ตอน 1

ณ หุบเขากลางป่า เสียงใบไม้ ใบหญ้าพริ้วไหวเกิดเสียงดังซ่า ๆ ท่ามกลางสายลมที่พัดโชยเอื่อย เสียงขับร้องของเหล่าวิหคที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้ากู่ก้องเป็นระยะ เสริมให้ป่าแห่งนี้ดูไม่เงียบเหงานัก

"อี้ฉาง ข้าเจอแล้ว อยู่นี่เอง...รากบัวสวรรค์"

เสียงใสก้องกังวานปานกระดิ่งเงินจากอีกฟากหนึ่งของป่าดังขึ้น

เสียงนั้นคือเสียงของสตรีงามนางหนึ่ง เรือนร่างบางระหง ผิวกระจ่างใสเนียนละเอียดดุจหิมะ เผยรอยยิ้มงดงามสดใสประดุจบุบผาที่แย้มกลีบบานในวสันตฤดู นามว่า “เสวี่ยอี้”

เสวี่ยอี้คือบุตรีคนเดียวของสกุลซ่ง ได้รับการถ่ายทอดวิชาการแพทย์ฉบับโบราณมาจากต้นตระกูลจนหล่อหลอมทำให้นางเป็นสตรีที่เพียบพร้อมทั้งรูปลักษณ์หน้าตาและความรู้

เช่นนั้นจึงไม่แปลกที่พบนางในป่าลึกเช่นนี้ เพราะนางมักจะพาน้องชายของนางนามว่า “อี้ฉาง” ออกมาเดินป่าหาสมุนไพรอยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นกิจกรรมหลักของทั้งคู่ตั้งแต่ยังวัยเยาว์ เพราะนอกจากจะได้สมุนไพรดี ๆ มาใช้งานแล้ว ทั้งคู่ยังได้พัฒนาฝีมือในความรู้ด้านสมุนไพรอีกด้วย

เสวี่ยอี้ตั้งใจมาก ๆ ที่จะให้น้องชายของตนเดินตามรอยในการเป็นหมอ แต่หากว่าน้องจะเดินตามรอยบิดา โดยการสอบเข้าทำงานราชการ นางก็สนับสนุนเช่นกัน

“จริงหรือขอรับท่านพี่” อี้ฉางตะโกนตอบโต้พี่สาวตนเสียงก้องดังสะท้อนไปทั่วทั้งป่า ก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปหานางอีกฝั่งหนึ่ง

เสวี่ยอี้ส่งตะกร้าสานที่มีรากบัวสวรรค์อยู่ด้านในยื่นให้อี้ฉางดู

อี้ฉางยื่นมือรับและจ้องมองพี่สาวแววตาเป็นประกายเจือความปลาบปลื้ม ใจ พลางเอ่ย "ท่านพี่สายตาดีเลิศเสมอเลยขอรับ หากท่านแม่รู้ว่าเราเจอรากบัวสวรรค์ ท่านจะต้องดีใจเป็นแน่"

"ก็แน่ล่ะ! รากบัวสวรรค์หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เจ้ารู้หรือไม่ว่า...นอกจากจะหายากแล้ว รากบัวสวรรค์นี้ มีสรรพคุณชั้นเลิศอย่างไร" เสวี่ยอี้ใช้สายตาจับจ้องรอคำตอบจากน้องชายอย่างใจจดใจจ่อ

อี้ฉางเม้มปาก นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะ เอ่ยตอบ "ไม่ขอรับ...ข้ารู้เพียงว่า ท่านแม่อยากได้ แต่ข้าก็ไม่เข้าใจว่า รากบัวสวรรค์นี้ มีดีอย่างไร"

"นี่แหนะ! " เสวี่ยอี้เขกไปที่หัวของน้องชายตนเบา ๆ หนึ่งที "เจ้านี่นะ...ข้าสอนเสมอว่าให้เป็นคนช่างสังเกต เจ้าไม่เคยจำได้เลยใช่หรือไม่"

"ข้าเปล่านะขอรับท่านพี่.. ข้าหัวไม่ดีเหมือนท่านพี่นี่นา" อี้ฉางเอ่ยเสียงแผ่ว แสดงสีหน้าสลด

"เอาเถิด... เจ้าคงต้องค่อย ๆ เรียนรู้อีกมาก เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ สิ ข้าจะสอนเจ้าเอง"

หลังจากนั้นเสวี่ยอี้ก็ยกรากบัวสรรค์ให้อยู่ในระดับสายตา และไม่รีรอที่จะเอ่ยเล่าอธิบายถึงสรรพคุณ "รากบัวสวรรค์นี้สามารถนำไปตากแห้งและบดทำเป็นยาอายุวัฒนะได้ เพราะรากบัวสวรรค์มีสรรพคุณบำรุงธาตุภายในร่างกายให้สมดุลแข็งแรง จึงเหมาะกับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรืออายุมากนั่นเอง"

"อย่างงี้นี่เอง…" อี้ฉางเอ่ยพลางพงกศีรษะ แสดงสีหน้าประหนึ่งว่าตนเข้าใจในสิ่งที่พี่สาวอธิบายแล้ว

