หญิงสาวสวยนอนสงบนิ่งปราศจากลมหายใจ แม้ร่างกายเปรอะเปื้อนด้วยเลือดสีแดงฉานกระจายอยู่เต็มเสื้อที่สวมใส่ภายใต้ผ้าคลุมสีขาวก็ไม่อาจบดบังความงดงามล้ำเลิศของนาง ใบหน้างามหลับตาพริ้มเหมือนกำลังอยู่ในนิทรารมย์ ไม่รับรู้ถึงหยาดน้ำตาของบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่รินหลั่งอไม่ขาดสาย เสียงรำพึงพร่ำขอโทษของเขาแหบพร่าสั่นเครืออย่างอาดูรสุดอาลัยขาดหายเป็นช่วงจนแทบจะจับใจความไม่ได้
“โอ...คราดิยาห์...พี่ขอโทษ...พี่ขอโทษ...ที่ไม่อาจปกป้องเจ้าได้ ...พี่ขอโทษ...”
สองมือของเขาประคองใบหน้างามอย่างทะนุถนอม จับจ้องด้วยดวงตาพร่ามัวด้วยน้ำตาของบุรุษที่กำลังสูญเสียของรักที่สุดรักสุดหวง บัดนี้ใบหน้าแสนสวยที่เคยอบอุ่นมีเลือดฝาดระเรื่อกลับซีดเซียวเย็นชืดไร้ชีวิตชีวา เพราะเจ้าของสิ้นลมหายใจไปก่อนหน้าที่เขาจะมาพบนานกว่าสามชั่วโมง ถ้าเขามาเร็วกว่านี้นางก็คงยังมีลมหายใจ และใบหน้างดงามนี้จะต้องมีรอยยิ้มแสนสวยที่เขาประทับใจอยู่ไม่เคยรู้ลืม
“ ...คราดิยาห์...พี่รักเจ้า...พี่รักเจ้า...พี่ขอโทษ...”
กิริยาซบหน้าร่ำไห้ลงบนฝ่ามืออย่างโศกเศร้าอาดูรของบุรุษผู้สูงศักดิ์ทำให้องครักษ์คนสนิทถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอ เขาทนรอให้พระองค์แสดงความเสียพระทัยกับการสิ้นพระชนม์ของพระชายาสุดแสนรักมาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว จึงเดินเข้าไปคุกเข่าคำนับต่ำและกราบทูลเสียงแผ่วเบา
“ขอประทานอภัยพระเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมคิดว่า พระองค์คงต้องมีรับสั่งเกี่ยวกับพระศพ และ...พระธิดา...”
คำกราบทูลขององครักษ์ผู้จงรักภักดี ช่วยเรียกสติของบุรุษผู้สูงศักดิ์ให้คืนกลับมา เขาลดมือลงจากใบหน้า กะพริบตาถี่สี่ห้าครั้งเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ที่ประทับอยู่นานเรียกหาพระธิดา
“ลูก...ลูกของฉันอยู่ไหน”
“พระธิดาอยู่นี่แล้วเพคะ”
หญิงสาวร่างท้วมสวมชุดสูทกางเกงเครื่องแบบพยาบาลอุ้มทารกที่หลับอยู่แนบอกนั่งเยื้องอยู่เบื้องหลัง กราบทูลก่อนจะรีบนำเข้าไปส่งให้ถึงพระหัตถ์
“โอ...ลูกพ่อ...พ่อขอโทษ...พ่อขอโทษ...ที่ทำให้เจ้าต้องกำพร้าแม่...ลูกรัก...”
พอสัมผัสผ้าอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างเล็กจ้อยของพระธิดา น้ำตาของบุรุษก็หยดหยาดลงมาอีกครั้ง ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ไล้แผ่วเบาบนแก้มยุ้ยที่เจ้าของแก้มกำลังนอนหลับตาพริ้ม แต่เหมือนทารกน้อยจะรับรู้คำพูดของเขาจึงเปล่งเสียงอ้อแอ้และลืมตาขึ้นมองสบพระเนตรพระบิดา ทำให้มุมปากของพระองค์ยกขึ้นด้วยความปลาบปลื้มพระทัยที่เห็นสีพระเนตรของพระธิดาเป็นสีเดียวกับพระองค์
“ลูกมีดวงตาสีเดียวกับฉัน" ทรงหันไปรับสั่งกับนางพยาบาลและองครักษ์ด้วยใบหน้าที่พอจะเปล่งประกายความสดใสออกมาบ้าง
“เพคะ ทรงมีรักยิ้มที่มุมพระโอษฐ์เหมือนพระมารดาและสีพระเนตรเหมือนพระบิดา”
มารีอาผู้ทำคลอดทารกกราบทูลด้วยน้ำตานองหน้า เหตุการณ์ที่ผ่านมากว่าสามชั่วโมงยังฝังติดอยู่ในใจ พระชายาเริ่มเจ็บพระครรภ์มาตั้งแต่หัวค่ำ จนมาคลอดเอาตอนรุ่งสางเห็นแสงอรุณรำไร พอได้เห็นหน้าพระธิดาก็กอดจูบร่ำไห้แล้วสั่งให้นำพระธิดาออกจากโรงแรมหาที่ซ่อนตัวใหม่ให้ปลอดภัย ตนกับองครักษ์คนหนึ่งจึงจำใจรีบพาทารกออกไป ละเป็นเวลาเฉียดฉิวกับฆาตกรที่ลอบบุกเข้ามาปลงพระชนม์ และตามติดพวกตนมาฆ่าองครักษ์ที่ตามคุ้มครองตายต่อหน้าต่อหน้า แต่โชคคดีที่คนของพระราชาธิบดีตามมาช่วยตนกับพระธิดาไว้ทัน
“พระมารดาทรงประทานพระนามไม่เป็นทางการว่า เดหลี เพคะ" หล่อนกราบทูลเสียงสั่นเครือ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา
“ ...เดหลี...ใช่สิ...นางชอบดอกไม้ชนิดนี้ เป็นสีขาวที่ปลูกคู่อยู่กับดอกกุหลาบสีขาวไว้เกือบจะทั่วบ้าน...”
คำรับสั่งว่า บ้าน หมายถึงพระตำหนักไวท์โรส ( With Rose-กุหลาบขาว ) ที่ทรงสร้างไว้เป็นที่พำนักของพระชายาที่แสนรัก หลังจากพานางเข้ามาอยู่ในประเทศของตน และรับนางเข้าเป็นพระชายาลำดับสองอย่างเป็นทางการ
พอพระชายามีพระครรภ์ก็เกิดเหตุการณ์เกือบจะทำให้นางเสียชีวิตหลายครั้งหลายครา จึงทรงขอร้องให้นางเดินทางออกนอกประเทศ โดยหาที่พำนักอันปลอดภัยไว้ให้ แต่นางก็ไม่ยินยอมตาม เพราะไม่ปรารถนาที่จะอยู่ห่างไกลพระสวามี
เวลาล่วงเลยมาจวนใกล้จะคลอด เมื่อเห็นว่าผู้ปองร้ายไม่ยอมรามือ นางจึงยอมตามคำร้องขอของพระสวามี ด้วยการปลอมตัวเล็ดลอดออกมาพำนักอยู่ที่โรงแรมแห่งนี้ เพื่อจะรอพระสวามีเดินทางไปส่งให้ถึงที่หมาย แต่ก็ไม่อาจพ้นเงื้อมมือของผู้ปองร้ายที่ส่งคนตามมาฆ่านางเสียก่อน
“ฉันจะนำศพของนางกลับไปที่ตำหนักไวท์โรส นางจะอยู่อย่างมีความสุขในสวนดอกไม้ที่นางรักตรงด้านหลังตำหนัก”
“ส่วนศพองครักษ์ที่พลีชีพทั้งสองคนเราจะตอบแทนให้สมค่า เจ้าช่วยจัดการให้สมเกียรติต่อพวกเขาด้วย”
“พระเจ้าข้า แล้ว พระธิดา”
เขามองไปยังร่างทารกที่นอนหลับใหลอย่างไม่รู้ชะตากรรม ด้วยความรู้สึกตีบตันอย่างเวทนา แม้พระชายาจะเป็นเพียงหญิงสาวสามัญต่างชาติ แต่กิริยามารยาทอันสมเป็นกุลสตรีและการอ่อนน้อมถ่อมตนก็ทำให้เป็นที่ชื่นชมของเหล่าองครักษ์ใกล้ชิด ทุกคนจึงยอมพลีชีวิตด้วยความจงรักภักดี
“ฉันติดต่อผู้เลี้ยงดูเอาไว้แล้ว อีกครึ่งชั่วโมงคงจะมาถึงเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ”
บุรุษผู้สูงศักดิ์กอดหอมด้วยความรักอาลัยก่อนจะส่งร่างทารกให้แก่มารีอาพยาบาลประจำองค์พระชายา นับถือต่อความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ของนาง ทรงดำเนินไปยังร่างที่นอนสงบนิ่ง ประทับนั่งลงจับมือบอบบางที่เย็นชืดขึ้นมาแนบใบหน้า
“ ...คราดิยาห์...ไม่ต้องเป็นห่วงลูกนะ...พี่จะดูแลลูกของเราให้ดีที่สุด จะส่งไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดต่อชีวิตของแก พี่จะไม่ยอม...ให้ใครมาทำร้ายลูกของเราเป็นอันขาด... แม้จะต้องแลกกับชีวิตของพี่ก็ตาม...”
คำรับสั่งกระซิบใกล้ใบหน้าพระชายาขาดหายเป็นช่วงด้วยความรู้สึกถึงอาการตีบตันให้ลำคอเพราะทรงพยายามหักห้ามใจเก็บกลั้นความเสียใจ ก่อนจะกล่าวคำสัญญาหนักแน่น
“พี่สัญญาคราดิยาห์ สัญญาว่าจะดูแลลูกของเราอย่างดี จะไม่ให้ต้องมีอันตราย...พี่สัญญา...”
ทรงก้มลงจุมพิตบนหน้าผากพระชายาสุดที่รัก ก่อนจะสั่งให้เหล่าองครักษ์นำพระศพออกไป แล้วหันมากล่าวกับมารีอานางพยาบาลผู้ถูกว่าจ้างมาดูแลพระชายาตั้งแต่เริ่มตั้งพระครรภ์ และนางก็จงรักภักดียอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายติดตามมาอยู่รับใช้คราดิยาห์จนลมหายใจสุดท้าย
“มารีอา ถ้าฉันจะขอให้เจ้าเดินทางไปกับธิดาของฉัน เจ้าจะไปหรือไม่”
“ฝ่าพระบาท มารีอาเป็นข้ารับใช้ของพระองค์กับพระชายา หม่อมฉันยินดีจะตามไปรับใช้พระธิดาเพคะ”
“แต่เจ้าอาจจะไม่ปลอดภัย หรือไม่ได้กลับมาประเทศนี้อีกเลย”
“มิเป็นไร พระธิดาอยู่ที่ไหน หม่อมฉันก็จะอยู่ที่นั่นเพคะ”
“ถ้าอย่างนั้น เราก็ขอฝากลูกของเราด้วย เจ้าช่วยดูแลให้ดี เราจะส่งพวกเจ้าไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด”
“รับด้วยเกล้าเพคะ หม่อมฉันยอมสละชีพเพื่อความปลอดภัยของพระธิดาเพคะ”
“ ขอบใจ ...ขอบใจมากมารีอา...ส่งเด็กมาเถอะ ขอเรากอดลูกอีกสักหน่อย”
บุรุษผู้สูงศักดิ์รับร่างพระธิดามากอดแนบอก แม้จะทรงอดกลั้นความโศกเศร้าเสียใจอย่างไร ก็ไม่อาจเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ พลางก้มลงจุมพิตพวงแก้มป่องยุ้ยด้วยพลานามัยสมบูรณ์ของพระธิดาอย่างแสนรัก ทารกน้อยสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมองจับจ้อง โดยไม่มีเสียงร้องไห้ ยิ่งทำให้ทรงปลาบปลื้มใจ
“ลูกรักของพ่อ...ดวงใจของพ่อ...จอมขวัญของพ่อ...พ่อขอให้พระเจ้าจงคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัย และเจริญวัยเติบโตอยู่เป็นดวงใจเป็นจอมขวัญของพ่อตลอดไปนะลูกนะ”
“...ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...”
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดึงความสนใจให้หญิงสาวอ่อนวัยในชุดแม่ชีฝึกหัดสีขาวสะอ้านที่กำลังนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่หันหน้าไปมอง
“คุณหนูคะ...คุณหนู...”
ผู้ถูกเรียกขานว่า คุณหนู จดจำได้ดีว่าเป็นเสียงของคนคุ้นเคยที่เรียกขานกันอยู่ประจำจึงขานรับให้เข้ามา
“ค่ะ เข้ามาเลยค่ะ”
ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาทำให้แปลกใจ วันนี้พี่เลี้ยงสวมเครื่องแต่งกายแบบสตรีชาวอาหรับมีผ้าคลุมฮิญาบเก็บชายอยู่ในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลทองที่สวมทับชุดยาวกรอมเท้าสีน้ำตาลเข้มเหมือนกำลังจะเดินทางไกล
“มาเรีย ทำไมแต่งชุดแบบนี้ล่ะจ๊ะ”
หญิงสาวสวยเพิ่งครบวัยยี่สิบปีบริบูรณ์ลุกจากเก้าอี้เดินไปหา ถามเสียงสูงด้วยความสงสัยที่พี่เลี้ยงผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนโตแต่งตัวผิดแปลกจากที่เคยเห็น
“ก็วันนี้ ดิฉันต้องไปจากที่นี่แล้วนี่คะ”
นางยอมรับด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่เผยความรู้สึกใดๆ ผิดกับคนรับฟังที่ดวงตาโตสุกใสเริ่มคลอปริ่มด้วยหยาดน้ำตาและผวาเข้ากอดพี่เลี้ยงด้วยความตกใจอาลัยรัก ตั้งแต่เติบโตมาก็มีแต่มาเรียเท่านั้นที่อยู่ใกล้ชิดสนิทเหมือนญาติผู้ใหญ่ แล้วนี่นางจะจากไปไหนกัน
“มาเรียจะไปไหน วันนี้เป็นวันที่ฉันจะถวายตัวกับพระเจ้านะ จะไม่อยู่เป็นกำลังใจให้หรือ" น้ำเสียงน้อยใจทำให้หญิงพี่เลี้ยงต้องโอบกอดร่างบางเข้าแนบอกเหมือนทุกครั้งที่เคยปลอบใจ
“เอาเถอะค่ะ ดิฉันจะอยู่กับคุณหนูจนเสร็จพิธี แต่ตอนนี้คุณพ่อฟรานซิสกับคุณแม่อธิการโมนาให้ดิฉันมาเชิญคุณหนูไปพบที่ห้องรับรองชั้นในค่ะ" หญิงสาวดันตัวออกจากการกอดของพี่เลี้ยงเพื่อมองสบตาของนาง แต่ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความรักเทิดทูน
“ท่านทั้งสองมีธุระอะไรหรือ อีกชั่วโมงกว่าๆก็จะถึงเวลาทำพิธีแล้วนี่คะ”
“เอ้อ...เห็นว่ามีแขกสำคัญจะแนะนำให้รู้จักค่ะ“
“ใครกันจ๊ะ”
“ถ้าคุณหนูอยากรู้ว่าเป็นใครก็รีบไปกันเถอะค่ะ อย่าให้ท่านต้องรอนาน”
คนเป็นพี่เลี้ยงจับจูงมือสาวน้อยผู้ที่ตนดูแลมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยพาเดินเร่งรีบตรงออกไปเหมือนกับร้อนใจ พอมาถึงห้องรับรองชั้นในนางก็เป็นฝ่ายเคาะประตูกล่าวขออนุญาตเข้าไป
“คุณหนูมาแล้วค่ะ”
สาธุคุณฟรานซิสกับแม่อธิการโมนาและแขกผู้มาเยือน ลุกขึ้นยืนต้อนรับสาวน้อยผู้มีใบหน้าสวยจับตาจับใจที่เพิ่งก้าวพ้นประตูเข้ามา แม้จะอยู่ในชุดขาวเรียบแบบแม่ชีฝึกหัด แต่ความสวยงามอย่างมีสง่าราศีก็ยังเด่นชัดออกมาสู่สายตาผู้พบเห็น ซึ่งเคยเป็นที่นึกเสียดายของแม่อธิการโมนาที่ในวันนี้เธอจะเข้าพิธีถวายตัวแด่พระผู้เป็นเจ้า เพราะความงดงามที่พระเจ้าประทานลักษณะเด่นของความเป็นเพศหญิงสมบูรณ์แบบหาที่ติไม่ได้
ในความสวยงามของสาวน้อย ประกอบด้วยรูปร่างงามสง่าอันสมส่วนเย้ายวนใจ โดยเฉพาะผิวพรรณขาวนวลผ่องใสไร้ไฝฝ้า รวมไปถึงเส้นผมสีเข้มอันดกหนา และเครื่องหน้าพริ้มเพราที่เหมือนการจับวางเอาคิ้วเข้มเรียวยาวไว้เหนือดวงตากลมโตส่องประกายสีน้ำเงินสุกใสราวกับอัญมณี โดยมีขนตาดกหนาและยาวงอนล้อมรอบที่ช่วยเสริมความสวยหวาน และเข้ากันกับจมูกเล็กโด่งรูปสวยรับกับริมฝีปากเต็มอิ่มและรอยยิ้มที่ทุกคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…พิมพ์ใจนัก...อยู่เหนือคางแฝดเรียวเป็นเอกลักษณ์เสริมความสวยน่ารักน่ามองที่ใครๆไม่อาจจะรู้ได้ว่า ละม้ายเหมือนแขกสูงศักดิ์ผู้มาเยือนราวกับพิมพ์เดียว เพราะใบหน้าเขามีเคราหนาปิดพรางอยู่
“หนูมาแล้วค่ะ คุณพ่อฟรานซิส คุณแม่อธิการ มีอะไรให้หนูรับใช้หรือคะ”
หญิงสาวกล่าวทักทายสองผู้ปกครองแล้วมองไปยังแขกที่แต่งกายด้วยสูทสากลสีน้ำเงินเข้มรับกับสีดวงตาที่เหมือนกับเธอกำลังจ้องมองเข้าไปในดวงตาของตัวเองอย่างนั้น
“เรามีแขกสำคัญจะแนะนำให้ลูกรู้จัก" บาทหลวงฟรานซิสนักบุญวัยเจ็ดสิบกว่ากล่าวพร้อมกับผายมือไปยังแขกสำคัญที่เธอเพิ่งละสายตามาจากเขา
“เอ้อ นี่คือ พระราชาธิบดี ราฮิม บิน อับดุลลาซิส บิน
สุลต่าน อัล-ธูมไทมาห์ แห่งราชรัฐสุลต่านอัล-ธูมไทมาห์ องค์ประมุขผู้นำประเทศสหราชรัฐอาหรับเดรุสซาลาม”
หญิงสาวค้อมศีรษะต่ำถอนสายบัวแสดงความเคารพผู้สูงศักดิ์อย่างนอบน้อมอ่อนช้อยเป็นที่พึงตาพึงใจแก่ผู้พบเห็น และเป็นที่ภาคภูมิใจของพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักเพราะนางเฝ้าอบรมมาเป็นอย่างดี
“เอ้อ..เพคะ...ยินดีที่ได้รู้จักเพคะ”
สายตาส่อแววสงสัยระคนแปลกใจไม่รอดพ้นไปจากการมองสังเกตปฏิกิริยาของเด็กสาวของบาทหลวงฟรานซิสที่หันไปสบตากับแม่อธิการโมนา แล้วพยักหน้าเป็นเชิงให้นางรับช่วงต่อเป็นผู้บอกกล่าว
“เอ้อ...ท่านราฮิมจะมารับตัวลูกไปจากที่นี่จ้ะ" แม่อธิการโมนาพูดเปิดประเด็นโดยไม่มีการอารัมภบทจนคนฟังเกือบสะดุ้ง
“รับหนู...ทำไมคะ...”
ถามน้ำเสียงสูงแปลกใจระคนตกใจ แล้วลดระดับต่ำลงในตอนท้ายในลักษณะเหมือนน้ำลายติดคอ แต่ก็มีคำถามที่เธอต้องการจะรู้คำตอบติดตามออกมา
“จะรับตัวไปไหน อีกไม่ถึงชั่วโมงหนูก็จะเข้าพิธีถวายตัวกับพระเจ้าแล้วนี่คะ”
“เราต้องยกเลิกการถวายตัวของลูกในวันนี้ เพราะลูกจะต้องรีบออกเดินทางไปจากที่นี่”
แม่อธิการโมนาไม่สบายใจนักที่ตนต้องเป็นคนบอกเรื่องนี้ แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีเวลาที่จะมาอ้อมค้อม จึงบอกแก่สาวน้อยที่มองสบตามาด้วยสีหน้างวยงงออกไปตรงๆ
“ทำไมคะ ...ทำไมหนูต้องไป..." สาวน้อยถามขึ้นเหลือบมองไปยังแขกสูงศักดิ์ที่เข้าใจว่าเขาคือตัวปัญหาที่จะมาพรากเธอไปจากที่ที่เคยอยู่อาศัยมาตั้งแต่เยาว์วัย
“หนูจะไม่ไปไหนทั้งนั้น และจะถวายตัวแก่พระเจ้าเป็นแม่ชีเหมือนคุณแม่อธิการโมนาที่โบสถ์แห่งนี้”
“ดาริยาห์ ลูกคือ เจ้าหญิง ดาริยาห์ บินติ ราฮิม บินติ สุลต่าน อัล-ธูมไทมาห์ ที่ได้รับการสถาปนาพระยศเป็นมกุฎราชกุมารีแห่งราชรัฐสุลต่านอัล-ธูมไทมาร์เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว นี่ไงลูก”
ผู้กล่าวหยิบกระดาษสีขาวนวลแผ่นหนาออกมาจากซองสีแสดสลับดำและน้ำเงินมีตรายูงทองรำแพนบนบัลลังก์สัญลักษณ์ของราชวงศ์สุลต่านอัล-ธูมไทมาห์เห็นเด่นชัดวางลงตรงหน้าหญิงสาวผู้เป็นพระธิดา เธอจึงเห็นรูปของตนปรากฏอยู่บนมุมด้านขวา และลายอักษรสวยงามสีทองจารไว้ด้วยอักขระภาษาอารบิกกับภาษาอังกฤษเต็มหน้า และมีตราประจำพระราชวงศ์และตราลัญจกรประทับไว้พร้อมสรรพ
“ดาริยาห์ ลูกเป็นลูกของพ่อนะ”
“...ลูก...ทรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ชื่อดาริยาห์ แต่ชื่อ...เดหลี มัลโลลีย์...เพคะ”
สาวน้อยมองบุรุษตรงหน้าด้วยสีหน้างงงัน พลางยืดกายบอกชื่อตัวเองที่ปรากฏชัดว่าเธอไม่ได้เกี่ยวดองอะไรกับผู้สูงศักดิ์ที่มาบอกว่าเธอเป็นธิดาของเขา
“นั่นเป็นชื่อและนามสกุลที่ใช้ขณะอยู่ที่นี่ เอาละ พ่อจะบอกลูกทุกอย่างก่อนที่เราจะไป" พระราชาธิบดีราฮิมรับสั่ง พลางทอดพระเนตรใบหน้าพระธิดาด้วยแววตาฉายประกายแห่งความรักห่วงใย
“แต่หม่อมฉันไม่อยากรับรู้หรือรับฟังอะไร และจะไม่ไปจากที่ที่เป็นบ้านของหม่อมฉันมาตั้งแต่เกิด”
สาวน้อยตอบด้วยน้ำเสียงห่างเหิน พลางมองเมินจากใบหน้าบุรุษผู้สูงศักดิ์ไปยังพี่เลี้ยงที่ยืนห่างออกไปใกล้ทางออกประตู แล้วหันกลับมามองสองผู้ใหญ่ใจดีที่อุปการะเลี้ยงดูตนมาจนเติบใหญ่ โดยรับรู้เพียงว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าคนหนึ่งเท่านั้น
“เดหลี นี่เป็นเรื่องจริงนะ ลูกต้องฟังองค์ราฮิมรับสั่งก่อน" บาทหลวงฟรานซิสบอกอย่างไม่สบายใจนัก
“ฟังพ่อก่อนเถอะลูก เรามีเวลาไม่มากนัก จะต้องรีบออกเดินทางไปจากที่นี่”
น้ำเสียงอ่อนนุ่มซึมซับเข้าสู้ห้วงความรู้สึกของสาวน้อยจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในใจ แม้อยากจะฟังคำบอกเล่าเรื่องราวของตนใจจะขาด แต่ความรู้สึกน้อยใจทำให้กล่าวคำปฏิเสธ
“ไม่เพคะ หม่อมฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
สาวน้อยพูดในอาการเชิดหน้ามองสบตาสีเดียวกันอย่างไม่เกรงกลัว แต่ไม่อาจจะปิดบังแววตัดพ้อและหวั่นกลัวจากสายตามากประสบการของพระบิดาได้
“แต่หนูทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ เดหลีจ๊ะ ฟังแม่อธิการนะ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของหนู มันก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่แรก ท่านพ่อของหนูนำหนูมาฝากให้พวกเราดูแลแค่ชั่วคราวเท่านั้น”
แม่อธิการโมนาไม่อาจทนเฉยต่อความดื้อรั้นของสาวน้อยที่ตนเลี้ยงดูมา ปกติเดหลีจะเป็นเด็กหัวอ่อนว่าง่าย และเข้าใจอะไรง่ายดาย นี่คงจะน้อยใจพระบิดาจึงพาลพาโลไม่ยอมรับฟังอะไร
“ดูแลชั่วคราวหรือคะ หนูอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดแล้วนะ เวลายี่สิบกว่าปีที่ไม่รู้ว่าตัวเองยังมีพ่อหรือแม่อยู่เลยสักคน นี่หรือคะการฝากให้ดูแลชั่วคราว มันไม่นานไปหน่อยหรือคะ ที่จะมาแสดงตัวเอาป่านนี้”
เสียงหวานสั่นพร่าด้วยความสะเทือนใจ เธอมองหน้าผู้ปกครองของเธอทีละคนแล้วไปหยุดจับจ้องอยู่ที่พระราชาธิบดีราฮิมด้วยแววตัดพ้อ
“ดาริยาห์ ลูกพ่อ พ่อมีเหตุผลสำคัญที่ไม่อาจเปิดเผยฐานะแท้จริงของลูกได้ เพราะถ้ามีคนรู้ว่าลูกเป็นใคร ชีวิตลูกจะตกอยู่ในอันตราย พ่อไม่ได้คิดจะทอดทิ้งอย่างที่ลูกเข้าใจ" พระราชาธิบดีราฮิมรู้สึกเจ็บปวดกับน้ำเสียงและคำพูดของพระธิดา แต่พยายามอธิบายให้เธอเข้าใจ
“รับฟังรับสั่งของท่านพ่อก่อนเถอะเดหลี ลูกจะได้รู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร”
บาทหลวงฟรานซิสมองความสับสนบนใบหน้าและดวงตาหมองเศร้าของสาวน้อยด้วยความเห็นใจ เดหลีหรือดาริยาห์เติบโตมาในโบสถ์หลังนี้ โดยมีแต่เขากับแม่อธิการและมาเรียมาตั้งแต่แบเบาะจึงไม่เข้าใจ
“แม่ของลูกชื่อคราดิยาห์หรือครอเดียห์ มัลโลลีย์ เป็นสตรีเชื้อสายอังกฤษ เธอแต่งงานกับพ่ออย่างถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองอังกฤษและประเพณีของราชรัฐสุลต่านอัล-ธูมไทมาห์ แต่มาเสียชีวิตหลังจากคลอดลูกได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง" พระราชาธิบดีราฮิมทอดพระเนตรอาการนิ่งงันของพระธิดาก็เริ่มเล่าความหลังด้วยน้ำเสียงเจือเศร้า
“แม่...จริงหรือเพคะ แม่ของหม่อมฉันตายแล้ว แม่ตายเพราะคลอดหม่อมฉันใช่ไหมเพคะ”
พอได้ยินคำว่า แม่ น้ำตาที่เก็บกลั้นมาก็พรั่งพรู เธอไม่เคยได้เห็นหน้ามารดาผู้ให้กำเนิด แต่คำว่า...แม่...มิได้เคยห่างหายจากจิตใจ ยามใดท้องฟ้าเกลื่อนดาราดารดาษ เธอมักจะคิดฝันเอาว่ามารดาเป็นดวงดาวดวงหนึ่งที่กะพริบพราวอยู่บนท้องฟ้า เพราะรับรู้จากมาเรียตั้งแต่จำความได้ว่ามารดาตายหลังจากคลอดเธอแล้ว แต่พอซักถามอะไรต่อ มาเรียก็รีบตัดบทเปลี่ยนเรื่องคุยเสียทุกที การไม่เคยเห็นหน้ามารดาหรือการรู้ว่ามารดาตายหลังจากคลอดเธอเป็นความเจ็บปวดใจนักหนา แต่ก็ยังน้อยกว่าที่รู้ว่า...บิดาของเธอยังมีชีวิตอยู่...บิดาที่ไม่เคยมาเยี่ยมมาหาหรือมาให้เห็นหน้าจนวันนี้...
“ไม่ใช่ แม่ของลูกตายเพราะถูกผู้ปองร้ายฆ่าตาย..." พระราชาธิบดีราฮิมจำต้องบอกความจริงแก่พระธิดา เพื่อเธอจะไม่เข้าใจผิดต่อการเสียชีวิตของมารดา
“...โอ...แม่...”
เสียงอุทานร้าวรานใจของพระธิดา เหมือนคมมีดกรีดลงบนพระหทัยของพระราชาธิบดีราฮิม ทรงลุกดำเนินเข้าโอบร่างสั่นเทาที่กำลังยกมือปิดหน้าร่ำไห้กับข่าวการตายของพระมารดา แล้วกอดเข้าแนบพระอุระอย่างปลอบปะโลม แม้จะสัมผัสรู้ถึงอาการขืนตัวเล็กน้อยที่แสดงการต่อต้านของคนถูกกอดแต่ไม่ทรงใส่ใจ และเล่าเรื่องราวต่อไป