ตอน 2

ตอนที่ 2 ลงเขาครั้งแรกก็พบเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าแล้ว

สายลมเย็นพัดผ่านยอดเขาซีเฟิง ขณะที่หลี่อวิ้หลินก้าวเดินออกจากประตูสำนักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ความตื่นเต้นที่ได้พบเจอกับโลกภายนอกฉายชัดในดวงตาและสีหน้าของเขา สายตาทอดมองไปยังเบื้องหน้า เสื้อคลุมสีขาวเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านพลิ้วไหวตามแรงลม

เส้นทางเดินลงเขาเต็มไปด้วยหมอกหนา เส้นทางทอดยาวผ่านป่าเขาที่เงียบสงบ เสียงนกนานาชนิดร้องประสานกันราวกับเป็นบทเพลงแห่งพงไพร

อวี้หลินเดินลงเขาตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยวราวกับงูเลื้อย ผ่านแม่น้ำและลำธารที่ใสจนเห็นก้อนหินก้อนกรวดใต้น้ำ ด้วยความสนใจเขาจึงเดินเข้าไปส่องดูถึงได้พบว่าใต้ผิวน้ำไม่เพียงแต่ใสจนสามารถมองเห็นก้อนหินและก้อนกรวดได้ แต่ยังสามารถมองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาในน้ำอย่างอิสระ นอกเหนือจากนั้นยังสามารถมองเห็นใบหน้างดงามของตัวเขาเอง

เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮะฮ่า.. ไม่เพียงแค่พวกเจ้าหรอกที่ว่ายน้ำได้อย่างอิสระ วันนี้ข้าก็เดินลงเขาได้อย่างอิสระเช่นกัน เดิมทีนึกว่าจะมีศิษย์พี่ศิษย์น้องสักคนมาช่วยชี้แนะที่ไหนได้ท่านอาจารย์กลับให้ข้าลงเขาเข้าไปในเมืองตามลำพังไปเสียได้ เฮ้อ..แต่ก็ดีเหมือนกัน..”

กล่าวจบเขาก็หันร่างกลับขึ้นไปยังเส้นทางและเดินมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงฉางอันที่กว้างใหญ่ทันที

ยอดเขาซีเฟิงตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความคึกคัก และวุ่นวาย บ้านเรือนที่แออัด คลาคล่ำไปด้วยผู้คนด้วยระยะทางยี่สิบกว่าลี้ (1) ดังนั้นจึงทำให้เขาต้องใช้เวลาสองวันในการไปและกลับ กว่าจะถึงตัวเมืองฉางอันฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว

เมื่อเข้าสู่เขตเมืองฉางอัน เสียงพูดคุย เสียงค้าขายและเสียงรถม้าดังสะท้อนก้อง อวี้หลินมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวของเมืองฉางอันจากศิษย์พี่ศิษย์น้องมาบ้าง แต่การได้ยินก็ส่วนได้ยินไหนเลยจะสู้ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง และการได้มาเห็นด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรกกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งค้นพบโลกใหม่ก็มิปาน

ณ ตรอกแห่งหนึ่งขณะที่หลี่อวี้หลินกำลังจะเดินผ่านไปสายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ นั่นพวกเขากำลังทำอะไรกัน? ดูเหมือนจะกำลังเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น

นายทหารคนนั้นหันไปมองนายกองหวงก่อนจะเดินเข้าไปในตรอกมืด เขาเดินเข้าไปด้วยความองอาจ ทว่าตอนกลับออกมากลับ กลับออกมาด้วยการวิ่งพร้อมกับท่าทางตื่นตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง ร้องเสียงหลง “ท่านนายกอง!..”

