ตอนที่ 2 เกิดเหตุ
หนึ่งเดือนผ่านไป
“เมี๊ยว...เมี๊ยว...” เสียงลูกแมวที่เจ้ศิเลี้ยงไว้ มันส่งเสียงร้องไม่ได้หยุดแต่เช้า เมื่อมันไม่เห็นเจ้าของของมัน
“ไงไอ้เหมียว...ไม่ต้องร้องเลย เจ้ศิกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่เจ้กลับมาจากต่างประเทศ วันนี้เราอยู่กันสองคนนะ” ใบบัวเอื้อมมือไปลูบหัวของเจ้าแมวเหมียวเบาๆ พลางพูดบอกให้มันรู้ว่าเจ้าของของมันหายไปไหน
“เมี๊ยว...เมี๊ยว...” เจ้าแมวเหมียวร้องเมี๊ยวๆอีกครั้ง คล้ายกับว่ามันรู้เรื่องที่ใบบัวพูด
“จะกินหมูปิ้งใช่ไหม แกนี่จริงๆเลย เอางี้...เดี๋ยวฉันไปซื้อให้ รออยู่นี่นะ แล้วอย่าซนล่ะ”
“เมี๊ยว...เมี๊ยว...” เจ้าแมวเหมียวขานรับอีกครั้ง มันร้องเมี๊ยวๆ ใบบัวจึงเดินออกจากร้านอาหารที่เธอพักอาศัยอยู่ เธอเดินเท้าไปตลาดซึ่งตลาดก็อยู่ไม่ได้ไกลมาก ใบบัวใช้เวลาเดินไปซื้อไม่นาน พอได้หมูปิ้งของโปรดเจ้าแมวเหมียวแล้ว เธอก็เดินกลับมา
แต่ระหว่างทางที่เธอเดินกลับมานั้น เธอเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังซื้อลูกบอลอยู่กับแม่ แต่ในระหว่างที่แม่เด็กกำลังจ่ายเงินให้กับแม่ค้าจนลืมมองลูก เด็กคนนั้นที่ถือลูกบอลไว้ในมือ เกิดทำหลุดมือจึงวิ่งตามลูกบอลลูกนั้นไป แล้วพอดีมีรถคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านมาด้วยความเร็ว ใบบัวเห็นดังนั้นเธอจึงรีบวิ่งเข้าไปผลักเด็กคนนั้นให้เลยหน้ารถไป แต่เป็นเธอเองที่โดนรถคันนั้นชนเข้าอย่างจัง
“เฮ๊ย!!! เอี๊ยก ตู้ม!” ใบบัวถูกรถคันดังกล่าวชนเข้าอย่างจัง แต่ดีที่คนขับเหยียบเบรกทัน ความแรงที่ชนเธอจึงเบาลงหน่อย กาวินรีบลงจากรถมาดูอาการของคนที่เขาขับรถชนทันที เธอนอนสลบอยู่ที่ด้านหน้ารถของเขา มีเลือดไหลออกมาจากศีรษะของเธอด้วย
“ว๊าย!! หนูเป็นอะไรไหมนี่!” แม่ของเด็กรีบวิ่งเข้ามาดูคนที่ช่วยลูกของเธอเอาไว้ด้วยความตกใจสุดขีด พร้อมกับอุ้มลูกมากอดไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง
“ลูกคุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” กาวินรีบถามแม่เด็กทันที เพื่อให้แม่เด็กสำรวจลูกของตัวเอง เพราะเขาต้องทำการปฐมพยาบาลคนตรงหน้าที่สลบก่อน
“แค่ถลอกนิดหน่อยจ่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมากต้องขอบคุณหนูคนนี้” แม่เด็กพูดไปก็กอดลูกของตัวเองไป สีหน้ารู้สึกผิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว
“เธอ เธอ...เธอ!” กาวินเรียกหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับประคองใบหน้าของเธอขึ้นมาดูและแล้วเขาก็จำเธอได้ทันที เธอคือผู้หญิงคนนั้น คนที่เขาได้มอบช่อดอกไม้ให้ในวันงานแต่งวันนั้น