"แล้วก็….อันนี้! " เสวี่ยอี้เด็ดดอกบัวสวรรค์ส่งยื่นให้อี้ฉาง พลางเอ่ย "ดอกบัวสวรรค์ ก็มีสรรพคุณที่ดีงามไม่แพ้กัน เพราะนอกจากกลิ่นที่หอมแล้ว หากนำดอกบัวสวรรค์ไปหมักแล้วกลั่นเป็นน้ำ ก็จะสามารถบำรุงโลหิตและบำรุงธาตุภายในได้อีกด้วย"

"สรรพคุณล้ำเลิศเช่นนี้ ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดโรงหมอเราจึงให้ราคาสูงแก่คนรับจ้างเก็บสมุนไพร"

"ถูกแล้วน้องข้า เข้าใจง่ายเช่นนี้ก็ดีแล้ว”

อี้ฉางพยักหน้าทำความเข้าใจอีกครั้ง ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีมืดครึ้ม

“ท่านพี่...ข้าว่าเรากลับจวนกันก่อนเถิด ท้องฟ้าเริ่มจะครึ้มแล้ว ข้าเกรงว่า หากอยู่ต่อนานกว่านี้ เราอาจจะเปียกปอนกันก่อนจะถึงจวนก็เป็นได้"

เสวี่ยอี้แหงนหน้าไปมองท้องฟ้าและเห็นตรงกัน “อื้ม...ข้าก็คิดเช่นนั้น เรากลับกันเถิดอี้ฉาง”

หลังจากนั้นสองพี่น้องก็ก้าวเดินลงจากเขาและมุ่งหน้าไปยังสกุลซ่งอย่างชำนาญทาง

เมื่อทั้งสองเดินมาถึงจวนสกุลซ่ง พวกเขาก็นำสมุนไพรไปเก็บไว้ที่คลัง ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไปที่เรือนของตน

ในขณะที่เสวี่ยอี้กำลังเดินไปที่เรือนพัก นางก็กลับฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ช่วงนี้ฮูหยินป่วยบ่อย นางจึงอยากเอารากบัวสวรรค์ไปต้มให้มารดาทานเพื่อบำรุงทันทีเลย นางจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องครัวหลังจากที่คิดได้เช่นนั้น

ภายในห้องครัวสกุลซ่ง มีเครื่องครัวต่าง ๆ มากมาย บ้างก็แขวนอยู่ บ้างก็ถูกจัดวางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว

เสวี่ยอี้คว้าเอาหม้อต้มมาตั้งวางบนเตาไฟ พลางใช้มือหยิบเอาสูตรการปรุงอาหารขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ

"นอกจาก รากสวรรค์ที่เป็นส่วนประกอบหลักแล้วมีอะไรอีกนะ? " เสวี่ยอี้เอ่ยพลางใช้สายตาเลื่อนอ่านดูส่วนประกอบและวิธีทำ ตามที่ตนจดไว้

[ส่วนประกอบหลัก]

- รากบัวสวรรค์

- น้ำตาล

- (@:) $:) แห้ง

ส่วนประกอบหลักนี่มันอะไรกัน ข้าอ่านลายมือของเถ้าแก่ไม่ออก นอกจากรากบัวสวรรค์กับน้ำตาล ยังมีอะไร ….แห้ง อีกนะ

เสวี่ยอี้เอามือจับไปที่หว่างคิ้ว หลับตาปิดสนิท พยายามรื้อฟื้นความจำของตน แต่ก็ไม่เป็นผล

มันคืออะไรกันนะ ข้าพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

แห้ง...อะไรแห้งกันนะ

หรือว่า

.

.

พริกแห้ง!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางก็เปิดตาขึ้นและคว้าเอารากบัวสวรรค์ใส่ในน้ำที่กำลังเดือด ตามด้วย น้ำตาล และ……. พริกแห้ง ลงในหม้อ

เมื่อปิดฝาต้มน้ำ จนเวลาล่วงเลยไปครู่หนึ่ง นางก็รีบดับไฟและตักน้ำแกงใส่ถ้วยพลางมุ่งหน้าไปหาฮูหยินที่ห้องปรุงยาทันที

ณ ห้องปรุงยา

ฮูหยินในขณะที่กำลังนั่งบดยาอยู่ เมื่อเห็นเสวี่ยอี้เดินมาหาตนพร้อมถ้วยแกง นางจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย "นั่นน้ำแกงอะไรหรือ"

เสวี่ยอี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนที่จะยื่นถ้วยน้ำแกง ส่งให้ฮูหยิน "ข้าต้ม รากบัวสวรรค์ มาให้ท่านแม่เจ้าค่ะ"

เมื่อฮูหยินได้ยินเช่นนั้น ก็พลันเบิกตากว้างโต "นี่เจ้า...เอารากบัวสวรรค์จากในคลังไปต้มงั้นหรือ เจ้ารู้หรือไม่ ว่ามันหายากเพียงใด"

"โธ่...ท่านแม่เจ้าคะ ข้ามิได้ทำเช่นนั้นเสียหน่อย รากบัวสวรรค์นี้ ข้าไปเจอกับอี้ฉางบนเขามา และเก็บมาอีกเยอะเลยเจ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่านแม่ดูสุขภาพแข็งแรงนี่เจ้าคะ ท่านแม่จะได้อยู่กับข้าไปนาน ๆ "

