ค่ำคืนที่แสนมืดมิด ไร้ซึ่งแสงแห่งจันทรา ดวงดาราที่ทอประกายเจิดจ้าบนฟากฟ้า ก็มิอาจให้ความสว่างได้มากเทียมดวงจันทร์ สายลมที่โบกสะบัดพัดพลิ้วเคลื่อนคล้อยจากไป เหลือทิ้งไว้แค่เพียงความเหน็บหนาวจับทรวง
“อย่า อย่าฆ่าพ่อผม...อย่าฆ่าแม่ผม อย่า...!!!” เหนือตะวันยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นตามไรผมบนหน้าผากของตัวเอง เขาจมปลักอยู่กับฝันร้ายนี้มาร่วมยี่สิบปีเต็ม ความเจ็บปวดที่ได้รับ มันทำให้เขาแทบจะกระอักออกมาเป็นเลือด ภาพบิดามารดาถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา ในโลกใบนี้คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาเจ็บปวดทุกข์ทรมานมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
เขาจำมันได้ไม่มีวันลบเลือน และต่อให้มันกลายเป็นเถ้าธุลีเขาก็ยังจำมันได้ ไอ้คนใจคอโหดเหี้ยมทรยศได้แม้กระทั่งผู้ที่มีพระคุณท่วมหัว และถึงวันนี้วันที่เขาจะทวงความยุติธรรมให้กับบุพการีของเขาเสียที มันจะต้องได้รับผลกรรมที่มันก่อขึ้นอย่างสาสม เขาจะทำให้มันไม่มีแม้กระทั่งแผ่นดินกลบหน้า
แสงแดดสีเหลืองทองอ่อน ๆ ทอแสงงามแตะแต้มไปทั่วขอบฟ้า ฝูงวิหคผกผินบินออกหากินกันแต่เช้าตรู่ ร่างบอบบางของสตรีชรานางหนึ่งก็เช่นกัน หล่อนตื่นแต่เช้าเพื่อจัดเตรียมอาหารเช้าให้กับบุตรชายของตนเอง
“เหนือทานข้าวก่อนซิลูก ทานแล้วค่อยไปนะ แม่ทำข้าวต้มกุ้งที่เหนือชอบด้วย” ชลาลัยยกข้าวต้มกุ้งมาตั้งที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะร้องเรียกลูกชายที่กำลังจะเดินผ่านไป เหนือตะวันหันกลับมายิ้มให้มารดาอย่างอ่อนโยน
นับตั้งแต่เสียพ่อกับแม่ไป เขาก็เปรียบเหมือนกับเรือที่ไร้สมอ ร่องลอยไปตามคลื่นลมอย่างไร้จุดหมาย แต่แล้ว..ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาพาเขาขึ้นจากเรือที่ไร้สมอนั้น ทำให้ชีวิตของเขาที่เคยมืดมิด ไร้จุดหมาย กลับสว่างเจิดจ้าขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
หล่อนเปรียบเสมือนผู้ให้ชีวิตใหม่แก่เขา บุญคุณนี้ยิ่งใหญ่นัก ถ้าไม่นับรวมผู้ให้กำเนิดทั้งสองคนของเขา ผู้หญิงคนนี้ก็คือคนที่มีบุญคุณกับเขามากที่สุด และเขาก็จะไม่มีวันทำร้าย หรือทำให้หล่อนเสียน้ำตาเป็นเด็ดขาด ไม่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม
“ขอโทษจริง ๆ ครับคุณแม่ พอดีวันนี้ผมมีธุระด่วนจริง ๆ คุณแม่อย่าโกรธผมเลยนะครับ เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะชดเชยให้ครับ” เหนือตะวันพูดอย่างสำนึกผิด ก่อนจะก้มลงหอมแก้มมารดาหนึ่งฟอดใหญ่ ชลาลัยยิ้มอย่างเอ็นดู ถึงแม้ว่าบุตรชายจะเติบใหญ่มากขึ้นแค่ไหน แต่สำหรับหล่อน คนที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ก็ยังคงเห็นเขาเป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ วัย 10 ขวบอยู่ร่ำไป
“ถ้าเหนือรีบก็ไม่เป็นไร แต่ลูกต้องหาอะไรรองท้องบ้างนะ” เหนือตะวันยิ้มรับให้กับความรักและความห่วงใยที่มารดาเลี้ยงมีให้ ซึ่งความรักและความห่วงใยนี้ เขาได้รับมาตลอดยี่สิบปีเต็ม
“ครับคุณแม่ ผมรักคุณแม่จังเลย” เหนือตะวันก้มลงกราบที่อกของมารดาอย่างซาบซึ้งใจ เขาคิดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีแม่ผู้ประเสริฐคนนี้ เขาเองก็คงไม่มีวันนี้เช่นกัน
“จ๊ะ แม่ก็รักเหนือมาก ถ้าไม่มีเหนือ แม่ก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เหมือนกัน” เหนือตะวันยิ้มให้กับมารดา ก่อนจะให้คำมั่นสัญญาออกไป
“ไม่มีอะไรที่จะมาพรากผมไปจากคุณแม่ได้หรอกครับ ผมสัญญา”
เหนือตะวันเดินทางไปทำงานแต่เช้า ความจริงเขาไม่ได้มีประชุมดั่งที่เขาบอกกับมารดาไว้หรอก แต่เขามีเรื่องด่วนที่สำคัญมากกว่านั้นต่างหาก และเรื่องนี้เขาก็รอมานานถึงยี่สิบปีเต็ม เขาเฝ้ารอวันนี้อย่างทุกข์ทรมานใจ และในที่สุดมันก็มาถึง วันที่ความแค้นของเขาจะได้รับการสะสางซะที วันที่เขาจะฆ่าพวกมันให้ตายทั้งเป็นด้วยมือของเขาเอง!!!
ชายหนุ่มเดินเข้ามาในบริษัทฯ ระหว่างทางพนักงานที่เห็นเขา ก็จะโค้งศีรษะแสดงความเคารพให้เขาทุกคน ชายหนุ่มอมยิ้มออกมา พูดไปแล้วก็เหมือนฝัน บริษัทเล็ก ๆ ที่เขาและภูรีร่วมกันลงมือทำ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะประสบความสำเร็จได้มากถึงเพียงนี้
เขาจำได้ว่า ตอนที่เขาคิดจะทำบริษัทนี้ขึ้นมานั้น เขาไม่มีเงินในมือมากพอจะทำมันได้ ดังนั้นเขาจึงได้ไปชักชวนเพื่อนหลายต่อหลายคนให้มาร่วมหุ้นกันทำ แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะทำกับเขาสักคน ตอนนั้นเขาหมดสิ้นหนทางจริง ๆ เขาเคว้งอยู่พักใหญ่
เหนือตะวันรู้สึกหดหู่ไม่น้อย เมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีต เพราะกว่าที่เขาจะก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ เขาก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมาย จากธุรกิจเล็ก ๆ กระจอก ๆ ที่ใคร ๆ เคยตราหน้าว่าจะไปไม่รอด แต่ในที่สุดเขาก็ชนะ เขาทำสำเร็จ เขาสามารถทำให้มันกลายเป็นธุรกิจพันล้านได้เพียงเวลาไม่ถึงสิบปี และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขาครั้งนี้ ก็คือเพื่อนตายของเขาเอง นายภูรี อนันตกุล
เขาจำได้ว่า ตอนที่เขากำลังหมดสิ้นหนทางอยู่นั่น ภูรีก็ยื่นมือเขามาช่วยเหลือเขา โดยภูรีได้ติดต่อไปที่ธนาคารที่บ้านของภูรีถือหุ้นอยู่ ให้ปล่อยเงินกู้ให้กับเขา ซึ่งเงินก้อนนั้น มันก็ได้ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ว่าไง มารอฉันแต่เช้าเลยนะ” เหนือตะวันทักขึ้น เมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาแล้วเจอภูรีนั่งรออยู่ ชายหนุ่มเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน เขาถอดเสื้อสูทสีดำพาดไว้กับเก้าอี้ทำงาน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง แล้วหันไปเผชิญหน้ากับภูรี
ภูรีเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า ภาพที่สะท้อนกลับมาในดวงตาของเขาก็คือ ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวแต่ไม่ขาวจัด ผมสีดำสนิทหยักศกเล็กน้อย ดวงตาคมกล้ารับกับคิ้วยาวสีดำสนิท จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากสีเข้มนั้นคลี่ยิ้มทักทายให้กับเขา เหนือตะวันจัดว่าเป็นผู้ชายที่หล่อคมสันมากทีเดียว
“เหนือ นี่นายจะเอาให้เขาล้มไม่เป็นท่าเลยหรือไง” เหนือตะวันสบตากับเพื่อนรัก เขารู้อยู่แล้วว่าภูรีต้องมาพูดกับเขาเรื่องนี้ เพราะคนอย่างภูรีใจดีเกินไป
ภูรีเห็นแววตาของเพื่อนรักแล้วก็แทบอยากจะลุกหนี เพราะคำตอบมันอยู่ในดวงตาสีเข้มนั้นทั้งหมดแล้ว
“ใช่!!! ฉันต้องการให้มันล้ม และมันล้มลงบนลวดหนามที่ฉันวางไว้ด้วย ให้มันเจ็บปวดทรมานอย่างที่มันไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิตเลยแหละ” เหนือตะวันพูดออกมาเสียงดุดัน ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะทำงานอย่างต้องการระบายอารมณ์
ภูรีมองหน้าเพื่อนรักอย่างไม่สบายใจนัก เขารู้ว่าเหนือตะวันต้องทนทุกข์ทรมานและสูญเสียมากมายแค่ไหนกับการกระทำอันชั่วร้ายของนายอำนาจ แต่ว่าเขาก็ไม่อยากให้เพื่อนรักของเขา ต้องจมปลักอยู่กับเพลิงแค้นนั้นนานเกินไป เพราะว่ายิ่งนาน มันก็ยิ่งไม่เป็นผลดีกับตัวเหนือตะวันเอง
“แต่ฉันว่า นายแค่ให้เขาหมดเนื้อหมดตัวก็พอแล้ว อย่าทำอะไรที่มันรุนแรงไปกว่านี้เลย ที่ฉันพูดนี่ก็เพราะว่าฉันเป็นห่วงนาย ฉันไม่อยากให้นายต้องตายเพราะเพลิงแค้นในใจของนายเอง”
เหนือตะวันเงยหน้ามองภูรีอย่างไม่พอใจ ทำไมเขาต้องหยุดด้วยในเมื่อเขารอเวลานี้มาตั้งยี่สิบปีเต็ม รอวันที่จะได้เห็นไอ้ฆาตกรมันตายทั้งเป็นต่อหน้า
“ขอบใจนายมากภูรี แต่ฉันคงทำอย่างนั้นไม่ได้ ฉันปล่อยมันไปไม่ได้ ภาพที่มันยิงพ่อ ยิงแม่ของฉัน มันเฝ้าหลอกหลอนฉันทุกคืน ฉันจะต้องทำลายมันให้พินาศย่อยยับ ฝันร้ายนี้จะได้ไปจากฉันเสียที”
เหนือตะวันคร่ำครวญออกมาอย่างเจ็บปวด ภูรีถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
“ก็ตามใจนายแล้วกันเหนือตะวัน เพราะถึงฉันพูดอะไรออกไป นายก็คงไม่ฟังฉันอยู่ดี ในเมื่อฉันทำให้นายหยุดความแค้นลงไม่ได้ ฉันก็ไม่คิดจะยื้อมันอีกต่อไป ฉันขอให้นายทำสำเร็จ แล้วก็ดับความแค้นที่มันอยู่ในใจลงได้สักที ฉันขอให้นายโชคดี เพื่อนรัก”
“ขอบใจนายมากที่เห็นใจฉัน” เหนือตะวันยิ้มให้กับภูรีอย่างขอบใจ ก่อนจะก้มลงไปหยิบซองสีขาวที่อยู่ในลิ้นชักขึ้นมาวางบนโต๊ะ
“ฉันรู้มาว่าไอ้อำนาจมันจะลงประมูลงานนี้ และที่อยู่ในซองนี้ก็คือจำนวนเงินที่มันเสนอไป”
ภูรีจ้องมองหน้าเหนือตะวันอย่างไม่เข้าใจ
“นายไปเอามันมาได้ยังไง มันเป็นความลับสุดยอดไม่ใช่เหรอ หรือว่า...” เหนือตะวันยิ้มอย่างผู้ที่กำชัยชนะไว้ในมือ เขาเดาได้ทันทีว่าภูรีคิดอะไรอยู่
“นายคิดถูกแล้ว เอื้อมดาวเป็นคนเอามาให้ฉัน...นายคงสงสัยใช่ไหมว่าฉันทำยังไง เอื้อมดาวถึงยอมทรยศพ่อของเธอ...” เหนือตะวันหัวเราะเยาะออกมาอย่างชอบใจ แต่ดวงตากร้าวจัด
