ตอนที่ 1 สำนักซีเฟิง
ยอดเขาซีเฟิงเป็นสถานที่ซึ่งห่างไกลจากความวุ่นวายในโลกมนุษย์ ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกบางและลมเย็นตลอดทั้งปี เป็นที่ตั้งของสำนักบำเพ็ญเพียรอันโด่งดัง นักพรตผู้ทรงคุณธรรมจากทั่วหล้ามักมารวมตัวกันที่นี่เพื่อฝึกฝนวิชาและแสวงหาสัจธรรม สำนักนี้มีชื่อว่า ‘สำนักซีเฟิง’ ตามชื่อของยอดเขาซีเฟิง เจ้าสำนักมีนามว่า ‘หลี่รุ่ยอวิ๋น’
ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่สายหมอกยังคงลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดเขา เด็กชายในวัยสิบขวบคนหนึ่งกำลังฝึกเพลงกระบี่อยู่กลางลานกว้าง เขาคือ ‘หลี่อวี้หลิน’ เด็กผู้ถูกนักพรตเจ้าสำนักเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเยาว์ หลังจากพบเขาถูกทิ้งอยู่กลางป่าลึกในสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผล ที่คอยังห้อยจี้หยกชิ้นหนึ่งเอาไว้
หยกชิ้นนี้ที่ติดตัวเขามาสลักคำว่า ‘หลี่’ เอาไว้ด้านหน้า ด้านหลังสลักคำว่า ‘อวี้หลิน’
“ศิษย์น้อง เจ้าสำนักเรียกหาเจ้าแหนะ” ศิษย์พี่หวงเดินมาเรียกหลี่อวิ้หลินถึงลานฝึกกระบี่
“ทราบแล้ว ขอบคุณศิษย์หวงมากขอรับ” หลิ่อวิ้นหลินขานรับด้วยรอยยิ้ม เขาเก็บกระบี่ไม้เข้าฝักแล้ววิ่งกลับไปยังเรือนพักของอาจารย์เจ้าสำนัก
ณ เรือนไผ่ซึ่งคือเรือนพักส่วนตัวของเจ้าสำนักกับหลี่อวิ้หลิน อาจารย์และศิษย์พักในเรือนไผ่ด้วยกัน เรือนไผ่หลังนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาอีกยอดเขาหนึ่งซึ่งแยกออกมาจากยอดเขาหลัก ปลีกวิเวกอยู่ตามลำพัง หลี่รุ่ยอวิ๋น เป็นนักพรตเขาเคร่งในการฝึกบำเพ็ญเพียรจึงไม่มีทั้งภรรยาและบุตร
ก่อนหน้าที่จะเก็บหลี่อวิ้หลินกลับมาเลี้ยงดูเขาอาศัยอยู่ที่สำนักซีเฟิงเหมือนกันกับเหล่าอาจารย์และลูกศิษย์คนอื่น ๆ แต่หลังจากมีหลี่อวิ้หลินเพิ่มมาเขาจึงแยกตัวออกมาปลูกเรือนไผ่อยู่กันตามลำพัง เพื่อปลูกฝังเลี้ยงดูเด็กคนนี้เป็นอย่างดีด้วยความรัก เอ็นดูราวกับเป็นบุตรในไส้ของตนเองก็มิปาน
ตอนนี้ย่างเข้าปีที่สิบแล้วที่เขาเลี้ยงดูหลี่อวี้หลินมา จากเด็กเจ็ดขวบตอนนี้ก็สิบเจ็ดปีแล้ว.. เด็กนับวันยิ่งเติบโตขึ้น ส่วนหลี่รุ่ยอวิ๋นก็นับวันยิ่งแก่ลงเรื่อย ๆ สีผมก็กลายเป็นสีขาวดอกเลาแซมสีดำไปเกือบหมดศีรษะแล้ว
หลี่อวิ้หลินวิ่งตรงเข้ามายังโถงรับแขกของเรือนด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใส “ท่านอาจารย์!..” เสียงเรียกมาก่อนตัวเสมอ
หลี่รุ่ยอวิ๋นส่ายหน้าพลางทอดถอนใจเขาไม่รู้ว่าตนเองเลี้ยงเด็กคนนี้มาอย่างไรถึงได้กลายเป็นเด็กซุกซนไปเสียได้ ครู่หนึ่งร่างของเด็กหนุ่มก็ปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้า
หลี่อวิ้หลินกล่าวด้วยรอยยิ้มเบิกบานว่า “ท่านอาจารย์ ท่านเรียกหาข้าหรือขอรับ..”
“มาใกล้ ๆ” หลี่รุ่ยอวิ๋นกวักมือเรียกสีหน้าเคร่งขรึม
ท่าทีเช่นนี้ของอาจารย์ หลี่อวิ้นหลินเห็นแล้วหากยังเดาความคิดของผู้เป็นอาจารย์ไม่ออกเช่นนั้นแล้วเขายังนับเป็นศิษย์คนโปรดที่เติบโตมาเคียงข้างผู้เป็นอาจารย์ได้หรือ? “ท่านอาจารย์.. ข้าสำนึกผิดแล้วขอรับ” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาไปครึ่งหนึ่ง ก้มหน้าลงไปเล็กน้อย ช้อนสายตาขึ้นมองผู้เป็นอาจารย์ราวกับกำลังรอดูทีท่าของอาจารย์
“ไหนว่ามาสิเจ้าผิดเรื่องอะไร?” หลี่รุ่ยอวิ๋นเอ่ยถามพลางกวักมือเรียกไม่หยุด “เข้ามาใกล้อีกสักหน่อย..”
“ท่านอาจารย์.. ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ต่อไป ข้าจะสำรวมให้มากกว่านี้” หลี่อวิ้หลินโอดครวญค่อย ๆ ก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นอาจารย์ทีละนิด
พอเข้าไปใกล้ในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน หลี่รุ่ยอวิ๋นก็เปลี่ยนจากมือที่กวักเรียกเมื่อครู่เป็นคว้าที่ใบหูของหลี่อวิ้หลินแล้วออกแรงบิดเบา ๆ แทบไม่รู้สึก แต่ทว่าเสียงร้องกลับแว่วดังไปถึงเชิงเขา ทำเอาศิษย์อีกคนทีนำอาหารมาส่งสะดุ้งโหยงไปด้วย
“เอาอีกแล้วหรือนี่ ศิษย์พี่หลี่โดนท่านอาจารย์เจ้าสำนักทำโทษอีกแล้วหรือนี่ เห้อ..” กล่าวจบก็เดินส่ายหน้าหิ้วกล่องอาหารเข้าไปข้างใน และก็เป็นอย่างที่ตนคิดจริง ๆ
“สำนึก.. เจ้าพูดประโยคนี้กี่ครั้งแล้ว เจ้าอยากให้อาจารย์อับอายรึอย่างไร?” หลี่รุ่ยอวิ๋นกล่าวพลางออกแรงบิดหูศิษย์รักเบา ๆ อีกครั้ง
“ขอรับ.. อาจารย์สั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว แต่ท่านอาจารย์ในยามที่อยู่ต่อหน้าผู้อื่นศิษย์หาได้ไม่สำรวมกิริยาสักครั้ง” หลี่อวิ้หลินกล่าวน้ำเสียงกระเง้ากระงอด พร้อมทำท่าสูดปากด้วยความเจ็บปวดเหลือแสน
“ยังจะเถียงอีก!..” หลี่รุ่ยอวิ๋นปล่อยมือจากหูหลี่อวิ้หลินแล้วผลักเขาเบา ๆ ก่อนจะเอียงศีรษะไปมองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาด้านใน “มาแล้วหรือ? ลำบากศิษย์น้องแล้ว..”
หลี่รุ่ยอวิ๋นหันกลับมาตำหนิศิษย์ต่อด้วยการตวัดสายตามอง “เจ้าน่ะไม่รู้หรือว่านี่ยามใดแล้ว มัวแต่ฝึกกระบี่ จนลืมเวลาไปที่โรงครัวนำข้าวปลาอาหารมากิน เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเจ้าทำให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องต้องพากันลำบากเพราะเจ้าเพียงใด”
“ขอรับ.. เรื่องนี้ศิษย์สำนึกผิดแล้ว อาจารย์สั่งสอนได้ถูกต้อง อ๊า..ท่านอาจารย์ท่านไม่ต้องพูดแล้วขอรับศิษย์รู้แล้วว่าหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จแล้วต้องทำเช่นไร..” หลี่อวิ้หลินกล่าวพลางยกมือห้ามไม่ให้ผู้เป็นอาจารย์ต้องออกคำสั่งลงโทษ แล้วหันไปยักคิ้วข้างหนึ่งพร้อมกับรอยยิ้มให้กับศิษย์น้อง
“ขอบใจศิษย์น้องมาก ตอนเจ้ากลับลงไปรบกวนบอกห้องครัวว่าที่เหลือไว้ศิษย์พี่หลี่จัดการทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วจะลงไปจัดการด้วยตนเอง” หลี่อวิ้นหลินกล่าวกับศิษย์น้องที่นำอาหารมาส่ง
ชีวิตในแต่ละวันของหลี่อวิ้หลินหากไม่ฝึกเพลงกระบี่ ก็เป็นต้องนั่งบำเพ็ญเพียรปฏิบัติฌาน เขียนยันต์เป็นเช่นนี้..
หลี่อวี้หลินในวัยสิบเจ็ดปีเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสง่างาม ใบหน้าของเขางดงามราวกับภาพวาด ดวงตาเปล่งประกายความอ่อนโยน แต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว ผิวขาวราวหิมะ แม้เขาจะเติบโตมาในสำนักที่เคร่งครัด แต่อวี้หลินกลับมีนิสัยร่าเริงและมีจิตใจอ่อนโยนต่อผู้คนรอบข้าง จึงเป็นที่รักของทั้งศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนัก
ทั้งยังมีความสามารถพิเศษทำให้เขาโดดเด่นแตกต่างจากศิษย์คนอื่น ๆ ความสามารถพิเศษที่ว่าคือเขาสามารถมองเห็นภาพของคดีฆาตกรรมและพูดคุยกับวิญญาณได้ แม้เขาจะใช้ความสามารถนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่ในบางครั้งมันก็นำพาความทุกข์ยากมาสู่เขาเช่นกัน
“อวิ้หลินเจ้าต้องหมั่นฝึกฌานให้มากมิใช่ขยันแต่เพียงจะฝึกกระบี่เท่านั้น ต่อไปภายภาคหน้าหากต้องลงเขาไปปฏิบัติภารกิจช่วยขจัดทุกข์ภัยให้ชาวบ้านเจ้าจะได้ไม่ลำบาก” หลี่รุ่ยอวิ๋น อบรมสั่งสอนและกำชับด้วยความเมตตา
“ขอรับ.. ช่วงเช้าฝึกกระบี่ บ่ายเขียนยันต์ร่ายคาถา เย็นนั่งสมาธิฝึกฌานต่อไป ข้าจะหมั่นทำเช่นนี้เป็นอย่างไรขอรับ” หลี่อวิ้หลินขานรับพลางอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหนักแน่น
หลี่รุ่ยอวิ๋นส่ายหน้า “ก่อนอื่นวันนี้เจ้าก็ลงไปทำความสะอาดโรงครัว แล้วก็กวาดใบไม้ที่ลานฝึกเถอะ”
“อาจารย์..” หลี่อวิ้หลินโอดครวญสีหน้ากระเง้ากระงอด “วันนี้ข้ามิได้ทำผิดกฎระหว่างเราเลยนะขอรับ ช่วงเช้ามาข้าก็เริ่มด้วยการปัด กวาด เช็ด ถูกเรือน เสร็จก็ลงไปกวาดใบไม้ ลงไปรับอาหารที่โรงครัวเอง มื้อเช้าข้าก็เป็นคนลงไปนำอาหารขึ้นมาด้วยตัวเอง เพียงช่วงกลางวันศิษย์หลงลืมไปชั่วขณะเท่านั้น ลงโทษสองขั้นในคราเดียวไม่หนักไปหรือขอรับ”
“เดี๋ยวก็ข้า เดี๋ยวก็ศิษย์ เลือกเอาสักอย่าง ..แล้วไหนว่ามาสิ วันนี้เหตุใดเจ้าไม่ซักผ้า.. เจ้าไม่ซักผ้าแล้วเราสองคนจะเอาเสื้อผ้าที่ใดสวม เจ้าว่ามา.. โอย..” หลังจากตะเบ็งเสียงจบ หลี่รุ่ยอวิ๋นก็ทรุดกายลงไปนั่งหอบหายใจพลางดมยาหอมที่ห้องยาทำขึ้นเอง
หลี่อวิ้หลินเห็นอาจารย์ผู้เปรียบเสมือนบิดาหอบหายใจหนักหน่วงจึงปรี่เข้าไปนวดขาให้ “ทว่าเรื่องซักเสื้อผ้าความจริงพรุ่งนี้ถึงจะถึงกำหนดซักมิใช่หรือขอรับอาจารย์”
หลี่รุ่ยอวิ๋นวางยาหอมลงไว้ข้างกาย จ้องมองศิษย์ด้วยแววตาลังเล ‘มิใช่วันนี้หรอกหรือ?’ หลี่อวิ้หลินเม้มฝีปากแน่นพยักหน้าหงึกหงักสีหน้าหนักแน่นราวกับกำลังตอบว่า ‘ขอรับเป็นพรุ่งนี้’ อย่างไรอย่างนั้น
หลังจากใช้สมองคิดทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลี่รุ่ยอวิ๋นจึงกระแอมไอออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ถือว่าอาจารย์จำผิดแล้วกัน..”
เสียหน้าก็ส่วนเสียหน้า แต่เรื่องที่ควรยอมรับผิดก็ยังต้องยอมรับผิด เช่นนี้ถึงจะเป็นแบบอย่างที่ดีวให้กับศิษย์ได้
หลี่อวิ้หลินอมยิ้มน้อย ๆ ครั้นจะหัวเราะออกมาก็มิได้เพราะกลัวผู้เป็นอาจารย์จะเสียหน้าจึงช่วยกู้หน้าผู้เป็นอาจารย์กลับคืนมาว่า “แต่ดีนะขอรับที่ท่านอาจารย์ช่วยเตือนมิเช่นนั้นไม่แน่ว่าพอถึงพรุ่งนี้ศิษย์อาจจะลืมขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้ ขอบคุณท่านอาจารย์”
ช่วงเช้าของวันที่ยี่สิบ เดือนห้า ขณะที่อวี้หลินกำลังฝึกกระบี่อย่างตั้งใจอยู่ที่ลานฝึก หลี่รุ่ยอวิ๋นผู้เป็นอาจารย์เดินเข้ามาใกล้เขาพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “อวี้หลิน วันนี้อาจารย์จะมอบหมายให้เจ้าลงเขาไปซื้อสมุนไพรกลับมาให้สำนักเจ้าพร้อมหรือไม่?”
ลงเขา! หลี่อวี้หลินเบิกตาโพลงด้วยหัวใจพองโต
อวี้หลินหยุดการฝึกกระบี่ลง พยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้น “ขอรับ ท่านอาจารย์! ว่าแต่ท่านอาจารย์ให้ศิษย์ไปกับผู้ใดหรือขอรับ ศิษย์พี่คนใดเดินทางเป็นพี่เลี้ยงให้ศิษย์”
หลี่รุ่ยอวิ๋นส่ายหน้า ตอบน้ำเสียงเด็ดขาด “ไม่มี.. ครั้งนี้เจ้าต้องเดินทางลงเขาไปเพียงลำพัง”
“หา? .. เช่นนั้นจะได้อย่างไรขอรับ ศิษย์ไม่เคยลงเขาเลยสักครั้ง” อวิ้หลินคร่ำครวญ
“เหตุใดจะมิได้ เจ้าน่ะนะเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของข้า หากกะแค่เรื่องลงเขาไปซื้อยาสมุนไพรกลับมาให้สำนักเจ้ายังทำไม่ได้ ข้ามิเสียชื่อแย่หรอกหรือ?”
ที่แท้ก็กลัวเสียหน้านี่เอง..
“ออ..” อวิ้หลินแม้ไม่เข้าใจก็จำต้องเข้าใจ “ขอรับท่านอาจารย์ อาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์จะทำอย่างเต็มที่มิทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง”
การลงเขาครั้งนี้ถือเป็นการลงเขาครั้งแรกในรอบหลายปีของอวี้หลินนับตั้งแต่ที่เขาถูกพาขึ้นเขามา เขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นโลกภายนอกอีกครั้ง ในใจลึก ๆ เขาก็ยังหวังว่าจะได้ใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือผู้คนอีกด้วย
ไม่รู้ว่าการลงเขาครั้งนี้ข้าจะได้พบเรื่องราวน่าตื่นเต้นอะไรหรือไม่? หลี่อวี้หลินคิดในใจ
เขาไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะนำพาเขาเข้าสู่เหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล..
ตอนที่ 2 ลงเขาครั้งแรกก็พบเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าแล้ว
สายลมเย็นพัดผ่านยอดเขาซีเฟิง ขณะที่หลี่อวิ้หลินก้าวเดินออกจากประตูสำนักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ความตื่นเต้นที่ได้พบเจอกับโลกภายนอกฉายชัดในดวงตาและสีหน้าของเขา สายตาทอดมองไปยังเบื้องหน้า เสื้อคลุมสีขาวเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านพลิ้วไหวตามแรงลม
เส้นทางเดินลงเขาเต็มไปด้วยหมอกหนา เส้นทางทอดยาวผ่านป่าเขาที่เงียบสงบ เสียงนกนานาชนิดร้องประสานกันราวกับเป็นบทเพลงแห่งพงไพร
อวี้หลินเดินลงเขาตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยวราวกับงูเลื้อย ผ่านแม่น้ำและลำธารที่ใสจนเห็นก้อนหินก้อนกรวดใต้น้ำ ด้วยความสนใจเขาจึงเดินเข้าไปส่องดูถึงได้พบว่าใต้ผิวน้ำไม่เพียงแต่ใสจนสามารถมองเห็นก้อนหินและก้อนกรวดได้ แต่ยังสามารถมองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาในน้ำอย่างอิสระ นอกเหนือจากนั้นยังสามารถมองเห็นใบหน้างดงามของตัวเขาเอง
เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮะฮ่า.. ไม่เพียงแค่พวกเจ้าหรอกที่ว่ายน้ำได้อย่างอิสระ วันนี้ข้าก็เดินลงเขาได้อย่างอิสระเช่นกัน เดิมทีนึกว่าจะมีศิษย์พี่ศิษย์น้องสักคนมาช่วยชี้แนะที่ไหนได้ท่านอาจารย์กลับให้ข้าลงเขาเข้าไปในเมืองตามลำพังไปเสียได้ เฮ้อ..แต่ก็ดีเหมือนกัน..”
กล่าวจบเขาก็หันร่างกลับขึ้นไปยังเส้นทางและเดินมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงฉางอันที่กว้างใหญ่ทันที
ยอดเขาซีเฟิงตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความคึกคัก และวุ่นวาย บ้านเรือนที่แออัด คลาคล่ำไปด้วยผู้คนด้วยระยะทางยี่สิบกว่าลี้ (1) ดังนั้นจึงทำให้เขาต้องใช้เวลาสองวันในการไปและกลับ กว่าจะถึงตัวเมืองฉางอันฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
เมื่อเข้าสู่เขตเมืองฉางอัน เสียงพูดคุย เสียงค้าขายและเสียงรถม้าดังสะท้อนก้อง อวี้หลินมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวของเมืองฉางอันจากศิษย์พี่ศิษย์น้องมาบ้าง แต่การได้ยินก็ส่วนได้ยินไหนเลยจะสู้ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง และการได้มาเห็นด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรกกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งค้นพบโลกใหม่ก็มิปาน
ณ ตรอกแห่งหนึ่งขณะที่หลี่อวี้หลินกำลังจะเดินผ่านไปสายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ นั่นพวกเขากำลังทำอะไรกัน? ดูเหมือนจะกำลังเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น
นายทหารคนนั้นหันไปมองนายกองหวงก่อนจะเดินเข้าไปในตรอกมืด เขาเดินเข้าไปด้วยความองอาจ ทว่าตอนกลับออกมากลับ กลับออกมาด้วยการวิ่งพร้อมกับท่าทางตื่นตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง ร้องเสียงหลง “ท่านนายกอง!..”
เสียงของเขาเรียกความสนใจของทหารทั้งกลุ่มให้หันไปมอง “เกิดอะไรขึ้น!” นายกองหวงถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหานายทหารคนนั้น
ครึ่งชั่วยามต่อมากลุ่มคนขององครักษ์เสื้อแพรก็มาถึง และภาพที่พวกเขาเห็นคือศพของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งถูกพบกลางตรอกมืด ศพมีสภาพดวงตาเหลือกถลน แหงนหน้าขึ้นราวกับกำลังมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า กำลังนั่งคุกเข่าเหมือนถูกสูบเลือด บนหน้าผากของศพพบลวดลายยันต์สีแดงฉานถูกวาดด้วยเลือดของผู้ตาย
ชายหนุ่มคนหนึ่งชุดองครักษ์เสื้อแพรสีแดงเข้มย่อตัวลงไปนั่งข้างศพ กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าของศพอย่างละเอียด
"ยันต์โลหิต..." เซียวจวิ้นหานพึมพำ พลางจ้องมองศพด้วยสายตาคมกริบ
ชายหนุ่มอายุยี่สิบปี รองผู้บัญชาการแห่งองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือ เขาก็คือ เซียวจวิ้นหวน ยืนขึ้นหลังจากตรวจสอบศพจนละเอียดแล้ว สายลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำปลิวไหว ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายสลักจากหิน เย็นชาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ใต้เท้า ดูจากยันต์ที่วาดบนหน้านางศพ ข้าน้อยคิดว่าคดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของลัทธินอกรีด บางทีเราอาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ" จ้าวอิงมองยันต์สีแดงที่ปรากฏบนหน้าผากของศพจึงรู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องไม่ใช่คดีฆาตกรรมธรรมดาแน่
จ้าวอิงคือ ผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของรองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหาน อายุสิบแปดปี
“ผู้ช่วย? ..” เซียวจวิ้นหานหรี่ตาลง "เจ้าหมายถึงใคร?"
"ข้าเคยได้ยินว่า หลี่อวี้หลิน ศิษย์สำนักซีเฟิง เขาสามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณและเห็นเหตุการณ์ในอดีตผ่านวัตถุในที่เกิดเหตุได้" จ้าวอิงกล่าวแนะนำ
ชื่อที่ได้ยินทำให้เซียวจวิ้นหานขมวดคิ้วทันที เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับคนผู้นี้มาบ้าง เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่มีใบหน้างดงามเกินบุรุษ บางคนลือกันว่าเขามีเชื้อสายภูติปีศาจ นิสัยอ่อนโยนเกินไปผิดวิสัยของบุรุษ ไม่น่าไว้ใจ ซ้ำยังไม่เคยมีประสบการณ์สืบคดี การที่จะให้เขาร่วมงานกับเช่นนี้คิดดีแล้วหรือ?
"ข้าจะไม่ให้เด็กที่อ่อนประสบการณ์มาเดินป้วนเปี้ยนกับคดีของข้าอย่างแน่นอน เจ้าเลิกคิดไปได้เลย.." น้ำเสียงเย็นชาของเขาดับความคิดของจ้าวอิงทันที
จ้าวอิงยังไม่ลดละความพยายาม “แต่ใต้เท้า แม้ว่าอายุของหลี่อวี้หลินผู้นี้จะยังน้อย แต่ความสามารถของเขานั้นไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ”
เซียวจวิ้นหานมองจ้าวอิงด้วยสายตาประเมินและเคลือบแคลง “เจ้าคงมิได้หลงเสน่ห์บุรุษเข้าแล้วหรอกนะ”
จ้าวอิงหมดคำจะพูดได้แต่ฉีกยิ้มเหยเก..
“เอาเถอะ ๆ นำศพกลับไปตรวจสอบที่โรงเก็บศพก่อนค่อยว่ากัน” เซียวจวิ้นหานโบกมือพลางพยักพเยิดหน้าไปทางศพ
เหล่าทหารลาดตระเวนที่ยังอยู่ตรงนั้นพากันเดินเข้าไปนำร่างของศพหญิงสาวไปส่งที่โรงเก็บศพของเมืองหลวงทันที
หลี่อวี้หลินได้ยินหนึ่งในนั้นเอ่ยถึงชื่อของตน ใจหนึ่งก็คิดอยากจะแสดงตัวเข้าไปช่วย แต่พอได้ยินคนชุดแดงกล่าวถึงตนเช่นนั้น เขาจึงได้แต่ปล่อยไป แล้วไปเถอะ..
คำนึงถึงภารกิจที่ตนลงเขามาครั้งนี้เป็นสำคัญจึงตัดสินใจหันหลังแล้วเดินจากไป พอเห็นว่าฟ้ามืดอวี้หลินจึงจำเป็นต้องหาที่พักเป็นการด่วน อาจเป็นเพราะเขามาในชุดของสำนักซีเฟิง บนชุดเครื่องแบบปรากฏลวดลายเมฆาอย่างงดงามบวกกับท่าทีเป็นมิตร อ่อนโยนที่สำคัญคือรูปลักษณ์ของเขานั้นโดดเด่นและงดงามเกินบุรุษจึงมีชาวบ้านใจดียกห้องให้เขาสามารถเข้าไปพักและกินมื้อเย็นของที่บ้าน
ทำให้ค่ำคืนแรกของการลงเขาของอวี้หลินเป็นไปได้อย่างราบรื่น อวี้หลินลงเขาเป็นครั้งแรกยังไม่รู้ทิศทางที่ตั้งของร้านขายยาสมุนไพรจึงใช้โอกาสนี้สอบถามกับเจ้าของบ้าน ก่อนจากกันในเช้าวันถัดมาอวี้หลินจ่ายเงินเป็นค่าที่พักและค่าอาหารให้กับเจ้าของบ้าน แม้เจ้าของบ้านไม่อยากรับแต่เขาก็ยังยืนกรานที่จะจ่าย สุดท้ายแล้วเจ้าของบ้านจึงจำเป็นต้องรับเอาไว้
เขาเดินไปตามถนนที่พลุกพล่าน ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ เสื้อผ้าหลากสีสันและของขายบนแผงล้วนดึงดูดสายตา ไม่นานเขาก็มาถึงร้านขายยาสมุนไพรร้านหนึ่งตามที่เจ้าของบ้านหลังนั้นบอกมา
ผู้ดูแลร้านขายยาเห็นเพียงชุดที่ลูกค้าคนหนึ่งสวมใส่กำลังเยื้องย่างเข้ามาในร้านก็รู้ทันทีว่ามาจากที่ใดจึงรีบก้าวเท้าออกมาจากโต๊ะยาวหน้าตู้ยาให้การต้อนรับอย่างสุภาพ “นักพรตน้อยท่านนี้มาซื้อสมุนไพรให้สำนักซีเฟิงใช่หรือไม่?”
อวี้หลินขานรับอย่างงงงวย “อ้า.. ใช่แล้วขอรับ ข้าน้อยหลี่อวี้หลินได้รับคำสั่งให้มาซื้อยาสมุนไพรกลับสำนัก” พร้อมหยิบรายการที่อาจารย์ห้องยาในสำนักเขียนมาให้มอบให้ผู้ดูแลร้านทันที "นี่ขอรับ.."
มิน่าเล่าท่านอาจารย์ถึงให้ข้ามาเพียงลำพังก็ได้ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง.. อวี้หลินคิดในใจขณะกำลังก้าวเท้าเดินออกจากร้านขายยา
หลังจากซื้อยาตามที่อาจารย์ห้องยาเขียนให้มาเรียบร้อยเขาก็เดินกลับเข้าสู่ถนนที่คึกคักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอีกครั้ง
“ฮา..ที่นี่ช่างงดงามเต็มไปด้วยของสวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้นเลย ชักเริ่มหิวเสียแล้วสิ” อวี้หลินหันซ้ายแลขวามองไปตามท้องถนนด้วยหัวใจเบิกบาน แววตาใสกระจ่างบริสุทธิ์ หลังจากเดินเที่ยวชมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงอยู่นานก่อนกลับเขาจึงหันมองไปทั้งสี่ทิศแปดด้านดูว่ามีร้านค้าข้างทางที่พอจะฝากท้องได้บ้างหรือไม่?
“อ๊า!.. นั่นอย่างไรร้านบะหมี่ เข้าไปนั่งกินบะหมี่สักชามแล้วค่อยกลับขึ้นเขาก็ยังไม่สาย ว่ากันว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา..” อวี้หลินกระชับห่อยาที่สะพายไว้บนบ่าแน่นแล้วเดินเข้าไปในร้านบะหมี่อย่างสง่าผ่าเผย
บุตรสาวเจ้าของร้านมองเห็นชายหนุ่มรูปงามเดินเข้ามาและนั่งลงก็รีบวางงานที่ทำในมือปรี่เข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มกะลิ้มกะเหรี่ย ทำให้เหล่าบุรุษที่เป็นลูกค้าอีกสองโต๊ะเกิดความไม่พอใจ ทว่าความไม่พอใจที่ว่าหาใช่ไม่พอใจหญิงสาวไม่ หากแต่เป็นไม่พอใจชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งเมื่อครู่ต่างหาก
ทว่าไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจสิเกี่ยวอันใดเขาด้วยเล่า เขาก็เพียงแค่ลูกค้าที่ผ่านทางเท่านั้น
“คุณชายท่านนี้ต้องการสั่งอาหารอะไรดีเจ้าคะ?” หญิงกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวาน ส่งสายตาแพรวพราว
“ร้านเจ้าขายบะหมี่เป็ดตุ๋นมิใช่หรือ? ข้าย่อมต้องสั่งบะหมี่อยู่แล้วสิ” อวี้หลินตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่หญิงสาวจะเดินจากไปด้วยท่าทีอ้อยอิ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “อ่อ.. แม่นางขอน้ำชาให้ข้ากาหนึ่งด้วยนะ”
“ได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการให้คุณชายเดี๋ยวนี้..” หญิงสาวรับคำสั่งจากชายหนุ่ม จากไปด้วยการส่งสายตา อวี้หลินก็เพียงแย้มยิ้มบางให้นางเท่านั้น
หลังจากหญิงสาวเดินจากไปชายหนุ่มโต๊ะข้างกันก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นยันกับม้านั่งตรงข้ามเบื้องหน้าอวี้หลิน อวี้หลินก็เพียงย่นคิ้วมองแต่มิได้กล่าววาจา
มาแบบนี้มาหาเรื่องข้าชัด ๆ แต่ท่านอาจารย์บอกเอาไว้ว่าคนในเมืองรู้หน้าไม่รู้ใจทางที่ดีอย่าได้ไปยุ่งกับพวกเขาจะดีกว่าอีก อย่างเราเป็นผู้ฝึกตนควรสำรวมไว้ อวี้หลินจึงเพียงเบนสายตาหันมองออกไปนอกร้าน
ทว่ายิ่งอวี้หลินแสดงท่าทีว่าไม่สนใจพวกเขา พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้า ชายคนหนึ่งที่ดูลักษณะเหมือนจะเป็นหัวโจกถุยน้ำลายลงพื้นแล้วกล่าวว่า “เจ้าหน้าอ่อนร้านนี้ไม่ต้อนรับเจ้า เชิญเจ้าไปกินร้านอื่น”
อวี้หลินไหนเลยจะเชื่อฟังคำพูดของคนพวกนั้น ขนาดอาจารย์ยังปะทะคารมกันตลอดทั้งวันมาแล้วนับประสาอะไรกับคนพวกนี้ เขากล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ไม่ต้อนรับหรือ? เมื่อครู่แม่นางผู้นั้นเพิ่งจะรับรายการอาหารที่ข้าเพิ่งสั่งไปเองนะ คนในเมืองหลวงนี่ก็แปลกเสียจริง”
ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์(2) ในเมื่อเตือนกันบอกกันดี ๆ ไม่ชอบชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งจึงยกหมัดพุ่งเข้าใส่อวี้หลินทว่าพวกเขาไม่รู้เสียแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้าพวกเขาหาใช่คนธรรมดาทั่วไปไม่
อวี้หลินตาดีประสาทสัมผัสว่องไวเอียงศีรษะหลบกำปั้นได้ทัน มือเขาเองก็ไวเช่นกันยกหมัดขึ้นชกเข้าไปที่เบ้าตาของชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นอย่างจังทำให้คนผู้นั้นร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด แม้ว่าอวี้หลินจะเป็นชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงโปร่งออกจะพลิ้วไปด้วยซ้ำแต่พลังนั้นกลับล้นเหลือทำให้คนที่เหลือไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับเขาอีก
หลังจากกินบะหมี่จนรู้สึกอิ่มท้องแล้วเขาก็เดินมุ่งหน้ากลับขึ้นเขาทันที
---------------------------------------------------
1.ลี้ คือระยะทาง เทียบเป็นเมตร 1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร
2.ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ หมายถึง พูดดีไม่ฟัง ชอบให้ใช้กำลัง
ตอนที่ 3 การพบกันครั้งแรก
แต่ไม่กี่วันต่อมา ในขณะที่รองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหานกำลังเร่งสืบหาตัวฆาตกรที่เกี่ยวข้องกับยันต์โลหิต เขาก็ถูกผู้บัญชาการหรือก็คือหัวหน้าโดยตรงของเขาเรียกตัวให้เข้าไปพบ
“มาแล้วหรือจวิ้นหาน” ผู้บัญชาการเหอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเดินเข้ามา
“ใต้เท้าเรียกข้ามามีงานเร่งด่วนอย่างนั้นหรือ?” เซียวจวิ้นหานมองไปที่ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าที่นั่งอยู่หลังโต๊ะด้านหน้าสุด
“เจ้าสืบเรื่องคดียันต์โลหิตปริศนานั่นมากี่วันแล้ว” เขาก้มหน้าต่ำเล็กน้อยช้อนตาขึ้นเพ่งสายตามองยังผู้ใต้บังคับบัญชาของตน
“นับจากวันที่พบศพวันนี้ถือว่าเป็นวันแรก” เซียวจวิ้นหานตอบ
“อืม..” ผู้บัญชาการพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเฉียดไหล่ของเซียวจวิ้นหานไปเล็กน้อยแล้วหยุดยืน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อเช้าฝ่าบาทเรียกข้าเข้าพบเป็นการส่วนตัว ทรงเร่งให้สืบคดีนี้ให้จบโดยเร็วที่สุดฝ่าบาททรงรู้ว่าคดีนี้ค่อนข้าซับซ้อนจึงให้เวลาหนึ่งเดือน”
การเข้าไปพบผู้บัญชาการหวงครั้งนี้ทำให้เซียวจวิ้นหานไม่มีทางเลือกเมื่อเขาถูกเร่งรัดให้ทำคดีให้จบโดยเร็ว หนำซ้ำผู้บัญชาการยังเอ่ยถึงสำนักซีเฟิง ในเมื่อเป็นคำสั่งของฝ่าบาททำให้เขาไม่อาจบ่ายเบี่ยงเรื่องร่วมมือกับคนของสำนักซีเฟิงได้ เขาเร่งฝีเท้ากลับไปยังห้องเก็บศพขอโรงเก็บศพด้วยความเร่งร้อน
พอมาถึงเซียวจวิ้นหานถามจ้าวอิงทันที “สืบได้เรื่องหรือยังว่าผู้ตายเป็นใคร? บ้านอยู่ที่ใด?”
จ้าวอิงกล่าวตอบ “ทราบแล้วขอรับ นางเป็นหญิงสาวมาจากหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อขายของป่าโดยเฉพาะสมุนไพรขอรับ”
“หมู่บ้านอวิ๋นรุ่ย.. ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย” เซียวจวิ้นหานรำพึงเสียงเบาราวกับกำลังกล่าวกับตนเอง
“ใช่ขอรับ.. ทำไมหรือขอรับ” จ้าวอิงกล่าวถามด้วยความฉงนสงสัย
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่องครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน “รายงาน!..”
ทั้งสองจึงหันมองไปทางประตูห้อง ครู่หนึ่งองครักษ์เสื้อแพรชั้นผู้น้อยคนนั้นก็วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เซียวจวิ้นหาน “รองผู้บัญชาการเซียวจดหมายถึงใต้เท้าขอรับ”
หลังจากทำหน้าที่ส่งจดหมายของตนเสร็จแล้ว องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นก็กลับออกไป จ้าวอิงเห็นด้านหน้าซองจดหมายประทับตราเป็นสัญลักษณ์ของสำนักซีเฟิง เขาก้าวเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าวย่างด้วยความสนใจ
เซียวจวิ้นหานเปิดซองจดหมายและดึงจดหมายที่อยู่ด้านในออกมาอ่าน เขากวาดสายตาเฉียบคมอ่านปราดเดียวก็เข้าใจ เขารู้ว่าจ้าวอิงสนใจจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “สำนักซีเฟิงตอบรับคำขอความช่วยเหลือกลับมาแล้ว”
สีหน้าของจ้าวอิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยก่อนจะกลับคืนสู่ปกติ “ใต้เท้าไหนท่านบอกว่าไม่ยอมให้เด็กอ่อนประสบการณ์มาเดินป้วนเปี้ยนในคดีอย่างไรเล่าขอรับ?”
เขาตวัดสายตามองจ้าวอิงก่อนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หาใช่ข้าที่เป็นคนขอไม่ แต่เป็นผู้บัญชาการเหอต่างหาก..”
สิ้นคำจ้าวอิงก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดล้วนเป็นผู้บัญชาการเหอเป็นคนจัดการทั้งหมดด้วยตนเอง จ้าวอิงอดรู้สึกยินดีไม่ได้ แม้เขาจะไม่ค่อยชอบผู้บัญชาการเหอผู้นี้เท่าใดนัก แต่ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้เขาอดนึกยอมรับในการตัดสินใจของผู้บัญชาการไม่ได้จริง ๆ
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เซียวจวิ้นหานต้องยอมร่วมงานกับเด็กหนุ่มด้วยความจำใจและจำยอมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง..
ช่วงเช้าในยามเฉิน(1) หลังจากตรวจสอบศพอย่างละเอียดแล้ว และได้รู้ว่าเป็นบุตรสาวของชาว ในหมู่บ้านอวิ๋นรุ่ยซึ่งตั้งอยู่ห่างออกจากเมืองหลวงไปราวห้าสิบลี้ องครักษ์เสื้อแพรและคนของทางการจึงได้นำศพของหญิงสาวกลับไปยังบ้านของนางซึ่งนำโดยรองผู้บัญชาการเซียวจวิ้นหาน
ภายในบ้านหลังนั้นบรรยากาศเย็นยะเยือก กลิ่นธูปจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นเลือดที่ยังไม่เลือนหาย ร่างของหญิงสาวถูกวางไว้ในโลงไม้กลางห้อง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาเบิกโพลงราวกับก่อนตายได้พบกับสิ่งน่าสะพรึงกลัว บิดา มารดา และยังมีเด็กอายุไม่เกินสิบสองสิบสามนั่งรวมกันอยู่ภายในบ้านพวกเขาสวมอาภรณ์ขาวไว้ทุกข์ นั่งไว้อาลัยต่อหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้าย
ทั่วทั้งเรือนถูกตกแต่งด้วยผ้าขาวไว้ทุกข์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เสียงร้องไห้จากผู้คนในบ้านดังระงมไปทั่วบริเวณ
"อาหนิง.. เจ้าไม่น่าอายุสั้นเลย" เสียงของผู้เป็นมารดาโอดครวญน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเศร้าเสียใจ
"พี่ใหญ่.. ไม่มีท่านพวกเราจะทำอย่างไร?" เสียงของเด็ก ๆ ร้องไห้คร่ำครวญตามหลังผู้เป็นมารดา
แม้ว่าภายในบ้านจะไม่ไร้ซึ่งบุรุษร่างกายสูงใหญ่กำยำที่เป็นบิดา ทว่าผู้รับหน้าที่ออกจากบ้าน นำของป่าที่ผู้เป็นบิดาหามาจากในป่าและบนภูเขานั้นล้วนเป็นหน้าที่ของบุตรสาวคนโตทั้งสิ้น เมื่อขาดนางไปก็เหมือนกับการขาดขาไปข้างหนึ่ง การเดินต่อไปของครอบครัวนี้จึงนับว่าเป็นปัญหา
ขณะที่ทุกคนกำลังร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เสียงฝีเท้าเบาหวิวดังขึ้นจากหน้าประตู
เซียวจวิ้นหานเงยหน้ามองคนที่กำลังก้าวเข้ามา ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวราวหิมะสะอาดตา ผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าราวหยกขาว ดวงตาเรียวยาวเปล่งประกายอ่อนโยนเกินบุรุษทั่วไป
เซียวจวิ้นหานเอ่ยเสียงเย็น สายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง "เจ้าเป็นใคร?"
จ้าวอิงรู้ว่ารองผู้บัญชาการรู้ว่าชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งเดินเข้ามาเป็นใครแต่ก็ยังเอ่ยถาม เขาจึงกระแอมไอออกมาคำหนึ่งก่อนกระซิบบอกว่า "เขาก็คือหลี่อวี้หลิน.."
เซียวจวิ้นหานปรายตามองคนของตนเองก่อนกัดฟันกล่าวตอบเสียงเบาว่า "ข้ารู้แล้ว.. แต่ข้ามิได้ถามเจ้า! ข้ากำลังถามเขา"
"ข้าคือหลี่อวี้หลิน หรือจะเรียกว่าอวี้หลินสั้น ๆ ก็ได้นะขอรับใต้เท้าทั้งสอง.." น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยความแน่วแน่ "ข้าได้ยินว่าท่านต้องการความช่วยเหลือ"
เซียวจวิ้นหานมองเขาด้วยสายตาเย็นชา "ข้าไม่ได้ต้องการ แต่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน"
หลี่อวี้หลินยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบโต้อะไรกับอีกฝ่าย เขาหันร่างไปอีกทาง “ท่านลุง ท่านป้า.. หากพวกท่านไม่ว่ากระไรข้าน้อยขออนุญาตคุยกับบุตรสาวของพวกท่านสักหน่อยได้หรือไม่?”
สองสามีภรรยาไม่กล่าวอะไรนอกจากสีหน้าตื่นตะลึงที่จู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาขอคุยกับศพบุตรสาวของตน หลี่อวี้หลินเห็นพวกเขาไม่กล่าวอะไรจึงเหมาเอาเองว่าพวกเขาตกลง ดังนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่ศพ นิ้วเรียวแตะลงบนยันต์โลหิตบนหน้าผากของศพก่อนหลับตาลง ครู่ต่อมา ร่างของเขาก็เกิดอาการสั่นไหว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับยันต์โลหิตที่เขียนด้วยเลือด ดวงตาดอกท้อของเขาก็พลันเปลี่ยนไป ภาพนิมิตพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา เสียงร้องสุดท้ายของหญิงสาว.. เงาร่างของฆาตกรที่สลัวรางเลือน.. และยันต์โลหิตที่เปล่งแสงแปลกประหลาด
หลี่อวี้หลินเบิกตากว้าง ก่อนจะกะพริบตาไล่ภาพในหัวออกไป เขาเงยหน้าขึ้นมองเซียวจวิ้นหานที่ยังคงจ้องเขาด้วยแววตาเย็นชา
เซียวจวิ้นหานหรี่ตาลง "เจ้าเห็นอะไร?"
หลี่อวี้หลินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา ไม่มองหน้าคนถาม "...ไม่ใช่คน หรือบางทีอาจเป็น แต่เป็นคนที่เล่นศาสตร์ด้านมืด"
หลังจากการตรวจสอบศพ หลี่อวี้หลินพบบางสิ่งที่ทำให้เขาแน่ใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของลัทธินอกรีต แม้ว่าเซียวจวิ้นหานจะรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจหลี่อวี้หลิน แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลที่อีกฝ่ายให้มานั้นมีประโยชน์และช่วยให้คดีคืบหน้า ทั้งยังเป็นไปในทางเดียวกัน
“เจ้ารู้เรื่องยันต์โลหิตนี้มากน้อยเพียงใด?” เซียวจวิ้นหานถามเสียงเย็นขณะเดินเข้าไปมองศพหญิงสาวที่นอนอยู่ในโลงอย่างสงบ
“ตอบตามตรง.. ไม่มากนัก” หลี่อวี้หลินตอบอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความมั่นใจ “แต่ข้ารู้ว่ามันเป็นยันต์โบราณที่เกี่ยวข้องกับการสังเวย”
“การสังเวย..” จ้าวอิงกล่าว
“ใช่..” หลี่อวี้หลินปรายตามองจ้าวอิงพลางพยักหน้าตอบรับหนักแน่น
เซียวจวิ้นหานเหลือบมองอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ไม่ได้โกหกตน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ชอบชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ดี ไม่ใช่แค่เพราะท่าทีที่ดูสงบนิ่งจนดูไม่น่าไว้ใจของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะมีบางอย่างในแววตาที่ทำให้เขารู้สึก.. ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกถึงความไม่มั่นคงบางอย่างในตัวเอง ที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ในตอนนี้
“หึ.. น่าสนใจ” เซียวจวิ้นหานแค่นเสียง “แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาปั่นหัวข้าได้หรอกนะ”
หลี่อวี้หลินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปประสานมือโค้งเอวเพื่อกล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านด้วยความสุภาพอ่อนโยน “ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ข้า.. ข้าเสียใจด้วยจริง ๆ”
หลังจากนั้นเขาจึงเดินนำหน้าออกไปจากบริเวณบ้านของผู้ตายอย่างไม่รีบไม่ร้อน เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงเดินตามหลังเขามาติด ๆ
จ้าวอิงเอ่ยถามทันทีที่เดินตามมาทัน “คุณชายหลี่นอกจากเจ้าจะรู้ว่าสิ่งที่สังหารแม่นางผู้นั้นว่าไม่ใช่คนแล้ว เจ้ายังเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่?”
หลี่อวี้หลินชะงักฝีเท้าก่อนจะเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองคนในครอบครัวของผู้ตายด้วยแววตาเศร้า เขาถอนหายใจก่อนจะหันกลับมาแล้วกล่าวเสียงเบาราวกับกระซิบว่า “ข้าจะพาพวกท่านไปที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งในหมู่บ้านตามที่ข้าเห็นในนิมิตเมื่อครู่”
เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงหันมองสบตากัน จ้าวอิงกล่าว “เช่นนั้นเราก็ไปกันเลยเถอะ..”
เซียวจวิ้นหานทำท่าลังเลเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จ้าวอิงเห็นจึงยื่นมือออกไปดึงแขนของเขา แล้วกล่าว “ไปเถอะนาใต้เท้า..”
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงศาลเจ้าเก่าแก่ตามที่หลี่อวี้หลินนำทางมา การมาที่ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้ทำให้พวกเขาพบสัญลักษณ์เดียวกันกับยันต์โลหิตที่ปรากฏบนหน้าผากของหญิงสาวผู้ตาย
“นี่มัน..” เซียวจวิ้นหานรำพึง จ้องเขม็งไปที่ภาพยันต์โลหิตตามผนังของศาลเจ้า
จ้าวอิงก็เห็นแล้วเช่นกัน “คุณชายหลี่.. นี่มันมิใช่ยันต์โลหิตหรอกหรือ?”
หลี่อวี้หลินหันไปรอบ ๆ ทั้งสี่ทิศ แปดด้าน ในใจของเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที เขากล่าวโดยไม่หันไปมองสองคนด้านหลัง “ดูจากการจัดวางสิ่งของในห้องนี้แล้ว ข้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าที่นี่จะต้องเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชายัญอะไรสักอย่างแน่ และมันจะต้องไม่ใช่การบูชายัญธรรมดา ๆ”
ในตอนนั้นเองลมเย็นก็พัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้างดงามของหลี่อวี้หลินวูบหนึ่งทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก พร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยอง เยียบเย็นของบุรุษคนหนึ่ง
เซียวจวิ้นหานและจ้าวอิงต่างรู้สึกได้ถึงสายลมที่เย็นผิดปกติที่ไม่ใช่สายลมฤดูหนาวธรรมดา.. แต่กลับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะ
และนั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เขายิ่งมั่นใจมากว่าเรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องภูตผี ปีศาจและศาสตร์มืดพลังลึกลับบางอย่างอย่างแน่นอน
---------------------------------------------------
1.ยามเฉิน คือช่วงเวลาตั้งแต่ 07:00 - 08:59 น.