เสียงของเขาเรียกความสนใจของทหารทั้งกลุ่มให้หันไปมอง “เกิดอะไรขึ้น!” นายกองหวงถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหานายทหารคนนั้น

ครึ่งชั่วยามต่อมากลุ่มคนขององครักษ์เสื้อแพรก็มาถึง และภาพที่พวกเขาเห็นคือศพของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งถูกพบกลางตรอกมืด ศพมีสภาพดวงตาเหลือกถลน แหงนหน้าขึ้นราวกับกำลังมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า กำลังนั่งคุกเข่าเหมือนถูกสูบเลือด บนหน้าผากของศพพบลวดลายยันต์สีแดงฉานถูกวาดด้วยเลือดของผู้ตาย 

ชายหนุ่มคนหนึ่งชุดองครักษ์เสื้อแพรสีแดงเข้มย่อตัวลงไปนั่งข้างศพ กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าของศพอย่างละเอียด

"ยันต์โลหิต..." เซียวจวิ้นหานพึมพำ พลางจ้องมองศพด้วยสายตาคมกริบ

ชายหนุ่มอายุยี่สิบปี รองผู้บัญชาการแห่งองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือ เขาก็คือ เซียวจวิ้นหวน ยืนขึ้นหลังจากตรวจสอบศพจนละเอียดแล้ว สายลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำปลิวไหว ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายสลักจากหิน เย็นชาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ใต้เท้า ดูจากยันต์ที่วาดบนหน้านางศพ ข้าน้อยคิดว่าคดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของลัทธินอกรีด บางทีเราอาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ" จ้าวอิงมองยันต์สีแดงที่ปรากฏบนหน้าผากของศพจึงรู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องไม่ใช่คดีฆาตกรรมธรรมดาแน่

จ้าวอิงคือ ผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของรองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหาน อายุสิบแปดปี

“ผู้ช่วย? ..” เซียวจวิ้นหานหรี่ตาลง "เจ้าหมายถึงใคร?"

"ข้าเคยได้ยินว่า หลี่อวี้หลิน ศิษย์สำนักซีเฟิง เขาสามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณและเห็นเหตุการณ์ในอดีตผ่านวัตถุในที่เกิดเหตุได้" จ้าวอิงกล่าวแนะนำ

ชื่อที่ได้ยินทำให้เซียวจวิ้นหานขมวดคิ้วทันที เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับคนผู้นี้มาบ้าง เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่มีใบหน้างดงามเกินบุรุษ บางคนลือกันว่าเขามีเชื้อสายภูติปีศาจ นิสัยอ่อนโยนเกินไปผิดวิสัยของบุรุษ ไม่น่าไว้ใจ ซ้ำยังไม่เคยมีประสบการณ์สืบคดี การที่จะให้เขาร่วมงานกับเช่นนี้คิดดีแล้วหรือ?

"ข้าจะไม่ให้เด็กที่อ่อนประสบการณ์มาเดินป้วนเปี้ยนกับคดีของข้าอย่างแน่นอน เจ้าเลิกคิดไปได้เลย.." น้ำเสียงเย็นชาของเขาดับความคิดของจ้าวอิงทันที

จ้าวอิงยังไม่ลดละความพยายาม “แต่ใต้เท้า แม้ว่าอายุของหลี่อวี้หลินผู้นี้จะยังน้อย แต่ความสามารถของเขานั้นไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ”

เซียวจวิ้นหานมองจ้าวอิงด้วยสายตาประเมินและเคลือบแคลง “เจ้าคงมิได้หลงเสน่ห์บุรุษเข้าแล้วหรอกนะ”

จ้าวอิงหมดคำจะพูดได้แต่ฉีกยิ้มเหยเก..

“เอาเถอะ ๆ นำศพกลับไปตรวจสอบที่โรงเก็บศพก่อนค่อยว่ากัน” เซียวจวิ้นหานโบกมือพลางพยักพเยิดหน้าไปทางศพ

เหล่าทหารลาดตระเวนที่ยังอยู่ตรงนั้นพากันเดินเข้าไปนำร่างของศพหญิงสาวไปส่งที่โรงเก็บศพของเมืองหลวงทันที

หลี่อวี้หลินได้ยินหนึ่งในนั้นเอ่ยถึงชื่อของตน ใจหนึ่งก็คิดอยากจะแสดงตัวเข้าไปช่วย แต่พอได้ยินคนชุดแดงกล่าวถึงตนเช่นนั้น เขาจึงได้แต่ปล่อยไป แล้วไปเถอะ.. 

คำนึงถึงภารกิจที่ตนลงเขามาครั้งนี้เป็นสำคัญจึงตัดสินใจหันหลังแล้วเดินจากไป พอเห็นว่าฟ้ามืดอวี้หลินจึงจำเป็นต้องหาที่พักเป็นการด่วน อาจเป็นเพราะเขามาในชุดของสำนักซีเฟิง บนชุดเครื่องแบบปรากฏลวดลายเมฆาอย่างงดงามบวกกับท่าทีเป็นมิตร อ่อนโยนที่สำคัญคือรูปลักษณ์ของเขานั้นโดดเด่นและงดงามเกินบุรุษจึงมีชาวบ้านใจดียกห้องให้เขาสามารถเข้าไปพักและกินมื้อเย็นของที่บ้าน

ทำให้ค่ำคืนแรกของการลงเขาของอวี้หลินเป็นไปได้อย่างราบรื่น อวี้หลินลงเขาเป็นครั้งแรกยังไม่รู้ทิศทางที่ตั้งของร้านขายยาสมุนไพรจึงใช้โอกาสนี้สอบถามกับเจ้าของบ้าน ก่อนจากกันในเช้าวันถัดมาอวี้หลินจ่ายเงินเป็นค่าที่พักและค่าอาหารให้กับเจ้าของบ้าน แม้เจ้าของบ้านไม่อยากรับแต่เขาก็ยังยืนกรานที่จะจ่าย สุดท้ายแล้วเจ้าของบ้านจึงจำเป็นต้องรับเอาไว้

เขาเดินไปตามถนนที่พลุกพล่าน ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ เสื้อผ้าหลากสีสันและของขายบนแผงล้วนดึงดูดสายตา ไม่นานเขาก็มาถึงร้านขายยาสมุนไพรร้านหนึ่งตามที่เจ้าของบ้านหลังนั้นบอกมา

ผู้ดูแลร้านขายยาเห็นเพียงชุดที่ลูกค้าคนหนึ่งสวมใส่กำลังเยื้องย่างเข้ามาในร้านก็รู้ทันทีว่ามาจากที่ใดจึงรีบก้าวเท้าออกมาจากโต๊ะยาวหน้าตู้ยาให้การต้อนรับอย่างสุภาพ “นักพรตน้อยท่านนี้มาซื้อสมุนไพรให้สำนักซีเฟิงใช่หรือไม่?”

อวี้หลินขานรับอย่างงงงวย “อ้า.. ใช่แล้วขอรับ ข้าน้อยหลี่อวี้หลินได้รับคำสั่งให้มาซื้อยาสมุนไพรกลับสำนัก” พร้อมหยิบรายการที่อาจารย์ห้องยาในสำนักเขียนมาให้มอบให้ผู้ดูแลร้านทันที "นี่ขอรับ.."

มิน่าเล่าท่านอาจารย์ถึงให้ข้ามาเพียงลำพังก็ได้ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง.. อวี้หลินคิดในใจขณะกำลังก้าวเท้าเดินออกจากร้านขายยา

หลังจากซื้อยาตามที่อาจารย์ห้องยาเขียนให้มาเรียบร้อยเขาก็เดินกลับเข้าสู่ถนนที่คึกคักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอีกครั้ง

“ฮา..ที่นี่ช่างงดงามเต็มไปด้วยของสวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้นเลย ชักเริ่มหิวเสียแล้วสิ” อวี้หลินหันซ้ายแลขวามองไปตามท้องถนนด้วยหัวใจเบิกบาน แววตาใสกระจ่างบริสุทธิ์ หลังจากเดินเที่ยวชมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงอยู่นานก่อนกลับเขาจึงหันมองไปทั้งสี่ทิศแปดด้านดูว่ามีร้านค้าข้างทางที่พอจะฝากท้องได้บ้างหรือไม่?

“อ๊า!.. นั่นอย่างไรร้านบะหมี่ เข้าไปนั่งกินบะหมี่สักชามแล้วค่อยกลับขึ้นเขาก็ยังไม่สาย ว่ากันว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา..” อวี้หลินกระชับห่อยาที่สะพายไว้บนบ่าแน่นแล้วเดินเข้าไปในร้านบะหมี่อย่างสง่าผ่าเผย

บุตรสาวเจ้าของร้านมองเห็นชายหนุ่มรูปงามเดินเข้ามาและนั่งลงก็รีบวางงานที่ทำในมือปรี่เข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มกะลิ้มกะเหรี่ย ทำให้เหล่าบุรุษที่เป็นลูกค้าอีกสองโต๊ะเกิดความไม่พอใจ ทว่าความไม่พอใจที่ว่าหาใช่ไม่พอใจหญิงสาวไม่ หากแต่เป็นไม่พอใจชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งเมื่อครู่ต่างหาก

ทว่าไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจสิเกี่ยวอันใดเขาด้วยเล่า เขาก็เพียงแค่ลูกค้าที่ผ่านทางเท่านั้น

“คุณชายท่านนี้ต้องการสั่งอาหารอะไรดีเจ้าคะ?” หญิงกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวาน ส่งสายตาแพรวพราว

“ร้านเจ้าขายบะหมี่เป็ดตุ๋นมิใช่หรือ? ข้าย่อมต้องสั่งบะหมี่อยู่แล้วสิ” อวี้หลินตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่หญิงสาวจะเดินจากไปด้วยท่าทีอ้อยอิ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “อ่อ.. แม่นางขอน้ำชาให้ข้ากาหนึ่งด้วยนะ”

“ได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการให้คุณชายเดี๋ยวนี้..” หญิงสาวรับคำสั่งจากชายหนุ่ม จากไปด้วยการส่งสายตา อวี้หลินก็เพียงแย้มยิ้มบางให้นางเท่านั้น

หลังจากหญิงสาวเดินจากไปชายหนุ่มโต๊ะข้างกันก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นยันกับม้านั่งตรงข้ามเบื้องหน้าอวี้หลิน อวี้หลินก็เพียงย่นคิ้วมองแต่มิได้กล่าววาจา

มาแบบนี้มาหาเรื่องข้าชัด ๆ แต่ท่านอาจารย์บอกเอาไว้ว่าคนในเมืองรู้หน้าไม่รู้ใจทางที่ดีอย่าได้ไปยุ่งกับพวกเขาจะดีกว่าอีก อย่างเราเป็นผู้ฝึกตนควรสำรวมไว้ อวี้หลินจึงเพียงเบนสายตาหันมองออกไปนอกร้าน

ทว่ายิ่งอวี้หลินแสดงท่าทีว่าไม่สนใจพวกเขา พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้า ชายคนหนึ่งที่ดูลักษณะเหมือนจะเป็นหัวโจกถุยน้ำลายลงพื้นแล้วกล่าวว่า “เจ้าหน้าอ่อนร้านนี้ไม่ต้อนรับเจ้า เชิญเจ้าไปกินร้านอื่น”

อวี้หลินไหนเลยจะเชื่อฟังคำพูดของคนพวกนั้น ขนาดอาจารย์ยังปะทะคารมกันตลอดทั้งวันมาแล้วนับประสาอะไรกับคนพวกนี้ เขากล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ไม่ต้อนรับหรือ? เมื่อครู่แม่นางผู้นั้นเพิ่งจะรับรายการอาหารที่ข้าเพิ่งสั่งไปเองนะ คนในเมืองหลวงนี่ก็แปลกเสียจริง”

ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์(2) ในเมื่อเตือนกันบอกกันดี ๆ ไม่ชอบชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งจึงยกหมัดพุ่งเข้าใส่อวี้หลินทว่าพวกเขาไม่รู้เสียแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้าพวกเขาหาใช่คนธรรมดาทั่วไปไม่

อวี้หลินตาดีประสาทสัมผัสว่องไวเอียงศีรษะหลบกำปั้นได้ทัน มือเขาเองก็ไวเช่นกันยกหมัดขึ้นชกเข้าไปที่เบ้าตาของชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นอย่างจังทำให้คนผู้นั้นร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด แม้ว่าอวี้หลินจะเป็นชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงโปร่งออกจะพลิ้วไปด้วยซ้ำแต่พลังนั้นกลับล้นเหลือทำให้คนที่เหลือไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับเขาอีก

หลังจากกินบะหมี่จนรู้สึกอิ่มท้องแล้วเขาก็เดินมุ่งหน้ากลับขึ้นเขาทันที

---------------------------------------------------

1.ลี้ คือระยะทาง เทียบเป็นเมตร 1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 

2.ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ หมายถึง พูดดีไม่ฟัง ชอบให้ใช้กำลัง

ตอน 3

ตอนที่ 3 การพบกันครั้งแรก

แต่ไม่กี่วันต่อมา ในขณะที่รองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหานกำลังเร่งสืบหาตัวฆาตกรที่เกี่ยวข้องกับยันต์โลหิต เขาก็ถูกผู้บัญชาการหรือก็คือหัวหน้าโดยตรงของเขาเรียกตัวให้เข้าไปพบ

 “มาแล้วหรือจวิ้นหาน” ผู้บัญชาการเหอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเดินเข้ามา

“ใต้เท้าเรียกข้ามามีงานเร่งด่วนอย่างนั้นหรือ?” เซียวจวิ้นหานมองไปที่ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าที่นั่งอยู่หลังโต๊ะด้านหน้าสุด

“เจ้าสืบเรื่องคดียันต์โลหิตปริศนานั่นมากี่วันแล้ว” เขาก้มหน้าต่ำเล็กน้อยช้อนตาขึ้นเพ่งสายตามองยังผู้ใต้บังคับบัญชาของตน

“นับจากวันที่พบศพวันนี้ถือว่าเป็นวันแรก” เซียวจวิ้นหานตอบ

“อืม..” ผู้บัญชาการพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเฉียดไหล่ของเซียวจวิ้นหานไปเล็กน้อยแล้วหยุดยืน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อเช้าฝ่าบาทเรียกข้าเข้าพบเป็นการส่วนตัว ทรงเร่งให้สืบคดีนี้ให้จบโดยเร็วที่สุดฝ่าบาททรงรู้ว่าคดีนี้ค่อนข้าซับซ้อนจึงให้เวลาหนึ่งเดือน”

การเข้าไปพบผู้บัญชาการหวงครั้งนี้ทำให้เซียวจวิ้นหานไม่มีทางเลือกเมื่อเขาถูกเร่งรัดให้ทำคดีให้จบโดยเร็ว หนำซ้ำผู้บัญชาการยังเอ่ยถึงสำนักซีเฟิง ในเมื่อเป็นคำสั่งของฝ่าบาททำให้เขาไม่อาจบ่ายเบี่ยงเรื่องร่วมมือกับคนของสำนักซีเฟิงได้ เขาเร่งฝีเท้ากลับไปยังห้องเก็บศพขอโรงเก็บศพด้วยความเร่งร้อน

พอมาถึงเซียวจวิ้นหานถามจ้าวอิงทันที “สืบได้เรื่องหรือยังว่าผู้ตายเป็นใคร? บ้านอยู่ที่ใด?”

จ้าวอิงกล่าวตอบ “ทราบแล้วขอรับ นางเป็นหญิงสาวมาจากหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อขายของป่าโดยเฉพาะสมุนไพรขอรับ”

“หมู่บ้านอวิ๋นรุ่ย.. ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย” เซียวจวิ้นหานรำพึงเสียงเบาราวกับกำลังกล่าวกับตนเอง

“ใช่ขอรับ.. ทำไมหรือขอรับ” จ้าวอิงกล่าวถามด้วยความฉงนสงสัย

ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่องครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน “รายงาน!..”

ทั้งสองจึงหันมองไปทางประตูห้อง ครู่หนึ่งองครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนนั้นก็วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เซียวจวิ้นหาน “รองผู้บัญชาการเซียวจดหมายถึงใต้เท้าขอรับ”

หลังจากทำหน้าที่ส่งจดหมายของตนเสร็จแล้ว องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นก็กลับออกไป จ้าวอิงเห็นด้านหน้าซองจดหมายประทับตราเป็นสัญลักษณ์ของสำนักซีเฟิง เขาก้าวเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าวย่างด้วยความสนใจ

เซียวจวิ้นหานเปิดซองจดหมายและดึงจดหมายที่อยู่ด้านในออกมาอ่าน เขากวาดสายตาเฉียบคมอ่านปราดเดียวก็เข้าใจ เขารู้ว่าจ้าวอิงสนใจจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “สำนักซีเฟิงตอบรับคำขอความช่วยเหลือกลับมาแล้ว”

สีหน้าของจ้าวอิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยก่อนจะกลับคืนสู่ปกติ “ใต้เท้าไหนท่านบอกว่าไม่ยอมให้เด็กอ่อนประสบการณ์มาเดินป้วนเปี้ยนในคดีอย่างไรเล่าขอรับ?”

เขาตวัดสายตามองจ้าวอิงก่อนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หาใช่ข้าที่เป็นคนขอไม่ แต่เป็นผู้บัญชาการเหอต่างหาก..”

สิ้นคำจ้าวอิงก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดล้วนเป็นผู้บัญชาการเหอเป็นคนจัดการทั้งหมดด้วยตนเอง จ้าวอิงอดรู้สึกยินดีไม่ได้ แม้เขาจะไม่ค่อยชอบผู้บัญชาการเหอผู้นี้เท่าใดนัก แต่ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้เขาอดนึกยอมรับในการตัดสินใจของผู้บัญชาการไม่ได้จริง ๆ

และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เซียวจวิ้นหานต้องยอมร่วมงานกับเด็กหนุ่มด้วยความจำใจและจำยอมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง..

ช่วงเช้าในยามเฉิน(1) หลังจากตรวจสอบศพอย่างละเอียดแล้ว และได้รู้ว่าเป็นบุตรสาวของชาว ในหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยซึ่งตั้งอยู่ห่างออกจากเมืองหลวงไปราวห้าสิบลี้ องครักษ์เสื้อแพรและคนของทางการจึงได้นำศพของหญิงสาวกลับไปยังบ้านของนางซึ่งนำโดยรองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหาน

ภายในบ้านหลังนั้นบรรยากาศเย็นยะเยือก กลิ่นธูปจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นเลือดที่ยังไม่เลือนหาย ร่างของหญิงสาวถูกวางไว้ในโลงไม้กลางห้อง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาเบิกโพลงราวกับก่อนตายได้พบกับสิ่งน่าสะพรึงกลัว บิดา มารดา และยังมีเด็กอายุไม่เกินสิบสองสิบสามนั่งรวมกันอยู่ภายในบ้านพวกเขาสวมอาภรณ์ขาวไว้ทุกข์ นั่งไว้อาลัยต่อหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้าย

ทั่วทั้งเรือนถูกตกแต่งด้วยผ้าขาวไว้ทุกข์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เสียงร้องไห้จากผู้คนในบ้านดังระงมไปทั่วบริเวณ

"อาหนิง.. เจ้าไม่น่าอายุสั้นเลย" เสียงของผู้เป็นมารดาโอดครวญน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเศร้าเสียใจ

"พี่ใหญ่.. ไม่มีท่านพวกเราจะทำอย่างไร?" เสียงของเด็ก ๆ ร้องไห้คร่ำครวญตามหลังผู้เป็นมารดา

แม้ว่าภายในบ้านจะไม่ไร้ซึ่งบุรุษร่างกายสูงใหญ่กำยำที่เป็นบิดา ทว่าผู้รับหน้าที่ออกจากบ้าน นำของป่าที่ผู้เป็นบิดาหามาจากในป่าและบนภูเขานั้นล้วนเป็นหน้าที่ของบุตรสาวคนโตทั้งสิ้น เมื่อขาดนางไปก็เหมือนกับการขาดขาไปข้างหนึ่ง การเดินต่อไปของครอบครัวนี้จึงนับว่าเป็นปัญหา

ขณะที่ทุกคนกำลังร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เสียงฝีเท้าเบาหวิวดังขึ้นจากหน้าประตู

เซียวจวิ้นหานเงยหน้ามองคนที่กำลังก้าวเข้ามา ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวราวหิมะสะอาดตา ผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าราวหยกขาว ดวงตาเรียวยาวเปล่งประกายอ่อนโยนเกินบุรุษทั่วไป

เซียวจวิ้นหานเอ่ยเสียงเย็น สายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง "เจ้าเป็นใคร?"

จ้าวอิงรู้ว่ารองผู้บัญชาการรู้ว่าชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งเดินเข้ามาเป็นใครแต่ก็ยังเอ่ยถาม เขาจึงกระแอมไอออกมาคำหนึ่งก่อนกระซิบบอกว่า "เขาก็คือหลี่อวี้หลิน.."

เซียวจวิ้นหานปรายตามองคนของตนเองก่อนกัดฟันกล่าวตอบเสียงเบาว่า "ข้ารู้แล้ว.. แต่ข้ามิได้ถามเจ้า! ข้ากำลังถามเขา"

"ข้าคือหลี่อวี้หลิน หรือจะเรียกว่าอวี้หลินสั้น ๆ ก็ได้นะขอรับใต้เท้าทั้งสอง.." น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยความแน่วแน่ "ข้าได้ยินว่าท่านต้องการความช่วยเหลือ"

เซียวจวิ้นหานมองเขาด้วยสายตาเย็นชา "ข้าไม่ได้ต้องการ แต่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน"

หลี่อวี้หลินยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบโต้อะไรกับอีกฝ่าย เขาหันร่างไปอีกทาง “ท่านลุง ท่านป้า.. หากพวกท่านไม่ว่ากระไรข้าน้อยขออนุญาตคุยกับบุตรสาวของพวกท่านสักหน่อยได้หรือไม่?”

สองสามีภรรยาไม่กล่าวอะไรนอกจากสีหน้าตื่นตะลึงที่จู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาขอคุยกับศพบุตรสาวของตน หลี่อวี้หลินเห็นพวกเขาไม่กล่าวอะไรจึงเหมาเอาเองว่าพวกเขาตกลง ดังนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่ศพ นิ้วเรียวแตะลงบนยันต์โลหิตบนหน้าผากของศพก่อนหลับตาลง ครู่ต่อมา ร่างของเขาก็เกิดอาการสั่นไหว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น

ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับยันต์โลหิตที่เขียนด้วยเลือด ดวงตาดอกท้อของเขาก็พลันเปลี่ยนไป ภาพนิมิตพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา เสียงร้องสุดท้ายของหญิงสาว.. เงาร่างของฆาตกรที่สลัวรางเลือน.. และยันต์โลหิตที่เปล่งแสงแปลกประหลาด

หลี่อวี้หลินเบิกตากว้าง ก่อนจะกะพริบตาไล่ภาพในหัวออกไป เขาเงยหน้าขึ้นมองเซียวจวิ้นหานที่ยังคงจ้องเขาด้วยแววตาเย็นชา

เซียวจวิ้นหานหรี่ตาลง "เจ้าเห็นอะไร?"

หลี่อวี้หลินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา ไม่มองหน้าคนถาม "...ไม่ใช่คน หรือบางทีอาจเป็น แต่เป็นคนที่เล่นศาสตร์ด้านมืด"

หลังจากการตรวจสอบศพ หลี่อวี้หลินพบบางสิ่งที่ทำให้เขาแน่ใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของลัทธินอกรีต แม้ว่าเซียวจวิ้นหานจะรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจหลี่อวี้หลิน แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลที่อีกฝ่ายให้มานั้นมีประโยชน์และช่วยให้คดีคืบหน้า ทั้งยังเป็นไปในทางเดียวกัน

“เจ้ารู้เรื่องยันต์โลหิตนี้มากน้อยเพียงใด?” เซียวจวิ้นหานถามเสียงเย็นขณะเดินเข้าไปมองศพหญิงสาวที่นอนอยู่ในโลงอย่างสงบ

“ตอบตามตรง.. ไม่มากนัก” หลี่อวี้หลินตอบอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความมั่นใจ “แต่ข้ารู้ว่ามันเป็นยันต์โบราณที่เกี่ยวข้องกับการสังเวย”

“การสังเวย..” จ้าวอิงกล่าว

“ใช่..” หลี่อวี้หลินปรายตามองจ้าวอิงพลางพยักหน้าตอบรับหนักแน่น

เซียวจวิ้นหานเหลือบมองอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ไม่ได้โกหกตน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ชอบชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ดี ไม่ใช่แค่เพราะท่าทีที่ดูสงบนิ่งจนดูไม่น่าไว้ใจของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะมีบางอย่างในแววตาที่ทำให้เขารู้สึก.. ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกถึงความไม่มั่นคงบางอย่างในตัวเอง ที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ในตอนนี้

“หึ.. น่าสนใจ” เซียวจวิ้นหานแค่นเสียง “แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาปั่นหัวข้าได้หรอกนะ”

หลี่อวี้หลินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปประสานมือโค้งเอวเพื่อกล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านด้วยความสุภาพอ่อนโยน “ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ข้า.. ข้าเสียใจด้วยจริง ๆ”

หลังจากนั้นเขาจึงเดินนำหน้าออกไปจากบริเวณบ้านของผู้ตายอย่างไม่รีบไม่ร้อน เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงเดินตามหลังเขามาติด ๆ

จ้าวอิงเอ่ยถามทันทีที่เดินตามมาทัน “คุณชายหลี่นอกจากเจ้าจะรู้ว่าสิ่งที่สังหารแม่นางผู้นั้นว่าไม่ใช่คนแล้ว เจ้ายังเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่?”

หลี่อวี้หลินชะงักฝีเท้าก่อนจะเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองคนในครอบครัวของผู้ตายด้วยแววตาเศร้า เขาถอนหายใจก่อนจะหันกลับมาแล้วกล่าวเสียงเบาราวกับกระซิบว่า “ข้าจะพาพวกท่านไปที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งในหมู่บ้านตามที่ข้าเห็นในนิมิตเมื่อครู่”

เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงหันมองสบตากัน จ้าวอิงกล่าว “เช่นนั้นเราก็ไปกันเลยเถอะ..”

เซียวจวิ้นหานทำท่าลังเลเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จ้าวอิงเห็นจึงยื่นมือออกไปดึงแขนของเขา แล้วกล่าว “ไปเถอะนาใต้เท้า..”

ไม่นานพวกเขาก็มาถึงศาลเจ้าเก่าแก่ตามที่หลี่อวี้หลินนำทางมา การมาที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้ทำให้พวกเขาพบสัญลักษณ์เดียวกันกับยันต์โลหิตที่ปรากฏบนหน้าผากของหญิงสาวผู้ตาย

“นี่มัน..” เซียวจวิ้นหานรำพึง จ้องเขม็งไปที่ภาพยันต์โลหิตตามผนังของศาลเจ้า

จ้าวอิงก็เห็นแล้วเช่นกัน “คุณชายหลี่.. นี่มันมิใช่ยันต์โลหิตหรอกหรือ?”

หลี่อวี้หลินหันไปรอบ ๆ ทั้งสี่ทิศ แปดด้าน ในใจของเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที เขากล่าวโดยไม่หันไปมองสองคนด้านหลัง “ดูจากการจัดวางสิ่งของในห้องนี้แล้ว ข้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าที่นี่จะต้องเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชายัญอะไรสักอย่างแน่ และมันจะต้องไม่ใช่การบูชายัญธรรมดา ๆ”

ในตอนนั้นเองลมเย็นก็พัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้างดงามของหลี่อวี้หลินวูบหนึ่งทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก พร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยอง เยียบเย็นของบุรุษคนหนึ่ง

เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงต่างรู้สึกได้ถึงสายลมที่เย็นผิดปกติที่ไม่ใช่สายลมฤดูหนาวธรรมดา.. แต่กลับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะ

และนั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เขายิ่งมั่นใจมากว่าเรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องภูตผี ปีศาจและศาสตร์มืดพลังลึกลับบางอย่างอย่างแน่นอน

---------------------------------------------------

1.ยามเฉิน คือช่วงเวลาตั้งแต่ 07:00 - 08:59 น.

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED