1
พิธีแต่งงานอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองหลานหยู หนึ่งในเมืองใหญ่ของแคว้นจ้านที่อยู่ใต้การปกครองของฮ่องเต้จูหมิง ฮ่องเต้ที่ถูกขนานนามว่า มีสนมมากที่สุดในบรรดาผู้ปกครองแคว้นทั้งหมด นางสนมของเขามีจำนวนนับร้อย นางสนมเกินครึ่งเป็นบรรณาการจากเมืองต่างๆ ที่อยู่ใต้อาณัติของแคว้นจ้าน จะมีนางสนมไม่กี่คนที่ได้มาจากความลุ่มหลงส่วนตัว และมีฮองเฮานามว่า จิวหยวน ฮองเฮาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสวยและความเฉลียวฉลาดพิธีแต่งงานถูกจัดขึ้นในจวนของจางเฟย เจ้าเมืองหลานหยู
เจ้าสาวในงานคือจางเหว่ย คุณหนูสามของตระกูลจาง ผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับนางฟ้า ส่วนเจ้าบ่าวคือ หลิงเปียว ลูกชายคนรองของอำมาตย์หลิงฮวยเถา อำมาตย์คนสนิทของฮ่องเต้ การแต่งงานของเขาและเธอไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรัก แต่เกิดจากการเมือง เช่นเดียวกับการออกเรือนของคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองก็มาจากเหตุผลเดียวกัน เหลือเพียงคุณหนูสี่ คนเดียวที่ยังไม่ได้แต่งงาน
แขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี เกินครึ่งหนึ่งเป็นบุคคลที่มียศศักดิ์ เป็นขุนนางในราชสำนักที่ไม่ได้เดินทางมาร่วมงานเพียงอย่างเดียว แต่มาร่วมหารือเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งด้วย
พิธีแต่งงานดำเนินมาจนจบพิธี แขกที่มาร่วมงานพากันเดินทางกลับบ้าน จางม่านอวี้มองพี่สาวคนที่สามที่ออกเรือนไปด้วยสายตาเศร้าสร้อย ในใจของนางเกิดความว้าเหว่ขึ้นมาทันใด ในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ นับวันจะมีคนอาศัยเหลืออยู่น้อยลงทุกที หากไม่รวมบ่าวไพร่ในบ้าน ก็เหลือเพียงแค่บิดา มารดา ท่านย่าและตัวนาง
หลังเสร็จสิ้นงาน จางม่านอวี้เดินไปนั่งเล่นอยู่ศาลาหลังบ้าน เป็นสระบัวขนาดใหญ่ ที่ตรงนั้นมีพิณตัวโปรดของนางตั้งอยู่ อีกไม่นานเสียงพิณที่บ่งบอกถึงความเศร้าดังขึ้น
“วันนี้เป็นวันดี เหตุใดเสียงพิณของเจ้า จึงเต็มไปด้วยความเศร้าเช่นนี้”
ผู้ถามเดินเข้ามาหาคนเล่นพิณ จางม่านอวี้เงยหน้ามองเจ้าของเสียง นางยิ้มให้รองแม่ทัพเฉินต้าเหว่ยรองแม่ทัพรูปงามที่บุกไปพิชิตชัยชนะข้าศึกนับไม่ถ้วน เขาเก่งกาจรอบด้าน กำชัยชนะไม่รู้จักกี่หน ทว่ามีเพียงเรื่องเดียวที่เขาไม่สามารถพิชิตได้ เรื่องนั้นคือ พิชิตใจจางม่านอวี้ ลูกสาวคนที่สี่ของจางเฟย
“ต้าเหว่ย เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
จางม่านอวี้ถามด้วยความดีใจที่ได้เห็นหน้า ทุกครั้งที่เขาออกศึก นางนอนไม่หลับ ใจนึกเป็นห่วงเพื่อนสนิท เกรงว่าเขาจะพลาดพลั้งกลศึก แม้รู้ว่า เขามีฝีมือมากแค่ไหน
