที่จะทำให้เทพสวรรค์อนุญาตให้ท่านเจอหน้าบุตรีไม่ดีกว่าหรือ” เทพหนุ่มบอกสหายที่อายุมากกว่าตนหลายหมื่นปีผู้นี้

“เจ้าพึ่งเป็นเทพได้ไม่นาน ย่อมไม่รู้ว่าเทพสวรรค์เวลาที่พิโรธนั้น มิใช่ใช้เวลาเพียงมิกี่ร้อยปีจะหายได้ ยิ่งตอนนี้มารดาของเมิ่งหลิงนาง…"

“มารดาของบุตรีท่าน นางเป็นถึงธิดาเทพสวรรค์ทั้งยังเป็นเทพธิดาดาราจันทราอีกด้วย เทพสวรรค์คงไม่กีดกันท่านกับนางขนาดนั้นหรอกกระมัง ยิ่งตอนนี้พวกท่านทั้งสองเองก็มีลู่เมิ่งหลิงเป็นโซ่คล้องใจแล้วด้วย เทพสวรรค์แม้ไม่เห็นแก่ท่าน ก็ต้องเห็นแก่พระราชนัดดาบ้างกระมั้ง” เทพหนุ่มบอกเทพเหมันต์ที่กำลังครุ่นคิดอยู่

“หากเป็นเช่นเจ้าว่าจริง มารดาของเมิ่งเมิ่งนางคง…ตอนนี้นางคงเวียนว่ายอยู่ที่โลกมนุษย์ใบใดใบหนึ่งสินะ” เทพเหมันต์ว่าด้วยน้ำเสียงเศร้าเจือด้วยความคะนึงหาเล็กน้อย แต่มีหรือเทพหนุ่มเชื้อสายเผ่าจิ้งจอกเช่นจ้าวเหว่ยจะไม่รู้ ว่าเทพเหมันต์ผู้นี้คิดถึงเทพธิดาดาราจันทราผู้เป็นภรรยามากแค่ไหน

“พี่หานเสวี่ย ท่านคิดจริงๆ หรือว่าเทพสวรรค์จะไม่ให้อภัยบุตรีของตน แม้เทพสวรรค์จะมิใช่คนที่เลี้ยงดูเทพธิดาเยว่ชื่อมาก็ตาม แต่ลูกอย่างไรก็เป็นลูก เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเทพสวรรค์” จ้างเหว่ยพูดก่อนจะตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญแก่เทพเหมันต์ไป

“พี่หานเสวี่ย ท่านแซ่ลู่ ลู่ที่แปลว่าหยกที่สวยงาม ลูกสาวของท่านเองก็แซ่ลู่ ชื่อของนาง ท่านก็เป็นคนตั้งให้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้กังวลว่าเทพสวรรค์จะกีดกันท่านสองพ่อลูกได้ แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็ยังสามารถอ้างสิทธิ์ของการเป็นบิดาได้อยู่ดี อีกอย่างคือจุดประสงค์ที่ข้ามาในวันนี้ก็คือ เทพสวรรค์มีประสงค์ให้ข้าลงไปเผชิญด่านเคราะห์ยังโลกมนุษย์ใบเดียวกับบุตรีของท่าน” จ้าวเหว่ยบอกเทพเหมันต์บอกเทพที่อายุมากกว่าตน

“ว่าอย่างไรนะ เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าต้องลืมน้ำลืมชาติงั้นหรือ”

“ไม่ถึงกับดื่มน้ำลืมชาติ เพียงแต่ต้องให้เทพชะตาผนึกความทรงจำก่อนลงไปเท่านั้น”

“เช่นนั้น เจ้าก็จะจำบุตรีของข้าไม่ได้งั้นหรือ แต่หากเจ้าลงไปแล้วกว่าเจ้าจะโต บุตรีข้าคงจะมีครอบครัวแล้วกระมั้ง” ลู่หานเสวี่ยพูดอย่างยิ้มในความฉลาดของตน แต่กลับลืมไปว่าตอนนี้บุตรีตนอยู่ในเขตป่าแสงจันทร์ ที่แม้แต่เวลาภายนอกก็ไม่อาจจะเดินต่อไปในป่าแห่งนี้ แม้ลู่เมิ่งหลิงที่อยู่ภายในจะเติบโตขึ้นแต่เวลาภายนอกก็ผ่านไปนานมากแล้วเช่นกัน