“ผมเป็นหมอครับ ผมจะพาเธอไปโรงพยาบาลเอง” กาวินโชว์บัตรคุณหมอให้แม่ของเด็กคนนั้นดู เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ
“ขอบคุณนะคะ ฉันไม่ใช่คนแถวนี้หรอกค่ะ บังเอิญผ่านมา ยังไงถ้าเธอฟื้นแล้วฝากบอกเธอด้วยนะคะว่าฉันขอบคุณมากที่ช่วยลูกของฉันเอาไว้” กาวินพยักหน้ารับ แล้วรีบอุ้มเธอขึ้นรถทันที ในใจก็ภาวนาขออย่าให้เธอเป็นอะไรมากเลย จากการจับชีพจรและเช็คร่างกายของเธอเบื้องต้น ยังคงมีแค่ศีรษะที่แตกและมีเลือดไหลออกมาจากศีรษะเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นคงต้องไปเช็คต่อที่โรงพยาบาล
@โรงพยาบาล
หลังจากที่กาวินพาหญิงสาวคนที่เขาขับรถชนมาตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลแล้ว เบื้องต้นมีแค่ศีรษะที่แตก จากการเอ็กซ์เรย์แล้วไม่พบเลือดคลั่งในสมองและยังไม่มีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ส่วนอาการอย่างอื่นหลังจากนี้คงต้องรอให้เธอฟื้นขึ้นมาก่อน ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้จัดการดูแลเธอเป็นอย่างดี ให้พักรักษาตัวที่ห้องพักพิเศษและมีพยาบาลคอยผลัดกันเข้ามาดูแล ส่วนกาวินต้องไปปฏิบัติหน้าที่ทำงานต่อ หน้าที่ดูแลหญิงสาวคนนั้นจึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพยาบาลไป
“ไงเพื่อน ได้ข่าวว่าซวยแต่เช้า” แสงเหนือเพื่อนสนิทของกาวิน เป็นคุณหมอเหมือนกัน แต่แค่ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่กันคนละแผนกเท่านั้น
“ใครบอก กูโชคดีต่างหาก” กาวินทำหน้าเฉยๆ แล้วสิ่งที่เขาพูดก็ทำให้แสงเหนือถึงกลับงง
“มึงขับรถชนคนนี่นะเรียกว่าโชคดี...โชคดีอะไรของมึง” กาวินเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มประวัติคนไข้แล้วมองหน้าเพื่อนรักนิ่งๆ สีหน้าดูเจ้าเล่ห์นิดๆ ซึ่งเป็นใบหน้าปกติของเขาอยู่แล้ว
“มึงจะไปรู้อะไร” กาวินคิดว่าหญิงสาวคนนั้นคงไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ที่เขาบอกว่าโชคดีนั้น คือเขาก็แค่ได้เจอเธออีกครั้งก็เท่านั้น
“เดี๋ยวๆ ต้องมีอะไรแน่ๆ” แสงเหนือทำท่าจับผิดเพื่อน
“ไม่มี” น้ำเสียงตามสไตล์ของเขาเอ่ยขึ้นนิ่งๆ
“.........” ทั้งสองหนุ่มจ้องตากันไปมาอยู่สักครู่ แสงเหนือรอเพื่อนอธิบายแต่กาวินกลับเงียบ พร้อมกับสะบัดหน้าเบาๆให้เพื่อน ประมาณว่าให้ไปทำงานได้แล้ว
“อะไรของมันวะ...ไปก็ได้” กาวินเป็นคนนิ่งๆน้อยครั้งนักที่เขาจะแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าให้คนอื่นเห็น ขนาดแสงเหนือที่เป็นเพื่อนสนิทยังไม่เคยเดาใจได้สักครั้ง แต่ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมานาน แสงเหนือคิดว่าไอ้เพื่อนคนนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ แต่แค่ยังเดาไม่ออกก็เท่านั้น ซึ่งต่อมเผือกของแสงเหนือตอนนี้มันก็เริ่มกำเริบขึ้น