“ข้ากลับมาเมื่อวานนี้ วันนี้เลยรีบมาหาเจ้าพร้อมไอ้นี่” เขาชูห่อผ้าขึ้นสูง จางม่านอวี้หน้ามู่เมื่อเห็นห่อผ้า เพราะรู้ดีว่า อะไรอยู่ในนั้น
“เจ้านี่นะ มาหาข้าทีไรก็เอาแต่หมั่นโถวมาให้ ข้ากินจนหน้าจะเป็นหมั่นโถวแล้วนะ” ปากว่า มือก็ยื่นไปรับห่อผ้ามาวางไว้ข้างพิณ ก่อนจะแก้ห่อผ้าออก
“แล้วเจ้าจะกินไหมล่ะ ข้าทำสุดฝีมือเลยนะ” แม่ทัพหนุ่มพูด
“เจ้าทำให้ข้ากิน ข้าก็ต้องกินสิ”
นอกจากเฉินต้าเหว่ยจะเก่งเรื่องกลศึก เขายังเป็นคนทำหมั่นโถวได้อร่อยที่สุดในเมืองนี้ เฉินต้าเหว่ยไม่ได้เป็นพ่อครัวที่ทำให้ใครกินเรื่อยเปื่อย รองแม่ทัพหนุ่มทำให้นางทานคนเดียว มีหรือที่จางม่านอวี้ นางตะกละแห่งเมืองหลานหยูจะไม่กิน นางเคี้ยวตุ้ยๆ จนคนทำยิ้มแก้มปริ
“พี่สาวเจ้ามีคู่ไปกันหมดแล้ว เหลือแต่เจ้าคนเดียว เจ้ามาแต่งงานกับข้าดีไหม ข้ายอมเสียสละความโสดแต่งงานกับเจ้า” เฉินต้าเหว่ยกล่าวทีเล่นทีจริง
“เพราะข้าไม่สวยใช่ไหม ข้าถึงยังไม่ได้มีคู่ ข้าสวยสู้พี่ใหญ่ พี่รองและพี่สามไม่ได้”
เป็นปมด้อยเรื่องหนึ่งของจางม่านอวี้ ที่พี่สาวทั้งสามคนของนางมีความงามละบือไกล เป็นที่หมายปองของลูกหลานเหล่าขุนนางและเจ้าเมืองอื่น ต่างกับนางที่มีรูปโฉมไม่เป็นที่หมายปองของชายใด
“ใครว่าเจ้าไม่สวย เจ้าสวยมากเลยรู้ตัวไหมม่านอวี้” น้ำเสียงที่แสดงให้รู้สึกถึงความอ่อนโยนดังผ่านปากรองแม่ทัพหนุ่ม จางม่านอวี้มองหน้าคนพูด แต่ปากก็ยังเคี้ยวหมั่นโถว “สวยที่สุดในสายตาของข้า ดวงตาเจ้าเปล่งประกายเหมือนดวงดาว ริมฝีปากเจ้าสวยอิ่มเหมือนกลีบดอกบัว แก้มเจ้าขึ้นสีเรื่อเหมือนผลลูกท้อ ความงามของเจ้าประทับในใจข้า”
หากเป็นชายอื่นมาพูดคำหวานเช่นนี้ต่อหน้านาง จางม่านอวี้คงรู้สึกดีกว่านี้ แล้วนางก็รู้ว่า ที่เขาเอ่ยประโยคนี้เพราะต้องการให้ตนสบายใจ
“แต่เราเป็นเพื่อนกันนะต้าเหว่ย เจ้าจะมาพูดจาเกี้ยวข้าแบบนี้ไม่ได้” จางม่านอวี้รีบพูด แต่ใจกลับแอบดีใจ “แล้วเราก็แต่งงานกันไม่ได้ด้วย”
“ข้าก็พูดให้เจ้าหายกังวล ข้ารู้นะว่า เจ้ากับข้าเป็นเพื่อนรักกัน คงแต่งงานกันไม่ได้” รองแม่ทัพหนุ่มไม่กล้าเปิดเผยความในใจมากกว่านี้ได้ เขารู้อยู่เต็มอกว่า จางม่านอวี้ไม่มีทางคิดกับตนมากเกินกว่าคำว่าเพื่อน เขาจึงเก็บความรักไว้อยู่แค่ในใจ “ข้าดีดพิณให้เจ้าฟังนะ เจ้าจะได้กินไปด้วยฟังพิณที่ข้าบรรเลงไปด้วย”
จางม่านอวี้ไม่ปฏิเสธรองแม่ทัพหนุ่ม นางขยับตัวไปนั่งม้านั่งฝั่งตรงข้าม หยิบหมั่นโถวลูกใหม่มากินอย่างมีความสุข ลืมเรื่องความทุกข์ในใจไปชั่วขณะ
จางม่านอวี้ หญิงเดียวในใจข้า
ความงามเจ้าแม้ว่าไม่สะดุดตา
แต่ทว่ากลับสะดุดใจข้ามิลืมเลือน
ตอนเช้าของวันใหม่จวนของจางเฟยมีแขกกลุ่มหนึ่งมาเยือน ซึ่งเจ้าของบ้านต้อนรับขับสู้อย่างดี ก่อนจะพากันเข้าไปนั่งคุยในห้องส่วนตัว เพราะเรื่องที่ทั้งหมดจะสนทนากันนั้นเป็นความลับ
“เจ้าคิดเช่นนี้จริงรึถางเจียน”
เจ้าบ้านถามถางเจียน ขุนนางฝ่ายในที่กำลังจะส่องสุมอำนาจเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอำมาตย์
“มันเป็นวิธีเดียวที่เราจะรู้เขารู้เรา หากเราไม่ส่งคนเข้าไปสอดแนมในวังได้ งานของเราก็จะล้มไม่เป็นท่า” ถางเจียนยกชาขึ้นจิบ ตวัดสายตามองคู่สนทนา “ตอนนี้พระสนมมู่กำลังขยายอำนาจ เราต้องคานอำนาจนางให้ได้ ไม่เช่นนั้นแคว้นจ้านก็คงเหลือแค่ชื่อ และข้าก็ได้ข่าวมาว่า แคว้นเซียงซี่กำลังรวบรวมทหารนับพันนาย มันไม่น่าไว้ใจนะ”
“แต่ข้ากลัวว่า ม่านอวี้จะทำงานนี้ไม่ได้ และไม่คิดว่าฮ่องเต้จะรับนางไว้เป็นสนม”
จางเฟยบอกเรื่องที่ตัวเองเป็นกังวล พระสนมแต่ละคนของฮ่องเต้ เลื่องลือเรื่องความงาม ที่ล้วนแต่เป็นสาวงามจากเมืองต่างๆ รวมทั้งแคว้นใกล้เคียงที่ส่งมากระชับสันติไมตรี จางม่านอวี้มีความงามไม่ถึงครึ่งของเหล่าพระสนม การที่จะให้ฮ่องเต้ชายตาแลและหลงใหล จึงเป็นไปได้ยาก
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงไปหรอกท่านจางเฟย อย่าลืมสิว่า อำนาจที่แต่งตั้งพระสนมอยู่ในมือใคร” หลี่เซ้าเถียนขุนนางฝ่ายทหารเอ่ยขึ้น “ข้ากับถางเจียนจัดการทุกอย่างไว้แล้ว เหลือเพียงเจ้าไปบอกม่านอวี้เท่านั้น”
“ฮองเฮารู้เรื่องนี้ด้วยรึ” จางเฟยถาม ถางเจียนพยักหน้า
“ฮองเฮาเห็นด้วยที่จะให้ม่านอวี้มาเป็นพระสนม”
“ข้าขอเหตุผลได้หรือไม่ ว่าทำไมฮองเฮาจึงคิดเช่นนั้น”
“ข้าตอบตรงๆ เจ้าอย่างเคืองโกรธข้านะ” ถางเจียนออกตัว และเมื่อจางเฟยพยักหน้า ถางเจียนจึงตอบคำถามของคนต้องการรู้คำตอบ “อย่างที่เรารู้กันว่า ฮ่องเต้จูหมิงหลงใหลอิสตรีที่มีความงดงาม และเมื่อมีพระสนมคนใหม่ที่มีความงามเกินหน้าเกินตาพระสนมมู่ พระสนมมู่ก็จะจัดการให้พ้นทาง กีดกันไม่ให้ฮ่องเต้เข้าใกล้พระสนมคนนั้นๆ ซึ่งพระสนมหลายคนที่ถูกกำจัดเป็นคนของฮองเฮา ฮองเฮาจึงเปลี่ยนแผนใหม่ ให้ส่งพระสนมที่มีหน้าตาไม่ดีเข้าไปอยู่ในวัง เพื่อให้สนมคนนี้ซึ่งก็คือม่านอวี้ เข้าไปดูความเคลื่อนไหวของพระสนมมู่ที่แน่นอนว่า พระสนมมู่ต้องไม่ระแวงม่านอวี้ อาจมองข้ามไปเลยก็ได้ และนั่นก็จะทำให้งานของเราง่ายขึ้น”
พระสนมมู่เซียนเป็นธิดาคนรองของมู่ม้านเชียงแคว้นเซียงซี่ ที่ส่งบุตรสาวมาเป็นบรรณาการแก่ฮ่องเต้จูหมิง ถือเป็นการสวามิภักดิ์แก่แคว้นจ้านไปในที และสงบศึกที่ยืดเยื้อมากกว่าสิบปี ความงดงามของมู่เซียน ต้องตาต้องใจฮ่องเต้จูหมิงตั้งแต่แรกเห็น จนกระทั่งถึงวันนี้ความลุ่มหลงนั้นยังมิจางหาย แล้วยังมีพระโอรสให้ฮ่องเต้จูหมิงหนึ่งคน พระธิดาอีกหนึ่งคน และนั่นทำให้อำนาจของพระสนมมีเพิ่มมากขึ้น ฮองเฮาจิวหยวนจึงต้องคานอำนาจมู่เซียน ด้วยการดึงเหล่าอำมาตย์และขุนนางมาเป็นพวก เพราะหากปล่อยให้มู่เซียนมีอำนาจมากกว่านี้ ต่อไปภายภาคหน้าอาจไม่มีแคว้นจ้าน และตำแหน่งของนางอาจสั่นคลอน
“ม่านอวี้ต้องทำยังไงบ้าง” จางเฟยเอ่ยถามหลังเข้าใจเหตุผล
“ทำตามนี้...”
ถางเจียนบอกเรื่องที่จางม่านอวี้ต้องทำให้จางเฟยรับรู้ จางเฟยมีสีหน้าหนักใจกับเรื่องที่บุตรสาวต้องทำ นั่นไม่ร้ายเท่าเขาจะทำอย่างไรให้จางม่านอวี้ยอมเป็นพระสนมของฮ่องเต้ที่แก่คราวพ่อ
2
ภายในตลาดในเมืองหลานหยูที่เต็มไปด้วยร้านค้าเต็มสองข้างทาง มีร้านค้าไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายยา ร้านขายของชำและสินค้าอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในอาคารไม้สองชั้นอีกนับสิบร้าน หากเดินไปอีกหน่อยก็จะเป็นท่าเรือ ที่มีระบบขนส่งครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือโดยสาร ท่าเรือเพื่อการค้าขาย
หนึ่งในเรือหลายลำที่แล่นมาจอดเทียบท่า เป็นเรือไม้กลางเก่ากลางใหม่ มีผู้โดยสารมาสามคน และเมื่อเรือจอดสนิท บุรุษทั้งสามได้ก้าวลงมาจากเรือ บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตารูปงาม ท่าทางมีอำนาจวาสนาน่าเกรงขาม ผิวพรรณดูดีราวกับเป็นบุตรคนมีตระกูล ซึ่งก็น่าใช่ ดูได้จากเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต่างกับชาวบ้านทั่วไป เขาสะบัดพัดในมือแล้วโบกเข้าตัวช้าๆ
“เมืองนี้ใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ” องค์รัชทายาทบอกจวนจูเหลียงกับติงเสี่ยว องครักษ์และเป็นเพื่อนรักของตน “เจ้าสองคนอย่าลืมที่ข้าสั่งนะ ห้ามเรียกข้าว่า องค์รัชทายาทเด็ดขาด และให้พูดกับข้าเป็นภาษาชาวบ้านด้วย”
การเดินทางมาต่างเมืองแบบส่วนตัวในครั้งนี้ องค์รัชทายาทไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เขาต้องการท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆ เยี่ยงบุคคลธรรมดา หากเขามาในฐานะองค์รัชทายาท การเที่ยวก็จะไม่มีอรรถรส และเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะจะมีเหล่าเจ้าเมืองและขุนนางประจำเมืองนั้นล้อมหน้าล้อมหลัง ซึ่งเขาไม่มีความชอบเลยสักนิดเดียว
บุรุษทั้งสามเดินเข้าไปในเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการค้าขายรองลงมาจากเมืองหลวง ซึ่งของที่ขายก็ไม่ต่างอะไรกับเมืองหลวง หรือเมืองอื่นๆ ที่เขาเคยไป แต่ที่จะต่างก็คงจะเป็นผ้าแพรสินค้าขึ้นชื่อของเมืองนี้ เขายังจำได้ว่า เจ้าเมืองหลานหยูส่งเสื้อคลุมทองคำให้บิดาเป็นของกำนัล บิดาโปรดเสื้อคลุมตัวนั้นมาก มักใส่ว่าราชการบ่อยครั้ง
ระหว่างที่สามหนุ่มกำลังเดินดูข้าวของตามร้านต่างๆ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน จางม่านอวี้กับหลินหลิน สาวใช้คนสนิทกำลังเดินอยู่ในตลาด ก่อนจะแวะร้านขายซาลาเปาและหมั่นโถวริมข้างทาง
“คุณหนูสี่รับอะไรดีขอรับ” คนขายถามจางม่านอวี้อย่างคุ้นเคย
“เอาซาลาเปาสามลูก” สั่งเสร็จ จางม่านอวี้ก็นั่งลงบนเก้าอี้ที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้ลูกค้านั่ง หลินหลินรินน้ำชาใส่จอก แล้วจัดวางไว้ตรงหน้าเจ้านายสาว
“คุณหนูสั่งมาทำไมตั้งสามลูกเจ้าคะ เรามากันสองคนนะเจ้าคะ คนละลูกก็พอ หรือไม่ก็สั่งซาลาเปาสองลูกกับหมั่นโถวหนึ่งลูกก็ได้เจ้าค่ะ”
“ข้าหิวนี่นา ข้ากินสองลูก เจ้ากินหนึ่งลูกไง แล้วที่ข้าไม่สั่งหมั่นโถว เพราะไม่มีหมั่นโถวที่ไหนอร่อยเท่าฝีมือต้าเหว่ย ในเมื่อกินแล้วไม่อร่อยข้าจะสั่งมากินทำไม”
การพูดคุยของแม่นางทั้งสองหยุดลง เมื่อคนขายนำซาลาเปาที่สั่งมาให้ สองสาวลงมือกินซาลาเปา ขณะกินอยู่นั้น เสียงเอะอะก็ดังขึ้น ไม่นานนักชายหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งมาทางร้านขายซาลาเปา พร้อมกับเสียงตะโกนของพ่อค้าขายปลา
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยจับขโมยที มันขโมยปลาข้ามา”
จางม่านอวี้หันไปมองต้นเสียง แล้วเห็นชายหนุ่มคนนั้นวิ่งหนีมา นางจึงยื่นขาออกไปตรงทางเดิน หัวขโมยไม่ได้วิ่งดูทางจึงสะดุดขาจางม่านอวี้ล้มหัวคะมำไปวัดพื้น ชาวบ้านที่อยู่ใกล้จึงพากันมารุมล้อมหัวขโมย และจับตัวไว้ องค์รัชทายาทที่ยืนอยู่ใกล้ร้านซาลาเปาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เขาจึงเดินไปยังร้านขายซาลาเปา
“เจ้าฉลาดจังที่ยืนขาไปสกัดหัวขโมย” จางม่านอวี้หันมองเจ้าของเสียงที่เดินมายืนไม่ห่างนัก นางมองหน้าคนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทาย
“แน่นอนอยู่แล้ว เมืองนี้ข้าฉลาดที่สุด” นางได้ทีคุยโวตัวเอง พร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร
องค์รัชทายาทนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของสาวตรงหน้า นางไม่ใช่คนสวยจนต้องเหลียวมอง นางสวยไม่ได้ครึ่งของหญิงสาวที่ตนเคยเห็น นางกำนัลหรือนางในรับใช้บางคนยังสวยกว่านางเสียอีก แต่ที่ทำให้ถึงกับอึ้งคือรอยยิ้มของนางต่างหาก ขณะองค์รัชทายาทเห็นรอยยิ้มนของนาง เขารู้สึกว่าความทุกข์ ความเคร่งเครียดในจิตใจหายฉับพลัน เสมือนมีพลังดึงดูดมหาศาลให้เพ่งมองริมฝีปากคู่นั้นที่กำลังคลี่ยิ้ม เขาอมยิ้มเมื่อเห็นเศษซาลาเปาติดอยู่บนเรียวปากนางแล้วการที่มองเจ้าของรอยยิ้มนานเกินไป ทำให้คนถูกมองเริ่มรู้สึกไม่ดี
“เจ้ามองอะไรข้านานอย่างนี้ หน้าข้ามีอะไรติดอยู่เหรอ”
“ปากเจ้าน่าอร่อยจัง” องค์รัชทายาทตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง เจ้าจะมาทำท่าทางทะลึ่งกับข้างั้นหรือ”จางม่านอวี้ยั้วใส่
“เจ้าคิดมากไปหรือเปล่า ที่ข้าบอกว่าปากเจ้าน่าอร่อย เพราะตอนนี้มีเศษซาลาเปาติดอยู่ตรงปากของเจ้าไงล่ะ” คนได้รับคำตอบอึ้งไป รีบหันไปหาสาวใช้
“จริงเหรอหลินหลิน มีเศษซาลาเปาติดอยู่ที่ปากข้าจริงหรือ”
“จริงเจ้าค่ะคุณหนู” หลินหลินตอบตามจริง จางม่านอวี้รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปาก
“เจ้าไม่ใช่คนเมืองนี้นี่ มาจากไหนล่ะ”
“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าไม่ใช่คนเมืองนี้” องค์รัชทายาทถาม
“ข้ารู้จักคนเมืองนี้ดี เจ้าไม่ใช่คนเมืองนี้แน่ๆ เจ้าเป็นพ่อค้าต่างเมืองใช่ไหม”
องค์รัชทายาทเลิกคิ้ว นางมองเขาเป็นพ่อค้า รูปร่างหน้าตาเขาออกจะหล่อเหลา แต่งตัวด้วยผ้าแพรชั้นดี นางมองเขาเป็นพ่อค้าได้อย่างไร
“ใช่ ข้าเป็นพ่อค้า” ไหลตามน้ำ “ข้าเอาสินค้ามาลงที่ท่าเรือ ระหว่างรอขนย้ายข้าก็มาเดินเที่ยวในตลาด แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร มาค้าขายหรือว่าอยู่ที่นี่”
“ข้าเป็น...” จางม่านอวี้ยังไม่ทันตอบจบ พ่อบ้านหวังเดินมาหยุดยืนใกล้ๆ
“คุณหนูสี่ขอรับ คุณท่านให้มาตามคุณหนูไปพบขอรับ” พ่อบ้านหวังทำตามหน้าที่
“ท่านพ่อมีเรื่องด่วนอะไรถึงได้ให้ท่านมาตามข้า” คุณหนูสี่สงสัย
“ข้าเองก็ไม่รู้ครับ คุณหนูรีบไปเถอะครับ ท่าทางท่านจะมีเรื่องสำคัญคุยกับคุณหนู”
“ได้สิ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
จางม่านอวี้ลืมเรื่องตอบคำถามชายแปลกหน้า นางหมุนตัวเดินกลับไปยังบ้านโดยมีหลินหลินกับพ่อบ้านหวังเดินตามไป องค์รัชทายาทไม่ได้รั้งตัวจางม่านอวี้เพื่อหวังคำตอบ เขาสะบัดพัดในมือ โบกเข้าตัวช้าๆ นัยน์ตาสีนิลมองร่างสาวแปลกหน้าที่รู้สึกพอใจตั้งแต่แรกเห็น นางเป็นคนไม่สวยแต่เป็นคนที่มีเสน่ห์เหลือเกิน เขาเองก็ไม่คิดว่า คนอย่างองค์รัชทายาทแห่งแคว้นจ้านที่มีสาวงามล้อมหน้าล้อมหลัง แต่กลับเปิดประตูหัวใจให้สาวคนนี้ เจ้าของรอยยิ้มงดงามดุจแสงจันทร์ที่ส่องสว่างยามราตรี
ความพอใจจะเปลี่ยนเป็นความรักในไม่ช้านี้
3
จางม่านอวี้ถึงกับตัวชา เมื่อรู้เหตุผลที่บิดาเรียกพบ นางอึ้งไปจนพูดไม่ออก หัวใจเหมือนถูกบีบด้วยมือของคนให้กำเนิด นางไม่คิดว่า ตนเองต้องไปเป็นพระสนมในวังหลวง แล้วเป็นที่รู้กันว่า หากเป็นพระสนมที่ทรงโปรดปรานก็จะมีแต่ความสุข แต่ถ้าหากเป็นตรงกันข้าม ก็จะว้าเหว่อยู่ในวังอันยิ่งใหญ่ นางคิดว่าตนเองต้องเป็นอย่างหลังแน่นอน พระสนมในวังมีแต่ความงดงาม นางนั่นเล่าขี้เหร่ออกปานนั้น มีหรือที่ฮ่องเต้จะเหลียวมอง
“ท่านพ่อพูดจริงหรือเจ้าคะ ที่จะให้ลูกไปเป็นพระสนม” จางม่านอวี้ถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่า ตนเองไม่ได้หูฟาด
“เจ้าฟังไม่ผิดหรอกม่านอวี้”
ไม่ใช่ว่าจางเฟยจะไม่สงสารบุตรสาว เขาสงสารแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งมาจากพระประสงค์ของฮองเฮา และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อบ้านเมือง
“ถ้าลูกตอบว่าไม่ยอม ท่านพ่อจะว่าอย่างไรเจ้าคะ” น้ำเสียงที่ถามบิดาเบาหวิว ดวงตามีแต่ความเศร้า
“พี่สาวทั้งสามของเจ้า ก็ไม่มีใครแต่งงานเพราะความรัก เจ้าก็น่าจะรู้ว่าเพราะอะไร”
จางม่านอวี้หน้าเศร้าลงไปอีก คำตอบของบิดาทำให้นางรู้ว่า จนหนทาง นางรู้สิว่า พี่สาวทั้งสามของนางแต่งงานเพราะเหตุผลใด ล้วนแล้วแต่เพื่อผลประโยชน์ของบิดาทั้งสิ้น พี่สาวทั้งสามยินยอมแม้ว่าไม่เต็มใจ นางจึงไม่มีเหตุผลใดจะค้าน อีกเหตุผลหนึ่งคือ หน้าที่ของนางเมื่อเข้าไปอยู่ในวังในฐานะพระสนม เป็นหน้าที่ที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง และต้องทำให้ดีให้สมกับที่ทุกคนไว้เนื้อเชื่อใจ
“ลูกต้องทำอะไรบ้างเจ้าคะท่านพ่อ”
“เจ้าจะรู้ทุกอย่างตอนที่ได้เข้าเฝ้าฮองเฮา นางจะเป็นคนบอกเจ้าเอง”
“ข้ามีเวลาเท่าไหร่เจ้าคะที่จะเป็นจางม่านอวี้คนเดิม” นางหมายถึงการได้ใช้ชีวิตอิสระที่เหลืออยู่
“ฮองเฮาพระทัยร้อนกับเรื่องนี้มาก กำหนดการที่เจ้าต้องไปเป็นพระสนมคือสามวันข้างหน้า”
เขาเองก็ไม่คิดว่าจะรวดเร็วเพียงนี้ คาดเดาว่าน่าจะอีกเป็นแรมเดือนกว่าบุตรสาวคนที่สี่จะได้ขึ้นเป็นพระสนม ทว่าอำนาจของสนมมู่เซียนขยายขึ้นทุกวัน ฮองเฮาจึงไม่วางพระทัย กังวลเรื่องนี้มาก ทุกอย่างจึงต้องรวดเร็ว
“สามวันหรือเจ้าคะ แค่สามวัน” นางร้องถามเสียงหลง
“ใช่ อีกสามวัน ระหว่างนี้เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อม อีกสามวันจะมีเกี้ยวมารับเจ้าเข้าวัง” จางเฟยพูดจบก็ลุกขึ้นยืน “เจ้าอย่าลืมว่าข้าเคยเป็นแม่ทัพคุมทหารออกศึกมาก่อน สายเลือดจงรักภักดีอยู่ในตัวข้าและถ่ายทอดให้เจ้าในฐานะลูก อย่าให้ข้าผิดหวังในตัวเจ้านะม่านอวี้”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
จางม่านอวี้รับคำเสียงเบา มองแผ่นหลังของบิดาที่เดินออกไปจากประตูห้องด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ตำแหน่งพระสนมห่างไกลจากความคิดนางมาก แทบไม่อยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำไป ทว่าตอนนี้มันกลับมาอยู่ใกล้แค่เอื้อม และอีกสามวันชีวิตของนางก็จะเปลี่ยนไป วินาทีนี้สมองจางม่านอวี้กระหวัดถึงเฉินต้าเหว่ยขึ้นมาทันใด แต่คงทำได้แค่เพียงนึกถึง เพราะตอนนี้เขานำทหารไปออกศึก ทั้งที่เพิ่งกลับมาได้เพียงวันเดียว แล้วไม่รู้ว่า นางจะได้พบเจอเขาทันก่อนที่ตนจะเข้าวังหรือไม่
นางภาวนาขอให้ทัน เพื่อที่จะได้ลาเขาเป็นครั้งสุดท้าย
ความหม่นเศร้าเกิดขึ้นในจิตใจจางม่านอวี้ สองวันมานี้นางแทบจะไม่แตะต้องอาหาร เหม่อลอย จิตใจเต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว เพราะอีกวันเดียวนางก็ต้องไปเป็นพระสนมของฮ่องเต้ พร้อมกับหน้าที่ที่นางก็ไม่มั่นใจว่า จะทำได้หรือไม่
“คุณหนูกินซาลาเปาไหมเจ้าคะ”
หลินหลินสาวใช้ถามเจ้านายขณะที่กำลังเดินผ่านร้านขายซาลาเปาร้านประจำ คำตอบที่หลินหลินได้รับคือการส่ายหน้า สาวใช้ถอนหายใจ ทั้งสงสารและเห็นใจคุณหนูสี่ หลินหลินอยากเข้าไปอยู่ในวังด้วย ติดตามรับใช้จางม่านอวี้ ทว่ามันเป็นเพียงแค่ความคิด
“คุณหนูเจ้าขา แวะร้านผ้าแพรไหมเจ้าคะ มีผ้าแพรใหม่ๆ มาเต็มเลยเจ้าค่ะ”
“คุณหนูเจ้าคะ ปิ่นอันนี้สวยมากเลย คุณหนูลองปักผมดูไหมเจ้าคะ”
“กำไลวงนี้งามมากเลยเจ้าค่ะ คุณหนูดูสิเจ้าคะ”
หลินหลินพยายามหาสิ่งของที่จางม่านอวี้ชอบ ให้นางสนใจจะได้คลายจากความทุกข์ได้บ้าง แต่ไม่เป็นผล จางม่านอวี้ไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะเหลือบมอง ว่าที่พระสนมส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเดียว
“ข้าจะไปจวนรองแม่ทัพ” หลินหลินไม่ถามต่อว่าไปทำไม เพราะรู้คำตอบนั้นดี สองสาวเปลี่ยนทิศทางการเดินไปยังบ้านเฉินต้าเหว่ยที่อยู่ห่างจากตลาดไม่มากนัก
ในขณะที่จางม่านอวี้กับหลินหลินกำลังเดินไปจวนรองแม่หนุ่ม เป็นจังหวะเดียวกันกับที่องค์รัชทายาทกับองครักษ์เดินออกมาจากโรงเตี๋ยมที่พักอาศัยพอดี และเมื่อเห็นสาวถูกใจ เขารีบปรี่เดินไปหา
“แม่นางจะไปไหนรึ ข้าดีใจที่ได้เจอเจ้า” จางม่านอวี้เงยหน้ามองคนทักที่ส่งยิ้มให้ตน ด้วยมารยาทจางม่านอวี้ยิ้มตอบ แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่เหมือนครั้งแรกที่โปรยยิ้มให้เขา ยิ้มนางดูเศร้าเหลือเกิน “เจ้าจำข้าได้หรือไม่ เราเคยเจอกันเมื่อสองวันก่อน”
“จำได้” จางม่านอวี้ตอบสั้นๆ “เจ้าเป็นพ่อค้าไง”
“ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้เจอเจ้า วันนี้ข้าตั้งใจว่าจะไปหาเจ้าที่บ้านพอดี” จางม่านอวี้เลิกคิ้วสงสัย มองหน้าหนุ่มหน้าตาหล่อผิวพรรณดีนิ่ง
“เจ้ารู้จักบ้านข้าด้วยหรือ แล้วเจ้าจะไปหาข้าทำไม”
“ข้าถามพ่อค้าขายซาลาเปา ว่าเจ้าเป็นใคร เพราะจากการแต่งตัวและจากคำพูดของพ่อบ้านที่ข้าได้ยิน ข้าเลยคิดว่า เจ้าคงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน แล้วข้าก็ได้รู้คำตอบว่าเจ้าคือใคร คุณหนูสี่แห่งตระกูลจาง ชื่อจางม่านอวี้”