“ท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไร ป่าแสงจันทร์เวลาภายในป่ากับด้านนอกนั้นต่างกันมากแค่ไหน”

“…”

“เอาเถอะ ถึงอย่างไรเสีย สวรรค์คงไม่ใจร้ายขนาดที่ให้เจ้ามาเจอกับบุตรสาวข้าหรอกกระมั้ง เพราะข้ายังไม่อยากได้เจ้าเป็นลูกเขย” ลู่หานเสวี่ยพูดหยอกอีกฝ่ายด้วยท่าทีสบายใจไม่น้อย โดยหารู้มั้ยว่าในอนาคตอันใกล้นี้คนตรงหน้า จะกลายเป็นคนที่ทำให้บุตรีของตนเจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุดคนหนึ่ง

“เจ้าจะลงไปที่โลกมนุษย์เมื่อไหร่หรืออาเหว่ย” ลู่หานเสวี่ยเอ่ยถามสหายของตน

“อีกไม่นานเท่าไรหรอก ช้าสุดก็อาจจะสามเดือนหรืออาจจะเร็วกว่านั้น” จ้าวเหว่ยบอกก่อนเทพเหมันต์ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อจากไป

“เจ้าจะไปแล้วหรือ ไม่รั้งอยู่อีกสักหน่อยเล่า”

“ไม่ดีกว่า ข้าอยากจะไปพบอาจารย์เสียหน่อย ก่อนจะลงไปโลกมนุษย์ท่านเอง ก็คงอยากจะพบข้าเช่นเดียวกัน”

“สวนสวรรค์เปิดแล้วงั้นหรือ มิใช่ว่าตอนนี้เทพธิดาบุปผาปิดสวนสวรรค์ไม่ต้อนรับผู้ใดหรอกหรือ”

“ข้าเพียงแต่อยู่นอกเขตแดนเท่านั้น แม้ไม่สามารถเข้าไปเคารพอาจารย์ถึงด้านในสวนสวรรค์ได้ แต่ข้าก็รับรู้ได้ว่าท่านอาจารย์คอยมองดูพวกเราเสมอ” จ้าวเหว่ยที่เมื่อทุกครั้งเอ่ยถึงผู้เป็นอาจารย์ก็มักจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพเสมอ

“งั้นหรือ เจ้าคิดว่าอีกนานเท่าไร อาจารย์ของเจ้าจะเปิดสวนสวรรค์อีกครั้ง"เทพเหมันต์ถามเทพหนุ่ม

“คงไม่นานเกินรอหรอก แต่ไม่อาจรู้ว่าเมื่อใด ท่านถามถึงเรื่องนี้เพราะอะไรกันแน่” จ้าวเหว่ยถามเทพเหมันต์

“ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ข้าอยากให้เมิ่งเมิ่งได้เห็นสวนสวรรค์ ตอนที่มันเปิดขึ้นอีกครั้งด้วยตาของนางเองก็เท่านั้น” เทพเหมันต์นึกถึงบุตรีพลันสายตาก็เศร้าลงอย่างทันตา

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็คิดว่าบุตรีของท่าน คงจะได้มีโอกาสเห็นสวนสวรรค์เปิดขึ้นกับตาของนางแน่นอน”

“เจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ”

“ข้ามั่นใจ หากเป็นเช่นข้าพูด เมื่อข้าและนางหมดซึ่งด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์แล้ว อาจารย์คงจะตัดสินใจที่จะเปิดสวนสวรรค์ได้ไม่ยากเท่าไรนักหรอก” จ้าวเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“งั้นหรือ ข้าก็ขอให้จริงดั่งคำกล่าวของเจ้าแล้วกัน”

ป่าแสงจันทร์โลกมนุษย์ ตอนนี้สองลุงหลานกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ภายในครัวอย่างขยันขันแข็ง โดยที่ใบหน้าและเสื้อผ้าของทั้งสองคนก็ต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าควันและคราบดำ

“ท่านลุงใหญ่ ท่านจะทำอาหารเป็นจริงหรือเจ้าคะ ให้อาเมิ่งทำให้ดีกว่าหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวถามด้วยความเป็นห่วง เป็นห่วงว่าผู้ที่ตนเรียกว่าท่านลุง จะทำให้ที่พักที่ตนอยู่ในยามนี้จะไหม้ด้วยน้ำมือของตนเสียก่อน

“ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด อาเมิ่งเจ้าเป็นเด็กลุงเป็นผู้ใหญ่ เป็นลุงที่ต้องดูแลเจ้ามิเจ้าที่ต้องมาดูแลลุง” เทพหนุ่มตอบเด็กน้อยวัยเจ็ดหนาว