“ชิ้วๆ” กาวินทำท่าไล่ ส่วนแสนเหนือที่กำลังจะเดินออกไปจากตรงนี้หันมาทำหน้ากวนๆใส่ แต่ก็ยอมเดินออกไปแต่โดยดี
ช่วงก่อนพักกลางวัน
“หมอวินคะ หมอวิน” พี่พยาบาลคนที่กาวินฝากให้ดูแลผู้หญิงคนที่เขาขับรถชนเธอ วิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าซีเรียส
“ครับพี่ มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ” ในใจของกาวินกำลังภาวนาขออย่าให้เป็นเรื่องไม่ดีเลย เพราะตั้งแต่เขาเป็นหมอมาก็เจอแต่เรื่องไม่ดีมาตลอด ครั้งนี้ขอสักครั้งเถอะ แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่เข้าข้าง
“ผู้หญิงคนที่หมอวินพามารักษา เธอพูดไม่รู้เรื่องสักอย่างเลยค่ะ” กาวินขมวดคิ้วทำหน้างุนงงเล็กน้อย ไม่ค่อยอยากจะเชื่อในสิ่งที่พี่พยาบาลเดินเข้ามาบอกสักเท่าไหร่ เพราะถ้าเธอคนนั้นเป็นอย่างที่พูดจริงๆ เขาคงซวยแล้ว
“แหมพี่ อย่าล้อผมเล่นน่า...” เขายิ้ม เพราะคิดว่าพี่พยาบาลคงพูดเล่น
“หน้าพี่ดูล้อเล่นมากเลยเหรอคะ” จากที่เขากำลังยิ้มอยู่ จึงต้องรีบหุบยิ้มทันที ในใจรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวคนนั้นทันที
“ผมขอไปดูเธอหน่อยครับ” กาวินเดินเร็วๆไปยังชั้นและห้องพักพิเศษที่เธอคนนั้นพักรักษาตัวอยู่ พอเขาเดินมาถึงหน้าห้อง กาวินหยุดยืนพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนที่จะผลักประตูเข้าไปด้านใน โดยมีพี่พยาบาลคนเมื่อสักครู่เดินตามเข้ามาด้วย
“คุณหมอมาพอดีเลย พวกเรากำลังสอบถามประวัติจากเธออยู่ค่ะ” พยาบาลสองคนที่อยู่ด้านในห้องก่อนหน้าที่กาวินจะเดินเข้ามากำลังสอบประวัติของเธอเอาไปลงข้อมูลนั่นเอง แต่เธอไม่ยอมบอก พูดแต่คำว่าไม่รู้อย่างเดียว
“พวกพี่ออกไปก่อนนะครับ เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง” กาวินหยิบแฟ้มคนไข้ของเธอขึ้นมาเพื่อที่จะค่อยๆถามเธอแล้วทำการจดบันทึกลงไปในแฟ้ม
“ถ้างั้นพวกพี่ฝากด้วยนะคะ” พยาบาลทั้งสามคนเดินออกไป เมื่อเห็นว่าได้เวลาพักทานข้าวเที่ยงแล้ว ภายในห้องตอนนี้จึงเหลือแค่เขาและเธอสองคนเท่านั้น
ตอนที่ 3 ความจำเสื่อม
“ถ้างั้นพวกพี่ฝากด้วยนะคะ” พยาบาลทั้งสามคนเดินออกไป เมื่อเห็นว่าได้เวลาพักทานข้าวเที่ยงแล้ว ภายในห้องตอนนี้จึงเหลือแค่เขาและเธอสองคนเท่านั้น
“...........” ตอนนี้เธอกำลังนอนมองมาที่เขาตาแป๋ว ผ้าก๊อตสีขาวถูกพันรอบศีรษะตรงที่มีแผล