เมื่อได้ยินสิ่งที่บุตรสาวของตนเอ่ย ฮูหยินก็ยิ้มออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ "อย่างนั้นเองหรือ…"

"ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านแม่ลองดื่มสิเจ้าคะ ข้าลงมือทำเองเลยนะ"

ฮูหยินค่อยๆ หยิบเอาถ้วยน้ำแกงยกขึ้นมาดื่มกินอย่างช้าๆ

แต่เพียงแค่สองอึกเท่านั้น นางก็บ้วนน้ำแกงทิ้งทันที

"แอ่ก!!! นี่เจ้าจะฆ่าข้างั้นรึ" ฮูหยินเอ่ยพลางเทน้ำชายกขึ้นดื่มเพื่อล้างปาก

เสวี่ยอี้เผยใบหน้าตกอกตกใจทันทีที่เห็นมารดาของตนแสดงอาการเช่นนั้น"ทำไมหรือเจ้าคะท่านแม่ ข้ามิได้ ใส่ยาพิษ ลงไปในน้ำแกงเสียหน่อย"

ฮูหยินยื่นถ้วยน้ำแกงให้เสวี่ยอี้โดยไม่ตอบอะไร

เสวี่ยอี้ใช้มือรับถ้วยน้ำแกงพลางยกขึ้นชิมตามความประสงค์ของมารดา

แต่เมื่อชิมไปได้เพียงอึกเดียวเท่านั้นนางก็สำลักน้ำแกงออกมาทันที "แค่ก ๆ ๆ เหตุใดถึงได้เผ็ดเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ ข้าจะต้องทำอะไรผิดไปเป็นแน่" เสวี่ยอี้เอ่ยพลางกระแอมไอไม่หยุด

"ไหนเจ้าเอามาให้ข้าดูซิ สูตรของเจ้าเป็นอย่างไร"

เสวี่ยอี้ยื่นสูตรอาหารให้มารดาของตนดู พลางเอ่ย "นี่เจ้าค่ะท่านแม่ นี่คือสูตรที่ข้าได้มาจากเถ้าแก่ท้ายตลาด"

เมื่อฮูหยิน ใช้สายตาไล่ดูสูตรอาหารก็พบว่าสูตรนั้นไม่ได้มีอะไรที่ผิดแผกไปจากต้นตำรับ "นี่คือสูตรของน้ำแกงชาววังขนานแท้แต่เหตุใดเจ้าถึงทำออกมาได้แย่เพียงนี้"

"นั่นน่ะสิเจ้าคะท่านแม่ หรือเป็นเพราะข้าอ่านลายมือของเถ้าแก่ไม่ออก ที่เขียนว่า อะไรสักอย่างหนึ่งแห้งน่ะเจ้าค่ะ"

"แล้วเจ้าคิดว่ามันเป็นอะไรล่ะ"

"ข้าคิดว่ามันคือ พริกแห้ง เจ้าค่ะ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮูหยินก็หัวเราะพรวดออกมาทันที "ฮ่าๆๆ เจ้าไม่รู้หรือ ว่าสิ่งนั้นคือ พุทราแห้ง มิใช่ พริกแห้งเสียหน่อย น้ำแกงนี้เดิมทีจะหวานมาก ไม่มีรสเผ็ดเลยแม้แต่น้อย"

เสวี่ยอี้ก้มหน้า คลี่ยิ้มบาง ๆ แก้เคอะเขิน "ข้าพลาดไปแค่นิดเดียวเองเจ้าค่ะท่านแม่ ไว้ครั้งหน้า ข้าจะมาแก้มือใหม่นะเจ้าคะ"

ฮูหยินแสดงสีหน้าระอา ส่ายศรีษะไปมา "เห้อ...แล้วข้าจะไว้ใจให้เจ้าแต่งงานเข้าจวนท่านอ๋องได้อย่างไรกัน"

แต่งงานหรือ...นี่ข้าหูฝาดไปหรือไม่!

"ตะ ...แต่งงานหรือเจ้าคะ" เสวี่ยอี้เบิกตากว้างโตด้วยความตกใจ

"ก็ใช่นะสิ เจ้าฟังไม่ผิดหรอก" ฮูหยินกล่าว

เสวี่ยอี้ยืนตะลึงงันไปชั่วครู่พลางเอ่ยต่อต้านเสียงแข็ง "เหตุใดข้าต้องแต่งงานด้วย ข้าอยากอยู่กับท่านพ่อ ท่านแม่ที่นี่"

"ก็เจ้าเป็นบุตรีของตระกูลซ่ง และนี่ก็เป็นพระราชโองการของฝ่าบาท เจ้าจะฝ่าฝืนได้งั้นหรือ"

"ไม่! ข้าไม่แต่ง ท่านแม่อย่าบังคับข้าจะดีกว่า" ในแววตาเป็นประกายแวววับเจือแสง เสวี่ยอี้ยืนกรานปฏิเสธด้วยสายตามุ่งมั่น

"แต่หากเจ้าไม่ยอมแต่ง เราจะมีชะตากรรมเช่น ไร ฮ่องเต้จะยอมงั้นหรือ"