“แต่ท่านลุง อาเมิ่งว่าให้อาเมิ่งทำดีกว่า หากท่านลุงทำมีหวังได้ทำกระท่อมหลังนี้ ไหม้แน่นอนเจ้าค่ะ”

“แต่ว่า…”

“งั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านลุงคอยช่วยหันผักกับเนื้อสัตว์ เดี๋ยวอาเมิ่งจะลงมือทำเองดีหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวเสนอทางเลือกให้เทพหนุ่ม

“เอาอย่างนั้นหรืออาเมิ่ง” เทพหนุ่มถามหลานสาวตัวน้อยเพื่อความแน่ใจ

“เจ้าค่ะ” สองลุงหลานเมื่อตกลงกันไปแล้วก็ลงมือทำในส่วนหน้าที่ของตน จนได้อาหารออกมาสองจานและชาดอกไม้ที่เมื่อหลายวันก่อนเมิ่งหลิงได้ออกไปเก็บดอกไม้ภายในป่าแสงจันทร์มาตากแห้งเพื่อทำชา โดยไม่รู้เลยว่าพืชและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในป่าแสงจันทร์นั้นจะมีการซึมซับพลังปราณจากแสงจันทราที่จะส่องลงมาในป่าแสงจันทร์แห่งนี้ทุกๆ คืนวันเพ็ญ

“อาเมิ่ง เจ้าเหงาหรือไม่” เทพหนุ่มถามเด็กน้อยที่กำลังกินข้าวอย่างมีความสุข

“เหงานิดหน่อยเจ้าค่ะ ท่านลุงใหญ่ถามข้าทำไมงั้นหรือเจ้าคะ”

“หากเจ้าเหงาให้ลุงหาเพื่อนให้เจ้าดีหรือไม่” เทพหนุ่มถามลู่เมิ่งหลิง

“เพื่อนงั้นหรือเจ้าคะ ท่านลุงจะให้เพื่อนกับอาเมิ่งหรือเจ้าคะ เช่นนั้นมิสู้ท่านลุงหาสัตว์ภูตหรือสัตว์อสูร ที่แปลงเป็นมนุษย์ได้ให้อาเมิ่งสักตัวหรือไม่เจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงบอกคนอาวุโสกว่าตนพลางยิ้มอย่างคาดหวัง

“…” เทพหนุ่มไม่ได้ตอบออกไป แต่เพียงแค่เห็นสายตาคาดหวังของเด็กน้อยก็ใจอ่อนลงทันที

“ไม่ได้หรือเจ้าคะ” เด็กน้อยเศร้าลงทันตาเมื่อเทพหนุ่มไม่ได้ตอบตนกลับมา

“งั้นเอาเป็นว่าพรุ่งนี้ ลุงจะไปตามหาสัตว์สักตัว มาเป็นเพื่อนเล่นให้เจ้าก็แล้วกัน” เด็กน้อยยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“แต่ว่าท่านลุงใหญ่เจ้าคะ หากสัตว์พวกนั้นไม่ยินยอมเล่าเจ้าคะ ท่านลุงจะทำอย่างไรต่อ มิสู้ท่านลุงให้อาเมิ่งไปกับท่าน แล้วให้อาเมิ่งหาสัตว์ที่มีชะตาต้องกันกับข้าดีได้ไหมเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเสนอทางเลือกที่ทำให้เทพหนุ่มนึกสงสัยเสมอ ว่าเด็กน้อยผู้นี้เหตุใดจึงมิได้นิสัยของมารดามาบ้าง

“เอาเช่นนั้นหรืออาเมิ่ง ตอนนี้ในป่าแสงจันทร์อันตรายกับเจ้าเกินไป อีกทั้งการจะหาสัตว์สักตัวที่มีชะตาต้องกันกับเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” เทพหนุ่มพูดเช่นนั้นออกไปเพราะขนาดตนที่เป็นเทพที่ฝึกมานาน ยังไม่อาจหาสัตว์เทพหรือแม้แต่สัตว์ภูตมาอยู่ข้างกายได้เลยแม้แต่ตัวเดียว ไหนเลยที่เด็กหนาวอายุเพียงเท่านี้จะสามารถหาได้ หรือหากเป็นเช่นนางว่าจริงสัตว์ตัวนั้นคงจะเป็นสัตว์ที่อายุการบำเพ็ญไม่มากเท่าที่ควร