“คุณจำผมได้ไหม” คำถามแรกของกาวินหมายถึงเราเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนก่อน เขาจำเธอได้ แล้วเธอล่ะจำเขาได้หรือเปล่า แต่ใบบัวกลับส่ายหน้าให้กาวินเบาๆเป็นคำตอบ แล้วก่อนที่คำถามที่สองจะเอ่ยขึ้น อยู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของคุณหมอกาวินก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน
Rrrrrrrr
“ผมขอรับสายนี้สักครู่นะครับ” กาวินเดินออกห่างจากเตียงของคนไข้พอสมควร จากนั้นเขาก็กดรับสายของคุณแม่ทันที
“ครับคุณแม่”
“ตาวินแม่มีข่าวดีจะบอก” น้ำเสียงตื่นเต้นของคุณสิริโฉมดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด
“ข่าวดีอะไรของคุณแม่ครับ”
“แม่หาผู้หญิงที่ลูกจะแต่งงานด้วยได้แล้วนะ” กาวินตกใจในสิ่งที่คุณแม่ของเขาพูด จนมือถือที่อยู่ในมือเกือบหล่น แต่พอเขาตั้งสติได้ จึงรีบพูดกับคุณแม่ด้วยน้ำเสียงออดอ้อนทันที
“โธ่คุณแม่...ผมไม่ชอบผู้หญิงพวกนั้นหรอกครับ” กาวินรู้ดีว่าผู้หญิงที่คุณแม่หาให้ก็คงไม่พ้นลูกสาวเพื่อนๆของท่านแน่นอน ซึ่งพวกเธอแต่ละคนเขาก็รู้จักเกือบหมด เพราะกาวินมักจะถูกคุณแม่บังคับให้ออกงานสังคมกับท่านอยู่บ่อยๆ นั่นจึงทำให้กาวินรู้จักพวกเธออยู่ไม่น้อย
“ก็แกมัวแต่ทำงาน แม่อยากอุ้มหลาน ถ้าแกไม่หาเองแม่จะหาให้ไง” ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณแม่พูดเรื่องนี้กับเขา กาวินฟังจนชินแล้ว
“คุณแม่รีบหรือครับ” คำถามนี้กาวินแค่แหย่คุณแม่เล่น น้ำเสียงก็ออกจะกวนหน่อยๆ
“แต่งเดือนหน้าเลยดีไหมล่ะ” ดูท่านพูดเข้า กาวินยังไม่เคยรู้สึกถูกใจผู้หญิงคนไหนเลยสักคน นอกจากคนที่นอนมองมาทางเขาตาปริบๆอยู่ตอนนี้
“คุณแม่ผมมีแฟนแล้วครับ” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้กาวินต้องพูดออกไปแบบนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่คิดได้ตอนนี้ก็คือต้องเอาตัวรอดก่อนที่คุณแม่จะจับแต่งงานเข้าจริงๆ แล้วหญิงสาวตรงหน้าก็ช่างน่ารักเหลือเกิน กาวินถูกใจเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ถึงจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร บ้านอยู่ไหน พ่อแม่เป็นใครก็ตาม
“ห๊ะ!! จริงหรือลูก” น้ำเสียงดีใจปนตื่นเต้นของคุณสิริโฉม เมื่อได้ฟังลูกชายพูดแบบนี้ท่านก็ยินดีมากๆ
“เอ่อ...แค่นี้ก่อนนะครับ ผมต้องทำงานแล้ว” กาวินแอบรู้สึกผิดที่ต้องโกหกคุณแม่ แต่ก็แอบอมยิ้มเมื่อได้สบตากับดวงตากลมโตที่กำลังมองเขาอยู่ตอนนี้
“เดี๋ยวๆ พรุ่งนี้แม่จะเดินทางไปหาคุณพ่อนะ ว่าจะไปสักหนึ่งเดือน แม่โทรมาบอกแค่นี้แหละ” เมื่อลูกชายทำแต่งานบ้านก็ไม่ค่อยได้กลับ การพูดคุยระหว่างแม่กับลูกจึงต้องใช้โทรศัพท์เพื่อสื่อสาร
“คร๊าบๆ เดินทางบ่อยอย่างกับเป็นเจ้าของสนามบินเองเลยนะครับ”
“แกมีปัญหาเหรอ ตาวิน” อุ๊ย!
“เปล่าครับๆ ผมมิกล้า เชิญคุณโฉมเที่ยวให้สนุกนะครับ”
“ไอ้ลูกคนนี้นี่ แค่นี่นะ”
“คร๊าบ...สวัสดีครับ” สายสนทนาได้ถูกตัดไป พร้อมกับรอยยิ้มที่ได้พูดแหย่คุณแม่เล่น
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีภารกิจที่ต้องทำอยู่ กาวินสูดหายใจเข้าปอดอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินเข้ามาหาคนที่นอนมองเขาอยู่บนเตียงผู้ป่วยในขณะนี้
“ว่าไงครับ คุณจำผมได้ไหม” กาวินเดินเข้าไปยืนข้างๆเตียงคนไข้ที่เธอกำลังนอนอยู่อีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถามเธอด้วยสีหน้านิ่งๆ
“ฉันเป็นใคร แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...” เมื่อเธอพูดจบประโยคเท่านั้นแหละกาวินนิ่งไป แต่เขาก็ยังไม่อยากจะปักใจเชื่อกับสิ่งที่เธอพูด ถึงศีรษะของเธอจะถูกกระทบกระเทือนแต่ก็ไม่น่าจะเป็นมากถึงขั้นความจำเสื่อมได้
“คุณจำอะไรได้บ้าง ไหนลองเล่าให้หมอฟังหน่อยซิครับ” น้ำเสียงอ่อนโยนของกาวินยังคงพูดคุยกับเธอด้วยความเป็นมิตร
“คือ หนู...” ใบบัวจำแม้นกระทั่งชื่อของตัวเองก็ไม่ได้
“หนูจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ” กาวินยังคงไม่ยอมเชื่อ เขาคิดว่าเธออาจจะแค่เล่นละครอยู่ก็ได้ อาจจะอยากเรียกร้องค่าทำขวัญอะไรแบบนั้น
‘ดี...ถ้าอย่างนั้น ขอลองพิสูจน์ดูสักหน่อยแล้วกัน’ แต่การลองพิสูจน์ของกาวินในครั้งนี้ กำลังใช้หัวใจของตัวเองเป็นเดิมพันเลยเชียวล่ะ
“แล้วจำได้ไหมว่าเราเป็นอะไรกัน” กาวินถามคำถามใหม่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเดิม ตอนนี้สีหน้าและแววตาของใบบัวยังคงนิ่งๆ งงๆ จากนั้นเธอก็ส่ายหน้าให้เขาเบาๆอีกครั้งเป็นคำตอบ
“จำไม่ได้จริงเหรอว่าเราเป็นอะไรกัน” กาวินจับจ้องสายตาไปที่เธอแล้วเริ่มเล่นละครชุดใหญ่
“เราเป็นเมียพี่ไง” กาวินใช้คำว่าเมียกับเธอ ไม่รู้ว่าคำนี้เขาจะเล่นแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงมองมาที่เขาเรียบเฉยไม่ได้บ่งบอกความรู้สึกอะไร นั่นจึงทำให้กาวินเริ่มเชื่อว่าเธออาจจะจำไม่ได้จริง เพราะถ้าแกล้ง เขาคิดว่าประโยคเมื่อสักครู่นี้ที่เขาพูดยังไงใบหน้าของเธอก็ต้องมีสะดุดบ้างแหละ แต่สีหน้าและแววตาของเธอกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ราวกลับสิ่งที่เขาพูดเมื่อสักครู่พูดเรื่องลมฟ้าอากาศซะอย่างนั้น
“............” หลังจากที่กาวินพูดจบประโยค หญิงสาวตรงหน้ากลับไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย เขามองไม่ออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ หรือไม่เธออาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เขาแสดงละครฉากนี้ออกมาได้ดีเกินคาด ซึ่งถ้าเธอแกล้งยังไงเขาก็ต้องจับได้ แต่ถ้าเธอไม่ได้แกล้งมีหวังเขาคงต้องหาทางสารภาพ
“จำไม่ได้ค่ะ” เธอมองมาที่ใบหน้าของเขาตาแป๋ว กาวินเผลอสบตากับดวงตากลมโตคู่นี้อยู่สักครู่...รู้สึกว่าเธอช่างมีเสน่ห์ดึงดูดเขาได้มากเหลือเกิน
“คุณ...”เมื่อหญิงสาวตรงหน้าอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กาวินก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ๆๆ พี่หมอ” กาวินชี้นิ้วมาที่ตัวเอง พลางบอกให้เธอเรียกเขาว่าพี่หมอ ไม่ให้เรียกคุณ
“พี่หมอ...” เธอลองเรียกชื่อเขา แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับใบบัวแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นชื่อที่เขาให้เธอเรียกอยู่ดี แต่ในใจของเธอกลับเชื่อที่เขาพูดอย่างสนิทใจ อาจจะเป็นเพราะอาชีพและน้ำเสียงของเขามันน่าเชื่อถือ เธอเชื่อในสิ่งที่เขาพูดโดยไม่ได้รู้สึกแคลงใจอะไรเลย
“ครับ” กาวินเผลอมองใบหน้าจิ้มลิ้มตรงหน้าอย่างชื่นชม
“หนูหิว” เสียงของเธอทำให้กาวินออกจากภวังค์ ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะรู้สึกชอบใครได้มากเท่านี้มาก่อน ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอเธออีก ไม่ว่าเธอจะความจำเสื่อมจริงหรือว่าแกล้ง เขาก็จะขอจีบเธอให้ติดให้ได้
“ได้สิเดี๋ยวพี่ไปหาอะไรมาให้ทาน รอแป๊บนึงนะ” กาวินลงไปซื้ออาหารมาให้เธอ สักพักเขาก็กลับขึ้นมา เขาซื้อของกินมาหลายอย่าง มีทั้ง ข้าว ผลไม้และขนม ซึ่งกาวินไม่เคยดูแลคนไข้คนไหนดีเท่ากับเธอคนนี้มาก่อน
ระหว่างที่กาวินเดินถืออาหารพวกนี้ขึ้นมา ก็เจอกับหมอแสงเพื่อนรักเข้าพอดี
“ไอ้หมอ มึงซื้ออะไรมาเยอะแยะเชียวไหนแบ่งบ้างซิ” แสงเหนือเป็นผู้ชายขี้เล่น ชอบกวนโอ๊ยเพื่อนอยู่ตลอดเวลาถ้ามีโอกาส
“กูไม่ได้ซื้อมาให้มึง”
“อย่าขี้งกน่า เราเพื่อนกัน...” แสงเหนือให้ความเป็นเพื่อนเข้าหา ถึงแม้จะพอมองออกว่าซื้อมาเยอะขนาดนี้คงไม่ได้กินคนเดียวแน่ๆ
“เพื่อนพ่อมึงสิ กูไม่ได้ซื้อมากินเอง”
“อ้าว...แล้วมึงซื้อมาให้ใคร” สีหน้าอยากรู้อยากเห็นสุดๆของแสงเหนือ ทำให้กาวินถึงกลับมองบน นี่ถ้ามือเขายังว่างจะดีดใบหูมันสักที
“สอดรู้สอดเห็นทุกเรื่องเลยนะมึง ว่างมากนักหรือไง” แสงเหนือยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูให้กาวินดูแล้วพูดว่า...
“ตอนนี้มันเวลาพัก ว่าแต่ซื้อไปให้ใครเหรอ”
“กูไม่บอก...ถอยไป” กาวินเริ่มออกเดินอีกครั้ง กลัวว่าคนที่กำลังหิวจะรอนาน
“ไปด้วย...” ด้วยความอยากรู้ของแสงเหนือจึงเดินตามกาวินมา ซึ่งกาวินก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาให้กับความเผือกของเพื่อน ที่จริงแล้วสำหรับกาวินกับแสงเหนือแล้วเพื่อนกันความลับไม่มีอยู่แล้ว แต่กาวินแค่นึกสนุกแกล้งเพื่อนเล่นก็เท่านั้น เพราะถึงเขาไม่บอกเดี๋ยวมันก็หาความจริงจนได้แหละ
“เฮ้ยๆเดี๋ยวๆ ห้องคนไข้...อย่าบอกนะว่าเธอคนนั้น...” แสงเหนือได้ข่าวมาบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าหญิงสาวที่อยู่ด้านใน แสงเหนือเริ่มอยากจะรู้แล้วว่าหญิงสาวคนนี้มีอะไรดีเพื่อนของเขาถึงได้ดูแลเธอดีขนาดนี้
“กลับไปได้แล้ว”
“ไม่เอากูขอเข้าไปดูหน้าเธอหน่อย คนไข้พิเศษซะด้วย” แสงเหนือส่งสายตาไปที่ถุงอาหารในมือเพื่อน ที่ก่อนหน้านี้กาวินไม่เคยเอาใจคนไข้คนไหนดีเท่ากับครั้งนี้มาก่อน
“กูก็แค่แสดงความรับผิดชอบเท่านั้น...ไม่มีอะไรหรอกน่า”
“เหรอ...” แสงเหนือลากเสียงยาวล้อเลียนเพื่อน พลางผลักประตูเข้าไปด้านในทันที