เสวี่ยอี้ฉุกคิดเล็กน้อย จริงด้วย...นี่เป็นงานแต่งพระราชทาน หากข้าหนี ครอบครัวข้าจะต้องมีอันตรายเป็นแน่ ไหนพ่อข้าจะทำราชการอีก คงไม่ต้องเดาว่า ชีวิตของครอบครัวข้าจะเป็นเช่นไร หากข้าปฏิเสธ

"ก็แล้วเหตุใดท่านแม่เพิ่งจะมาบอกข้าละเจ้าคะ" เสวี่ยอี้เอ่ยตอบเสียงเอื่อยเฉื่อย สงบท่าทีลง

"ข้าหาโอกาสบอกเจ้าอยู่หลายครั้งแต่ เจ้าก็ชวนข้าคุยเรื่องอื่นเสียทุกที ข้าก็อึดอัดใจเช่นกัน แต่พอมานึก ๆ ดูแล้ว การที่เจ้าแต่งเข้าจวนองค์ชาย มันก็เป็นวาสนาของเจ้ามิใช่หรือ"

เสวี่ยอี้ถอนหายใจเฮือกยาวด้วยความท้อแท้ใจ "แล้วแบบนี้...ข้าจะเลือกทางไหนได้ล่ะเจ้าคะ" เสวี่ยอี้เดินเข้าไปโอบกอดฮูหยิน พลางเอ่ย "เช่นนั้น ช่วงเวลาที่เหลือนี้ข้าจะขอดูแลท่านพ่อ ท่านแม่และอี้ฉางให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้ละกันนะเจ้าคะ"

ฮูหยินโอบกอดบุตรสาวของตนกลับด้วยความใจหายพลางใช้มือค่อย ๆ ลูบศีรษะอย่างช้า ๆ

"เจ้าน่ะ...คือลูกที่ดีสำหรับข้าเสมอ"

ตอน 2

ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เสวี่ยอี้นอนลืมตาแหงนมองดูท้องฟ้า ที่ปรากฏกลุ่มเมฆลอยเต็มกลางนภา ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า

หลังจากที่เสวี่ยอี้ ได้รับรู้ว่านางจะต้องแต่งงานกับโอรสของกษัตริย์ที่มิเคยเห็นหน้าหรือพูดคุยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ก็ยิ่งทำให้จิตใจนางรู้สึกห่อเหี่ยว ไม่มีกะจิตกะใจอยากจะทำสิ่งใดเลย

ด้วยเหตุนี้นางจึงใช้ธรรมชาติชโลมจิตใจให้คลายความหมองเศร้า ด้วยการขึ้นมาบนป่าเขาที่คุ้นเคยเพื่อพักพิงใจ

"เฮ้อ...ข้าไม่อยากกลับบ้านเลย ข้าอยากนอนอยู่ที่นี่นาน ๆ เสียจริง เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกกังวลใจมากเช่นนี้นะ" เสวี่ยอี้เอ่ยพึมพำพลางถอนหายใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข้านึกไม่ออกจริง ๆ ว่าชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ท่านอ๋องผู้นั้นจะใจร้ายกับข้าหรือไม่ แล้วอี้ฉางล่ะ น้องชายข้าก็ยังเพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่น เขาจะดูแลท่านพ่อ ท่านแม่ได้หรือไม่

ความคิดและความกังวลใจที่มีมากมายโดนสายลมที่พัดผ่าน พัดพานางเคลิบเคลิ้มเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราและหลับฝันในที่สุด

ในฝัน... เสวี่ยอี้พบว่านางกำลังยืนอยู่ภายในกระท่อมหลังหนึ่ง ที่ดูเก่าและทรุดโทรมเสียมาก เสวี่ยอี้หันมองสำรวจรอบกระท่อมเพื่อหาทางออกจนมองไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงผู้หนึ่ง กำลังยืนหันหลังให้นางอยู่ นางจึงจ้องมองซ้ำ ๆ ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

เมื่อมองจากทางด้านหลัง ก็พบว่า ชายหนุ่มผู้นั้นมีรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ผิวเข้ม สวมใส่อาภรณ์แต่งงานสีแดงสด

เสวี่ยอี้ค่อยๆ เดินเข้าไปหาเขาที่ยืนอยู่ด้านหน้าอย่างทุลักทุเล พลางเอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "ทะ ท่านคือผู้ใดหรือ"

ชายผู้นั้นนิ่งเงียบไม่เอ่ยตอบ

ในใจของนาง กลัดกลุ้มเกี่ยวกับเรื่องของการแต่งงานอยู่ไม่น้อย จึงทำให้นางกังวลและคิดว่าชายผู้นี้ อาจจะท่านอ๋องที่นางจะต้องแต่งงานก็เป็นได้ จึงเอ่ยถามอีกครั้ง "ทะ ท่าน...คืออ๋องแปด ใช่หรือไม่"

หลังเอ่ยจบ ชายผู้นั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามาหาเสวี่ยอี้อย่างช้าๆ พลางเผยใบหน้าเป็นชายชราที่มีริ้วรอยเต็มไปหมด ก่อนที่จะแสยะยิ้มให้นาง

กรี๊ดดดดด!!! เมื่อเห็นเช่นนั้น เสวี่ยอี้ก็กรีดร้องพลางวิ่งหนีออกมาโดยไวอย่างไม่คิดชีวิต

หรือว่า...นี่จะเป็นใบหน้าของอ๋องแปดจริง ๆ นะ นี่ข้ากำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่

เมื่อวิ่งออกมาสักพัก เสวี่ยอี้หันไปมองด้านหลังเพื่อดูว่าชายชราผู้นั้นกำลังวิ่งตามนางอยู่หรือไม่

แล้วก็พบว่า ชายชราผู้นั้นกำลังวิ่งมาหานาง พลางถือไม้ขนาดใหญ่สูงเหนือหัว ทำท่าทางเหมือนกำลังมุ่งตรงมาตีหัวนางอย่างไรอย่างนั้น

ไม่นะ...ไม่นะ….ไม่!!!!!!!!!!