“แต่หาก สัตว์ตัวนั้นมีอายุการบำเพ็ญที่น้อยเกินไปเล่า แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ อาเมิ่ง”

“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าก็จะร่วมฝึกไปกับมันเจ้าค่ะ หรือต่อให้มันยังเป็นเด็กอยู่ อาเมิ่งก็จะให้มันเติบโตไปพร้อมกับข้าเจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงตอบ ก่อนที่เทพหนุ่มจะพยักหน้าตอบกลับเด็กน้อย

“พรุ่งนี้ยามเหม่า เจ้าต้องมาเจอข้าที่นี่เข้าใจหรือไม่อาเมิ่ง”

“เจ้าค่ะ” เด็กน้อยรีบลุกขึ้นด้วยความดีใจจนถ้วยข้าวที่อยู่ในมือตกลงบนพื้น

“ระวังหน่อยอาเมิ่ง”

“ขอโทษเจ้าค่ะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวรีบขอโทษและรีบทำความสะอาดทันที

เช้าวันต่อมา ยามเหม่า ลู่เมิ่งหลิงที่ตื่นเต้นเพราะจะเป็นครั้งแรกที่ตนจะได้ออกไปสำรวจโลกภายนอกหลังจากมาอยู่ที่โลกนี้ได้นานพอสมควร

“ท่านลุงใหญ่ ท่านตื่นหรือยังเจ้าคะ นี้เลยยามเหม่ามาจะครึ่งชั่วยามแล้วนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงตะโกนเรียกเทพหนุ่มผู้ที่ตนนับถือเป็นลุงเสียงดังลั่น จนแม้กระทั่งสัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ต่างรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะเสียงของนาง

“อาเมิ่งเจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว รู้ตัวหรือไม่”

“ท่านลุง เราเดินทางกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” เด็กน้อยที่ตื่นเต้นรีบกระโดดถามเทพหนุ่ม ก่อนที่เขาจะก้มลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา

“อาเมิ่ง อย่าได้ตื่นเต้นเกินไป ถึงแม้ครั้งนี้เจ้าจะออกไปดูโลกที่อยู่นอกป่าแสงจันทร์แห่งนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่อาจจะแสดงท่าทีเช่นนี้ได้ อีกอย่างคือครั้งนี้จุดประสงค์ที่เจ้าออกจากป่าแสงจันทร์แห่งนี้ก็คือ การหาสัตว์มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า อย่าได้ลืมเสียล่ะ” เทพหนุ่มเอ่ยเตือนเด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวที่อยู่ในอ้อมแขน

“ท่านลุงเจ้าคะ หากออกไปนอกป่าแสงจันทร์แล้ว หากผู้อื่นถามนามของท่านข้าควรตอบว่าเช่นไรดีเจ้าคะ”

“นั้นสินะ ลุงเองก็ไม่ได้มาที่โลกมนุษย์มานานเช่นกัน แต่หากผู้อื่นเข้ามาถามว่าลุงชื่ออะไร งั้นให้เจ้าตอบว่าลุงชื่อเฟยเทียนก็แล้วกัน ซือเฟยเทียน”

ตอน 3

หลังจากที่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สองลุงหลานก็เดินทางออกจากป่าแสงจันทร์เพื่อออกไปสำรวจโลกมนุษย์ที่อยู่ภายนอก ตลอดเดินทางของสองลุงหลานนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงหยอกล้อซึ่งกันและกัน การกระทำของทั้งคู่แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้เป็นบิดาของเด็กน้อยพอใจเท่าใดนัก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ หากไม่เพราะผู้ที่อุ้มบุตรสาวของตนอยู่นั้นคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูภรรยาของเขามา มีหรือที่เขาจะปล่อยให้แตะตัวของบุตรีได้

“คอยก่อนเถอะเมิ่งเมิ่ง อีกไม่นานเกินรอบิดาจะสั่งสอนเจ้าด้วยตัวเอง รอเจ้าหมดเคราะห์กรรมในครั้งนี้ บิดาจะชดเชยให้เจ้าเองไม่ต้องห่วงหรอก” เทพเหมันต์ลู่หานเสวี่ยได้เพียงเอ่ยกับตนเองอยากแผ่วเบา แต่มีหรือที่เทพหงส์อย่างซือเฟยเทียนจะไม่ได้ยินสิ่งที่ลู่หานเสวี่ยเอ่ยออกมา จึงจงใจเอ่ยให้คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ได้ยินเข้า

