เรื่อง...คุณหมอเจ้าแผนการ
โปรย
ความสวยสะดุดตา ความสดใสสะดุดใจ ปากที่บอกว่ายังไม่อยากมีใคร แต่ในใจกลับอยากได้เธอมาครอบครอง
แนะนำตัวละคร
กาวิน หรือ หมอวิน อายุ 32 ปี
เขาหล่อ ขาว หน้าเกาหลี เจ้าเล่ห์ แผนสูง ใจดีกับเธอคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่นมันก็แค่มารยาท
ข้าวหอม หรือ ใบบัว อายุ 23 ปี
เธอสวย สดใส น่ารัก อุบัติเหตุทำให้เธอความจำเสื่อม แถมยังได้สามีเป็นถึงคุณหมอแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย
-------------
พูดคุย
สำหรับเรื่องนี้ (คุณหมอเจ้าแผนการ) เป็นเรื่องต่อ จากเรื่อง...ดวงใจคุณหมอ จากตอนที่ 68 ชื่อตอนว่า...งานแต่ง เป็น ชาย หญิง นิรนามที่มาเจอกันในงานแต่งของคุณหมอนาธานกับน้ำผึ้ง โดยไรท์จะนำตัวละครสองคนนี้จากเรื่อง ดวงใจคุณหมอ มาแต่งให้ฟินกันต่อเนื่องในเรื่องนี้นะคะ (เนื่องจากมีนักอ่านอยากรู้และถามกันเข้ามาเยอะพอสมควร)
ปกหนังสืออาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ พอดีไรท์ดองไว้นานแล้ว จึงขออนุญาตระบายปกไปในตัวด้วยเลยแล้วกัน เรื่องนี้แต่งขึ้นแบบหมอๆเหมือนเดิม แต่จะไม่มีเรื่องของทางการแพทย์มาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะไรท์ไม่มีความรู้ต้องขออภัยด้วยจริงๆค่ะ แต่ความสนุกรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เรื่องนี้พระเอกเป็นคนดีหวงตัวหน่อยๆ ชอบอ่อยเบาๆ ส่วนนางเอกสำหรับเรื่องนี้เธอความจำเสื่อมแล้วได้มาอยู่กับพระเอกค่ะ
----------------------
ตอนที่ 1 งานเลี้ยง
ณ ห้องแต่งตัวภายในบ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่งกลางใจเมือง กาวิน คุณหมอหนุ่มวัย 32 ปี ยืนแต่งตัวด้วยชุดสูทหรูดูเรียบร้อย กำลังจะออกไปงานมงคลสมรสเป็นเพื่อนคุณแม่
“ตาวิน...เสร็จหรือยังลูก” คุณสิริโฉม คุณแม่ของกาวินเอ่ยถามลูกชายอยู่หน้าประตูห้อง วันนี้ทั้งสองแม่ลูก ได้รับบัตรเชิญให้ไปเป็นเกียรติในงานมงคลสมรสของผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ท่านหนึ่ง
“เสร็จแล้วครับ แต่ผมไม่อยากไปเลย” กาวินเดินออกมาจากห้องของตัวเองด้วยชุดสูทราคาแพง ใบหน้าหล่อเหลาของกาวินมีสีหน้าออกจะเซ็งๆนิดหน่อย เพราะเขาไม่ค่อยชอบออกงานสังคมสักเท่าไหร่
“ลูกต้องหัดไปเจอผู้คนซะบ้างนะ อยู่แต่โรงพยาบาลแบบนี้แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมีเมียสักที” คุณสิริโฉมต้องการให้ลูกชายหาเมียเพราะท่านอยากได้หลานไว้เลี้ยงแก้เหงา
คุณสิริโฉมมีลูกสองคน อีกคนเป็นผู้หญิง กำลังเรียนอยู่ต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศเดียวกับที่ผู้เป็นสามีทำงานอยู่ ส่วนตัวของคุณสิริโฉมเองก็บินไปๆมาๆระหว่างต่างประเทศกับเมืองไทยเป็นว่าเล่น
“โธ่คุณแม่ครับ ก็ผมยังไม่อยากมีนี่นา” กาวินทำงานเป็นคุณหมอทั่วไปประจำอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน งานของเขาค่อนข้างยุ่งไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้าน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากมี แต่เขาแค่กลัวว่าจะไม่มีเวลาดูแลเธอคนนั้นมากกว่า ดูอย่างคุณพ่อของเขาสิ ทำงานจนไม่มีเวลาให้คุณแม่ แต่ดีที่คุณแม่เข้าใจคุณพ่อดีเสมอมาถึงไม่มีปัญหา แต่ถึงยังไงกาวินก็ไม่อยากให้เธอคนนั้นต้องมาอยู่แบบเหงาๆรอเวลาว่าเมื่อไหร่สามีจะกลับบ้าน ซึ่งบางวันมีเคสคนไข้เยอะ เขาก็นอนที่โรงพยาบาลเลยไม่ได้กลับบ้านซะด้วยซ้ำ ส่วนช่วงที่คุณแม่เดินทางไปต่างประเทศกาวินก็มักจะพักที่คอนโดเพราะว่าที่นั่นมันอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่มากกว่าที่บ้าน
“ไปๆยังไงงานวันนี้แกก็ต้องหาลูกสะใภ้ให้แม่สักคนให้ได้ อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว” เรื่องนี้ต้องโทษคุณพ่อที่ทำให้คุณแม่เหงา จนต้องมาบีบบังคับให้ผมหาเมียเพื่อที่ท่านจะได้มีหลานไว้เลี้ยงแก้เหงา คุณพ่อของผมทำงานอยู่ที่สถานทูตและต้องประจำอยู่ที่ต่างประเทศ ท่านมักจะกลับบ้านทุกครั้งที่มีวันหยุด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะคุณแม่ของผมเดินทางเก่งมาก ไปๆมาๆอย่างกับเป็นเจ้าของสนามบินซะเอง
“เฮ้อ...คุณแม่นะคุณแม่” กาวินบ่นพึมพำพร้อมกับส่ายศีรษะไปมาเบาๆ มองคุณแม่ของเขาเดินนำออกไปที่รถ จากนั้นทั้งสองก็พากันมาถึงที่งาน เมื่อคุณสิริโฉมมาถึงท่านก็รีบพาลูกชายสุดหล่อแถมยังมีดีกรีเป็นถึงคุณหมอ เดินแนะนำเพื่อนๆและเจ้าภาพในงานนี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามแบบฉบับคนใจดี
ทางด้านใบบัว
ใบบัวเป็นเด็กกำพร้า เธอโตมากับสถานเลี้ยงเด็ก พออายุที่สามารถจะทำงานได้แล้ว เธอจึงออกจากที่นั่นมาหางานทำ เธอได้งานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของร้านก็เป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเก่งและใจดีมากๆ เธอชื่อศิริวรรณ หรือคนทั่วไปเรียกเธอว่าเจ้ศิ เจ้ศิเป็นผู้หญิงเก่งยังไม่มีครอบครัวอายุ 33 ปี
ด้วยความน่ารักและสดใสของใบบัว เจ้ศิจึงชวนใบบัวมาอยู่ด้วยกันที่ร้าน ซึ่งที่พักจะอยู่ชั้นสองของร้าน ส่วนร้านอาหารจะอยู่ชั้นล่าง ใบบัวตกลงมาอยู่กับเจ้ศินานหลายปีแล้ว
ระหว่างที่ใบบัวมาทำงานอยู่ที่ร้านอาหารของเจ้ศิ เจ้ศิได้สอนวิธีทำอาหาร วิธีดูแลลูกค้า ด้านงานบริการ สอนกิริยามารยาทเวลาเข้าสังคม เจ้ศิชุบชีวิตเด็กกำพร้าคนหนึ่งจากที่ไม่มีใครเลย ตอนนี้ใบบัวมีเจ้ศิเป็นเจ้านายและพี่สาวในคนๆเดียวกัน เจ้ศิรักใบบัวเหมือนน้องสาวไปไหนเจ้ศิก็มักจะพาใบบัวไปด้วยเสมอ
เจ้ศิมีบ้านแต่ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ชอบอยู่ที่ร้านมากกว่า เธอเป็นผู้หญิงสังคม ออกงานเก่ง เที่ยวก็เก่ง และทุกๆครั้งที่เธอไป เธอก็มักจะชวนใบบัวไปด้วย แล้วตอนนี้ทั้งสองสาววัยต่างกันก็แต่งตัวสวยเดินอยู่ภายในงานแล้ว
เจ้ศิ มีหน้าที่ออกงานสังคมแทนผู้เป็นแม่ที่อยู่ต่างประเทศ หน้าที่ออกงานจึงเป็นหน้าที่ของเจ้ศิมานานแล้ว ส่วนเธอเองก็ชอบออกงานแบบนี้เป็นที่สุด เพราะดูสนุกแถมได้พาน้องสาวอย่างใบบัวออกมาเปิดหูเปิดตาอีกด้วย
ใบบัวหันซ้ายมองขวา เห็นผู้คนรอบข้างมองมาที่เธอกับเจ้ศิเป็นตาเดียว บ้างก็ยิ้มให้ บ้างก็มองเฉยๆ เธอจึงหันไปถามเจ้ศิว่า...
“เจ้ศิคะ...ทำไมคนมองเราสองคนเยอะจังคะ” ใบบัวก้มมองตัวเอง แล้วสำรวจชุดกับใบหน้าให้เจ้ศิด้วยสายตาแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
“เถอะน่า...เชิดๆเข้าไว้เชื่อเจ้” เจ้ศิเป็นผู้หญิงมั่นมาก มากจนทำให้ผู้ชายทำได้แค่มองแต่ไม่กล้าเข้าหา จนตอนนี้อายุก็เยอะแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาสักที ซึ่งเธอก็ไม่ง้อ แถมยังใช้ชีวิตมีความสุขดีมาตลอดอีกด้วย
“เจ้คะ หน้าบัวมีอะไรติดหรือเปล่า” เธอสำรวจเจ้ศิแล้วปกติดี หรือว่าจะเป็นตัวเธอเองที่ผิดปกติ ใบบัวจึงขอให้เจ้ศิดูให้เธอหน่อย
“มี! ความสวย เหมือนเจ้เลย” เจ้ศิเป็นผู้หญิงอารมณ์ดี เธอพูดไปยิ้มไป แถมยังไม่ได้รู้สึกเกร็งแต่อย่างใด
“โธ่เจ้ พูดเล่นตลอดเลยนะคะ” ถึงอายุของเจ้ศิเข้าเลขสามแล้ว แต่เจ้ศิดูยังไงก็ยังไม่แก่แถมยังสวยวันสวยคืนอีกด้วย
“ทำไม เจ้ไม่สวยเหรอ” เจ้ศิเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ ในความสวยของตัวเอง
“สวยค่ะ เจ้ของบัวสวยไปทั้งตัวเลย” ใบบัวมักจะปากหวานแบบนี้เสมอ ถึงเจ้ศิจะรู้ว่าใบบัวพูดเอาใจเธอแต่นั่นก็ทำให้เจ้ศิพอใจมาก
“บัวของเจ้ก็สวย ป่ะเชิดๆเข้าไว้ เจ้จะพาเราไปหาอะไรอร่อยๆทาน”
“ไปค่ะ บัวหิวพอดีเลย” ทั้งสองสาวพากันเดินไปตักอาหารชิมกันตามประสา เน้นว่าชิม เพราะตักเข้าปากแค่นิดๆหน่อยๆเท่านั้น เจ้ศิเป็นผู้หญิงห่วงสวยแต่ใบบัวเป็นผู้หญิงชอบกิน ใบบัวจึงโดนเจ้ศิควบคุมเรื่องการกินอยู่บ่อยๆ
“อย่างละคำพอเดี๋ยวอ้วน” เจ้ศิรีบห้ามเมื่อเห็นใบบัวกำลังจะตักอาหารมามากเกินไป
“เจ้ขา...ขออย่างละสามคำได้ไหมคะ อันนี้น่าอร่อย”
“ไม่ได้เป็นผู้หญิงต้องสวยห้ามอ้วนเด็ดขาด” ใบบัวจึงวางอาหารชิ้นนั้นลงด้วยใบหน้าเสียดายนิดหน่อย แต่ก็ยอมทำตามที่เจ้ศิบอก
“เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย กินแค่ชิมๆก็พอ” ยิ่งเจ้ศิพูดใบบัวก็ยิ่งรู้สึกเซ็ง มางานใหญ่โตทั้งทีแต่กลับห้ามกินของอร่อย เอาเข้าปากได้แค่ชิมพอให้รู้รส แต่ผู้หญิงชอบกินอย่างใบบัว เวลาเจ้เผลอเธอก็มีแอบกินเยอะบ้างเป็นบางครั้ง เพราะถึงเจ้ไม่เห็นแต่ถ้าน้ำหนักเธอขึ้น นอกจากจะอดกินของอร่อยยาวๆแล้ว ยังจะถูกเจ้ศิลากเธอไปออกกำลังกายอีกด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ใบบัวไม่ชอบเอาเสียเลย เธอจึงเลือกทานอาหารแต่พอดีเพื่อให้หุ่นยังคงที่เหมือนเดิม
“บัวยังอายุน้อยอยู่ระบบเผาพลาญน่าจะยังดีอยู่ ขออีกคำได้ไหมคะ” สายตาอ้อนวอนของใบบัวก็ไม่ได้ทำให้เจ้ศิสงสารแต่อย่างใด
“มีแต่ของหวานๆทั้งนั้น นี่ถ้าแกกินผู้ชายแทนได้เจ้จะไม่ห้ามเลย”
“โธ่เจ้ เรื่องเดียวกันไหมนี่ ไม่กินก็ไม่กิน เจ้อย่าเผลอก็แล้วกัน” เจ้ศิไม่ได้สนใจที่ใบบัวบ่น เพราะเธอฟังจนชินแล้ว แต่เลือกที่จะสะกิดให้น้องสาวหันไปมองผู้ชายหล่อๆในงานแทน ซึ่งใบบัวก็รู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรน่าดูเลยสักนิด สู้ขนมตรงหน้าก็ไม่ได้
ทางด้านหน้างาน
เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเวลาสำคัญ นั่นก็คือเจ้าสาวกำลังโยนช่อดอกไม้ เจ้ศิรีบดึงมือใบบัวเดินไปด้วยกันที่หน้าเวที เพื่อจะไปเป็นสาวโสดยืนรอรับช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวกำลังจะโยนลงมาจากเวทีนั่นเอง
“เจ้คะ…” ใบบัวทำหน้าไม่อยากเข้าไป แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามเจ้ศิเข้าไปอยู่ดี
“เถอะน่า...ตรงนี้พื้นที่คนโสด เผื่อเจ้จะได้มีผัวกับเขาสักที” ปีนี้เจ้ศิมีอายุได้ 33 ปีแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากมีใคร แต่ชีวิตของเธอที่ผ่านมามันไม่มีใครเข้ามาเลยต่างหาก สงสัยเนื้อคู่ของเธอจะยังไม่เกิด
และแล้วสาวโสดที่มีทั้งอายุน้อยอายุมากก็มารวมตัวกันอยู่ที่หน้าเวทีกันเป็นแถว พวกเธอต่างมารอรับช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวกำลังจะโยนลงมาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
ทางด้านกาวิน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าเวที กำลังมองสาวๆรอรับช่อดอกไม้อยู่ เกิดสะดุดตาเข้ากับหญิงสาว หน้าตาน่ารักสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนคนหนึ่ง เธอทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้ไปยืนอยู่ตรงนั้น แต่สายตาของกาวินที่นั่งมองเธออยู่กลับรู้สึกถูกใจกับผู้หญิงที่สวมชุดสีชมพูอ่อนคนนี้มาก เธอสดใสในแบบของเธอ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา มองดูแล้วน่ารักไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆที่จัดเต็มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพราะแบบนั้นเขาเห็นบ่อยจนรู้สึกเบื่อ
ในขณะที่กาวินนั่งมองหญิงสาวคนนั้นอย่างเพลินๆ อยู่ๆช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวโยนลงมาจากบนเวทีก็มาตกอยู่ที่หน้าตักของเขาอย่างจัง กาวินตกใจไม่คิดว่าช่อดอกไม้ที่เขาไม่อยากได้จะมาหล่นอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ พร้อมกับสายตาของผู้คนในงานที่มองมาที่เขาเป็นตาเดียว
กาวินรู้สึกว่าสายตาของผู้คนในงานได้จับจ้องมาที่เขานานเกินไปแล้ว เขาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาหญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนคนนั้นที่เขานั่งมองเธออยู่เมื่อสักครู่นี้
“อ่ะผมให้...” กาวินเดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวตัวเล็กใบหน้าหวานคนนั้น โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไร
“แต่คุณเป็นคนรับได้นะคะ” เขาส่ายหน้าเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ เขาไม่ได้รับได้แต่มันตกลงมาที่หน้าตักของเขาเองต่างหาก และที่สำคัญเขาไม่ได้อยากได้มันเลยสักนิด ดอกไม้ช่อนี่มันน่าจะเหมาะกับคนสวยๆอย่างเธอมากกว่า
“ผมไม่ได้อยากได้ ให้คุณแล้วกัน” เขายื่นช่อดอกไม้ที่อยู่ในมือให้เธอ ตอนนี้บรรยากาศโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเชียร์ หรือแม้นแต่เสียงกดชัตเตอร์รัวๆของช่างกล้อง นักข่าว ที่มาทำข่าวในงาน ต่างเก็บภาพนี้กันอย่างเนืองแน่น
“ขอบคุณค่ะ” ใบบัวยื่นมือไปรับช่อดอกไม้ช่อนั้นเอามาถือไว้แบบงงๆ เธอก็ไม่ได้อยากได้เหมือนกัน เจ้ศิต่างหากที่อยากได้ แล้วเมื่อดอกไม้ช่อนี้ตกมาอยู่ในมือของเธอแล้ว กาวินจึงเดินกลับไปนั่งที่เดิม โดยมีสายตาของคุณแม่มองลูกชายด้วยรอยยิ้ม
“เจ้ศิ บัวให้” ใบบัวเห็นเจ้ศิอยากได้ ก็เลยคิดว่าให้เจ้ศิดีกว่าเพราะเธอก็ไม่ได้อยากได้ ที่รับมาเพราะเป็นมารยาทเท่านั้น
“ถึงเจ้จะรีบ แต่หนุ่มหล่อคนนั้นเขาไม่ได้ให้เจ้ บัวเก็บไว้เถอะ”
ตอนที่ 2 เกิดเหตุ
หนึ่งเดือนผ่านไป
“เมี๊ยว...เมี๊ยว...” เสียงลูกแมวที่เจ้ศิเลี้ยงไว้ มันส่งเสียงร้องไม่ได้หยุดแต่เช้า เมื่อมันไม่เห็นเจ้าของของมัน
“ไงไอ้เหมียว...ไม่ต้องร้องเลย เจ้ศิกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่เจ้กลับมาจากต่างประเทศ วันนี้เราอยู่กันสองคนนะ” ใบบัวเอื้อมมือไปลูบหัวของเจ้าแมวเหมียวเบาๆ พลางพูดบอกให้มันรู้ว่าเจ้าของของมันหายไปไหน
“เมี๊ยว...เมี๊ยว...” เจ้าแมวเหมียวร้องเมี๊ยวๆอีกครั้ง คล้ายกับว่ามันรู้เรื่องที่ใบบัวพูด
“จะกินหมูปิ้งใช่ไหม แกนี่จริงๆเลย เอางี้...เดี๋ยวฉันไปซื้อให้ รออยู่นี่นะ แล้วอย่าซนล่ะ”
“เมี๊ยว...เมี๊ยว...” เจ้าแมวเหมียวขานรับอีกครั้ง มันร้องเมี๊ยวๆ ใบบัวจึงเดินออกจากร้านอาหารที่เธอพักอาศัยอยู่ เธอเดินเท้าไปตลาดซึ่งตลาดก็อยู่ไม่ได้ไกลมาก ใบบัวใช้เวลาเดินไปซื้อไม่นาน พอได้หมูปิ้งของโปรดเจ้าแมวเหมียวแล้ว เธอก็เดินกลับมา
แต่ระหว่างทางที่เธอเดินกลับมานั้น เธอเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังซื้อลูกบอลอยู่กับแม่ แต่ในระหว่างที่แม่เด็กกำลังจ่ายเงินให้กับแม่ค้าจนลืมมองลูก เด็กคนนั้นที่ถือลูกบอลไว้ในมือ เกิดทำหลุดมือจึงวิ่งตามลูกบอลลูกนั้นไป แล้วพอดีมีรถคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านมาด้วยความเร็ว ใบบัวเห็นดังนั้นเธอจึงรีบวิ่งเข้าไปผลักเด็กคนนั้นให้เลยหน้ารถไป แต่เป็นเธอเองที่โดนรถคันนั้นชนเข้าอย่างจัง
“เฮ๊ย!!! เอี๊ยก ตู้ม!” ใบบัวถูกรถคันดังกล่าวชนเข้าอย่างจัง แต่ดีที่คนขับเหยียบเบรกทัน ความแรงที่ชนเธอจึงเบาลงหน่อย กาวินรีบลงจากรถมาดูอาการของคนที่เขาขับรถชนทันที เธอนอนสลบอยู่ที่ด้านหน้ารถของเขา มีเลือดไหลออกมาจากศีรษะของเธอด้วย
“ว๊าย!! หนูเป็นอะไรไหมนี่!” แม่ของเด็กรีบวิ่งเข้ามาดูคนที่ช่วยลูกของเธอเอาไว้ด้วยความตกใจสุดขีด พร้อมกับอุ้มลูกมากอดไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง
“ลูกคุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” กาวินรีบถามแม่เด็กทันที เพื่อให้แม่เด็กสำรวจลูกของตัวเอง เพราะเขาต้องทำการปฐมพยาบาลคนตรงหน้าที่สลบก่อน
“แค่ถลอกนิดหน่อยจ่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมากต้องขอบคุณหนูคนนี้” แม่เด็กพูดไปก็กอดลูกของตัวเองไป สีหน้ารู้สึกผิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว
“เธอ เธอ...เธอ!” กาวินเรียกหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับประคองใบหน้าของเธอขึ้นมาดูและแล้วเขาก็จำเธอได้ทันที เธอคือผู้หญิงคนนั้น คนที่เขาได้มอบช่อดอกไม้ให้ในวันงานแต่งวันนั้น
“ผมเป็นหมอครับ ผมจะพาเธอไปโรงพยาบาลเอง” กาวินโชว์บัตรคุณหมอให้แม่ของเด็กคนนั้นดู เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ
“ขอบคุณนะคะ ฉันไม่ใช่คนแถวนี้หรอกค่ะ บังเอิญผ่านมา ยังไงถ้าเธอฟื้นแล้วฝากบอกเธอด้วยนะคะว่าฉันขอบคุณมากที่ช่วยลูกของฉันเอาไว้” กาวินพยักหน้ารับ แล้วรีบอุ้มเธอขึ้นรถทันที ในใจก็ภาวนาขออย่าให้เธอเป็นอะไรมากเลย จากการจับชีพจรและเช็คร่างกายของเธอเบื้องต้น ยังคงมีแค่ศีรษะที่แตกและมีเลือดไหลออกมาจากศีรษะเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นคงต้องไปเช็คต่อที่โรงพยาบาล
@โรงพยาบาล
หลังจากที่กาวินพาหญิงสาวคนที่เขาขับรถชนมาตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลแล้ว เบื้องต้นมีแค่ศีรษะที่แตก จากการเอ็กซ์เรย์แล้วไม่พบเลือดคลั่งในสมองและยังไม่มีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ส่วนอาการอย่างอื่นหลังจากนี้คงต้องรอให้เธอฟื้นขึ้นมาก่อน ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้จัดการดูแลเธอเป็นอย่างดี ให้พักรักษาตัวที่ห้องพักพิเศษและมีพยาบาลคอยผลัดกันเข้ามาดูแล ส่วนกาวินต้องไปปฏิบัติหน้าที่ทำงานต่อ หน้าที่ดูแลหญิงสาวคนนั้นจึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพยาบาลไป
“ไงเพื่อน ได้ข่าวว่าซวยแต่เช้า” แสงเหนือเพื่อนสนิทของกาวิน เป็นคุณหมอเหมือนกัน แต่แค่ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่กันคนละแผนกเท่านั้น
“ใครบอก กูโชคดีต่างหาก” กาวินทำหน้าเฉยๆ แล้วสิ่งที่เขาพูดก็ทำให้แสงเหนือถึงกลับงง
“มึงขับรถชนคนนี่นะเรียกว่าโชคดี...โชคดีอะไรของมึง” กาวินเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มประวัติคนไข้แล้วมองหน้าเพื่อนรักนิ่งๆ สีหน้าดูเจ้าเล่ห์นิดๆ ซึ่งเป็นใบหน้าปกติของเขาอยู่แล้ว
“มึงจะไปรู้อะไร” กาวินคิดว่าหญิงสาวคนนั้นคงไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ที่เขาบอกว่าโชคดีนั้น คือเขาก็แค่ได้เจอเธออีกครั้งก็เท่านั้น
“เดี๋ยวๆ ต้องมีอะไรแน่ๆ” แสงเหนือทำท่าจับผิดเพื่อน
“ไม่มี” น้ำเสียงตามสไตล์ของเขาเอ่ยขึ้นนิ่งๆ
“.........” ทั้งสองหนุ่มจ้องตากันไปมาอยู่สักครู่ แสงเหนือรอเพื่อนอธิบายแต่กาวินกลับเงียบ พร้อมกับสะบัดหน้าเบาๆให้เพื่อน ประมาณว่าให้ไปทำงานได้แล้ว
“อะไรของมันวะ...ไปก็ได้” กาวินเป็นคนนิ่งๆน้อยครั้งนักที่เขาจะแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าให้คนอื่นเห็น ขนาดแสงเหนือที่เป็นเพื่อนสนิทยังไม่เคยเดาใจได้สักครั้ง แต่ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมานาน แสงเหนือคิดว่าไอ้เพื่อนคนนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ แต่แค่ยังเดาไม่ออกก็เท่านั้น ซึ่งต่อมเผือกของแสงเหนือตอนนี้มันก็เริ่มกำเริบขึ้น
“ชิ้วๆ” กาวินทำท่าไล่ ส่วนแสนเหนือที่กำลังจะเดินออกไปจากตรงนี้หันมาทำหน้ากวนๆใส่ แต่ก็ยอมเดินออกไปแต่โดยดี
ช่วงก่อนพักกลางวัน
“หมอวินคะ หมอวิน” พี่พยาบาลคนที่กาวินฝากให้ดูแลผู้หญิงคนที่เขาขับรถชนเธอ วิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าซีเรียส
“ครับพี่ มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ” ในใจของกาวินกำลังภาวนาขออย่าให้เป็นเรื่องไม่ดีเลย เพราะตั้งแต่เขาเป็นหมอมาก็เจอแต่เรื่องไม่ดีมาตลอด ครั้งนี้ขอสักครั้งเถอะ แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่เข้าข้าง
“ผู้หญิงคนที่หมอวินพามารักษา เธอพูดไม่รู้เรื่องสักอย่างเลยค่ะ” กาวินขมวดคิ้วทำหน้างุนงงเล็กน้อย ไม่ค่อยอยากจะเชื่อในสิ่งที่พี่พยาบาลเดินเข้ามาบอกสักเท่าไหร่ เพราะถ้าเธอคนนั้นเป็นอย่างที่พูดจริงๆ เขาคงซวยแล้ว
“แหมพี่ อย่าล้อผมเล่นน่า...” เขายิ้ม เพราะคิดว่าพี่พยาบาลคงพูดเล่น
“หน้าพี่ดูล้อเล่นมากเลยเหรอคะ” จากที่เขากำลังยิ้มอยู่ จึงต้องรีบหุบยิ้มทันที ในใจรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวคนนั้นทันที
“ผมขอไปดูเธอหน่อยครับ” กาวินเดินเร็วๆไปยังชั้นและห้องพักพิเศษที่เธอคนนั้นพักรักษาตัวอยู่ พอเขาเดินมาถึงหน้าห้อง กาวินหยุดยืนพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนที่จะผลักประตูเข้าไปด้านใน โดยมีพี่พยาบาลคนเมื่อสักครู่เดินตามเข้ามาด้วย
“คุณหมอมาพอดีเลย พวกเรากำลังสอบถามประวัติจากเธออยู่ค่ะ” พยาบาลสองคนที่อยู่ด้านในห้องก่อนหน้าที่กาวินจะเดินเข้ามากำลังสอบประวัติของเธอเอาไปลงข้อมูลนั่นเอง แต่เธอไม่ยอมบอก พูดแต่คำว่าไม่รู้อย่างเดียว
“พวกพี่ออกไปก่อนนะครับ เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง” กาวินหยิบแฟ้มคนไข้ของเธอขึ้นมาเพื่อที่จะค่อยๆถามเธอแล้วทำการจดบันทึกลงไปในแฟ้ม
“ถ้างั้นพวกพี่ฝากด้วยนะคะ” พยาบาลทั้งสามคนเดินออกไป เมื่อเห็นว่าได้เวลาพักทานข้าวเที่ยงแล้ว ภายในห้องตอนนี้จึงเหลือแค่เขาและเธอสองคนเท่านั้น
ตอนที่ 3 ความจำเสื่อม
“ถ้างั้นพวกพี่ฝากด้วยนะคะ” พยาบาลทั้งสามคนเดินออกไป เมื่อเห็นว่าได้เวลาพักทานข้าวเที่ยงแล้ว ภายในห้องตอนนี้จึงเหลือแค่เขาและเธอสองคนเท่านั้น
“...........” ตอนนี้เธอกำลังนอนมองมาที่เขาตาแป๋ว ผ้าก๊อตสีขาวถูกพันรอบศีรษะตรงที่มีแผล
“คุณจำผมได้ไหม” คำถามแรกของกาวินหมายถึงเราเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนก่อน เขาจำเธอได้ แล้วเธอล่ะจำเขาได้หรือเปล่า แต่ใบบัวกลับส่ายหน้าให้กาวินเบาๆเป็นคำตอบ แล้วก่อนที่คำถามที่สองจะเอ่ยขึ้น อยู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของคุณหมอกาวินก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน
Rrrrrrrr
“ผมขอรับสายนี้สักครู่นะครับ” กาวินเดินออกห่างจากเตียงของคนไข้พอสมควร จากนั้นเขาก็กดรับสายของคุณแม่ทันที
“ครับคุณแม่”
“ตาวินแม่มีข่าวดีจะบอก” น้ำเสียงตื่นเต้นของคุณสิริโฉมดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด
“ข่าวดีอะไรของคุณแม่ครับ”
“แม่หาผู้หญิงที่ลูกจะแต่งงานด้วยได้แล้วนะ” กาวินตกใจในสิ่งที่คุณแม่ของเขาพูด จนมือถือที่อยู่ในมือเกือบหล่น แต่พอเขาตั้งสติได้ จึงรีบพูดกับคุณแม่ด้วยน้ำเสียงออดอ้อนทันที
“โธ่คุณแม่...ผมไม่ชอบผู้หญิงพวกนั้นหรอกครับ” กาวินรู้ดีว่าผู้หญิงที่คุณแม่หาให้ก็คงไม่พ้นลูกสาวเพื่อนๆของท่านแน่นอน ซึ่งพวกเธอแต่ละคนเขาก็รู้จักเกือบหมด เพราะกาวินมักจะถูกคุณแม่บังคับให้ออกงานสังคมกับท่านอยู่บ่อยๆ นั่นจึงทำให้กาวินรู้จักพวกเธออยู่ไม่น้อย
“ก็แกมัวแต่ทำงาน แม่อยากอุ้มหลาน ถ้าแกไม่หาเองแม่จะหาให้ไง” ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณแม่พูดเรื่องนี้กับเขา กาวินฟังจนชินแล้ว
“คุณแม่รีบหรือครับ” คำถามนี้กาวินแค่แหย่คุณแม่เล่น น้ำเสียงก็ออกจะกวนหน่อยๆ
“แต่งเดือนหน้าเลยดีไหมล่ะ” ดูท่านพูดเข้า กาวินยังไม่เคยรู้สึกถูกใจผู้หญิงคนไหนเลยสักคน นอกจากคนที่นอนมองมาทางเขาตาปริบๆอยู่ตอนนี้
“คุณแม่ผมมีแฟนแล้วครับ” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้กาวินต้องพูดออกไปแบบนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่คิดได้ตอนนี้ก็คือต้องเอาตัวรอดก่อนที่คุณแม่จะจับแต่งงานเข้าจริงๆ แล้วหญิงสาวตรงหน้าก็ช่างน่ารักเหลือเกิน กาวินถูกใจเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ถึงจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร บ้านอยู่ไหน พ่อแม่เป็นใครก็ตาม
“ห๊ะ!! จริงหรือลูก” น้ำเสียงดีใจปนตื่นเต้นของคุณสิริโฉม เมื่อได้ฟังลูกชายพูดแบบนี้ท่านก็ยินดีมากๆ
“เอ่อ...แค่นี้ก่อนนะครับ ผมต้องทำงานแล้ว” กาวินแอบรู้สึกผิดที่ต้องโกหกคุณแม่ แต่ก็แอบอมยิ้มเมื่อได้สบตากับดวงตากลมโตที่กำลังมองเขาอยู่ตอนนี้
“เดี๋ยวๆ พรุ่งนี้แม่จะเดินทางไปหาคุณพ่อนะ ว่าจะไปสักหนึ่งเดือน แม่โทรมาบอกแค่นี้แหละ” เมื่อลูกชายทำแต่งานบ้านก็ไม่ค่อยได้กลับ การพูดคุยระหว่างแม่กับลูกจึงต้องใช้โทรศัพท์เพื่อสื่อสาร
“คร๊าบๆ เดินทางบ่อยอย่างกับเป็นเจ้าของสนามบินเองเลยนะครับ”
“แกมีปัญหาเหรอ ตาวิน” อุ๊ย!
“เปล่าครับๆ ผมมิกล้า เชิญคุณโฉมเที่ยวให้สนุกนะครับ”
“ไอ้ลูกคนนี้นี่ แค่นี่นะ”
“คร๊าบ...สวัสดีครับ” สายสนทนาได้ถูกตัดไป พร้อมกับรอยยิ้มที่ได้พูดแหย่คุณแม่เล่น
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีภารกิจที่ต้องทำอยู่ กาวินสูดหายใจเข้าปอดอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินเข้ามาหาคนที่นอนมองเขาอยู่บนเตียงผู้ป่วยในขณะนี้
“ว่าไงครับ คุณจำผมได้ไหม” กาวินเดินเข้าไปยืนข้างๆเตียงคนไข้ที่เธอกำลังนอนอยู่อีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถามเธอด้วยสีหน้านิ่งๆ
“ฉันเป็นใคร แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...” เมื่อเธอพูดจบประโยคเท่านั้นแหละกาวินนิ่งไป แต่เขาก็ยังไม่อยากจะปักใจเชื่อกับสิ่งที่เธอพูด ถึงศีรษะของเธอจะถูกกระทบกระเทือนแต่ก็ไม่น่าจะเป็นมากถึงขั้นความจำเสื่อมได้
“คุณจำอะไรได้บ้าง ไหนลองเล่าให้หมอฟังหน่อยซิครับ” น้ำเสียงอ่อนโยนของกาวินยังคงพูดคุยกับเธอด้วยความเป็นมิตร
“คือ หนู...” ใบบัวจำแม้นกระทั่งชื่อของตัวเองก็ไม่ได้
“หนูจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ” กาวินยังคงไม่ยอมเชื่อ เขาคิดว่าเธออาจจะแค่เล่นละครอยู่ก็ได้ อาจจะอยากเรียกร้องค่าทำขวัญอะไรแบบนั้น
‘ดี...ถ้าอย่างนั้น ขอลองพิสูจน์ดูสักหน่อยแล้วกัน’ แต่การลองพิสูจน์ของกาวินในครั้งนี้ กำลังใช้หัวใจของตัวเองเป็นเดิมพันเลยเชียวล่ะ
“แล้วจำได้ไหมว่าเราเป็นอะไรกัน” กาวินถามคำถามใหม่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเดิม ตอนนี้สีหน้าและแววตาของใบบัวยังคงนิ่งๆ งงๆ จากนั้นเธอก็ส่ายหน้าให้เขาเบาๆอีกครั้งเป็นคำตอบ
“จำไม่ได้จริงเหรอว่าเราเป็นอะไรกัน” กาวินจับจ้องสายตาไปที่เธอแล้วเริ่มเล่นละครชุดใหญ่
“เราเป็นเมียพี่ไง” กาวินใช้คำว่าเมียกับเธอ ไม่รู้ว่าคำนี้เขาจะเล่นแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงมองมาที่เขาเรียบเฉยไม่ได้บ่งบอกความรู้สึกอะไร นั่นจึงทำให้กาวินเริ่มเชื่อว่าเธออาจจะจำไม่ได้จริง เพราะถ้าแกล้ง เขาคิดว่าประโยคเมื่อสักครู่นี้ที่เขาพูดยังไงใบหน้าของเธอก็ต้องมีสะดุดบ้างแหละ แต่สีหน้าและแววตาของเธอกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ราวกลับสิ่งที่เขาพูดเมื่อสักครู่พูดเรื่องลมฟ้าอากาศซะอย่างนั้น
“............” หลังจากที่กาวินพูดจบประโยค หญิงสาวตรงหน้ากลับไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย เขามองไม่ออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ หรือไม่เธออาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เขาแสดงละครฉากนี้ออกมาได้ดีเกินคาด ซึ่งถ้าเธอแกล้งยังไงเขาก็ต้องจับได้ แต่ถ้าเธอไม่ได้แกล้งมีหวังเขาคงต้องหาทางสารภาพ
“จำไม่ได้ค่ะ” เธอมองมาที่ใบหน้าของเขาตาแป๋ว กาวินเผลอสบตากับดวงตากลมโตคู่นี้อยู่สักครู่...รู้สึกว่าเธอช่างมีเสน่ห์ดึงดูดเขาได้มากเหลือเกิน
“คุณ...”เมื่อหญิงสาวตรงหน้าอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กาวินก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ๆๆ พี่หมอ” กาวินชี้นิ้วมาที่ตัวเอง พลางบอกให้เธอเรียกเขาว่าพี่หมอ ไม่ให้เรียกคุณ
“พี่หมอ...” เธอลองเรียกชื่อเขา แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับใบบัวแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นชื่อที่เขาให้เธอเรียกอยู่ดี แต่ในใจของเธอกลับเชื่อที่เขาพูดอย่างสนิทใจ อาจจะเป็นเพราะอาชีพและน้ำเสียงของเขามันน่าเชื่อถือ เธอเชื่อในสิ่งที่เขาพูดโดยไม่ได้รู้สึกแคลงใจอะไรเลย
“ครับ” กาวินเผลอมองใบหน้าจิ้มลิ้มตรงหน้าอย่างชื่นชม
“หนูหิว” เสียงของเธอทำให้กาวินออกจากภวังค์ ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะรู้สึกชอบใครได้มากเท่านี้มาก่อน ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอเธออีก ไม่ว่าเธอจะความจำเสื่อมจริงหรือว่าแกล้ง เขาก็จะขอจีบเธอให้ติดให้ได้
“ได้สิเดี๋ยวพี่ไปหาอะไรมาให้ทาน รอแป๊บนึงนะ” กาวินลงไปซื้ออาหารมาให้เธอ สักพักเขาก็กลับขึ้นมา เขาซื้อของกินมาหลายอย่าง มีทั้ง ข้าว ผลไม้และขนม ซึ่งกาวินไม่เคยดูแลคนไข้คนไหนดีเท่ากับเธอคนนี้มาก่อน
ระหว่างที่กาวินเดินถืออาหารพวกนี้ขึ้นมา ก็เจอกับหมอแสงเพื่อนรักเข้าพอดี
“ไอ้หมอ มึงซื้ออะไรมาเยอะแยะเชียวไหนแบ่งบ้างซิ” แสงเหนือเป็นผู้ชายขี้เล่น ชอบกวนโอ๊ยเพื่อนอยู่ตลอดเวลาถ้ามีโอกาส
“กูไม่ได้ซื้อมาให้มึง”
“อย่าขี้งกน่า เราเพื่อนกัน...” แสงเหนือให้ความเป็นเพื่อนเข้าหา ถึงแม้จะพอมองออกว่าซื้อมาเยอะขนาดนี้คงไม่ได้กินคนเดียวแน่ๆ
“เพื่อนพ่อมึงสิ กูไม่ได้ซื้อมากินเอง”
“อ้าว...แล้วมึงซื้อมาให้ใคร” สีหน้าอยากรู้อยากเห็นสุดๆของแสงเหนือ ทำให้กาวินถึงกลับมองบน นี่ถ้ามือเขายังว่างจะดีดใบหูมันสักที
“สอดรู้สอดเห็นทุกเรื่องเลยนะมึง ว่างมากนักหรือไง” แสงเหนือยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูให้กาวินดูแล้วพูดว่า...
“ตอนนี้มันเวลาพัก ว่าแต่ซื้อไปให้ใครเหรอ”
“กูไม่บอก...ถอยไป” กาวินเริ่มออกเดินอีกครั้ง กลัวว่าคนที่กำลังหิวจะรอนาน
“ไปด้วย...” ด้วยความอยากรู้ของแสงเหนือจึงเดินตามกาวินมา ซึ่งกาวินก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาให้กับความเผือกของเพื่อน ที่จริงแล้วสำหรับกาวินกับแสงเหนือแล้วเพื่อนกันความลับไม่มีอยู่แล้ว แต่กาวินแค่นึกสนุกแกล้งเพื่อนเล่นก็เท่านั้น เพราะถึงเขาไม่บอกเดี๋ยวมันก็หาความจริงจนได้แหละ
“เฮ้ยๆเดี๋ยวๆ ห้องคนไข้...อย่าบอกนะว่าเธอคนนั้น...” แสงเหนือได้ข่าวมาบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าหญิงสาวที่อยู่ด้านใน แสงเหนือเริ่มอยากจะรู้แล้วว่าหญิงสาวคนนี้มีอะไรดีเพื่อนของเขาถึงได้ดูแลเธอดีขนาดนี้
“กลับไปได้แล้ว”
“ไม่เอากูขอเข้าไปดูหน้าเธอหน่อย คนไข้พิเศษซะด้วย” แสงเหนือส่งสายตาไปที่ถุงอาหารในมือเพื่อน ที่ก่อนหน้านี้กาวินไม่เคยเอาใจคนไข้คนไหนดีเท่ากับครั้งนี้มาก่อน
“กูก็แค่แสดงความรับผิดชอบเท่านั้น...ไม่มีอะไรหรอกน่า”
“เหรอ...” แสงเหนือลากเสียงยาวล้อเลียนเพื่อน พลางผลักประตูเข้าไปด้านในทันที