.

.

.

ตุ๊บ!

"โอ๊ย!!! "

เสวี่ยอี้สะดุ้งตื่นจากความฝันพร้อมกับความเจ็บปวดที่เป็นเรื่องจริง

นางใช้มือจับรูปไปที่ศีรษะของตน พลางแสดงสีหน้าตื่นตระหนกและหอบกระหายเหนื่อยไม่หยุด "เกิดอะไรขึ้น นี่ข้าฝันไปใช่หรือไม่ แล้ว...ข้าถูกตีหัวในความฝัน แต่เหตุใด ตื่นขึ้นมา ข้าถึงยังรู้สึกเจ็บอยู่ได้ล่ะ หรือว่า...ฝันนั้นจะกลายเป็นจริง"

เสวี่ยอี้เบิกตากว้างโตกับสิ่งที่ตนนึกคิด และปฏิเสธไม่ได้ว่า นางก็เริ่มเชื่อในความคิดนั้นอยู่บ้างไม่น้อย ถึงแม้จะดูน่าเชื่อถือไม่ได้ก็ตามแต่

แต่เพียงไม่นาน ก็มีอะไรบางอย่างตกลงมาใส่หัวของนางอีกครั้ง

ตุ๊บ!

"โอ๊ย! อะไรอีกเนี่ย! เหตุใดข้าถึงได้โชคร้ายซ้ำซ้อนนัก" เสวี่ยอี้เอ่ยร้องโวยวายออกมาเสียงดังเพราะความเจ็บ ก่อนที่สายตานางจะเหลือบไปเห็นผลท้อวางตกอยู่ข้างกาย

นางใช้มือหยิบผลท้อขึ้นมาสำรวจดู แล้วก็พอจะเดาได้ว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้เกิดมาจากสิ่งใด

"เจ้านี่เอง...ตัวการของเรื่องนี้"

หลังเอ่ยจบ เสวี่ยอี้ก็แหงนขึ้นมองดูบนต้นไม้ใหญ่ แหล่งที่อยู่ของผลท้อผลนี้

แล้วก็พบว่า บนต้นไม้ใหญ่นั้น มีกิ่งไม้ และใบไม้ที่สั่นระรัวไม่หยุดนิ่ง

เสวี่ยอี้เผยอปากขึ้น เบิกตาโตด้วยความตกใจ เพราะนางมองไปเห็นชายผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนต้นไม้

หรือว่า...นี่จะเป็นตัวการที่แท้จริง ชายผู้นี้จะต้องจงใจกลั่นแกล้งข้าเป็นแน่

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เสวี่ยอี้ก็ลุกขึ้นยืน ป้องปากเอ่ยตะโกนดังพลางแหงนมองขึ้นไปบนต้นไม้ว่า "นี่เจ้า! กล้าดีอย่างไรถึงมาแกล้งข้า"

เสียงของเสวี่ยอี้กึกก้องดังไปทั่วทั้งป่า แต่ชายผู้นั้นกลับไม่เอ่ยตอบโต้อันใด

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ชายผู้นั้นก็ค่อย ๆ ปีนลงมาจากต้นไม้ และรีบเอ่ยขอโทษเสวี่ยอี้ด้วยใบหน้าสลดว่า "ข้าขอโทษ...เจ้าเป็นอะไรหรือไม่"

ในขณะที่เสวี่ยอี้กำลังจะอ้าปากเอ่ยโวยวาย นางกลับชะงักนิ่งและติดค้างอยู่ในภวังค์อย่างควบคุมไม่ได้ เพราะชายที่เห็นตรงหน้านั้นมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลามีเสน่ห์ คิ้วดกดำ ตาคม เหมือนดั่งพระเอกในนิยายรักที่นางเคยอ่านไม่มีผิด

ชายผู้นั้นเห็นปฏิกิริยาของเสวี่ยอี้ ก็พลันจ้องมองด้วยแววตาสงสัย พลางเอ่ย "เอ่อ...คือ...ข้าเป็นต้นเหตุให้เจ้าสมองเลอะเลือนหรือไม่"

"สมองเลอะเลือน…" เสวี่ยอี้เอ่ยทวน ก่อนที่จะหลุดออกจากภวังค์เพราะคำพูดของชายผู้นั้น "สะ สมองเลอะเลือนอันใดของเจ้า! เจ้านั่นแหละที่เลอะเลือน กลั่นแกล้งข้า"

"ข้ามิได้ตั้งใจ ว่าแต่…เหตุใดเจ้าถึงบอกว่าข้ากลั่นแกล้งเจ้าล่ะ"

"เจ้าอย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลย เจ้าน่ะตั้งใจปีนขึ้นไปบนต้นไม้ทำให้ผลท้อตกมาใส่หัวข้า"

"จริงหรือ...ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ้าเจ็บมากหรือไม่" ชายผู้นั้นเอ่ยพลางแสดงแววตาห่วงใยเป็นประกาย

"หากเจ้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ เหตุใดเจ้าถึงขึ้นไปบนนั้นล่ะ"

"ต้นไม้ต้นนี้ เป็นต้นไม้ประจำตัวของข้าข้ามักจะมาปีนเล่นนั่งเล่นอยู่เป็นประจำ และตอนที่ข้าปีนขึ้นมา ข้ายังไม่เห็นเจ้านอนอยู่ใต้ต้นไม้นี้เลย"

เสวี่ยอี้นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ หากเป็นเช่นนั้นจริง ชายผู้นี้ก็มิได้มีเจตนาร้าย "เอาเถอะ หากเจ้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าก็จะไม่ถือเอาความ"

ชายผู้นั้นคว้าเอาตลับยาตลับหนึ่งภายในกระเป๋าเสื้อยื่นส่งให้เสวี่ยอี้ พลางเอ่ย "นี่เป็นตลับยาของข้า เจ้ารับไปเถิด"

เสวี่ยอี้จ้องมองชายผู้นั้นนิ่ง ก่อนที่จะยื่นมือรับตลับยาตลับนั้นไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ

'ดูดูไปแล้ว...ชายผู้นี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก' เสวี่ยอี้คิดในใจ

ชายผู้นั้นเผยยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่จะเอ่ยถามต่อ "เจ้ามาที่นี่ประจำงั้นหรือ ข้าขอทราบชื่อของเจ้า จะได้หรือไม่'

"ใช่! ที่นี่คือป่าประจำหมู่บ้านของข้า ข้ามาที่นี่ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว อ้อ ข้ามีนามว่า เสวี่ยอี้ แล้วเจ้าล่ะ"

"ข้ามีนามว่า ฟ่านเจี้ยน"

นอกจากใบหน้าของชายผู้นี้แล้ว เสวี่ยอี้สังเกตเห็นเครื่องแต่งกายของชายผู้นี้ที่ดูสง่าและแตกต่างจากการแต่งกายของชาวบ้านธรรมดาโดยสิ้นเชิง "ดูจากการแต่งกายของท่านแล้ว ท่านคงเป็นลูกหลานของขุนนาง ไม่ก็เศรษฐีประจำหมู่บ้านหรือยิ่งไปกว่านั้นเจ้าอาจจะเป็นองค์ชายจากต่างเมืองใช่หรือไม่" เสวี่ยอี้เอ่ยพลางใช้สายตากวาดมองดูเครื่องแต่งกายของชายผู้นั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า

" ฮ่า ๆ หากข้าบอกว่าที่เจ้าเดาไม่ถูกสักอย่างเลยล่ะ"

"เช่นนั้น...เจ้ามาจากไหนกันล่ะ บอกข้ามาเถิด ข้าไม่นำเรื่องไปบอกผู้ใดหรอก" เสวี่ยอี้เอียงคอถามด้วยน้ำเสียงสงสัย

"ข้าเป็นโอรสของกษัตริย์ในแคว้นต้าฉิง"

เสวี่ยอี้เบิกตากว้างโตทันใด เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางรีบก้มคำนับองค์ชายทันที "หม่อมฉันขออภัยที่ล่วงเกินเพคะองค์ชาย"

"ลุกขึ้นเถิด...ทำตัวตามสบายจะดีกว่า ฟังแล้วมันดูน่าอึดอัดใจเจ้าว่าหรือไม่"

"ขอบพระทัยเพคะ" เสวี่ยอี้ถอนคำนับตามคำสั่งด้วยท่าทางทุลักทุเล และก็พลันนึกได้ว่าตนเองจะต้องแต่งงานกับท่านอ๋อง โอรสของกษัตริย์ลำดับที่แปด จึงแอบภาวนาว่า ชายผู้นี้ จะเป็นอ๋องแปดที่นางจะต้องแต่งงานด้วย จึงเอ่ยถามเพื่อคลายความข้องใจ "หม่อมฉันขอถามบางอย่างได้ไหมเพคะ"

"ได้สิ! เรื่องอันใดหรือ"

"พระองค์เป็นโอรสลำดับที่เท่าไหร่หรือเพคะ"

องค์ชายขมวดคิ้วแสดงท่าทีสงสัย ก่อนจะเอ่ย"เหตุใดเจ้าถึงอยากรู้ เจ้าอยากรู้จักข้ามากขึ้นงั้นหรือ"

"เพราะว่า...หม่อมฉันได้รับพระราชทานแต่งงานเพคะ เลยอยากตรวจสอบว่าองค์ชายคือ ท่านอ๋องแปด ผู้นั้นหรือไม่"

องค์ชายเผยใบหน้านิ่งและชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "ข้าคือองค์ชายสิบ ดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาท เหตุใดข้าถึงไม่ได้เป็นผู้โชคดีเช่นท่านพี่นะ"