“หานเสวี่ยเจ้ารอไปก่อนเถอะ ตอนนี้เป็นข้าที่อาเมิ่งรักมากที่สุดรองจากมารดาของนาง”

“ท่านลุงว่าอย่างไรนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงที่ได้ยินไม่ค่อยชัดและไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดคนที่ตนเรียกว่าลุงนั้นต้องการให้ผู้ใดได้ยินกันแน่

“ไม่มีอะไรหรอกอาเมิ่งลุงแค่พูดไปเท่านั้นเอง ไม่ต้องการให้ผู้ใดได้ยินหรอก"ซือเฟยเทียนบอกเด็กน้อยในอ้อมแขนของตน

“งั้นหรือเจ้าคะ ท่านลุงอีกนานแค่ไหนเราจึงจะไปถึงเมืองภายนอกกันหรือเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเอ่ยถามผู้เป็นลุงก่อนจะถูกมือหนาบีบเข้าที่จมูกเล็กเบาๆ

“เจ้ารีบมากหรืออาเมิ่ง อีกไม่นานหรอกเมื่อถึงที่นั่นแล้ว ลุงจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นก่อนไปตามหาสัตว์เสียหน่อยดีไหม” เทพหนุ่มถามหลานสาวของตน

“ดีเจ้าค่ะ” เด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ

“งั้นหรือ หากเจ้าชอบหลังจากนี้ลุงจะพาเจ้ามาบ่อยๆ ดีหรือไม่”

“อาเมิ่งรักท่านลุงที่สุดเลยเจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็โผเข้ากอดผู้เป็นลุงอย่างเต็มแรง การกระทำนั้นยิ่งทำให้ผู้เป็นบิดาอย่างเทพเหมันต์ได้แต่ยืนอิจฉาอยู่ไกลๆ เพราะไม่อาจทำอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเทพเหมันต์ผู้ที่เป็นบิดาของเด็กน้อยที่มีศักดิ์เป็นหลานของตน กำลังยืนอิจฉาตาร้อนอยู่นั้นยิ่งทำให้ซือเฟยเทียนมีความสุขเป็นอย่างมาก

สองลุงหลานเมื่อถึงเมืองใหญ่ที่อยู่นอกป่าแสงจันทร์ ก็เลือกเข้าพักที่โรงเตี๊ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณตลาดเท่าไรนัก เพราะคืนนี้ซือเฟยเทียนตัดสินใจว่า จะพาเด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงมาเดินเล่นเสียหน่อย อีกทั้งคืนนี้เหมือนว่าในเมืองจะมีงานเทศกาลบางอย่างจัดขึ้นด้วย ซือเฟยเทียนได้เพียงแต่หวังไว้ในใจว่าขอให้งานที่กำลังจะจัดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้จะมิใช่เทศกาลชีซีหรอกกระมัง

“เถ้าแก่ ข้าขอห้องที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยมของท่านสองห้อง” ซือเฟยเทียนบอกกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม

“ขอรับนายท่าน”

“เถ้าแก่ พวกข้าต้องการเหมาโรงเตี๊ยมของท่านนี่เงิน” ผู้ที่เข้ามาใหม่พูดขึ้นก่อนจะโยนถุงเงินลงบนโต๊ะอย่างแรง

“เอ่อ นายท่านรบกวนพวกท่านไปใช้บริการโรงเตี๊ยมข้างๆ นี้ๆ ได้หรือไม่ พอดีนายท่านกับคุณหนูท่านนี้ได้เปิดห้องที่ดีที่สุดของเราไว้แล้ว” เถ้าแก่ร้านบอกผู้ที่มาใหม่ อย่างไรก็ดีที่เถ้าร้านเลือกที่จะบริการลูกค้าที่มาก่อน ไม่เลือกลูกค้าที่มาทีหลังและใช้อำนาจ

“แล้วอย่างพวกข้าจ่ายเงินไปแล้ว จะไม่บริการพวกข้างั้นหรือ”

“ท่านลุง” ลู่เมิ่งหลิงเรียกเทพหนุ่มพลางมือน้อยๆ นั้นก็ดึงชายชุดของเทพหนุ่มไว้แน่น

“ไม่เป็นไรอาเมิ่ง ไม่ต้องกลัว” แม้จะรู้ดีว่าพวกตนไม่ได้ผิด แต่เพราะเสียงของบุรุษผู้นั้นที่เอ่ยออกมาค่อนข้างที่จะเสียงดัง ทำให้เด็กน้อยตกใจกลัวขึ้นมา

“พวกข้าเป็นฝ่ายที่มาก่อน จะให้พวกข้าออกไปแล้วเสียสละให้เจ้างั้นหรือ” ซือเฟยเทียนพูดออกมา

“แล้วอย่างไร พวกข้าจ่ายเงินไปแล้วพวกเจ้าจะทนอยู่กับพวกเรางั้นหรือ” ชายหนุ่มผู้นั้นค่อนข้างไม่พอใจกับสิ่งที่เฟยเทียนเอ่ยออกมา จึงได้พยายามยั่วโมโหอีกฝ่าย

“เป็นพวกเจ้าที่เป็นฝ่ายผิดหาได้เป็นข้าไม่ อีกอย่างต่อให้เจ้าเหมาโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้วอย่างไร พวกข้าสองลุงหลานมาก่อน อีกทั้งยังเปิดห้องพักที่นี่แล้ว หากพวกเจ้าไม่พอใจก็หาทำอะไรได้ไม่” ซือเฟยเทียนพูดเสียดแทงอีกฝ่ายก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา เพื่อขึ้นไปด้านบนโดยมีเสี่ยวเอ้อเป็นคนนำทาง

“เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องไป รู้หรือไม่พวกข้าเป็นใคร” เสียงของผู้มาใหม่เอ่ยขึ้น

“พวกเจ้าเป็นใคร ข้าจำเป็นต้องรู้จักงั้นหรือ” ซือเฟยเทียนตอบกลับพร้อมปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างมหาศาล

“ท่านลุง หยุดปล่อยแรงกดดันก่อนเถอะนะเจ้าคะ” ลู่เมิ่งหลิงเตือนผู้เป็นลุง ก่อนที่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของเทพหนุ่มไปด้วย

“อาเมิ่งเป็นอันใดหรือไม่ ลุงขอโทษลุงลืมตัวไปหน่อย”

“เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดแรงกดดันจึงได้รุนแรงเช่นนี้ได้” เสียงของผู้มาใหม่เอ่ยถามซือเฟยเทียน

“อาเมิ่งอย่า” เทพหนุ่มดึงแขนของหลานสาวเอาไว้ก่อนที่นางจะเดินเข้าไปจัดการกับผู้ที่มาใหม่

“แต่ท่านลุง คนพวกนั้นหยามท่านนะเจ้าคะ”

“พวกเจ้ารีบไปจากที่นี่เสียเถอะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนลงและฆ่าเจ้าทิ้ง” ซือเฟยเทียนเตือนคนเหล่านั้นก่อนที่ตนจะทนไม่ไหวจริงๆ เพราะคนเหล่านี้ทำให้หลานสาวเพียงคนเดียวของตนกลัว

“ข้าไปแน่ แต่เจ้าต้องบอกนามของเจ้ามาก่อน” เสียงของสตรีที่เหมือนว่าจะเป็นเจ้านายของคนที่เข้ามาหาเรื่องซือเทียนเฟยและลู่เมิ่งหลิงถาม

“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถามชื่อของท่านลุงข้ากัน”

“หุบปาก เจ้าก็แค่เด็กอย่าริอาจมายุ่งเรื่องของข้า” สตรีนางนั้นตวาดใส่ลู่เมิ่งหลิง ก่อนจะหันมามองที่เทพหนุ่มด้วยสายตาเย้ายวน หวังให้บุรุษตรงหน้านึกสนใจตน แต่หารู้ไม่ว่าบุรุษตรงหน้าตอนนี้แทบจะข่มอารมณ์ไม่อยู่แล้ว ก่อนที่เทพหนุ่มจะได้ทำอะไรสตรีผู้นั้น เด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างนั้นก็ไม่สามารถควบคุมความโกรธของตนได้อีกต่อไปแล้ว สตรีผู้นี้เป็นใครกัน ถือดีอะไรมาพูดกับนางเช่นนี้ แม้แต่บิดามารดาของนางยังไม่เคยแม้แต่ดุด่านาง ไหนเลยสตรีน่ารังเกียจผู้นี้จึงมีสิทธิ์ เพราะความโกรธที่มีไม่อาจควบคุม พลังในร่างที่หลับใหลอยู่ก็ย่อมไม่อาจควบคุมได้แล้วเช่นกัน

“อาเมิ่งอย่า"

“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเอ่ยกับข้าเช่นนี้ ต่อให้บิดามารดาเจ้าไม่สั่งสอน เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์พูดกับผู้อื่นเช่นนี้ ถูกต้องข้าเป็นเด็กแล้วอย่างไร เด็กเช่นข้าก็มีมารยาทมากกว่าเจ้าเป็นไหนๆ หากไม่มีผู้ใดสั่งสอนเจ้าวันนี้ ข้าลู่เมิ่งหลิงจะสั่งสอนเจ้าแทนบิดามารดาของเจ้าเอง” ลู่เมิ่งหลิงที่หมดความอดทนแล้วจึงเอ่ยเช่นนั้นออกไป ทางด้านของซือเฟยเทียนที่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าไรนักจึงตัดสินใจใช้พลังของตนเพื่อยับยั้งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมิให้เกิดขึ้น

“ท่านลุง ท่านอย่าได้คิดจะช่วยพวกเขาเลย อย่าได้ลืมว่าพลังของท่านไม่อาจยับยั้งข้าได้หรอก” ลู่เมิ่งหลิงที่ล่วงรู้ความคิดของเทพหงส์จึงเอ่ยบอกก่อนที่เทพหนุ่มจะใช้พลังเพื่อหยุดยั้งตน

“อาเมิ่งอย่ารุนแรงนัก” เมื่อห้ามมิได้เทพหนุ่มจึงเอ่ยเตือนแทน เพื่อมิให้ลู่เมิ่งหลิงนั้นทำเกินเหตุ

“ท่านลุงใหญ่ ท่านอย่าได้ห่วงเลยว่าอาเมิ่งจะไม่ทำอะไรที่รุนแรงเกินไป อีกอย่างอาเมิ่งเป็นแค่เด็กอายุเจ็ดหนาวเท่านั้นจะทำอันใดพวกเขาได้กัน” ลู่เมิ่งหลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ชวนน่าขนลุก เมื่อเทียบกับอายุของนางแล้วนางถือว่าน่ากลัวเป็นอย่างมาก

'เมิ่งหลิง บิดาขอเถอะอย่าได้ทำร้ายพวกเขาเลย พวกเขาก็แค่คนโง่เขลาเท่านั้น'

“ใครกัน ท่านคือท่านพ่อข้างั้นหรือ” ลู่เมิ่งหลิงเอ่ยถามเจ้าของเสียงปริศนา

‘ถูกต้องเมิ่งหลิง ข้าคือบิดาของเจ้า เช่นนั้นตอนนี้เจ้าจะฟังพ่อได้หรือยัง’

“ก็ได้ข้าจะฟังท่าน แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากท่านแน่ใจว่าท่านทำได้ก็รับปาก หากทำไม่ได้ก็กลับไปยังที่ของท่านเสียเถอะ” แน่นอน หากมีผู้ใดได้ยินคำพูดของนางในตอนนี้ คงจะไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่าคำพูดเหล่านั้นออกมาจากปากของเด็กน้อยอายุเพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น

‘บิดารับปากเจ้าเพียงแค่เจ้าถามมา ข้าก็พร้อมจะตอบคำถามของเจ้าทุกข้อ ขอเพียงแค่เจ้าต้องการบิดาจะทำให้เจ้า’

“งั้นข้าขอถามท่านว่า เพราะเหตุใด ข้าจึงไม่เคยแม้แต่จะได้เจอหน้าท่านเลย ทั้งในตอนที่มีความสุข หรือแม้แต่ตอนที่ข้าต้องการพวกท่านมากที่สุด พวกท่านไปอยู่ที่ไหนกันแน่ ทำไมพวกท่านสองคนถึงทิ้งข้าไว้ ทิ้งให้ข้าเผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียว ตอบข้าสิ ตอบไม่ได้ ใช่หรือไม่ หากท่านตอบไม่ได้ก็กลับไปเสียเถอะ” เด็กน้อยลู่เมิ่งหลิงถามเทพเหมันต์ แม้ตอนนี้นางจะเป็นเพียงแค่เด็กเจ็ดขวบแต่ในชาติก่อนนางก็เคยเป็นผู้ใหญ่ เคยเผชิญปัญหาต่าง ๆ มามากเช่นกัน

‘มิใช่มิอยากเจอ แต่เจอไม่ได้ต่างหาก บิดามิเคยคิดทอดทิ้งเจ้า ทอดทิ้งมารดาของเจ้า แต่เหตุผลนั้นต่อให้เจ้ารู้ตอนนี้เจ้าก็ไม่อาจเข้าใจได้หรอก เมิ่งเมิ่งอีกไม่นานเกินรอหรอก เจ้าจะรู้ว่าเพราะเหตุใดบิดามารดาจึงต้องให้ซือเฟยเทียนดูแลเจ้า’

“พวกท่านก็แค่หาข้ออ้างให้ตนเองเท่านั้นแหละ ข้ออ้างที่ไม่อยากให้ข้าเกิดมาเท่านั้นเอง”

‘เมิ่งเมิ่ง บิดามารดามิได้ไม่ต้องการเจ้า เมื่อเจ้าอายุครบยี่สิบปี จำไว้เมื่อนั้นสวนสวรรค์จะเปิดอีกครั้ง ด่านเคราะห์ครั้งนี้ของเจ้าจะผ่านไปด้วยดี’

“งั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าจะเชื่อท่าน ท่านพ่อ”

“พวกเจ้าไปเสีย ก่อนที่ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทุกคน” เด็กน้อยหันไปพูดกับคนกลุ่มนั้น ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาท่านลุงของตนที่รออยู่

“ฝากไว้ก่อนเถอะ เจอกันครั้งหน้าข้าจะจัดการเจ้า”

“งั้นจำชื่อของข้าไว้ด้วยล่ะ ชื่อของข้าคือลู่เมิ่งหลิง” เด็กน้อยหันไปบอกสตรีนางนั้น ก่อนที่จะถูกผู้เป็นลุงอุ้มขึ้นและเดินจากไปจากตรงนั้นทันที

เมื่อสังเกตได้ว่าเด็กน้อยในอ้อมแขนของตนนั้นเงียบไปตั้งแต่มาถึงห้อง ในฐานะลุงเทพหนุ่มจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยถามถึงสาเหตุที่ทำให้หลานสาวเศร้าลงเช่นนี้

“อาเมิ่งเจ้าเป็นอะไร เจ้าดูเงียบไปตั้งแต่คนพวกนั้นจากไปแล้วนะ บอกลุงมาใครที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ ลุงจะไปจัดการมันผู้นั้น”

“ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ไม่ต้องการข้าจริงหรือ” เด็กน้อยเอ่ยถามเทพหนุ่มพลางน้ำตาก็คลออยู่ในแววตาใสด้วย

“บิดามารดาของเจ้ามีเหตุผลที่เจ้าไม่เข้าใจอยู่ อาเมิ่งเชื่อลุงเถอะ บิดามารดาเจ้าคิดถึงเจ้ามาก แม้พวกเขาไม่อาจเคียงข้างเจ้าในยามนี้ แต่อีกไม่นานพวกเขาจะมาเคียงข้างเจ้าในที่สุด” เทพหงส์แม้จะสงสารเด็กน้อยจับใจ แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้ นางก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวเท่านั้น กลับต้องมาแบกรับเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้ แต่หากจะโทษใครสักคนแล้วละก็ คนผู้นั้นก็คือเทพสวรรค์ที่กีดกันสองสามีภรรยาแต่แรก ทำให้เด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างลู่เมิ่งหลิงต้องมารับเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปด้วย

ตอนเย็นแม้ว่าภายนอกนั้นจะครึกครื้นมากเพียงใด แต่จิตใจของเด็กน้อยเจ็ดหนาวผู้นี้กลับว้าวุุ่นยิ่งนัก เดิมทีที่ตกลงกันไว้ว่าจะออกไปเดินเล่นในตอนกลางคืนเพื่อสำรวจเมือง ตอนนี้ก็คงต้องยกเลิกไปก่อน

“ท่านลุงใหญ่ พวกเราออกไปเดินเที่ยวกันหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”

“เจ้าอยากไปหรืออาเมิ่ง”

“เจ้าค่ะ หากข้ายังคิดเล็กคิดน้อยอยู่เช่นนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เช่นนั้นข้าออกไปเที่ยวเล่นไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” คำตอบของลู่เมิ่งหลิงนั้นทำให้หัวใจของผู้ที่ถูกเรียกว่าลุงนั้นพองโตขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ

“งั้นเจ้ารีบไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวลุงจะพาเจ้าไปเดินเล่นในเมืองเสียหน่อยดีหรือไม่”

“เจ้าค่ะ” ลู่เมิ่งหลิงรีบวิ่งด้วยความดีใจที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED