หลังจากสวีข่ายกลับไปเกณฑ์ชาวบ้านให้มาช่วยซ่อมบ้านให้กับนางหลันฮวา ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเขาก็กลับมาพร้อมชาวบ้านสามสี่คน ทุกคนล้วนเป็นชายฉกรรจ์ เหมาะแก่การรื้อถอนเป็นอย่างมาก
"น้องหลันฮวาอยู่ด้านในรึไม่" สวีข่ายตะโกนส่งเสียงร้องถาม
"ท่านแม่มีคนเรียกท่านอยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ"
"เดียวแม่ออกไปดูเอง พวกเจ้าอยู่กันแต่ในบ้านรอแม่กลับมา"
นางหลันฮวาเดินออกมาด้านนอก ก็เจอเข้ากับท่านพี่สวีและคนอีกจำนวนหนึ่ง ที่มือทุกคนมีเครื่องมือรื้อถอนติดมือมาด้วย "มีอันใดเจ้าค่ะท่านพี่สวี"
"อ่อ..พี่พาคนมาช่วยกันซ่อมแซมบ้านเจ้า อีกประเดียวท่านพ่อท่านแม่พี่ก็จะมาช่วยอีกแรง ยังมีท่านป้าเหยาด้วย
"พวกท่านมิน่าลำบากเลย ข้าละอายใจนัก"
"เจ้าก็ทำเหมือนพวกข้าเป็นคนอื่นคนไกล เมื่อก่อนข้ายังวิ่งเล่นกับเจ้าบ่อยๆ" ลิ่วลู่เพื่อนสมัยเด็กของนางหลันเอ่ยขึ้น
นางหลันโค้งคำนับอยู่หลายรอบ "ขอบคุณทุกๆท่านมาก ข้ามิรู้จะเอ่ยคำใดได้อีก"
"เอาล่ะอย่ามั่วแต่พากันเอ่ยย้อนความเก่ากันเลย ลงมือกันเถอะเดียวจะสายซะก่อน"
เมื่อทุกคนได้ยินก็พากันแยกย้ายรื้อถอนพวกเศษกิ่งไม้ที่หักร่วงหล่นเต็มลานบ้าน บางส่วนก็ถอนวัชพืช นางหลันได้แต่กล่าวขอบคุณซ้ำๆ ไม่นานเฒ่าสวีกับยายเฒ่าหลิวก็มาถึง "นั้นใช้อาหลันรึไม่ตาเฒ่า"
"คราวะท่านลุงท่านป้าสวีเจ้าค่ะ นี้คือบุตรสาวของข้าเจ้าค่ะ " นางหลันเข้าไปเรียกลูกๆออกมาพอดีที่ท่านลุงกับท่านป้าสวีมาถึงพอดี
"หลานคราวะท่านปู่ท่านย่าเจ้าค่ะ//เจ้าค่ะ"
"มีเพียงสองคนรึ"
"ข้ามีบุตรสามคนเจ้าค่ะ แต่อีกคนล้มป่วยนอนอยู่ด้านในเจ้าค่ะ" อยู่ๆน้ำตาของนางหลันก็เรื้อขึ้นมา พร้อมที่จะไหล นางรู้สึกอ่อนแอขึ้นมาซะอย่างนั้น จนท่านป้าหลิวมารดาของสวีข่ายต้องเดินเข้ามาสวมกอด และตบหลังนางเบาๆเพื่อปลอบโยน นางผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มองเพียงแค่นี้ก็รู้ถึงความทุกข์ใจของหญิงสาวตรงหน้า
"พวกเจ้าเข้าไปคุยกันด้านในก่อนเถอะ ด้านนอกไว้ให้เป็นงานของบุรุษทำกัน พวกเจ้าคงมีเรื่องได้พูดคุยกันอีกเยอะ ไปเถอะ"
เฒ่าสวีเอ่ยไล่ยายแก่ของตน เรื่องของสตรีคงต้องให้สตรีเช่นกันปลอบโยนถึงจะดี เฒ่าสวีหลุนเดินสำรวจพื้นที่รอบๆบ้าน ก่อนจะกลับมาพูดคุยกับบุตรชาย มินานบุตรชายของเขาก็รีบจากไป เหมือนจะไปหาอะไรสักอย่าง
นางหลันผายมือให้กับท่านป้าหลิว "เชิญท่าป้าหลิวด้านในก่อนเจ้าค่ะ"
"นี้มันเรื่องอันใดอาหลัน ทำไมบุตรสาวเจ้าถึงได้เจ็บหนักเยี่ยงนี้เล่า "
ยายเฒ่าหลิวมองดูเด็กร่างเล็กตรงหน้า ใบหน้าที่ซีดขาว เนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกเฆียนตีเต็มไปหมด คนเช่นใดถึงทำกับเด็กได้ถึงเพียงนี้กัน เมื่อนางคาดคั้นจนได้ฟังความก็รู้สึกเวทนาขึ้นมา
เดิมที่นางหลันฮวาสมควรได้ผู้วาสนากับบุตรชายของนาง หากตาเฒ่ามู่มิไปตกลงยกบุตรสาวให้กับตระกูลต้วนเสียก่อน ชีวิตของนางหลันฮวาคงมิเป็นเช่นนี้ เดิมที่ยายเฒ่าหลิวรักและเอ็นดูนางหลันฮวาอยู่แล้ว พอได้มาฟังเรื่องราวทั้งหมดยายเฒ่ากลับรักและสงสารนางเพิ่มอีกเป็นสิบเท่า
เฒ่าสวีเดินเข้ามายังในบ้าน "ลุงจะให้คนมาซ่อมแซมหลังคาบ้านให้เจ้าด้วย อีกประเดี๋ยวอาสวีคงพาคนมาถึง ช่วยๆกันจะได้เสร็จเร็วขึ้น"
"ขอบคุณท่านลุงท่านป้ามากเจ้าค่ะ ข้ากับลูกๆมิมีอันใดตอบแทนเลย ตอนนี้แม้แต่เสื้อผ้ายังมิมีติดตัวมา " ว่าพลาดร้องไห้ออกมา นางอัดอั้นตันใจเสียเหลือเกิน
เฒ่าสวีมองดูเด็กๆที่นั่งอยู่ใกล้ๆนางหลันแล้วรู้สึกเวทนาซะเหลือเกิน พวกนางล้วนแต่เป็นเด็กและสตรี คนพวกนั้นโหดเหี้ยมเกินคนไปแล้ว
พวกชาวบ้านที่มาช่วยงาน พากันทำงานจนเกือบถึงยามอู่ จึงพากันแยกย้ายกลับไปทานอาหารเที่ยง แต่พวกเขาก็ยังบอกกับนางหลันว่าจะกลับมาหลังยามอู่ไปแล้ว งานซ่อมแซมยังคนเหลือมิมาก ก่อนเซินก็แล้วเสร็จ
"ข้าละอายใจต่อพวกท่านนัก ข้ามิมีอันใดตอบแทนเลย" นางและลูกๆยืนโค้งคำนับอยู่หลายรอบลำพังพวกนางยังมิมีอันใดจะประทังท้องเลย แล้วจะเอาอันใดมาเลี้ยงขอบคุณ
"ป้าจะกลับไปทำอาหารที่บ้าน เจ้ากับลูกๆอยู่รอทานด้วยกัน ป้าจะกลับมาพร้อมอาสวี"
"ท่านป้าอย่าได้ลำบากเลยเจ้าค่ะ พวกข้ามีแผ่นแป้งแห้งอยู่"
"หลานๆของข้าคงมิอิ่ม เจ้ารอสักประเดี๋ยวแล้วกัน"
ครอบครัวสวีจากไปแล้วพร้อมชาวบ้านที่มาช่วยงาน นางหลันรู้สึกรื้นตันใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้บุตรสาวคนเล็กจับไข้จนแทบมิได้สติ นางพะวงไปเสียทุกอย่าง ดีที่ได้ท่านพี่สวีพาคนมาช่วย
"ท่านแม่น้องสามจะเป็นอันใดมากรึไม่ นางตัวร้อนเยี่ยงไฟ" ซีฮั่นเอ่ยถามารดา
"แม่จะไปต้มยามาป้อนเพิ่ม พวกเจ้าคอยเช็ดตัวให้น้อง ระวังแผลที่หลังของน้องด้วยรู้รึไม่"
"เจ้าค่ะ//เจ้าค่ะ"
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามยายเฒ่าหลิวก็กลับมาพร้อมกับอาหารหลายอย่าง ถึงจะเป็นอาหารแบบบ้านๆ แต่มันช่างอร่อยเหลือเกินสำหรับครอบครัวของนาง เมื่อนางหลันป้อนยาให้แก่บุตรสาวคนเล็กเสร็จ ก็ได้มานั่งล้อมวงทานอาหารเที่ยงด้วยกัน
สวีข่ายเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากมารดาตอนที่กลับไปบ้าน ตอนแรกที่ได้ฟังเขาอยากจะไปฆ่าคนแซ่ต้วนนั้นให้ตายคามือ ตระกลูต้วนมิใช่คนแล้วโหดเหี้ยมเกินคน บิดาที่คิดฆ่าได้แม้แต่บุตรของตน สามีที่ทอดทิ้งภรรยาได้ เพียงแค่มิสามารถให้กำเนิดบุตรชาย นี้มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน
ระหว่างนั่งทานอาหารเขาก็แอบมองหญิงอันเป็นที่รักของเขา นางต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใดกันนะ เขาขอสัญญาต่อจากนี้เขาจะมิยอมให้ใครมาพรากพวกนางไปได้อีก เขารู้รักเด็กๆทั้งสามมาก นี้เพียงแค่เห็นกันมิถึงวันก็ว่าได้
ด้านของลีลี่ รึขวัญยิกา ตอนนี้นางกำลังท่องดินแดนแห่งสรวงสรรค์อยู่ ในฝันนางไปเจอกับเทพชะตาท่านหนึ่ง ข้างกายมีสุนัขตัวใหญ่ตัวหนึ่ง กำลังนั่งทำท่าสำนึกผิดอยู่ นางเห็นเทพชะตาต่อว่าและด่าทอสุนัขตัวนั้นต่างๆนานนา "อ้าวนางหนูเจ้ามาแล้ว"
"ท่านตารอหนูอยู่เหรอค่ะ"
"ใช่ๆ เรามาเข้าเรื่องกันเลยนะ ข้ามิค่อยมีเวลางานยุ่งนะ เหตุที่เจ้าต้องมายังดินแดนแห่งนี้ และตายก่อนถึงอายุขัยนั้น เหตุก็เกิดจากจากสุนัขชั่วตัวนั้น"
ขวัญยิกามองไปยังสุนัขสีดำที่ขนาดตัวใหญ่กว่าตัวของเธอหลายเท่ามาก เรียกว่าหมายักษ์ก็ว่าได้ "มันยังไงเหรอค่ะ แล้วหนูสามารถกบับไปยังยุคเดิมได้ไหม?"
"ก็มิมีอันใดมากมายหรอกแค่เจ้าสุนัขชั่วตัวนี้มันเอาลูกแก้ววิญญาณไปกัดเล่น มันก็ไม่มีอะไรถ้ามันไม่ทำลูกแก้วตกบ่อแห่งโชคชะตา ทำให้วิญญาณของเจ้าถูกดูดมายังภพนี้แทนภพที่เจ้าอยู่ แต่ข้าได้ลงโทษเจ้านี่แล้ว ข้าจะยกมันให้เจ้า เจ้าจะเอามันไปต้มยำทำแกงที่ใดก็เชิญตามสบายเลยแม่หนู"
ขวัญยิกาถึงไปไม่เป็นเลย เธอจะเอาหมาตัวนี้ไปทำอะไร มันใช้ให้ไปซื้อของได้ไหมเล่า "หนูไม่เอาหรอกค่ะหนูไม่ชอบหมา หนูชอบเลี้ยงเสือมากกว่าอิอิ"
ขวัญยิกาปลงตกกับชีวิตได้แล้ว ภพที่จากมาเธอไม่ได้มีใครคอยอยู่แล้ว พ่อแม่ของเธอท่านเสียไปนานหลายปีแล้ว ถ้าจะกลับไปไม่ได้ก็ขอใช้ชีวิตใหม่ให้ดีที่สุด "ว่าแต่หนูจะได้รับพลังวิเศษอะไรไหมค่ะ รึมีมิติกาลเวลาอะไรประมาณนั้นไหมค่ะ"
