“เสิ่นชิง ตระกูลเสิ่นของพวกเราเลี้ยงดูแกมาตั้งยี่สิบสามปี ไม่คิดเลยว่าจะเลี้ยงคนเนรคุณแบบแก วันนี้แกไสหัวกลับไปที่บ้านนอก ไปหาพ่อแม่แท้ๆ ของแกซะ!”
ตรงหน้าของเสิ่นชิงมีคุณนายผู้ร่ำรวยในชุดกี่เพ้า สองมือซ้ายขวาข้างหนึ่งสวมกำไลทองข้างหนึ่งสวมกำไลหยก กำลังจ้องมองเธอด้วยความรังเกียจ
คุณนายคนนี้เป็นแม่ที่เสิ่นชิงเรียกมายี่สิบสามปี ส่วนในอ้อมแขนของคุณนายคนนี้ก็กำลังโอบกอดสาวน้อยที่มีหน้าตาคล้ายกันกับเธอ
“แม่คะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่คงจะไม่ได้ตั้งใจ เธอเพียงแค่รับไม่ได้ที่ฉันแย่งความรักของพ่อแม่ไปถึงได้ทำแบบนี้ แม่อย่าไปโทษพี่เลยนะ...”
แม่เสิ่นมองลูกสาวที่น่าสงสารในอ้อมกอดของตัวเอง ก่อนจะชำเลืองตามองไปยังเสิ่นชิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง พูดขึ้นด้วยความรังเกียจ “เธอมันเป็นหัวขโมย เธอเป็นคนแย่งความรักตลอดยี่สามปีของลูกไปต่างหากล่ะ” นังชั้นต่ำที่เกิดในบ้านนอกแบบเธอ แต่กลับมีชีวิตที่สุขสบายอยู่ในตระกูลเสิ่น ส่วนลูกสาวสุดที่รักของฉันกลับเผชิญกับความทุกข์ทรมานมาตั้งมากมายขนาดนั้น คนที่สมควรตายคือเธอนั่นแหละ!”
ความสะใจแวบผ่านเข้ามาในแววตาของเสิ่นซินโหรว ก่อนจะปิดซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี เผยให้เห็นถึงความน้อยใจที่พอเหมาะพอควร
เมื่อตะกี้นี้เธอจงใจปาแก้วแตกที่ชั้นล่าง เศษแก้วบาดหน้าด้านข้างของเธอจนเป็นแผล ยัดเยียดความผิดให้กับเสิ่นชิง พ่อแม่แท้ๆ ของเธอก็ตัดสินแล้วว่า เสิ่นชิงเป็นคนรังแกเธอโดยที่ไม่คิดเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เปิดโอกาสให้เสิ่นชิงได้โต้แย้งอะไรเลยสักนิด
เธอจะขับไล่เสิ่นชิงออกไปซะ
เสิ่นชิงเข้ามาบุกรุกครอบครัวของคนอื่นแบบนี้ แถมยังไม่ใช่ลูกสาวในสายเลือดที่แสร้งทำตัวเป็นสูงส่งอีก เธอเห็นแล้วก็รู้สึกขยะแขยงอยู่ไม่น้อย
เมื่อคิดแบบนี้ เสิ่นซินโหรวก็มองใบหน้าที่สดใสและมีเสน่ห์ของเสิ่นชิง เริ่มรู้สึกมั่นใจในการกระทำของตัวเองมากขึ้น
พ่อเสิ่นเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน สีหน้ารังเกียจ “คิดไม่ถึงว่าความคิดของแกจะชั่วร้ายถึงขนาดที่คิดจะทำให้น้องสาวต้องเสียโฉมขนาดนี้! คนนิสัยแบบแกไม่คู่ควรที่จะอยู่ที่เมืองหรงอีกต่อไป เมื่อตะกี้นี้ฉันแจ้งพ่อแม่แท้ๆ ของแกแล้วว่าให้มารับตัวแกไป ตอนนี้แกรีบเก็บข้าวของแล้วไสหัวกลับหมู่บ้านหยุนซีไปซะ”
เดิมทีพ่อเสิ่นคิดที่จะให้เสิ่นชิงอยู่ต่อ ถึงยังไงก็เลี้ยงดูมาตั้งยี่สิบสามปี แต่งงานกับหยุนถิงไม่ได้ ก็ยังแต่งงานกับผู้ชายที่เคยหย่ามาก่อนได้อยู่ เพื่อที่ตระกูลเสิ่นจะได้ดึงพันธมิตรมาทำความร่วมมือด้วยกันได้
เพียงแต่ช่วงนี้เสิ่นชิงเอาแต่ทำร้ายเสิ่นซินโหรวอยู่ตลอดเวลา
เขาพาเธอออกไปนัดเดท ก็ถูกเธอทำพังทุกครั้ง ไม่สำเร็จเลยสักครั้ง
ในเมื่อเสิ่นชิงไม่มีประโยชน์แล้ว พ่อเสิ่นก็จะไม่เลี้ยงดูเธอให้สิ้นเปลืองอีกต่อไป
เสิ่นชิงก้มหน้าลง แววตาเยาะเย้ย
ช่วงนี้เธอเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของคนตระกูลเสิ่นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว
เมื่อหลายปีก่อนตระกูลเสิ่นเป็นตระกูลที่ร่ำรวยของเมืองหรง
สองปีก่อน พ่อเสิ่นเกิดป่วยขึ้นมา จำเป็นต้องให้เสิ่นชิงบริจาคเลือด แล้วก็เป็นครั้งนั้นเองที่ตระกูลเสิ่นพบว่ากรุ๊ปเลือดของเธอเป็นกรุ๊ปเลือดRHที่หาได้ยาก ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลเสิ่น
ตระกูลเสิ่นรีบใช้เส้นสายความสัมพันธ์ทั้งหมดตามหาเสิ่นซินโหรวที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเสิ่นจนเจอ
โรงพยาบาลที่แม่เสิ่นคลอดในตอนนั้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ เพื่อที่จะช่วยเหลือชีวิตคน นางพยาบาลจึงนำเด็กทารกทั้งหมดออกจากตู้อบเด็กทารกแรกเกิด เนื่องจากความประมาทเลินเล่อ ทำให้เด็กหลายคนต้องปะปนกันไป
แม่เสิ่นอุ้มเสิ่นชิงกลับไป ส่วนเสิ่นซินโหรวกลับถูกสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ทำงานโรงงานรับไป
หลังจากที่สูญเสียและได้กลับมาอีกครั้ง คนตระกูลเสิ่นก็เลี้ยงดูและประคบประหงมเสิ่นซินโหรวอย่างดีที่สุด
โดยเฉพาะแม่เสิ่น รู้สึกเจ็บปวดหัวใจที่เสิ่นซินโหรวต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ข้างนอกมาเป็นเวลาหลายปี ถึงขนาดเอาความทุกข์ยากที่เสิ่นซินโหรวต้องเผชิญตลอดหลายปีมานี้นั้น โทษที่เสิ่นชิงไปทั้งหมดด้วย
ส่วนลูกสาวตัวปลอมคนนี้ของตัวเอง ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว จึงถูกไล่ออกไปจากตระกูลทันที
ว่ากันว่าพ่อแม่แท้ๆ ของเธอเป็นเกษตรกรในหมู่บ้านหยุนซี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดของเมืองหรง
เสิ่นซินโหรวจ้องมองเสิ่นชิงอย่างใสซื่อไร้เดียงสา “พี่ไม่อยากกลับบ้านนอกใช่ไหม แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องปกติ คนเราต่างก็มุ่งหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงอันตรายกันทั้งนั้น ถึงยังไงตระกูลเสิ่นก็เป็นตระกูลร่ำรวยของเมืองหรง พี่อยู่อย่างสุขสบายที่ตระกูลเสิ่น แต่พ่อแม่แท้ๆ ของตัวเองกลับเป็นชาวนายากจนที่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกินด้วยซ้ำ มันเหลื่อมล้ำกันมากจริงๆ ”
ภายในใจของเสิ่นชิงไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยสักนิด ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ บริษัทของตระกูลเสิ่นก็คงจะไม่มีวันนี้ได้
“เหอะ...”
เสิ่นชิงไม่มีความอาลัยอาวรณ์ต่อตระกูลนี้เลย เธอหันหลังเดินขึ้นไปข้างบน และเก็บเสื้อผ้าไม่กี่ตัวกับข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองบางส่วน
ตอนที่ลงมาชั้นล่างอีกครั้ง รอยแผลขนาดใหญ่ที่นิ้วของเสิ่นซินโหรวก็ได้รับการพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อย อาจจะหายดีแล้วก็ได้
“พี่” เสิ่นซินโหรวแสร้งทำเป็นพูดขึ้นด้วยความรู้สึกของคนที่ถือไพ่เหนือกว่า “เดือนหน้าเป็นงานหมั้นของฉันกับพี่หยุนถิง ถึงแม้ว่าพี่จะกลับไปบ้านนอกแล้ว แต่ฉันก็หวังว่าพี่จะมาร่วมงานได้นะ”
หยุนถิงเป็นคนรักตั้งแต่สมัยเด็กของเสิ่นชิง ทั้งสองคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ยังได้หมั้นหมายกันเอาไว้แล้ว ทว่าตั้งแต่ที่เสิ่นซินโหรวถูกพากลับมา หยุนถิงก็เปลี่ยนท่าทีในวันนั้นไปทันที เขาหันไปปฏิบัติตัวและพูดจาอ่อนโยนกับเสิ่นซินโหรวแทน
ขยะที่ทำตัวไม่เสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ เสิ่นชิงไม่แม้แต่จะชายตามองเลยสักนิด
แต่เสิ่นซินโหรวยังคงพูดบีบเสียงขึ้นต่อ “แต่ว่าพี่หยุนถิงกับพี่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตอนนี้เขากลับมาหมั้นกับฉัน พี่คงจะไม่เสียใจใช่ไหม?”
เสิ่นชิงหันหลังให้กับเสิ่นซินโหรว รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาบ้างแล้ว
เสิ่นชิงหันหลังไปมองเธออย่างดูถูกดูแคลน “ทุกวันนี้ยังมีคนคิดจะแย่งขยะแบบนี้อยู่อีกเหรอ ถ้าเธอชอบก็เอาไปเลย ฉันไม่มีนิสัยชอบเก็บขยะอยู่แล้ว เธอมารีไซเคิลให้ถึงที่แบบนี้ ฉันจะได้ไม่ต้องเสียแรงคัดแยกขยะ”
“นี่แก...” เสิ่นซินโหรวกัดฟันกรอดๆ ด้วยความโมโห ก่อนจะหวนนึกถึงเรื่องที่จะลงมือทำ “แม่คะ พี่พูดออกมาด้วยความโกรธแบบนี้ เธอยังอยากจะอยู่ด้วยกันกับพี่หยุนถิงอยู่ใช่ไหม”
เสิ่นซินโหรวเกลียดท่าทางเย่อหยิ่งทะนงตัว ไม่แยแสสนใจอะไรทั้งนั้นแบบนี้ของเสิ่นชิงเป็นที่สุด
เป็นแค่ลูกสาวของเกษตรกรที่บ้านนอกเท่านั้น กล้าดียังไงถึงได้มีหน้าตาที่สวยดูดีขนาดนี้!
หลังจากที่เสิ่นชิงกลับไปที่บ้านนอก ก็ต้องไปทำงานที่ทุ่งนาทุกวัน ตากแดดตากลม กลายเป็นสาวบ้านนอกที่ทั้งดำทั้งขี้เหร่ จะดูสิว่าเธอจะยังมีท่าทีเย่อหยิ่งทะนงตัวแบบนี้ได้อีกไหม!
“เธอกล้าดียังไง!”
เดิมทีแม่เสิ่นก็รังเกียจที่เสิ่นชิงแย่งชิงชีวิตของเสิ่นซินโหรวไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้ยินแบบนี้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมากขึ้นไปอีก “ถ้าไม่ใช่เพราะแกแย่งสถานภาพของซินโหรวไป คนบ้านนอกแบบแกก็ไม่คู่ควรที่จะรู้จักสนิทสนมกับหยุนถิงด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องคิดที่จะแต่งงานเข้าไปในตระกูลหยุนเลยด้วย!”
เรื่องนี้เสิ่นชิงเองก็เป็นผู้เสียหายเหมือนกัน แต่แม่เสิ่นกลับโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ
ถ้าเป็นไปได้ เสิ่นชิงก็ไม่อยากจะมีความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นอีกต่อไปเหมือนกัน
หยุนถิงเป็นลูกคนเดียวของตระกูลหยุน ตระกูลหยุนไม่เพียงแต่จะเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของเมืองหรงแล้ว ยังจัดอยู่ในรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยลำดับต้นๆ ของเมืองจิงที่เป็นเมืองหลวงอีกด้วย
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในลำดับเกินร้อย แต่ก็สุดยอดกว่าตระกูลเสิ่นไม่น้อย
เสิ่นชิงกับหยุนถิงเติบโตมาด้วยกัน หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก เดิมทีคิดว่าเขารักเธอจากใจจริง แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากที่เธอถูกตรวจพบว่าไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลเสิ่น หยุนถิงก็ทรยศหักหลังเธอทันที
ไม่เพียงแต่จะถอนหมั้นกับเธอแล้ว ยังไปคบกับเสิ่นซินโหรวอีก
สีหน้าของเสิ่นชิงไร้อารมณ์ความรู้สึก “ฉันไม่สนใจอะไรของตระกูลเสิ่นทั้งนั้น รวมถึงหยุนถิงด้วย”
เธอหันหลังกำลังจะจากไป แต่กลับถูกเสิ่นซินโหรวเรียกไว้อีกครั้ง
“ในเมื่อพี่ไม่สนใจอะไรของตระกูลเสิ่น ก็เปิดกระเป๋าออกให้พวกเราดูสักหน่อยสิ ไม่ใช่ว่าปากบอกว่าไม่สนใจ แต่แอบขโมยสิ่งของของตระกูลเสิ่นไปหรอกนะ”
แม่เสิ่นเห็นด้วยทันที “ถูกต้อง บ้านนอกยากจนขนาดนั้นแกหยิบเครื่องประดับอัญมณีไปสักชิ้นก็พอกินไปได้หลายปีแล้ว เสิ่นชิงแกอย่าหวังว่าจะขโมยสิ่งของอะไรจากตระกูลเสิ่นไปอุดหนุนให้กับพ่อแม่ที่บ้านนอกของแกเชียวนะ!”
ขณะที่พูด เสิ่นซินโหรวก็ตรงเข้าไปข้างหน้า ดึงกระเป๋าเป้ของเสิ่นชิงไป ตอนนี้เรื่องที่ชวนให้น่าตกใจมันเกิดขึ้นแล้ว
สร้อยมรกตเส้นหนึ่งร่วงตกลงมาจากในกระเป๋า
๋เสิ่นซินโหรวร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ “นี่มันสร้อยคอที่แม่ให้กับฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ในกระเป๋าของพี่ได้ล่ะ...”
ระหว่างที่รู้สึกตกใจนั้น ในขณะเดียวกันเธอก็ยกมุมปากขึ้นมา เธอรู้อยู่แล้วว่าตระกูลเสิ่นมีกิจการที่ใหญ่โตขนาดนี้ เสิ่นชิงจะจากไปโดยที่ไม่เอาอะไรไปเลยได้ยังไง
แม่เสิ่นรีบเก็บสร้อยคอกลับไปทันที “นังตัวดี แกกล้าดียังไง สร้อยคอเส้นนี้เป็นถึงสร้อยคอที่ออกแบบโดยQing นักออกแบบเครื่องประดับระดับนานาชาติ ฉันทุ่มเงินไปตั้งยี่สิบห้าล้านเพื่อซื้อมันมาเชียวนะ คนบ้านนอกนี่มันไร้การอบรมสั่งสอนจริงๆ ฉันจะแจ้งตำรวจ!”
พ่อเสิ่นเองก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน จ้องเสิ่นชิงตาเขม็ง “แกจะอธิบายว่ายังไง?”
แววตาแบบนั้นราวกับจะกลืนกินเสิ่นชิงทั้งเป็น
เสิ่นซินโหรวแสร้งทำเป็นปลอบใจ แต่ความจริงกลับเป็นยั่วยุให้รุนแรงมากขึ้น “พ่อกับแม่อย่าโกรธไปเลยนะคะ พี่คงชอบสร้อยคอเส้นนี้มาก ถึงได้แอบขโมยไป ในเมื่อพี่ชอบขนาดนี้ งั้นฉันก็จะไม่แย่งกับเธอแล้วกัน...”
เป็นไปตามคาด แม่เสิ่นโกรธเกรี้ยวมากขึ้นกว่าเดิม “นังหัวขโมยนี่ ขโมยชีวิตของลูกไปไม่พอ ยังจะขโมยเครื่องประดับมูลค่าตั้งยี่สิบห้าล้านไปอีก ถ้าไม่สั่งสอนมันสักหน่อย ปล่อยออกไปก็มีแต่จะสร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับคนตระกูลเสิ่นเท่านั้น! เครื่องประดับนี้ออกแบบโดยปรมาจารย์Qing แต่ละชิ้นจะมีหมายเลขเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร ฉันจะแจ้งตำรวจ!
เสิ่นซินโหรวแสร้งทำเป็นพูดขึ้น “แม่คะ ถ้าเกิดแจ้งตำรวจพี่ก็จะติดคุก แบบนี้มันจะไม่ทำให้พี่เสื่อมเสียชื่อเสียงหรอกเหรอคะ?”
แม่เสิ่นพูดขึ้นด้วยความรังเกียจ “ขโมยแบบมันก็สมควรจะติดคุก รับบทลงโทษให้สาสม ทางที่ดีไม่ต้องออกมาตลอดชีวิตเลยยิ่งดี ตายอยู่ในคุกไปนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องอับอายขายขี้หน้าคนตระกูลเสิ่น!”
พ่อเสิ่นไม่พูดอะไรสักคำ เป็นการยอมรับคำพูดของแม่เสิ่นไปโดยปริยาย
แทนที่จะทำให้ตระกูลเสิ่นอับอายขายขี้หน้า สู้ให้เธอเข้าไปอยู่ในคุกดีกว่า
เสิ่นชิงจ้องมองแม่เสิ่นที่มีสีหน้าขยะแขยงและพ่อเสิ่นที่ตามใจเธอ........
นี่ก็คือพ่อแม่ที่เธอเรียกมาตลอดยี่สิบสามปี
เดิมทีเธอรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูเธอ ไม่อยากคิดกับพวกเขาในทางที่ไม่ดี ตอนนี้ดูท่าว่าพวกเขาจะโหดเหี้ยมกว่าที่เธอคิดไว้มาก
พวกเขาอยากจะให้เธอตายอยู่ในคุกจริงๆ
เศษเสี้ยวสุดท้ายของความรักที่เสิ่นชิงมีให้กับคนในครอบครัวนั้น ได้หายไปจนหมดเกลี้ยง……
เสิ่นชิงไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว เธอจ้องมองไปตรงๆ ด้วยสายตาเย็นชา “แจ้งตำรวจเหรอ? ได้ ถ้าฉันไม่ได้ขโมย พวกคุณจะชดเชยยังไง?”
“จะเป็นไปได้ยังไงว่าไม่ได้ขโมย”
แม่เสิ่นพลิกข้างหลังสร้อยคอขึ้นมา จู่ๆ ก็เบิกตากว้าง ราวกับถูกคนบีบคอ “เป็น เป็นไปได้ยังไง ที่ฉันซื้อมาคือหมายเลขเก้า แล้วข้างบนนี้เป็นหมายเลขหนึ่งไปได้ยังไง!”
“หมายเลขหนึ่ง!” รอยยิ้มของเสิ่นซินโหรวจางหายไป รู้สึกเหลือเชื่อ “เป็นไปไม่ได้!”
นี่มันเป็นสร้อยคอเส้นนั้นของเธอชัดๆ !
เสิ่นซินโหรวแย่งมาดู เป็นหมาเลข “หนึ่ง” จริงๆ ด้วย!
“เป็นไปได้ยังไง...” เสิ่นซินโหรวอึ้งตะลึงไป
เสิ่นชิงมีเครื่องประดับที่Qingออกแบบได้ยังไงกัน แถมยังเป็นหมายเลขหนึ่งที่ราคาแพงและล้ำค่าที่สุดในซีรี่ส์ด้วยงั้นเหรอ?
เสิ่นซินโหรวถามขึ้นมา “พี่มีเครื่องประดับหมายเลขหนึ่งได้ยังไง นี่เป็นเวอร์ชั่นแรกที่Qingออกแบบ เป็นแม่แบบของซีรี่ส์นี้ มูลค่าตั้งหลายสิบล้าน!”
เสิ่นชิงหยิบของตัวเองกลับคืนไป ก่อนจะเก็บลงไปในกระเป๋า
ก็แค่ของที่เธอออกแบบเล่นๆ เท่านั้น
“พี่ยัดของที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ไว้ในกระเป๋าเนี่ยนะ?? ” เสิ่นซินโหรวสีหน้าตกตะลึง เธอรู้หรือเปล่าว่าสร้อยคอเส้นนี้มันมีมูลค่าเท่าไร?!
เสิ่นชิงไม่แม้แต่จะชายตามอง “นี่เป็นของของฉัน ฉันจะเก็บยังไงมันก็เรื่องของฉัน”
“จะแจ้งตำรวจไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังไม่แจ้งล่ะ? ถ้าไม่แจ้งฉันก็จะไปแล้วนะ ฉันยังต้องไปหาพ่อแม่แท้ๆ ของฉันอีก”
เสิ่นซินโหรวค้นหาไปมาอย่างไม่ยอมตัดใจ แต่กลับเจอแค่เสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ไม่เจอของที่จะเอามาข่มขู่เสิ่นชิงได้เลย เธอจึงกัดริมฝีปากแน่น
แม่เสิ่นเปลี่ยนความคิดทันที ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาแทบจะไม่ได้ให้เงินเสิ่นชิงใช้จ่ายเลย เธอไม่มีทางซื้อของที่แพงขนาดนี้ได้อย่างแน่นอน
จะต้องเป็นของปลอมแน่นอน!
คิดไม่ถึงว่าเสิ่นชิงจะฟุ้งเฟ้อถึงขนาดที่ซื้อสร้อยปลอมที่เหมือนกันกับซินโหรวขนาดนี้
ไม่หัดดูสถานะตัวเองเลยเหรอ?
ลูกสาวของเกษตรกรจากบ้านนอกแบบเธอ คู่ควรกับสร้อยแบบเดียวกับที่คุณหนูของตระกูลเสิ่นสวมใส่อย่างนั้นเหรอ? ต่อให้เธอสวมใส่มันออกไปเชิดหน้าชูตา มองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นของปลอม
น่าอับอายขายขี้หน้าสิ้นดี
เมื่อเห็นแบบนี้แม่เสิ่นก็สบถหึออกมา เสิ่นชิงไม่เคยไปที่หมู่บ้านหยุนซีเลย ไม่รู้ว่าชีวิตที่บ้านนอกมันลำบากตรากตรำขนาดไหน หลังจากที่เธอได้เจอกับพ่อแม่แท้ๆ แล้ว ก็จะกลับมาขอร้องอ้อนวอนพวกเขาอย่างแน่นอน!
หลังจากที่ออกจากตระกูลเสิ่น เธอก็เตรียมตัวเผชิญหน้ากับชีวิตที่ยากลำบากได้เลย
ถึงตอนนนั้นจะไม่ให้เธอเหยียบเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว!
“ต่อไปแกจะต้องร้องไห้!”
เสิ่นชิงยักไหล่ ไม่มีเธอแล้วกิจการของตระกูลเสิ่นก็จะเกิดปัญหาขึ้นทันที ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้แล้วว่า ใครกันแน่สมควรเป็นคนที่ต้องเสียใจร้องไห้
เธอสะพายกระเป๋าเป้ ทันทีที่เดินออกจากประตูก็เห็นรถตู้ที่ทั้งเก่าทั้งโทรม ปกคลุมไปด้วยฝุ่นคันหนึ่งมาจอดตรงประตูทางเข้า
มีผู้ชายคนหนึ่งลงมาจากรถ
ชายคนนั้นมองแวบเดียวก็จำเสิ่นชิงได้ทันที เขารีบตรงเข้ามาอย่างเคารพนอบน้อม “คุณหนู ขอโทษที่มาช้าครับ”
“คุณหนูอย่างนั้นเหรอ?”
คนขับรถอธิบาย “คุณหนูผมคิดไม่ถึงว่าที่นี่จะไม่มีลานจอด จอดเฮลิคิปเตอร์เอาไว้ข้างนอก เกรงว่าจะรบกวนเวลาในการกลับบ้านของคุณ เพราะงั้นก็เลยนำรถมารับชั่วคราว แต่ว่าไม่ได้ใช้มานานเกินไป ก็เลยดูโทรมหน่อยน่ะครับ คุณอย่าถือสาเลยนะครับ...”
หลังจากที่ได้ยินคนขับรถอธิบายออกมาแบบนี้ เสิ่นชิงถึงได้สังเกตเห็นว่ารถตู้คันนี้มันเป็นรถคลาสสิคโบราณ เครื่องหมายข้างบนคือรถไมบัค แถมยังเป็นรุ่นลิมิเต็ดของโลกอีกด้วย
ทันใดนั้น เสิ่นชิงก็รู้สึกว่าครอบครัวแท้ๆ ของเธอดูเหมือนจะไม่ได้ย่ำแย่เหมือนกับที่ตระกูลเสิ่นบอก
“แล้วพ่อแม่ของฉันล่ะ?” เสิ่นชิงไม่เห็นใครคนอื่นตามมาข้างหลัง