เสิ่นซินโหรวเกลียดท่าทางเย่อหยิ่งทะนงตัว ไม่แยแสสนใจอะไรทั้งนั้นแบบนี้ของเสิ่นชิงเป็นที่สุด
เป็นแค่ลูกสาวของเกษตรกรที่บ้านนอกเท่านั้น กล้าดียังไงถึงได้มีหน้าตาที่สวยดูดีขนาดนี้!
หลังจากที่เสิ่นชิงกลับไปที่บ้านนอก ก็ต้องไปทำงานที่ทุ่งนาทุกวัน ตากแดดตากลม กลายเป็นสาวบ้านนอกที่ทั้งดำทั้งขี้เหร่ จะดูสิว่าเธอจะยังมีท่าทีเย่อหยิ่งทะนงตัวแบบนี้ได้อีกไหม!
“เธอกล้าดียังไง!”
เดิมทีแม่เสิ่นก็รังเกียจที่เสิ่นชิงแย่งชิงชีวิตของเสิ่นซินโหรวไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้ยินแบบนี้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมากขึ้นไปอีก “ถ้าไม่ใช่เพราะแกแย่งสถานภาพของซินโหรวไป คนบ้านนอกแบบแกก็ไม่คู่ควรที่จะรู้จักสนิทสนมกับหยุนถิงด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องคิดที่จะแต่งงานเข้าไปในตระกูลหยุนเลยด้วย!”
เรื่องนี้เสิ่นชิงเองก็เป็นผู้เสียหายเหมือนกัน แต่แม่เสิ่นกลับโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ
ถ้าเป็นไปได้ เสิ่นชิงก็ไม่อยากจะมีความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นอีกต่อไปเหมือนกัน
หยุนถิงเป็นลูกคนเดียวของตระกูลหยุน ตระกูลหยุนไม่เพียงแต่จะเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของเมืองหรงแล้ว ยังจัดอยู่ในรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยลำดับต้นๆ ของเมืองจิงที่เป็นเมืองหลวงอีกด้วย
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในลำดับเกินร้อย แต่ก็สุดยอดกว่าตระกูลเสิ่นไม่น้อย
เสิ่นชิงกับหยุนถิงเติบโตมาด้วยกัน หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก เดิมทีคิดว่าเขารักเธอจากใจจริง แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากที่เธอถูกตรวจพบว่าไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลเสิ่น หยุนถิงก็ทรยศหักหลังเธอทันที
ไม่เพียงแต่จะถอนหมั้นกับเธอแล้ว ยังไปคบกับเสิ่นซินโหรวอีก
สีหน้าของเสิ่นชิงไร้อารมณ์ความรู้สึก “ฉันไม่สนใจอะไรของตระกูลเสิ่นทั้งนั้น รวมถึงหยุนถิงด้วย”
เธอหันหลังกำลังจะจากไป แต่กลับถูกเสิ่นซินโหรวเรียกไว้อีกครั้ง
“ในเมื่อพี่ไม่สนใจอะไรของตระกูลเสิ่น ก็เปิดกระเป๋าออกให้พวกเราดูสักหน่อยสิ ไม่ใช่ว่าปากบอกว่าไม่สนใจ แต่แอบขโมยสิ่งของของตระกูลเสิ่นไปหรอกนะ”
แม่เสิ่นเห็นด้วยทันที “ถูกต้อง บ้านนอกยากจนขนาดนั้นแกหยิบเครื่องประดับอัญมณีไปสักชิ้นก็พอกินไปได้หลายปีแล้ว เสิ่นชิงแกอย่าหวังว่าจะขโมยสิ่งของอะไรจากตระกูลเสิ่นไปอุดหนุนให้กับพ่อแม่ที่บ้านนอกของแกเชียวนะ!”
ขณะที่พูด เสิ่นซินโหรวก็ตรงเข้าไปข้างหน้า ดึงกระเป๋าเป้ของเสิ่นชิงไป ตอนนี้เรื่องที่ชวนให้น่าตกใจมันเกิดขึ้นแล้ว
สร้อยมรกตเส้นหนึ่งร่วงตกลงมาจากในกระเป๋า
๋เสิ่นซินโหรวร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ “นี่มันสร้อยคอที่แม่ให้กับฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ในกระเป๋าของพี่ได้ล่ะ...”
ระหว่างที่รู้สึกตกใจนั้น ในขณะเดียวกันเธอก็ยกมุมปากขึ้นมา เธอรู้อยู่แล้วว่าตระกูลเสิ่นมีกิจการที่ใหญ่โตขนาดนี้ เสิ่นชิงจะจากไปโดยที่ไม่เอาอะไรไปเลยได้ยังไง
แม่เสิ่นรีบเก็บสร้อยคอกลับไปทันที “นังตัวดี แกกล้าดียังไง สร้อยคอเส้นนี้เป็นถึงสร้อยคอที่ออกแบบโดยQing นักออกแบบเครื่องประดับระดับนานาชาติ ฉันทุ่มเงินไปตั้งยี่สิบห้าล้านเพื่อซื้อมันมาเชียวนะ คนบ้านนอกนี่มันไร้การอบรมสั่งสอนจริงๆ ฉันจะแจ้งตำรวจ!”
พ่อเสิ่นเองก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน จ้องเสิ่นชิงตาเขม็ง “แกจะอธิบายว่ายังไง?”
แววตาแบบนั้นราวกับจะกลืนกินเสิ่นชิงทั้งเป็น
เสิ่นซินโหรวแสร้งทำเป็นปลอบใจ แต่ความจริงกลับเป็นยั่วยุให้รุนแรงมากขึ้น “พ่อกับแม่อย่าโกรธไปเลยนะคะ พี่คงชอบสร้อยคอเส้นนี้มาก ถึงได้แอบขโมยไป ในเมื่อพี่ชอบขนาดนี้ งั้นฉันก็จะไม่แย่งกับเธอแล้วกัน...”
เป็นไปตามคาด แม่เสิ่นโกรธเกรี้ยวมากขึ้นกว่าเดิม “นังหัวขโมยนี่ ขโมยชีวิตของลูกไปไม่พอ ยังจะขโมยเครื่องประดับมูลค่าตั้งยี่สิบห้าล้านไปอีก ถ้าไม่สั่งสอนมันสักหน่อย ปล่อยออกไปก็มีแต่จะสร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับคนตระกูลเสิ่นเท่านั้น! เครื่องประดับนี้ออกแบบโดยปรมาจารย์Qing แต่ละชิ้นจะมีหมายเลขเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร ฉันจะแจ้งตำรวจ!
เสิ่นซินโหรวแสร้งทำเป็นพูดขึ้น “แม่คะ ถ้าเกิดแจ้งตำรวจพี่ก็จะติดคุก แบบนี้มันจะไม่ทำให้พี่เสื่อมเสียชื่อเสียงหรอกเหรอคะ?”
แม่เสิ่นพูดขึ้นด้วยความรังเกียจ “ขโมยแบบมันก็สมควรจะติดคุก รับบทลงโทษให้สาสม ทางที่ดีไม่ต้องออกมาตลอดชีวิตเลยยิ่งดี ตายอยู่ในคุกไปนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องอับอายขายขี้หน้าคนตระกูลเสิ่น!”
พ่อเสิ่นไม่พูดอะไรสักคำ เป็นการยอมรับคำพูดของแม่เสิ่นไปโดยปริยาย
แทนที่จะทำให้ตระกูลเสิ่นอับอายขายขี้หน้า สู้ให้เธอเข้าไปอยู่ในคุกดีกว่า
เสิ่นชิงจ้องมองแม่เสิ่นที่มีสีหน้าขยะแขยงและพ่อเสิ่นที่ตามใจเธอ........
นี่ก็คือพ่อแม่ที่เธอเรียกมาตลอดยี่สิบสามปี
เดิมทีเธอรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูเธอ ไม่อยากคิดกับพวกเขาในทางที่ไม่ดี ตอนนี้ดูท่าว่าพวกเขาจะโหดเหี้ยมกว่าที่เธอคิดไว้มาก
พวกเขาอยากจะให้เธอตายอยู่ในคุกจริงๆ
เศษเสี้ยวสุดท้ายของความรักที่เสิ่นชิงมีให้กับคนในครอบครัวนั้น ได้หายไปจนหมดเกลี้ยง……
เสิ่นชิงไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว เธอจ้องมองไปตรงๆ ด้วยสายตาเย็นชา “แจ้งตำรวจเหรอ? ได้ ถ้าฉันไม่ได้ขโมย พวกคุณจะชดเชยยังไง?”
“จะเป็นไปได้ยังไงว่าไม่ได้ขโมย”
แม่เสิ่นพลิกข้างหลังสร้อยคอขึ้นมา จู่ๆ ก็เบิกตากว้าง ราวกับถูกคนบีบคอ “เป็น เป็นไปได้ยังไง ที่ฉันซื้อมาคือหมายเลขเก้า แล้วข้างบนนี้เป็นหมายเลขหนึ่งไปได้ยังไง!”
“หมายเลขหนึ่ง!” รอยยิ้มของเสิ่นซินโหรวจางหายไป รู้สึกเหลือเชื่อ “เป็นไปไม่ได้!”
นี่มันเป็นสร้อยคอเส้นนั้นของเธอชัดๆ !
เสิ่นซินโหรวแย่งมาดู เป็นหมาเลข “หนึ่ง” จริงๆ ด้วย!
“เป็นไปได้ยังไง...” เสิ่นซินโหรวอึ้งตะลึงไป
เสิ่นชิงมีเครื่องประดับที่Qingออกแบบได้ยังไงกัน แถมยังเป็นหมายเลขหนึ่งที่ราคาแพงและล้ำค่าที่สุดในซีรี่ส์ด้วยงั้นเหรอ?
เสิ่นซินโหรวถามขึ้นมา “พี่มีเครื่องประดับหมายเลขหนึ่งได้ยังไง นี่เป็นเวอร์ชั่นแรกที่Qingออกแบบ เป็นแม่แบบของซีรี่ส์นี้ มูลค่าตั้งหลายสิบล้าน!”
เสิ่นชิงหยิบของตัวเองกลับคืนไป ก่อนจะเก็บลงไปในกระเป๋า
ก็แค่ของที่เธอออกแบบเล่นๆ เท่านั้น
“พี่ยัดของที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ไว้ในกระเป๋าเนี่ยนะ?? ” เสิ่นซินโหรวสีหน้าตกตะลึง เธอรู้หรือเปล่าว่าสร้อยคอเส้นนี้มันมีมูลค่าเท่าไร?!
เสิ่นชิงไม่แม้แต่จะชายตามอง “นี่เป็นของของฉัน ฉันจะเก็บยังไงมันก็เรื่องของฉัน”
“จะแจ้งตำรวจไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังไม่แจ้งล่ะ? ถ้าไม่แจ้งฉันก็จะไปแล้วนะ ฉันยังต้องไปหาพ่อแม่แท้ๆ ของฉันอีก”
เสิ่นซินโหรวค้นหาไปมาอย่างไม่ยอมตัดใจ แต่กลับเจอแค่เสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ไม่เจอของที่จะเอามาข่มขู่เสิ่นชิงได้เลย เธอจึงกัดริมฝีปากแน่น
แม่เสิ่นเปลี่ยนความคิดทันที ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาแทบจะไม่ได้ให้เงินเสิ่นชิงใช้จ่ายเลย เธอไม่มีทางซื้อของที่แพงขนาดนี้ได้อย่างแน่นอน
จะต้องเป็นของปลอมแน่นอน!
คิดไม่ถึงว่าเสิ่นชิงจะฟุ้งเฟ้อถึงขนาดที่ซื้อสร้อยปลอมที่เหมือนกันกับซินโหรวขนาดนี้
ไม่หัดดูสถานะตัวเองเลยเหรอ?
ลูกสาวของเกษตรกรจากบ้านนอกแบบเธอ คู่ควรกับสร้อยแบบเดียวกับที่คุณหนูของตระกูลเสิ่นสวมใส่อย่างนั้นเหรอ? ต่อให้เธอสวมใส่มันออกไปเชิดหน้าชูตา มองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นของปลอม
น่าอับอายขายขี้หน้าสิ้นดี
เมื่อเห็นแบบนี้แม่เสิ่นก็สบถหึออกมา เสิ่นชิงไม่เคยไปที่หมู่บ้านหยุนซีเลย ไม่รู้ว่าชีวิตที่บ้านนอกมันลำบากตรากตรำขนาดไหน หลังจากที่เธอได้เจอกับพ่อแม่แท้ๆ แล้ว ก็จะกลับมาขอร้องอ้อนวอนพวกเขาอย่างแน่นอน!
หลังจากที่ออกจากตระกูลเสิ่น เธอก็เตรียมตัวเผชิญหน้ากับชีวิตที่ยากลำบากได้เลย
ถึงตอนนนั้นจะไม่ให้เธอเหยียบเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว!
“ต่อไปแกจะต้องร้องไห้!”
เสิ่นชิงยักไหล่ ไม่มีเธอแล้วกิจการของตระกูลเสิ่นก็จะเกิดปัญหาขึ้นทันที ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้แล้วว่า ใครกันแน่สมควรเป็นคนที่ต้องเสียใจร้องไห้
เธอสะพายกระเป๋าเป้ ทันทีที่เดินออกจากประตูก็เห็นรถตู้ที่ทั้งเก่าทั้งโทรม ปกคลุมไปด้วยฝุ่นคันหนึ่งมาจอดตรงประตูทางเข้า
มีผู้ชายคนหนึ่งลงมาจากรถ
ชายคนนั้นมองแวบเดียวก็จำเสิ่นชิงได้ทันที เขารีบตรงเข้ามาอย่างเคารพนอบน้อม “คุณหนู ขอโทษที่มาช้าครับ”
“คุณหนูอย่างนั้นเหรอ?”
คนขับรถอธิบาย “คุณหนูผมคิดไม่ถึงว่าที่นี่จะไม่มีลานจอด จอดเฮลิคิปเตอร์เอาไว้ข้างนอก เกรงว่าจะรบกวนเวลาในการกลับบ้านของคุณ เพราะงั้นก็เลยนำรถมารับชั่วคราว แต่ว่าไม่ได้ใช้มานานเกินไป ก็เลยดูโทรมหน่อยน่ะครับ คุณอย่าถือสาเลยนะครับ...”
หลังจากที่ได้ยินคนขับรถอธิบายออกมาแบบนี้ เสิ่นชิงถึงได้สังเกตเห็นว่ารถตู้คันนี้มันเป็นรถคลาสสิคโบราณ เครื่องหมายข้างบนคือรถไมบัค แถมยังเป็นรุ่นลิมิเต็ดของโลกอีกด้วย
ทันใดนั้น เสิ่นชิงก็รู้สึกว่าครอบครัวแท้ๆ ของเธอดูเหมือนจะไม่ได้ย่ำแย่เหมือนกับที่ตระกูลเสิ่นบอก
“แล้วพ่อแม่ของฉันล่ะ?” เสิ่นชิงไม่เห็นใครคนอื่นตามมาข้างหลัง