ในร้านกาแฟ ซูเหมี่ยวและหลินเอินเอินนั่งเผชิญหน้ากัน
“เมื่อวานนี้คุณบอกว่าฉันจะไม่สามารถรับงานนี้ได้งั้นเหรอ?” หลินเอินเอินเดินไปที่โซฟาแล้วก็นั่งลง เมื่อเห็นซูเหมี่ยวพยักหน้าด้วยความเสียดาย เธอก็เลิกคิ้วขึ้น “ไหนลองพูดมาสิ”
“คือว่า……”
หลังจากนั้น ซูเหมี่ยวก็อธิบายสถานการณ์ของคดีนี้ให้เธอฟัง นิ้วของหลินเอินเอินที่วางเอาไว้บนขาซ้ายขยับเล็กน้อย มีแสงสีดำส่องประกายมาจากในดวงตาสีน้ำตาลของเธอ “น่าสนใจดีนะ แล้วทั้งสองฝ่ายคือใครเหรอ?”
“คุณ…… คุณรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกค่ะ.....”
หลินเอินเอินเงยหน้าขึ้น มองซูเหมี่ยวอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ทั้งสองคนนี้เป็นผู้นำระดับแนวหน้าในแวดวงของธุรกิจ ครั้งนี้เป็นเพราะมีเรื่องอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย หลัง ๆ มาทั้งสองคนจึงเริ่มมองหน้ากันไม่ติด คนที่อยากขอให้คุณช่วยเหลือคือคุณฟู่ ส่วนคู่ต่อสู้ของคุณฟู่ก็คือ......”
ซูเหมี่ยวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนพูดออกมาอย่างปวดใจว่า “สามีของคุณค่ะ! !”
จังหวะการหายใจของหลินเอินเอินเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ซูเหมี่ยวเอามือทาบอกของเธอเอาไว้ แล้วก็พูดขึ้นมาอย่างเศร้าใจว่า “เงินนี้ถูกกำหนดมาไว้แล้วว่าไม่ใช่เงินของพวกเรา เงินก้อนใหญ่ก้อนนี้ นั้นก็ทำได้เพียงแค่มองมันเท่านั้น แต่กลับไม่สามารถแตะต้องมันได้”
หลินเอินเอินที่เล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ นั่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อเห็นดังนี้ ซู่เมี่ยวคิดว่าหลินเอินเอินกำลังเสียใจ เธอทั้งรู้สึกปวดใจและก็ยังไม่ลืมที่จะปลอบใจหลินเอินเอิน“โอ้ อย่าท้อแท้ไปเลยนะคะ จากชื่อเสียงของคุณแล้ว หากคุณเริ่มกลับมารับงาน คุณต้องหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอนค่ะ! แต่ไอริส คุณหย่าแล้วจริง ๆ เหรอคะ?”
หลินเอินเอินกระตุกมุมปากขึ้น “หากไม่มีเขา ชีวิตของฉันถึงจะเป็นของฉันเอง”
เมื่อเห็นสายตาที่ดูจริงจังของหลินเอินเอิน หลังจากค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ได้แล้ว ซูเหมี่ยวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ในที่สุดคุณก็เปิดใจได้สักทีนะ! คุณต้องสูญเสียอะไรไปตั้งมากมายเพื่อผู้ชายเลว ๆ คนนั้น แต่เขากลับไม่รู้จักรักษาคุณเอาไว้เลย การที่คุณออกมาจากเขาได้ตอนนี้ ก็เท่ากับว่าคุณได้หนีออกมาจากความทุกข์ทั้งหมดแล้วนะคะ ที่รัก! ฉันยินดีกับคุณด้วยจริง ๆ นะคะ!”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น เงาของคนที่คุ้นเคยสองคนก็เดินเข้ามาในร้านกาแฟ สีหน้าของหลินเอินเอินดูเคร่งขรึมขึ้นในทันที
ชายคนนั้นสวมสูทสีดำ กระดุมข้อมือสีเงินที่ปลายแขนของเขาเมื่อสะท้อนกับแสงก็เปล่งประกายแสงที่ดูเยือกเย็นออกมา ซึ่งเหมือนกันกับตัวเขาไม่มีผิด
ผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ เขาสวมชุดกระโปรงสีขาว ผมสีดำของเธอเป็นประกายเงางาม ตัวเธอเล็ก ๆ ดูน่ารัก ซึ่งเธอก็คือหลินโหยวชิงนั่นเอง
หลินเอินเอินแอบหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ ช่างบังเอิญจริง ๆ เลยนะ ป๋อมู่หานเพิ่งคุยเรื่องหย่ากับเธอจบไปเอง นี่เขาพาเมียน้อยออกมาเที่ยวเล่นแล้วเหรอ
ซูเหมี่ยวมองตามสายตาของหลินเอินเอินไป แล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นบึ้งตึงทันที “ทำไมสองคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ!”
อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของเธอดูตื่นเต้นจนเกินไป ป๋อมู่หานก็เลยสัมผัสได้ เขาจึงหันหน้ามามองพวกเธอ จากนั้นสีหน้าของเขาก็ดูดุดันขึ้นมาในทันที
เขาว่าแล้วเชียวว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้เมื่อวานยอมเซ็นหย่าให้เขาอย่างไม่ลังเล แถมเธอยังไม่ต้องการวิลล่าอีก แต่แล้ววันนี้เธอกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้ง ที่แท้เธอก็แค่ต้องการจะแกล้งปล่อยแล้วให้มาติดกับนี่เอง?
เมื่อหลินเอินเอินสบตากับเขาแล้ว เธอก็หันมองไปทางอื่นอย่างเฉยเมย แล้วก็ดึงซูเหมี่ยวให้ลุกขึ้นเพื่อจะออกไปจากที่นี่
แต่แล้วเสียงที่หวานจนเลี่ยนหูของใครคนหนึ่งก็ดังแว่วขึ้นมา “เอินเอินก็อยู่ที่นี่ด้วยนี่นา”
ขณะที่พูด หลินโหยวชิงก็เดินเข้ามาหาพวกเธอ มุมปากของหลินโหยวชิงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน หลินโหยวชิงมองเธอด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ดูเป็นมิตร ไม่มีพิษมีภัยอะไร
ส่วนหลินเอินเอิน เธอแอบหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ ใครจะไปคาดคิดว่า ในเวลาหนึ่งเดือนนี้ผู้หญิงที่ดูเหมือนอ่อนโยนและประพฤติตัวดีคนนี้ จะแอบส่งรูปถ่ายที่ใกล้ชิดสนิมสนมจำนวนนับไม่ถ้วนของตัวเองกับป๋อมู่หานมาให้เธอ
หลินเอินเอินอมยิ้ม เธอพูดขึ้นมาว่า “อ้าวพี่สาว ทำไมออกจากโรงพยาบาลเร็วจังเลยล่ะคะ? นอนอยู่ตั้งสามปี นี่พี่สามารถลงเดินบนพื้นได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย? การแพทย์เขาน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ เลยนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้คนรอบ ๆ ต่างก็มองมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
สีหน้าของหลินโหยวชิงในตอนนี้ดูเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็สามารถทำใจให้สงบลงได้อย่างรวดเร็ว เธอมองไปที่ป๋อมู่หาน แล้วก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานว่า “หมอบอกว่าต้องขอบคุณมู่หาน ที่เขาคอยดูแลฉันอย่างระมัดระวังมาตลอดสามปีที่ผ่านมา เป็นเพราะเขาไม่เคยย่อท้อเลยที่จะทำให้ฉันฟื้นขึ้นมาให้ได้ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมฉันถึงได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้”
หลินเอินเอินอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ป๋อมู่หาน ริมฝีปากสีแดงของเธอโค้งขึ้น แล้วเธอก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันไม่รู้มาก่อนเลยนะคะว่า อดีตสามีของฉันสามารถสร้างปาฏิหาริย์ทางการแพทย์ได้ด้วย! การที่ไม่ได้เรียนแพทย์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการแพทย์เลยนะเนี่ย!”
คนที่สอดรู้สอดเห็นที่กำลังมองมาที่พวกเขาตั้งแต่แรก เมื่อได้ยินดังนั้น ในหัวของพวกเขาก็มีละคนฉากใหญ่ผุดขึ้นมาทันที พวกเขาต่างก็หันไปมองหน้ากัน แล้วก็เริ่มกระซิบกระซาบกันขึ้นมา
“อดีตสามีงั้นเหรอ? ผู้หญิงที่ใส่ชุดกระโปรงสีขาวคนนั้นคือมือที่สามเหรอเนี่ย? แถมยังเป็นญาติของเมียหลวงด้วยเนี่ยนะ?”
“สุดยอดไปเลย ช่างมั่วดีจริง ๆ !”
“ยังจะมีหน้ามาอวดต่อหน้าเมียหลวงอีกเนี่ยนะ? ไร้ยางอายจริง ๆ เลย!”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าของป๋อมู่หานก็เปลี่ยนไปเป็นเย็นชาทันที “หลินเอินเอิน ที่คุณยุ่งวุ่นวายไม่หยุดแบบนี้ ตอนนี้คุณกำลังคงคิดที่จะใช้กลอุบายแกล้งปล่อยแล้วให้มาติดกับอีกสินะ? ถ้าคุณมาปรากฏตัวต่อหน้าผมอีกล่ะก็ คุณก็อย่าหาว่าผมทำอะไรไม่เกรงใจคุณก็แล้วกันนะ! !”
หลินเอินเอินข่มความโกรธเอาไว้ในใจ เธอพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เกรงใจงั้นเหรอ? คุณป๋อจะไม่เกรงใจฉันได้สักแค่ไหนกันเชียว?”
เมื่อหลินโหยวชิงได้ยินเช่นนี้แล้ว ดวงตาของเธอก็สั่นไหวทันที เธอรีบมองไปที่ ป๋อมู่หานอย่างน้อยอกน้อยใจ แล้วก็พูดขึ้นว่า “หาน คุณอย่าโกรธไปเลยนะ เอินเอินอาจเข้าใจอะไรผิด คุณสองคนอย่าได้ต้องมาบาดหมางกันเพราะฉันเลยนะคะ”
หลินเอินเอินมองไปที่หลินโหยวชิงด้วยสายตาเหน็บแนม เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ลูกพี่ลูกน้องของเธอคนนี้จะแสดงเก่งขนาดนี้ วันนี้เธอรู้สึกรังเกียจหลินโหยวชิงเป็นอย่างมาก!
โดยไม่รอให้ป๋อมู่หานได้พูดขึ้นมา เธอก็พูดขึ้นมาอีกว่า “ไหน ๆ ลูกพี่ลูกน้องของฉันคนนี้เธอก็อยากจะได้ตำแหน่งคุณนายป๋อมาตั้งนานแล้ว ทำไมคุณไม่แต่งงานกับเธอซะเลยล่ะ แล้วก็บอกเธอด้วยนะว่าต่อไปอย่าส่งอะไรที่มันน่าขยะแขยงมาให้ฉันอีก”
เมื่อหลินโหยวชิงได้ยินเรื่องข้อความ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอรีบพูดขึ้นมาทันทีว่า “เอินเอิน ฉันอธิบายให้เธอฟังไปตั้งหลายครั้งแล้วนะว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายครอบครัวของเธอเลย เพียงแต่ว่าหานเขาคิดว่าที่ฉันต้องกลายมาเป็นเจ้าหญิงนิทราก็เพราะว่าฉันช่วยเขาเอาไว้ เขาก็เลยรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณฉัน ความจริงแล้วเราไม่มีอะไรกันเลยจริง ๆ นะ”
สายตาของป๋อมู่หานตอนนี้ดูเคียดแค้นมาก “ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เธอฟังมากนักหรอก เราไปกันเถอะ”
เมื่อเห็นว่าป๋อมู่หานกำลังจะพาหลินโหยวชิงไปแล้ว หลินเอินเอินจึงเอื้อมมือไปขวางเขาเอาไว้ “ไม่สู้เราไปเอาใบหย่ากันตอนนี้เลยดีมั้ย จะได้แยกย้ายกันไปแต่งงาน และก็ไม่ต้องมาเสียเวลาของกันและกัน”
หลินโหยวชิงกำมือแน่นขึ้นทันที
ป๋อมู่หานบอกเธอว่า พวกเขาหย่ากันแล้ว แล้วที่พวกเขาโต้เถียงกันมาตั้งนาน สรุปยังไม่ได้ไปเอาใบหย่าอีกเหรอเนี่ย?!
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เอินเอิน ฉันกับหานเราไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันจริง ๆ นะ แต่ถ้าเธอไม่พอใจ ต่อไปฉันไม่ติดต่อกับหานอีกแล้วก็ได้”
เธอหันหน้าไป ท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ “หาน ฉันขอโทษนะ ที่ฉันทำให้พวกคุณต้องทะเลาะกัน ฉันขอตัวก่อนนะ คุณง้อเธอดี ๆ นะ ผู้หญิงน่ะง้อง่ายจะตาย”
หลังจากพูดจบ เธอก็หันหลังจะเดินออกไปข้างนอก
สายตาที่เฉียบคมของป๋อมู่หานจ้องมองมายังใบหน้าของหลินเอินเอินด้วยตาเขม็ง เขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นเป็นอย่างมากว่า “ตอนนี้ผมไม่ว่าง เดี๋ยวผู้ช่วยของผมจะติดต่อคุณไป คุณเตรียมตัวไว้ให้พร้อมก็แล้วกัน”
พอพูดจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินตามออกไปทันที
ซูเหมี่ยวที่ยืนอยู่ตรงที่เดิม พูดขึ้นมาด้วยสายตาที่เย็นชาเป็นอย่างมาก “เอินเอิน! คุณตัดสินใจถูกแล้วล่ะที่หย่า ผู้ชายเลว ๆ แบบนี้ ไม่คู่ควรกับคุณเลยสักนิด”
ไอริส ทำไมต้องมาทนทุกข์ใจกับความขมขื่นแบบนี้ด้วย!
เมื่อกี้นี้เพราะมันเป็นเรื่องภายในครอบครัว เธอจึงไม่อยากเข้าไปแทรกแซงอะไร แต่เธอก็ยังโกรธมากจนแทบอยากจะต่อยหลินโหยวชิงสักยก!!
ช่างเป็นคนที่ตีสองหน้าเก่งจริง ๆ เลย!
“พี่ซู เมื่อกี้นี้พี่บอกว่า ถ้าป๋อมู่หานแพ้คดีนี้ เขาจะต้องจ่ายเงินหลายหมื่นล้านเลยใช่มั้ย?”
ซูเหมี่ยวที่ยังจมอยู่กับความโมโหหลินโหยวชิงไม่หาย เมื่อได้ยินเช่นนี้ เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลย “ใช่แล้ว ทำไมเหรอ?”
หลินเอินเอินมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาของเธอดูนิ่งสงบมาก “พี่ซู ติดต่อฟู่จิงเหนียนไปหน่อย แล้วก็เตรียมเริ่มงานได้เลย”
ซูเหมี่ยวเอามือปิดปากด้วยความตกใจ “นี่คุณ...... คงไม่ใช่เพราะแรงแค้นจากความรัก ก็เลยอยากจะแก้แค้นหรอกใช่มั้ย?”
หลินเอินเอินเผยรอยยิ้มออกมา แม้ว่าปากของเธอกำลังยิ้มอยู่ “ฉันแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออก ฉันแค่ชอบคดีนี้เฉย ๆ ”
เธอชอบคดีที่ท้าทายมาโดยตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อเธอหย่าแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องเห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น
ซูเหมี่ยวยังไม่สามารถดึงสติกลับมาได้ เธอถามขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูสับสนเป็นอย่างมาก “แต่คุณ... ทำไมคุณถึงช่วยฟู่จิงเหนียนล่ะ คุณคือคุณนายป๋อนะ ก่อนหน้านี้คุณเคยรักป๋อมู่หานมากขนาดนั้น เคยทำอะไรเพื่อเขาตั้งหลายอย่าง....... ”
หลินเอินเอินพูดตัดบทซูเหมี่ยวขึ้นมา น้ำเสียงของเธอค่อนข้างจริงจังพอสมควร “ก็พี่บอกเองไม่ใช่เหรอว่า มันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว อีกอย่าง เดี๋ยวฉันก็หย่าแล้วด้วย”
“จะหย่าจริงเหรอ? !”
“อื้ม” น้ำเสียงของหลินเอินเอินหนักแน่นมาก “ในเมื่อฉันเลือกที่จะรับคดีนี้แล้ว ฉันก็ไม่มีทางที่จะทำเป็นเรื่องเล่น ๆ เด็ดขาด”
ซูเหมี่ยวพยักหน้าทั้งที่ยังสงสัยอยู่ แล้วทันใดนั้น เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง ก่อนหน้านี้คุณสามารถเข้าร่วมการพิจารณาคดีจากทางไกลได้ แต่ในกรณีนี้ ฟู่จิงเหนียนเขาต้องการเจอคุณ...... แล้วถ้าคุณฟู่เกิดรู้ตัวตนของคุณนายป๋อของคุณขึ้นมา เกรงว่าเขาอาจจะไม่ไว้ใจคุณได้......”
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง”
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเธอ ซูเหมี่ยวก็พยักหน้า “งั้นก็ดี เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องอื่น ๆ เอง ส่วนทางด้านคนที่รับผิดชอบทางด้านกฎหมายของเขานั้น คุณก็รู้จัก เขาคือหลินเฟิง รุ่นพี่ตอนเรียนของคุณนั่นแหละ คิดว่าการพูดคุยน่าจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น”
เมื่อซูเหมี่ยวเห็นว่าหลินเอินเอินดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อนมาก เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจกับหลินเอินเอินจากใจจริง แล้วเธอก็ควงแขนของหลินเอินเอินเอาไว้
“เอินเอิน ไปบ้านฉันสิ วันนี้ฉันจะทำอาหารให้คุณกินเอง มาฉลองที่คุณหลุดพ้นจากความทุกข์ระทมนี้กันเถอะ!”
ทั้งสองเดินออกจากร้านกาแฟไปด้วยรอยยิ้ม ในรถที่อยู่ไม่ไกล พอป๋อมู่หานเห็นทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกัน อากาศรอบ ๆ ตัวเขาก็เย็นยะเยือกขึ้นมาจนแทบจะทำให้คนแข็งตายได้เลย!
หลินเอินเอิน นี่คุณกำลังเล่นกลอุบายอะไรอยู่กันนะ?
หลังจากทานอาหารที่บ้านของซูเหมี่ยวเสร็จ พวกเธอก็พูดคุยกันอยู่สักพัก หารือกันเกี่ยวกับเรื่องคดี จากนั้นหลินเอินเอินก็กลับบ้านไป
ซึ่งทันทีที่เธอกลับมาถึงวิลล่า คนรับใช้ก็เข้ามาบอกกับเธอว่า “คุณหนูครับ พวกเราได้ดูกล้องวงจรปิด ดูเหมือนจะมีคนตามคุณกลับมาด้วยครับ”