"พลังวิเศษข้าคงให้ไม่ได้ แต่ตัวช่วยโกงข้าพอหาให้ได้ เจ้าสุนัขตัวนี้เห็นแต่มันซุกซนไปวันๆแบบนี้ แต่มันก็เป็นสุนัขเทพ เจ้าสามารถใช้มันได้ในบางเรื่อง เอาเป็นว่าข้ามอบมันให้เจ้า เมื่อใดที่เจ้าตื่นจากความฝันให้เดินขึ้นไปบนเขา ไปรับเจ้าตัวนี้ลงมาเลี้ยงดูแล้วกัน เอาล่ะข้าต้องไปขึ้นเครื่องเพื่อไปสัมนาเรื่องดวงชะตาของมนุษย์ต่อแล้ว"
ขวัญยิกาเริ่มรู้สึกตัวตื่นในวันที่สาม แผลที่แผ่นหลังเริ่มแห้งตึงแล้ว เวลาขยับตัวจะเจ็บเล็กน้อยแต่ก็ไม่หนักเท่าวันแรกที่โดน "น้องสามเจ้าตื่นแล้ว หิวรึไม่"
อี๋นั่วที่ได้รับหน้าที่ให้นั่งเฝ้าน้องสาวคนเล็ก หลังจากวันนั้นที่ท่านลุงสวีพาชาวบ้านมาช่วยซ่อมบ้าน ก็ผ่านมาสามวันแล้ว ตอนนี้ท่านแม่ไปรับจ้างซักผ้าให้กับจวนของเศรษฐีหลู่ ส่วนพี่ใหญ่ก็ไปรับจ้างเลี้ยงเป็ด ส่วนนางได้รับหน้าที่ดูแลน้องเล็กอยู่ที่บ้าน
"หิวเจ้าค่ะ"
อี๋นั่วรีบเข้าไปในครัวก่อนจะตักโจ๊กข้าวฟางมาป้อน " เดียวพี่ป้อน เจ้าค่อยๆกินนะ"
"แล้วท่านแม่กับพี่ใหญ่ล่ะเจ้าค่ะไปไหน"
"อ่อไปรับจ้างทำงานนะ เจ้าอยากลุกเดินไหม"
"พี่รองข้าอยากอาบน้ำเจ้าค่ะ"
"แต่แผลเจ้ายังมิหายดีเช็ดตัวก็พอ"
อี๋นั่วยกอ่างน้ำอุ่นเข้ามา ก่อนจะช่วยน้องเล็กเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้า โชคดีที่มีคนเมตตานำเสื้อผ้าที่มิได้ใช้มาให้พวกนางพี่น้อง ถึงจะเป็นชุดเก่าแต่ก็ดีกว่ามิมีให้เปลี่ยน มารดาของนางมีเงินเหลือไม่กีตำลึง วันก่อนท่านลุงสวีพาไปซื้อพวกข้าวสารอาหารแห้ง และเครื่องปรุงรสและแป้งสาลีมาไว้ในบ้าน
"ข้ากินยาแล้ว รู้สึกว่าแผลมิค่อยเจ็บแล้ว ข้าอยากช่วยท่านแม่ทำงานเจ้าค่ะ"
"ใครเขาจะจ้างเด็กเยี่ยงเจ้ากันฮึ" อี๋นั่วยิ้มให้กับความคิดของน้องสาว
"งั้นเราทำของไปขายดีรึไม่เจ้าค่ะ"
"ก็น่าสนไว้เจ้าหายดีกว่านี้ก่อนนะ เอาล่ะเดินเล่นมาสักพักแล้วเจ้าควรกลับไปนอนพัก พี่จะไปเตรียมมื้อค่ำรอท่านแม่กับพี่ใหญ่"
ลีลี่นางพยายามคิดหาทางหาเงินมาเลี้ยงคนในครอบครัว นางไม่อยากให้ท่านแม่และพี่สาวต้องออกไปรับจ้าง พี่สาวคนโตชอบทำขนม นางรู้สูตรขนมจากยุคอนาคตเยอะเลย ส่วนพี่รองชอบเย็บปักถักร้อย นางก็พอจะวาดแบบได้แตกต่างจากยุคนี้ แถมยังมีชุดที่นางสามารถวาดออกมาได้อยู่หลายแบบ
"ฮ่าๆๆๆ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว รอก่อนนะเงินจ๋า รอพี่หายดีก่อนแล้วพี่จะไปรับพวกเจ้าอิอิ"
เสียงของน้องสามที่หัวเราะอยู่เพียงคนเดียว สร้างความประหลาดใจแก่อี๋นั่วยิ่งนัก แต่นางก็ตั้งใจทำอาหารต่อไปโดยมิได้เดินไปดูนางแต่อย่างใด
สิบวันผ่านไป ไวเหมือนโกหก(ก็โกหกนั้นล่ะอิอิ) ตอนนี้แผลของลีลี่แห้งสนิทแล้ว นางได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่แต่ภายใบ้านจนตอนนี้แทบจะกลายร่างเป็นผีดูดเลือดไปแล้ว
"ท่านแม่วันนี้ข้าขอขึ้นเขากับท่านลุงสวีได้รึไม่ วันก่อนท่านลุงบอกจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรป่า"
ลีลี่กำลังอ้อนวอนมารดา นางเอาหัวน้อยๆของนางถูขึ้นถูลงกับแขนของมารดา ท่าทางคล้ายลูกแมวออดอ้อน "แม่มิให้ไปเจ้าตัวแค่นี้ ไปก็จะเป็นภาระท่านลุงได้ เที่ยวเล่นแต่ในหมู่บ้านก็พอแล้ว"
"แต่ท่านลุงบอกจะพาข้าไป ไม่เชื่อท่านลองถามท่านลุงดูซิ ใช่ไหมเจ้าค่ะท่านลุงสวีข้ากับพี่รองไปกับท่านด้วยได้รึไม่"
"น้องหลันฮวา พี่รับปากพวกนางแล้วจะพาไปหาสมุรไพร พี่เพียงแค่พาไปเดินเล่นช่วงตีนเขาเพียงเท่านั้นเอง "
"ท่านพี่สวีท่านจะตามใจพวกนางเช่นมิได้นะเจ้าค่ะ"
"ท่านแม่ข้าจะดูแลน้องเล็กเองเจ้าค่ะ ข้าอยากหาสมุนไพรไปขายช่วยท่านแม่กับพี่ใหญ่หาเงิน นะเจ้าค่ะให้พวกข้าไปเถอะ นานะ"
"ถ้าพวกเจ้าสัญญาว่าจะมิดื้อมิซน ฟังที่ท่านลุงบอกทุกอย่าง ตกลงรึไม่"
"เจ้าค่ะ//รับทราบเจ้าค่ะ"
"ข้าขอฝากพวกนางด้วย รบกวนท่านพี่สวีตลอดเลย"
"พวกนางคือหลานของพี่เบ่นกัน เจ้าอย่าได้คิดมาก "
เมื่อลีลี่ขออนุญาติท่านแม่ได้แล้ว นางก็รีบวิ่งไปหยิบย่ามสะพายใบเล็กๆ ที่นางให้พี่รองทำให้เมื่อหลายวันก่อน พวกนางมีย่ามคนละหนึ่งใบ ก่อนจะมุ่งหน้าเดินตามท่านลุงสวีไปขึ้นเขาในครั้งนี้
คงเป็นเพราะเลยยามเฉินมาแล้ว ทำให้พบเห็นชาวบ้านบางส่วนเดินลงเขามาบ้างแล้ว บางคนขึ้นเขาตั้งแต่ยามอิ๋นเลยก็ว่าได้ "ท่านลุงวันนี้ท่านลุงจะพาพวกข้าไปหาสมุนไพรอันใดเจ้าค่ะ"
"ลองหาดูก่อนเผื่อจะเจอสมุนไพรดีๆ ที่พอจะลับตาคนหลงเหลือยุบ้าง ลุงมิรู้ว่าจะเจอสมุนไพรชนิดใดเช่นกัน"
ทั้งสามมุงหน้าขึ้นเขา ตอนแรกสวีข่ายตั้งใจจะพาเด็กๆเดินแค่ช่วงตีนเขา แต่สมุนไพรล้วนถูกชาวบ้านเก็บไปจนหมดมิมีหลงเหลือให้เห็น เขาจึงต้องพาพวกนางขึ้นไปบนเขา แต่ก็เลือกบริเวณที่ไม่อันตรายมากนัก
"โอ๊ะ!!! นั้น!!!"
ลีลี่วิ่งตรงไปหาบางอย่าง นางเห็นบางอย่างที่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก นั้นคือพริกชี้ฟ้าที่ตอนนี้กำลังสุกแดงเต็มต้น
"เจ้าเห็นสิ่งใดกันน้องสาม" อี๋นั่วถามอย่างสงสัย
"ท่านลุงรู้จักมันรึไม่เจ้าค่ะ"
"ลุงเห็นมันมีขึ้นเต็มชายเขา แต่มิมีผู้ใดเคยนำไปทำอาหารนะ"
"ฮ่าๆๆๆ นี้คือเครื่องปรุงชนิดหนึ่ง พวกท่านช่วยข้าเก็บไปก่อน ไว้ข้าจะทำอาหารรสจัดจ้านให้ทานเจ้าค่ะ"
"น้องสามเจ้ามิเคยทำอาหาร อย่ามาปด"
"เถอะน่าเชื่อข้า ข้าเรียนมาฮ่าๆๆๆ"
สวีข่ายกับอี๋นั่วได้แต่ส่ายหน้า พวกเขามิอยากห้ามปรามลองให้นางได้เก็บไปก่อน เดียวมารดานางก็คงจัดการเองเมื่อลงเขาไป
หลังจากเก็บจนหมดต้นทั้งเขียวทั้งแดงแล้ว ลีลี่ก็เปลี่ยนเป้าหมาย นางเดินนำขึ้นเขาไปซะอย่างงั้น ทั้งๆที่ตนเองมิได้รู้จักทางแต่อย่างใด ใดๆคือนางคิดว่าถ้ายิ่งขึ้นเขาลึกเท่าใดนางก็จะเจอ กับเจ้าหมาตัวใหญ่ที่ท่านตาเทพชะตาบอกเพียงเท่านั้น
เรื่องสมุนไพรนางมิรู้จักหรอก ถ้าเครื่องปรุงอย่างพริก ข่า ตะไคร้พอว่าไป ระหว่างทางที่เดินขึ้นเขามา สวีข่ายก็พาพวกนางเก็บผักป่าบ้าง เก็บสมุนไพรบ้าง แล้วแต่จะเจออันใดที่พอรู้จักและพอจะนำไปขายได้
"ระวัง!!!"
อยู่ๆสวีข่ายก็กระโดดมายืนกั้น เบื้องหน้าเด็กทั้งสอง เขาเห็นบางอย่างอยู่ในพุ่มไม้ ท่าทางคล้ายสัตว์ดุร้าย มันกำลังจ้องมองมาที่พวกเขา
"มีอะไรเจ้าค่ะท่านลุง"
อี๋นั่วจับชายเสื้อของท่านลุงไว้แน่น นางขึ้นเขาครั้งแรกก็เจอเข้ากับสัตว์ป่าที่หิวกระหายแล้วหรืออย่างไร ต่างจากลีลี่ ที่ตอนนี้นางชะเง้อคอมองดู ว่ามีอะไรอยู่ตรงพุ่มไม้ข้างหน้า นางรู้สึกได้ว่ามันจะมิทำร้ายนางอย่างแน่นอน
"ลีลี่ ถอยออกมาเดียวนี้"
สวีข่ายรีบดึงนางให้ถอยหลัง เขาต้องพาพวกนางถอยออกจากตรงนี้ก่อนให้ได้ แต่ในระหว่างที่เขามิทันได้ตั้งตัวอยู่นั้น กลับมีบางอย่างกระโดดพุ่งออกมาจากพุ่มไม้
กรี๊ด!!! ตุ๊บ!!!
ลีลี่ล้มลงเพราะถูกบางอย่างกระโจนเข้าใส่ "มนุษย์โง่นี้ข้าเองจำมิได้รึ" เสียงบางอย่างดังขึ้นในหัวของลีลี่ ทำให้นางกล้าลืมตาดู ว่าสิ่งใดที่ทับนางอยู่ตอนนี้
"ว้าว!! ลูกเสือ ฮ่าๆๆๆๆ มันคือลูกเสือกำลังน่ารักเลย"
สวีข่ายกับอี๋นั่วตอนนี้ตัวแข็งเป็นหินไปแล้ว พวกเขามิทันได้ตั้งตัวก็เจอกับเสือเป็นๆ ถ้าลูกมันอยู่แถวนี้มิแน่แม่มันอาจอยู่ด้วยก็ได้ "ลีลี่เจ้าวางมันลง เราต้องไปกันแล้วเดียวแม่มันตามมาจะแย่"
"ท่านลุงเจ้านี้ข้าขอเอากลับบ้านด้วยได้รึไม่เจ้าค่ะ ดูซิมันน่ารักมากเลยข้าชอบเสือ"
"เหลวไหลน้องสามเจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ท่านแม่ตีเจ้าตายแน่ หากเจ้านำมันกลับไป"
ลีลี่อุ้มเจ้าลูกเสือขึ้นมา ก่อนจะเดินเข้าไปหาพี่สาวและท่านลุงสวี "พวกท่านลองจับดูซิเจ้าเสี่ยวไป๋มันออกจะน่ารัก"
"เสี่ยวไป๋" สวีข่ายกับอี๋นั่วพูดพร้อมกัน ถึงขั้นตั้งชื่อให้พร้อมเอากับนางซิ
"ถ้าข้าสามารถสั่งมันได้พวกท่านจะยินยอมให้ข้าพามันกลับไปด้วยได้รึไม่เจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ได้" สวีข่ายคิดในใจใครจะสั่งเสือสิงห์ให้ทำตามได้ในครั้งเดียว
เมื่อทุกคนเห็นพ้องลีลี่จึงวางเสี่ยวไป๋ลง ก่อนจะสั่งให้มันทำตาม "เสี่ยวไป๋นั่งลง เสี่ยวไปยืนขึ้น เสี่ยวไปไปคาบมันมา....บลาๆๆๆ"
สวีข่ายกับอี๋นั่วได้แต่ยืนอ้าปากค้าง เจ้าลูกเสือโคร่งตัวนี้ฟังที่นางพูดรู้เรื่อง แปลกเหลือเกิน พวกเขาลองสั่งดูบ้าง ปรากฎว่าเสี่ยวไป๋ยอมทำตามทุกอย่าง ไม่นานสวีข่ายเริ่มคุ้นชินกับมัน "แล้วหากเกิดว่าแม่มันตามหาเจ้านี้อยู่เล่า ลีลี่เจ้าจะพรากแม่พรากลูกมันมิได้เจ้ารู้รึไม่"
"เสี่ยวไป๋เจ้ามีบิดามารดารึไม่"
ผลปรากฎว่ามันส่ายหัวไปมาจนหัวเล็กแทบหลุดออกมา "ท่านแม่ต้องลงโทษเจ้าแน่ เรื่องนี้พี่จะมิช่วยเจ้าแน่นอน"
"วางใจเถอะเจ้าค่ะ ท่านแม่ต้องชอบมันแน่อิอิ"
ลีลี่อุ้มลูกเสือโคร่งขาวขึ้นมา นางฝันอยากเลี้ยงเสือมานานแล้ว นางดูตามยูทูปเห็นดาราบางคนเลี้ยงเสือเลี้ยงสิงโต ต้องคนรวยจริงๆถึงจะเลี้ยงได้ สมหวังล่ะ "เจ้ามนุษย์โง่เง่า เดินไปทางนั้นจะมีสมุนไพรอยู่ วางข้าลงข้าใจดีจะพาไปถือเป็นการให้ของขวัญครั้งแรกที่พบกันฮึ"
โอ๊ะ !!!
"ท่านลุงท่านพี่ทางนี้มาดูซิ เสี่ยวไป๋มันพบบางอย่าง"
"นั้นมัน!! โสม โสมพันปี"
สวีข่ายเข่าแทบทรุด เจ้าลูกเสือน้อยกำลังขุยดินที่ทับโสมรูปคนออก เผยให้เห็นบางส่วนอย่างชัดเจน เขาอยู่มาจนจะ40ปีแล้ว ยังไม่เคยพบโสมทีสมบูรณ์ขนาดนี้
"มันคืออะไรเจ้าค่ะ" อี๋นั่วสงสัยนางเห็นแค่รากบางส่วนเอง
"โสมเจ้าค่ะ ท่านลุงบอกมันเป็นโสมพันปี"
"เสี่ยวไป๋ของเราช่างรู้ความ" อี๋นั่วรีบย้ายข้างอย่างไว
สวีข่ายรับช่วงต่อจากเสี่ยวไป๋ เขาค่อยๆขุดเอาดินออกทีละนิด ก่อนจะยกโสมตรงหน้าขึ้นมา โสมรูปคน ขนาดใหญ่กว่าฝามือของเขาอีก หากขายคงได้ได้ตำลึงเงิน "ขอบคุณเสี่ยวไป๋ เด็กดีไว้ข้าจะนำอาหารมาตอบแทน"
เสี่ยวไป๋หาได้สนใจสวีข่าย มันเอาแต่เลียขนตัวเองเล่นไปมา "เทพเยี่ยงข้ามิกินเนื้อดิบ อย่าได้นำมันมาให้ข้าเล่า"
"ตกลงๆท่านเทพ"
ลีลี่สื่อสารผ่านความคิดของนาง จะว่าไปตัวช่วยโกงของนางก็มีค่านะ รู้จักช่วยทำมาหากินตั้งแต่วันแรกเลย "เราลงเขากันก่อนเถอะเจ้าค่ะ นี้ก็สายมากแล้ว"
อี๋นั่วร้องเตือน ตอนนี้ในย่ามของพวกนางเต็มไปด้วยผักป่า หอมป่า ผักหนาม และยังมีสมุนไพรยาอย่างเช่นเง็กเต็ก สมุนไพรอาหารยา สรรพคุณช่วยลดร้อนใน เป็นไข้ มันยังนำมาทำอาหารบำรุงร่างกายได้ดี ท่านลุงบอกว่าเก็บมาให้ท่านแม่ของนาง มิได้เอาไว้ขาย
"เช่นนั้นก็รีบกลับกันเถอะ ไว้มารดาเจ้ากลับมาลุงจะมาปรึกษาเรื่องโสม"
สวีข่ายรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก มิว่าจะขายได้เท่าใดเขาจะให้กับน้องหลันฮวาทั้งหมด นางจะได้มิลำบากต้องออกไปทำงานรับจ้างตามบ้านเยี่ยงนี้ หวังว่าโสมตัวนี้จะพอขายได้สักสิบยี่สิบตำลึงเงิน ไม่ค่อยมีใครพบโสมและนำไปขายเท่าใดนัก
เขามิรู้ราคาของโสม ที่รู้ว่าเป็นโสมพันปีก็ฟังปู่ย่าล่ามาอีกที เต็มที่พวกเขาหาเจอแต่ต้นโสมน้อยๆที่มีเพียงรากเล็กเท่านั้น ราคาก็มิได้มากมายอันใด น้อยคนที่จะยึดอาชีพหาสมุนไพรขาย ส่วนมากล้วนแต่ล่าสัตว์ รึทำอาชีพอื่นๆ สมุนไพรที่หามาได้ส่วนมากชาวบ้านมักเก็บไว้กินเอง
"เจ้าควรซ่อนเจ้าเสี่ยวไป๋ให้ดี หากชาวบ้านเห็นมันเข้าจะแตกตื่นได้"
ลีลี่รีบเอาเสี่ยวไป๋ซุกเข้าด้วนในเสื้อ โพล่ออกมาเพียงก้นและหาง หากใครถามว่านางอุ้มสิ่งใดอยู่นางมักจะบอกกับชาวบ้านที่ถามมาว่า "ข้าเก็บลูกแมวมาเลี้ยงเจ้าค่ะ"