เสวี่ยอี้รู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อยที่ได้ยินเช่นนั้น "อย่างนั้นหรือเพคะ…"

"เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าเชื่อว่าท่านพี่จะต้องดูแลเจ้าดีเป็นอย่างแน่"

"ขอบพระทัยเพคะองค์ชาย"

“แล้วหลังจากนี้เจ้าจะไปไหนหรือ”

“หม่อมฉันคิดว่าจะกลับจวนแล้วเพคะ เริ่มครึ้มฟ้าครึ้มฝนแล้ว หม่อมฉันเกรงว่า ฝนจะตกในอีกไม่ช้านี้เพคะ”

“ข้าผ่านทางจวนของเจ้าพอดี จะรังเกียจหรือไม่ หากข้าจะเดินกลับไปกับเจ้าด้วย”

เสวี่ยอี้ส่งยิ้มราวกับบุปผาที่งดงาม สดใส พลางเอ่ย “ได้สิเพคะ”

แล้วทั้งสองก็เดินลงมาจากเขา และพูดคุยกันอย่างสนุกสนานตลอดทาง จนเสวี่ยอี้เข้าไปถึงจวนและร่ำลากันในที่สุด

ตอน 3

ณ จวนอ๋องแปด

“จากการที่กระหม่อม ติดตามดูความเคลื่อนไหวของบุตรีสกุลซ่ง ล่าสุดพบว่า แม่นางเสวี่ยอี้ อยู่บนเขากับชายหนุ่มผู้หนึ่งขอรับ” ซือมิ่ง ชายหนุ่มองครักษ์คนสนิทของอ๋องแปดเอ่ยรายงานเจ้านายตน หลังจากที่ได้ไปติดตามดูชายาพระราชทานของอ๋องแปดทุกย่างก้าวตามคำสั่งการ

อ๋องแปดกระตุกยิ้มที่มุมปาก ยืนกอดอก มองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง พลางเอ่ย “งั้นหรือ...ข้าคิดไม่ผิดจริง ๆ นางจะต้องไม่ธรรมดา ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อให้ข้าแต่งงานกับนาง”

“แต่...ยิ่งกว่านั้นคือ…” ซือมิ่งเอ่ยเสียงยืดยาว ตะกุกตะกัก

“เจ้าตั้งใจจะบอกอะไรข้า!” อ๋องแปดเอ่ยน้ำเสียงขึม ชักสีหน้ารำคาญ ก่อนที่จะหันไปเพ่งมองรอคำตอบจากซือมิ่งอย่างใจจดใจจ่อ

“ข้าเห็นชายหนุ่มผู้นั้นคือ…”

.

.

.

“องค์รัชทายาทขอรับ”

สีหน้าของอ๋องแปดเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะตั้งแต่เด็กยันโต อ๋องแปดตั้งตนเป็นปรปักษ์กับอ๋องสิบ องค์รัชทายาทในปัจจุบันมาโดยตลอด

ความรักของบิดา ที่เป็นกษัตริย์ของแผ่นดินต้าฉิง มิเคยเพิ่มขึ้นเลยหลังจากที่ฮองเฮาได้ตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนเดียวของเขาออกมา

มารดาของอ๋องแปดที่ดำรงตำแหน่งเป็นเหม่ยเหริน ก็ยิ่งถูกลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นผู้ถูกลืมในที่สุด โดยที่ฮ่องเต้ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองมาเลยแม้แต่น้อย

ความอิจฉาริษยานี้ ฝังลึกอยู่ในใจของอ๋องแปดมาเนิ่นนาน ยากที่จะลบเลือน และยิ่งได้รู้ว่า เสวี่ยอี้ สตรีผู้ที่จะต้องแต่งงานด้วย มีความสัมพันธ์กับรัชทายาท ศัตรูตัวฉกาจของเขา เขาจึงรู้สึกเหมือนโดนแย่งของบางอย่างที่กำลังจะมาเป็นของเขาไปเสียดื้อ ๆ

"อ๋องสิบ! เจ้าอีกแล้วหรือ! " อ๋องแปดแสดงแววตาแข็งกร้าว เอ่ยตะคอกเสียงลั่นด้วยความไม่พอใจ

"กระหม่อมไม่แน่ใจว่า เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่นะขอรับ กระหม่อมซุ่มมองอยู่ไกล ๆ หากใกล้กว่านี้ องค์รัชทายาทจะต้องรู้เป็นแน่"

“หากเป็นชายอื่น ข้าคงไม่สนใจ แต่นี่เป็นอ๋องสิบ เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ!”

“กระหม่อมคิดว่า อ๋องสิบจะต้องหาทางเล่นงานยั่วยุท่านอ๋องเป็นแน่ขอรับ”

“หึ! ก็คงเป็นเช่นนั้น หญิงงามมีมากมายบนแผ่นดินต้าฉาง สำหรับอ๋องสิบแล้ว ไม่มีคำว่าบังเอิญเป็นแน่ ข้าเจ็บใจนัก!”

“กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นขอรับ”

“ข้าจะไม่ยอมให้อ๋องสิบมาแย่งของ ๆ ข้าไปอีกเป็นแน่ นางเป็นของข้า และจะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”

.

.

.