ภูรีพยักหน้า
“ฉันก็แค่บอกว่า ฉันจะแต่งงานกับเธอ ถ้าเธอนำข้อมูลลับนี้มาให้ฉัน ก็แค่นั้น” เหนือตะวันยักไหล่ออกมาอย่างไม่สนใจ
ภูรีเบิกตาค้าง หันไปจ้องมองเหนือตะวันอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“นี่นายหลอกใช้เธอเหรอ...” เหนือตะวันยิ้มหยันออกมาที่มุมปาก แววตากร้าวขึ้นอย่างน่ากลัว
“ใช่!! เธอเป็นลูกสาวของศัตรูที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ฉัน กรรมนั้นเธอก็ต้องมีส่วนรับด้วย พอถึงวันประมูล ฉันจะยื่นซองที่มีราคาต่ำกว่าไอ้อำนาจแค่บาทเดียว แค่นี้ฉันก็ได้งานนี้ แล้วมันก็ต้องโดนฟ้องล้มละลายหมดตัว หมดสิ้นทุกอย่าง เพราะทุกอย่างที่มันครอบครองอยู่มันเคยเป็นของพ่อฉัน ฉันจะเอาคืนมาทั้งหมด”
ภูรีรู้สึกตกใจไม่น้อยกับคำพูดของเหนือตะวัน “แล้วเอื้อมดาว นายจะทำยังไงกับเธอ นายคงไม่คิดจะทิ้งเธอใช่ไหม”
เหนือตะวันหัวเราะออกมาอย่างสะใจ “ฉันจะเลิกกับเอื้อมดาวทันทีที่ไอ้อำนาจถูกยึดทรัพย์”
ภูรีไม่เห็นด้วยกับความคิดของเหนือตะวัน เพราะเขารู้ดีว่าเอื้อมดาวรักเหนือตะวันมากแค่ไหน และหล่อนก็ไม่ใช่คนผิด
“แต่เธอไม่รู้เรื่องในอดีตนะ และอีกอย่างเธอก็รักนายมาก ฉันว่านายอย่าทำร้ายเธอเลยดีกว่า แค่นายอำนาจคนเดียวก็พอแล้ว”
“ไม่!!! ฉันจะทำลายมันทั้งครอบครัว ไม่ว่าในครอบครัวมันมีใครบ้าง ฉันจะทำลายมันให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว เพื่อชดเชยกับสิ่งที่ฉันต้องสูญเสียมาตลอดชีวิต ถ้าฉันฆ่ามันได้ฉันก็จะฆ่ามัน” เหนือตะวันกัดฟันพูดออกมาอย่างเคียดแค้น กรามของเขาขบกันขึ้นเป็นสัน ดวงตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิง
ภูรีพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ความแค้นของเหนือตะวันนั้น ถ้าเปรียบดั่งไฟ ตอนนี้มันก็อยู่ในช่วงที่กำลังโหมกระหน่ำยากที่ใครจะดับมันได้ มันคงเผาไหม้ทุกคนที่อยู่รอบข้างจนหมดไม่เหลือ และสุดท้ายตัวเหนือตะวันเองนั่นแหละ...ที่จะต้องเจ็บปวดเพราะการกระทำของตัวเอง
ที่งานประมูลแห่งหนึ่ง ชายชราผมสีดอกเลา กำลังนั่งคุยกับลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณอำนาจครับ ผมว่างานนี้เราได้แน่ ๆ ครับ เพราะผมยัดได้โต๊ะเอาไว้แล้ว ไม่ต้องห่วงครับ สบายใจได้”
อำนาจนักธุรกิจใหญ่ที่ตอนนี้ธุรกิจเริ่มล้มลุกคลุกคลานเต็มที่แล้วยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง ถ้าเขาได้งานนี้นั่นก็แปลว่ามันจะทำให้เขาหายใจได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าไม่ได้นั่นก็แปลว่า เขาต้องหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไป อย่างไม่มีวันจะเรียกกลับคืนมาได้
เขาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตเขาจะมีวันนี้ วันที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด หลังจากที่เขาทำร้ายเพื่อน แล้วฮุบทุกอย่างมาเป็นของตนเองจนหมดสิ้น มาวันนี้เขาก็กำลังจะหมดสิ้นทุกอย่างเช่นกัน...
และเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ผู้จัดการประมูลขึ้นไปบนเวทีเพื่อประกาศผู้ได้รับคัดเลือก
“วันนี้นะครับ มีผู้ร่วมการประมูลกับเราอย่างคับคั่ง แต่ก็จะมีบริษัทฯ เดียวเท่านั้นครับ ที่จะได้งานยักษ์ใหญ่นี้ไปทำ ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณา ให้ได้รับงานนี้ไปก็คือ ต้องเป็นบริษัทฯ ที่เสนอค่าจ้างต่ำที่สุดแต่มีคุณภาพเท่านั้น และตอนนี้ผลการประมูลก็อยู่ในมือผมแล้ว บริษัทฯ ที่ได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ได้แก่ บริษัท ภูตะวันเอเชีย จำกัด (มหาชน) ครับ ขอแสดงความยินดีด้วยครับ”
เมื่อโฆษกกล่าวจบร่างของนายอำนาจก็ทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นอย่างสิ้นแรง
เหนือตะวันมองร่างนั้นอย่างสะใจ สุดท้ายมันก็หนีความชั่วที่ตัวเองก่อไว้ไม่พ้น ยังนี่แค่การเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีต่อไปอีก เขาจะทำให้มันจะอยู่ก็เหมือนตายจะตายก็ตายไม่ได้ มันต้องตกนรกทั้งเป็น มันต้องทรมานกว่าเขาเป็นร้อยเท่าพันเท่า
นายอำนาจพาร่างกายที่แก่ชราลงมากของตัวเองเดินเข้าบ้านมาอย่างผู้พ่ายแพ้ ตอนนี้เขาหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่บ้านหลังนี้ ชายชรากวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านอย่างอาลัยอาวรณ์
ของที่ไม่ใช่ของเรา สุดท้ายมันก็ต้องจากเราไป มาแต่ตัวก็ต้องไปแต่ตัว ชายชราที่มีเบื้องหลังที่มืดดำถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
เขาอยากจะรู้นักว่า ใครกันที่เป็นเจ้าของบริษัทภูตะวัน เพราะเขาไม่เคยได้งานเลยสักครั้ง ถ้ามีบริษัทภูตะวันลงแข่งด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าเจ้าของบริษัทฯ นี้จ้องจะเล่นงานเขา แต่สถานการณ์มันก็บังคับให้เขาต้องคิดอย่างนั้น
“คุณพ่อขา ทานน้ำก่อนนะคะ” เอื้อมดาวส่งแก้วน้ำเย็นให้บิดาของหล่อน พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งข้างบิดาอย่างเอาใจ
“เราไม่เหลืออะไรแล้วลูก พ่อ...พ่อไม่เหลืออะไรแล้ว” นายอำนาจมองหน้าลูกสาวอย่างปวดร้าว เขาทำให้หล่อนต้องลำบาก
เอื้อมดาวมองหน้าผู้เป็นบิดาอย่างสงสารสุดหัวใจ หล่อนรู้อยู่แก่ใจว่า ถึงอย่างไรบิดาก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่หล่อนก็ยังจะทำร้ายพ่อของหล่อนได้ลงคอ ทำไมหล่อนถึงได้อกตัญญูอย่างนี้นะ
หญิงสาวคิดอย่างปวดร้าวใจ ยิ่งเห็นบิดาเสียใจมากเท่าไหร่ หล่อนก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น หล่อนไม่น่าทำอย่างนั้นเลย เพราะความรักเขา ทำให้หล่อนทำได้ทุกอย่าง แม้แต่ทรยศพ่อของตนเอง...
“พ่อคะ หนู...หนูขอโทษ เพราะหนูพ่อถึงต้องมาทุกข์ใจอย่างนี้ แต่พ่อไม่ต้องห่วงค่ะ เหนือจะต้องช่วยหนูทุกอย่าง เพราะเรารักกัน หนูจะแต่งงานกับเขา แล้ววิกฤตต่าง ๆ ในบ้านของเราก็จะหมดไปค่ะ”
เอื้อมดาวยิ้มออกมา เมื่อนึกถึงคำสัญญาที่เหนือตะวันให้ไว้กับหล่อน
“ผมจะแต่งงานกับเอื้อม ถ้าเอื้อมทำตามที่ผมบอก แต่เอื้อมไม่ต้องถามนะ เพราะผมจะไม่ตอบอะไรทั้งนั้น และผมจะไม่บังคับเอื้อม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเอื้อมว่าจะตัดสินใจอย่างไร” บัดนี้หล่อนได้ทำตามความต้องการของเขาแล้ว และหล่อนก็หวังเหลือเกิน ว่าเขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับหล่อนเช่นกัน
นายอำนาจจ้องมองลูกสาวตัวเองนิ่ง เขาไม่เคยมั่นใจในตัวคนรักของเอื้อมดาวเลยสักครั้ง เพราะสีหน้าท่าทางที่เหนือตะวันแสดงออกมาต่อเขานั้น มันเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามซ่อนเร้นเอาไว้แค่ไหนก็ตาม
“แต่พ่อไม่ไว้ใจเขาเลยลูก พ่อว่าเขาไม่จริงใจกับเราหรอก” เอื้อมดาวเงยหน้าขึ้นมองบิดาอย่างไม่เห็นด้วย
“ทำไมพ่อคิดอย่างนั้นคะ พ่อก็รู้ว่าเอื้อมรักเขา” หญิงสาวพ้อ
“ใช่ พ่อรู้ว่าเอื้อมรักเขามาก แต่พ่อไม่แน่ใจว่าผู้ชายคนนั้น เขาจะรักเอื้อมหรือเปล่า”
คำพูดของบิดาเหมือนกับกระจกเงาที่สะท้อนความเป็นจริงที่เอื้อมดาวพยายามจะลืมมัน แต่หล่อนก็ไม่เคยลบเลือนมันไปจากใจได้เลยสักที ความเฉยเมยเย็นชาของเขาที่หล่อนได้รับอยู่ทุกครั้งที่เจอกัน มันทำให้หล่อนอดสะท้อนขึ้นมาในหัวอกตัวเองไม่ได้
ระยะเวลาหนึ่งปีที่คบหากันมา หล่อนไม่เคยได้ยินคำว่ารักจากปากเขาแม้แต่สักครั้งเดียว เขาไม่เคยจะโทรหาหล่อน ไม่เคยเอาอกเอาใจหล่อน ไม่เคยแม้แต่จะแสดงท่าทีห่วงใย อาทรต่อกัน...ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว
เอื้อมดาวหลุดออกมาจากห้วงความคิดที่เจ็บช้ำ เมื่อมีเสียงรถแล่นเข้ามาจอดที่บริเวณลานบ้าน หล่อนจำเสียงรถคันนี้ได้ดี เพราะหล่อนจำได้ทุกอย่างที่เป็นเขา ความเจ็บปวดรวดร้าวเมื่อครู่จางหายไปจนหมดสิ้น เขารักษาสัญญาจริง ๆ เขาไม่ได้โกหกหล่อน เขากำลังจะมาสู่ขอหล่อนอย่างที่เขาได้ให้สัญญาไว้จริง ๆ