“ใครเป็นของผู้ใดกันหรือเพคะ....” สตรีงามนางหนึ่ง นามว่า “หลี่ถิง” เอ่ยดังขึ้นขัดจังหวะ

อ๋องแปดและซือมิ่งหยุดชะงักและหันมองมาที่นางเป็นตาเดียวกัน

นางค่อย ๆ เดินเข้ามาข้างในเรือนพักของอ๋องแปดด้วยท่วงท่าสง่างามอ่อนโยน ม่านตาของนางกะพริบขึ้นลงอย่างช้า ๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน พร้อมกับรอยยิ้มอันเจิดจรัสงดงามราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่ง

“งานอภิเษกสมรสของท่านอ๋องกับธิดาตระกูลซ่งจะมาถึงในไม่ช้านี้ ท่านอ๋องจะมายืนไม่สบอารมณ์เช่นนี้ได้อย่างไรกันเพคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อยพลางส่งยิ้มบางเบา ที่แลดูขัดแย้งกับคำพูดของนางยิ่งนัก

อ๋องแปดเผยสีหน้าตกใจเล็กน้อย ที่เห็นหลี่ถิง ปุ๊บปั๊บโผล่มาเข้าในเรือนโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เขาขยิบตาส่งสัญญาณให้ซือมิ่งออกไปจากเรือน ก่อนที่จะหันมาเอ่ยกับหลี่ถิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หลี่ถิง... เหตุใดเจ้าถึงเข้ามาหาข้าเงียบๆ เจ้าแอบดูข้างั้นหรือ”

“หากส่งเสียงดัง หรือบอกกล่าวเสียก่อน หม่อมฉันก็คงไม่ได้เห็นกับตา ว่าตอนนี้ ท่านอ๋องมิได้โศกเศร้าเสียใจเลยแม้แต่น้อย”

"เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนั้น ข้าทุกข์ใจแค่ไหนเจ้ารู้หรือไม่" อ๋องแปดเอ่ยพลางส่งสายตามองหลี่ถิงอย่างอาลัยอาวรณ์ไม่หยุดหย่อน

หลี่ถิงก้มหน้าก้มตานิ่งเงียบไม่เอ่ยตอบคำใด

บรรยากาศเงียบงันฉับพลัน อ๋องแปดต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีกว่านี้กับนาง เขาจึงเอ่ยชักชวนนางออกไปข้างนอก “หลี่ถิง... เจ้าออกไปเดินเล่นกับข้าได้หรือไม่”

“เพคะ…” หลี่ถิงพยักหน้าตอบรับคำเชิญแต่โดยดี

อ๋องแปดเดินจูงมือหลี่ถิงมาที่สวนกลางจวนของตน

ด้วยความสนิทสนมทำให้ทั้งคู่ยืนแนบชิดติดกันและหยอกล้อกันอย่างไม่เคอะเขิน

อ๋องแปดจ้องมองหลี่ถิงด้วยแววตาลึกซึ้งเป็นประกาย พลางเอ่ย “หลี่ถิง...เจ้าจำตอนที่เรายังเด็กได้หรือไม่ เราสัญญากันว่า เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

“จำได้สิเพคะ หม่อมฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึง แต่ตอนนี้…หม่อมฉันต้องเก็บไว้เป็นความทรงจำแต่เพียงผู้เดียว” หลี่ถิงเอ่ยพลางมองต่ำ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง

"หลี่ถิง...เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใด เจ้าคือสตรีนางเดียวที่อยู่ในหัวใจของข้า"

"ถึงแม้ตอนนี้ท่านอ๋องจะสารภาพรักกับหม่อมฉัน สุดท้ายแล้ว ท่านอ๋องก็ต้องแต่งงานกับบุตรีตระกูลซ่งเข้าจวนอยู่ดีใช่หรือไม่เพคะ"

อ๋องแปดชะงักนิ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขามิอาจทำสิ่งใดได้ ในเมื่อการแต่งงานครั้งนี้เป็นพระราชทานของฮ่องเต้ บิดาของเขา ที่เขามิอาจฝ่าฝืนพระบัญชาได้

"หลี่ถิง...เจ้าก็รู้เหตุผลของข้า"

"เพคะ แต่...หม่อมฉันก็รู้สึกเจ็บปวดใจทุกครั้ง"

อ๋องแปดใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่ใบหน้าของหลี่ถิงอย่างอ่อนโยน พลางส่งสายตาลึกซึ้งเปล่งประกาย "หลี่ถิง...ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกเช่นไร ข้าขอโทษ แต่เจ้าได้โปรดรู้ไว้ว่าไม่มีสตรีนางไหนมาแทนที่เจ้าได้"

หลังเอ่ยจบ อ๋องแปดก็ค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หลี่ถิง ก่อนที่จะจุมพิตไปที่ริมฝีปากของนางอย่างนุ่มนวล

หลี่ถิงปิดม่านตาลงและตอบรับจูบนั้นด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า เพราะนางรับรู้ได้ว่า นี่คงเป็นจูบสุดท้ายจากชายผู้เป็นที่รักของนางแล้ว

โชคชะตาช่างทำร้ายข้ายิ่งนัก หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ข้า อย่าได้พลัดพรากจากชายผู้ซึ่งเป็นที่รัก เหมือนดั่งเช่นชาตินี้อีกเลย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED