“เพี๊ยะ!”
หนังสือข้อตกลงการหย่าฉบับหนึ่ง ถูกโยนมาอยู่ต่อหน้าหลินเอินเอิน
“พี่สาวของคุณฟื้นแล้ว ผมเคยสัญญากับเธอเอาไว้ว่า ขอเพียงแค่เธอยังมีชีวิตอยู่ ตำแหน่งคุณนายป๋อก็จะไม่มีทางเป็นของคนอื่นเด็ดขาด”
“หลินเอินเอิน เซ็นชื่อซะ เราหย่ากันเถอะ”
ตั้งแต่ที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอฟื้นขึ้นมาในหนึ่งเดือนนี้ หลินเอินเอินก็คาดคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่ ๆ
เธอเงยหน้าขึ้น แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่นว่า “จนถึงตอนนี้แล้ว คุณยังไม่เชื่อฉันอีกเหรอ?”
ป๋อมู่หานดึงมุมปากขึ้น พลางพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่เย้ยหยันว่า “คุณเป็นผู้หญิงที่ละโมบโลภมาก แล้วก็ขี้อิจฉาริษยามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คุณมีอะไรคู่ควรที่ผมจะเชื่อใจคุณอย่างนั้นเหรอ?”
“หลินเอินเอิน อย่าให้ผมต้องพูดเป็นรอบที่สอง เซ็นชื่อซะ แล้ววิลล่าหลังนี้จะเป็นของคุณ นี่ถือว่าผมรักษาหน้าคุณเป็นครั้งสุดท้าย!”
เหอะ……
หลินเอินเอินกวาดสายตามองไปด้วยความเย้ยหยัน
การที่ไม่ให้เธอหย่าออกไปโดยไม่มีอะไรติดตัวไปเลยนั้น ก็ถือว่าเขามีความเมตตาแล้วอย่างนั้นเหรอ?
เธอหยิบข้อตกลงการหย่าที่เขาโยนให้ขึ้นมา ซึ่งชื่อของเขาก็ถูกเซ็นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลินเอินเอินรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เบ้าตาของเธอร้อนผ่าวเล็กน้อย
แต่เธอก็กลับมาสงบเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
เธอเงยหน้าขึ้นไปมองเขา “คุณย่าจะเห็นด้วยอย่างนั้นเหรอ?”
“คุณคิดว่าการที่มีคุณย่าอยู่นั้น เธอก็จะสามารถให้ท้ายคุณโดยไม่มีขอบเขตอย่างนั้นเหรอ? !” ป๋อมู่หานยังคงมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชาอยู่เช่นเดิม “ทำไมเราถึงได้แต่งงานกัน เรื่องนี้คุณย่อมรู้ดีกว่าผมอยู่แล้ว หลินเอินเอิน อย่าโลภให้มันมากนักเลย มันจะทำให้ผมยิ่งเกลียดคุณเข้าไปใหญ่”
หลินเอินเอินหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “แล้วการเกลียดชังกับเกลียดชังมากกว่าเดิมนั้นมันมีอะไรที่แตกต่างกันอย่างนั้นเหรอ?”
ทันใดนั้น สีหน้าของป๋อมู่หานก็ดูดุร้ายถึงขีดสุด “หลินเอินเอิน!”
หลินเอินเอินหยิบปากกาขึ้นมา “ได้ ฉันจะเซ็นให้”
หลังจากที่ลูกพี่ลูกน้องฟื้นขึ้นมาก็ส่งรูปถ่ายที่สนิทสนมกับป๋อมู่หานมาให้เธอนับไม่ถ้วน ในเมื่อพวกเขาทั้งสองคนยังรักกันอยู่ ต่อให้เธอจะยืดยื้อให้ตายยังไง ชีวิตการแต่งงานเช่นนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไร
หลินเอินเอินขีดฆ่าตรงวิลล่าที่เขามอบให้ แล้วก็รีบเซ็นชื่อของตัวเองลงไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้มีการยืดยื้อให้เสียเวลาเลยแม้แต่น้อย
สามปีของชีวิตการแต่งงาน ก็ได้สิ้นสุดลง ณ ตรงนี้แล้ว
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เธอก็ได้รับการปลดปล่อยแล้วเช่นกัน
หลินเอินเอินยื่นหนังสือข้อตกลงการหย่าให้เขา แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยว่า “ขอเวลาให้ฉันหนึ่งชั่วโมง แล้วฉันจะเก็บของออกไปจากที่นี่”
ป๋อมู่หานขมวดคิ้ว ริมฝีปากบาง ๆ ของเขาเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาจ้องมองเธอพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “วิลล่านี้ผมมอบให้คุณแล้ว คุณไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันคิดว่าที่ที่มีคุณอยู่......” หลินเอินเอินหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วก็พูดขึ้นทีละคำว่า “มันล้วนแต่สกปรก”
“หลินเอินเอิน!”
หลินเอินเอินไม่ได้สนใจผู้ชายที่กำลังโมโหเดือดดาลอยู่ข้างหลังเธอเลย เธอไม่ได้มีท่าทางเหมือนภรรยาตัวน้อยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาคอยเอาใจเขาทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เธอผลักเขาออกจากประตูห้องไปในทันที
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง
เมื่อหลินเอินเอินลงไปชั้นล่าง ป๋อมู่หานก็ไม่อยู่แล้ว ทันใดนั้น สายตาของเธอมองไปที่นาฬิกาข้อมือคาสิโอของผู้ชายในมือของเธอ
นี่คือของขวัญที่เธอตั้งใจเตรียมไว้เป็นพิเศษเพื่อจะมอบให้เขาในวันเกิดที่จะถึงเร็ว ๆ นี้ แต่พอเธอมองมันในตอนนี้ เธอกลับรู้สึกว่ามันบาดตาบาดใจเป็นพิเศษ
ตึ้ง!
หลินเอินเอินโยนนาฬิการาคาห้าล้านบาทลงถังขยะโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
เธอสูดลมหายใจเข้า เวลาสามปีนั้น ก็ถือว่าความจริงใจนั้นทำเพื่อหมาตัวหนึ่งก็แล้วกัน
นับจากนี้ไป เธอจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวของเธอเอง!
หลังจากออกมาแล้ว หลินเอินเอินก็โบกรถคันหนึ่ง แล้วก็ตรงไปที่วิลล่าของเธอเอง
วิลล่านี้ถูกซื้อไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว แต่เธอไม่เคยกลับมาเลย เพราะเธออาศัยอยู่ที่วิลล่าของตระกูลป๋อ
คนรับใช้ตกใจมากเมื่อเห็นเธอมาปรากฏตัวอย่างกะทันหัน พวกเธอรีบมายืนจ่อกันเป็นแถวพร้อมตะโกนด้วยความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกันว่า
“สวัสดีค่ะคุณนาย!”
หลินเอินเอินวางกระเป๋าเดินทางของเธอลง แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา เธอถูช่องว่างระหว่างคิ้วไปมา แล้วพูดแก้ขึ้นมาว่า“นับจากนี้ไป จะไม่มีคุณนายป๋ออีกแล้ว จะมีเพียงคุณหลินเท่านั้น”
เธอเคยภูมิใจที่ถูกเรียกว่า ‘คุณนายป๋อ’ มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ มันเป็นเพียงคำที่จี้ใจดำเธอเท่านั้น
เมื่อเหล่าคนใช้ได้ยินเช่นนี้แล้ว พวกเธอก็ไม่กล้าถามอะไร ได้แต่ถอยหลังไปด้วยความเคารพ
เมื่อกลับมาที่ห้องของตัวเองแล้ว หลินเอินเอินก็โทรไปหาซูเหมี่ยว ผู้ช่วยของเธอ “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”
ซูเหมี่ยวรู้สึกทั้งประหลาดใจและตกใจในเวลาเดียวกัน “บอส นี่คุณเป็นฝ่ายโทรมาหาฉันเองงั้นเหรอคะ? ฝนจะตก พายุจะเข้ามั้ยเนี่ย?”
“ฉันหย่าแล้ว ฉันจะทำตามที่เธอบอก ต่อจากนี้ไป ฉันจะโฟกัสเรื่องงานเป็นหลัก”
“อะไรนะ?? ?” เสียงของซูเหมี่ยวสูงปรี๊ดขึ้นมาทันที
“บ้าไปแล้ว นี่ฉันไม่ได้หูฝาดใช่มั้ยเนี่ย! ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คุณทุ่มเทให้กับสามีมากกว่าอะไรทั้งสิ้น ถึงขนาดยอมทิ้งงานเพื่อจะไปเป็นภรรยาเต็มตัว แล้ววันนี้คุณกินยาผิดมารึไงคะ ทำไมถึงจะหย่ากันล่ะคะ นี่คุณกำลังล้อเล่นฉันรึเปล่าเนี่ย?”
ซูเหมี่ยวเป็นผู้ช่วยของหลินเอินเอิน นอกจากเธอและคนรอบตัวของหลินเอินเอินสองสามคนเท่านั้น ก็ไม่มีใครอีกแล้วที่รู้ว่าหลินเอินเอินนั้นยังมีตัวตนที่สองอีก ซึ่งก็คือ…
การเป็นทนายระดับแนวหน้า ในนามของไอริส!
มีคำพูดยอดนิยมบนโลกโซเชียลที่ว่า ถ้าไอริสเป็นที่สอง ก็คงไม่มีใครเป็นที่หนึ่งได้
ทนายความหลายคนรู้สึกหวาดกลัวมาก เมื่อได้ยินชื่อของเธอ
ในขณะที่ซูเหมี่ยวยังคงตกตะลึงไม่หาย เธอก็ได้ยินหลินเอินเอินถามขึ้นมาว่า “ช่วงนี้มีใครมาถามหาฉันบ้างมั้ย? มีคดีอะไรน่าสนใจรึเปล่า?”
ดวงตาของซูเหมี่ยวเป็นประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที เธอพูดด้วยความรู้สึกเสียดายเล็กน้อย “อันที่จริงก็มีอยู่คดีหนึ่งคดี ให้ราคาก็สูงเสียดฟ้าเลยแหละค่ะ แต่กลับไม่มีใครกล้ารับงาน และคุณ...... ก็ไม่สามารถรับงานนี้ได้”
“งั้นเหรอ?” น้ำเสียงของหลินเอินเอินที่เรียบเฉยมาตลอด จู่ ๆ ก็ดูสนอกสนใจขึ้นมา
ในร้านกาแฟ ซูเหมี่ยวและหลินเอินเอินนั่งเผชิญหน้ากัน
“เมื่อวานนี้คุณบอกว่าฉันจะไม่สามารถรับงานนี้ได้งั้นเหรอ?” หลินเอินเอินเดินไปที่โซฟาแล้วก็นั่งลง เมื่อเห็นซูเหมี่ยวพยักหน้าด้วยความเสียดาย เธอก็เลิกคิ้วขึ้น “ไหนลองพูดมาสิ”
“คือว่า……”
หลังจากนั้น ซูเหมี่ยวก็อธิบายสถานการณ์ของคดีนี้ให้เธอฟัง นิ้วของหลินเอินเอินที่วางเอาไว้บนขาซ้ายขยับเล็กน้อย มีแสงสีดำส่องประกายมาจากในดวงตาสีน้ำตาลของเธอ “น่าสนใจดีนะ แล้วทั้งสองฝ่ายคือใครเหรอ?”
“คุณ…… คุณรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกค่ะ.....”
หลินเอินเอินเงยหน้าขึ้น มองซูเหมี่ยวอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ทั้งสองคนนี้เป็นผู้นำระดับแนวหน้าในแวดวงของธุรกิจ ครั้งนี้เป็นเพราะมีเรื่องอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย หลัง ๆ มาทั้งสองคนจึงเริ่มมองหน้ากันไม่ติด คนที่อยากขอให้คุณช่วยเหลือคือคุณฟู่ ส่วนคู่ต่อสู้ของคุณฟู่ก็คือ......”
ซูเหมี่ยวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนพูดออกมาอย่างปวดใจว่า “สามีของคุณค่ะ! !”
จังหวะการหายใจของหลินเอินเอินเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ซูเหมี่ยวเอามือทาบอกของเธอเอาไว้ แล้วก็พูดขึ้นมาอย่างเศร้าใจว่า “เงินนี้ถูกกำหนดมาไว้แล้วว่าไม่ใช่เงินของพวกเรา เงินก้อนใหญ่ก้อนนี้ นั้นก็ทำได้เพียงแค่มองมันเท่านั้น แต่กลับไม่สามารถแตะต้องมันได้”
หลินเอินเอินที่เล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ นั่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อเห็นดังนี้ ซู่เมี่ยวคิดว่าหลินเอินเอินกำลังเสียใจ เธอทั้งรู้สึกปวดใจและก็ยังไม่ลืมที่จะปลอบใจหลินเอินเอิน“โอ้ อย่าท้อแท้ไปเลยนะคะ จากชื่อเสียงของคุณแล้ว หากคุณเริ่มกลับมารับงาน คุณต้องหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอนค่ะ! แต่ไอริส คุณหย่าแล้วจริง ๆ เหรอคะ?”
หลินเอินเอินกระตุกมุมปากขึ้น “หากไม่มีเขา ชีวิตของฉันถึงจะเป็นของฉันเอง”
เมื่อเห็นสายตาที่ดูจริงจังของหลินเอินเอิน หลังจากค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ได้แล้ว ซูเหมี่ยวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ในที่สุดคุณก็เปิดใจได้สักทีนะ! คุณต้องสูญเสียอะไรไปตั้งมากมายเพื่อผู้ชายเลว ๆ คนนั้น แต่เขากลับไม่รู้จักรักษาคุณเอาไว้เลย การที่คุณออกมาจากเขาได้ตอนนี้ ก็เท่ากับว่าคุณได้หนีออกมาจากความทุกข์ทั้งหมดแล้วนะคะ ที่รัก! ฉันยินดีกับคุณด้วยจริง ๆ นะคะ!”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น เงาของคนที่คุ้นเคยสองคนก็เดินเข้ามาในร้านกาแฟ สีหน้าของหลินเอินเอินดูเคร่งขรึมขึ้นในทันที
ชายคนนั้นสวมสูทสีดำ กระดุมข้อมือสีเงินที่ปลายแขนของเขาเมื่อสะท้อนกับแสงก็เปล่งประกายแสงที่ดูเยือกเย็นออกมา ซึ่งเหมือนกันกับตัวเขาไม่มีผิด
ผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ เขาสวมชุดกระโปรงสีขาว ผมสีดำของเธอเป็นประกายเงางาม ตัวเธอเล็ก ๆ ดูน่ารัก ซึ่งเธอก็คือหลินโหยวชิงนั่นเอง
หลินเอินเอินแอบหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ ช่างบังเอิญจริง ๆ เลยนะ ป๋อมู่หานเพิ่งคุยเรื่องหย่ากับเธอจบไปเอง นี่เขาพาเมียน้อยออกมาเที่ยวเล่นแล้วเหรอ
ซูเหมี่ยวมองตามสายตาของหลินเอินเอินไป แล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นบึ้งตึงทันที “ทำไมสองคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ!”
อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของเธอดูตื่นเต้นจนเกินไป ป๋อมู่หานก็เลยสัมผัสได้ เขาจึงหันหน้ามามองพวกเธอ จากนั้นสีหน้าของเขาก็ดูดุดันขึ้นมาในทันที
เขาว่าแล้วเชียวว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้เมื่อวานยอมเซ็นหย่าให้เขาอย่างไม่ลังเล แถมเธอยังไม่ต้องการวิลล่าอีก แต่แล้ววันนี้เธอกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้ง ที่แท้เธอก็แค่ต้องการจะแกล้งปล่อยแล้วให้มาติดกับนี่เอง?
เมื่อหลินเอินเอินสบตากับเขาแล้ว เธอก็หันมองไปทางอื่นอย่างเฉยเมย แล้วก็ดึงซูเหมี่ยวให้ลุกขึ้นเพื่อจะออกไปจากที่นี่
แต่แล้วเสียงที่หวานจนเลี่ยนหูของใครคนหนึ่งก็ดังแว่วขึ้นมา “เอินเอินก็อยู่ที่นี่ด้วยนี่นา”
ขณะที่พูด หลินโหยวชิงก็เดินเข้ามาหาพวกเธอ มุมปากของหลินโหยวชิงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน หลินโหยวชิงมองเธอด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ดูเป็นมิตร ไม่มีพิษมีภัยอะไร
ส่วนหลินเอินเอิน เธอแอบหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ ใครจะไปคาดคิดว่า ในเวลาหนึ่งเดือนนี้ผู้หญิงที่ดูเหมือนอ่อนโยนและประพฤติตัวดีคนนี้ จะแอบส่งรูปถ่ายที่ใกล้ชิดสนิมสนมจำนวนนับไม่ถ้วนของตัวเองกับป๋อมู่หานมาให้เธอ
หลินเอินเอินอมยิ้ม เธอพูดขึ้นมาว่า “อ้าวพี่สาว ทำไมออกจากโรงพยาบาลเร็วจังเลยล่ะคะ? นอนอยู่ตั้งสามปี นี่พี่สามารถลงเดินบนพื้นได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย? การแพทย์เขาน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ เลยนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้คนรอบ ๆ ต่างก็มองมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
สีหน้าของหลินโหยวชิงในตอนนี้ดูเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็สามารถทำใจให้สงบลงได้อย่างรวดเร็ว เธอมองไปที่ป๋อมู่หาน แล้วก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานว่า “หมอบอกว่าต้องขอบคุณมู่หาน ที่เขาคอยดูแลฉันอย่างระมัดระวังมาตลอดสามปีที่ผ่านมา เป็นเพราะเขาไม่เคยย่อท้อเลยที่จะทำให้ฉันฟื้นขึ้นมาให้ได้ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมฉันถึงได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้”
หลินเอินเอินอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ป๋อมู่หาน ริมฝีปากสีแดงของเธอโค้งขึ้น แล้วเธอก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันไม่รู้มาก่อนเลยนะคะว่า อดีตสามีของฉันสามารถสร้างปาฏิหาริย์ทางการแพทย์ได้ด้วย! การที่ไม่ได้เรียนแพทย์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการแพทย์เลยนะเนี่ย!”
คนที่สอดรู้สอดเห็นที่กำลังมองมาที่พวกเขาตั้งแต่แรก เมื่อได้ยินดังนั้น ในหัวของพวกเขาก็มีละคนฉากใหญ่ผุดขึ้นมาทันที พวกเขาต่างก็หันไปมองหน้ากัน แล้วก็เริ่มกระซิบกระซาบกันขึ้นมา
“อดีตสามีงั้นเหรอ? ผู้หญิงที่ใส่ชุดกระโปรงสีขาวคนนั้นคือมือที่สามเหรอเนี่ย? แถมยังเป็นญาติของเมียหลวงด้วยเนี่ยนะ?”
“สุดยอดไปเลย ช่างมั่วดีจริง ๆ !”
“ยังจะมีหน้ามาอวดต่อหน้าเมียหลวงอีกเนี่ยนะ? ไร้ยางอายจริง ๆ เลย!”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าของป๋อมู่หานก็เปลี่ยนไปเป็นเย็นชาทันที “หลินเอินเอิน ที่คุณยุ่งวุ่นวายไม่หยุดแบบนี้ ตอนนี้คุณกำลังคงคิดที่จะใช้กลอุบายแกล้งปล่อยแล้วให้มาติดกับอีกสินะ? ถ้าคุณมาปรากฏตัวต่อหน้าผมอีกล่ะก็ คุณก็อย่าหาว่าผมทำอะไรไม่เกรงใจคุณก็แล้วกันนะ! !”
หลินเอินเอินข่มความโกรธเอาไว้ในใจ เธอพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เกรงใจงั้นเหรอ? คุณป๋อจะไม่เกรงใจฉันได้สักแค่ไหนกันเชียว?”
เมื่อหลินโหยวชิงได้ยินเช่นนี้แล้ว ดวงตาของเธอก็สั่นไหวทันที เธอรีบมองไปที่ ป๋อมู่หานอย่างน้อยอกน้อยใจ แล้วก็พูดขึ้นว่า “หาน คุณอย่าโกรธไปเลยนะ เอินเอินอาจเข้าใจอะไรผิด คุณสองคนอย่าได้ต้องมาบาดหมางกันเพราะฉันเลยนะคะ”
หลินเอินเอินมองไปที่หลินโหยวชิงด้วยสายตาเหน็บแนม เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ลูกพี่ลูกน้องของเธอคนนี้จะแสดงเก่งขนาดนี้ วันนี้เธอรู้สึกรังเกียจหลินโหยวชิงเป็นอย่างมาก!
โดยไม่รอให้ป๋อมู่หานได้พูดขึ้นมา เธอก็พูดขึ้นมาอีกว่า “ไหน ๆ ลูกพี่ลูกน้องของฉันคนนี้เธอก็อยากจะได้ตำแหน่งคุณนายป๋อมาตั้งนานแล้ว ทำไมคุณไม่แต่งงานกับเธอซะเลยล่ะ แล้วก็บอกเธอด้วยนะว่าต่อไปอย่าส่งอะไรที่มันน่าขยะแขยงมาให้ฉันอีก”
เมื่อหลินโหยวชิงได้ยินเรื่องข้อความ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอรีบพูดขึ้นมาทันทีว่า “เอินเอิน ฉันอธิบายให้เธอฟังไปตั้งหลายครั้งแล้วนะว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายครอบครัวของเธอเลย เพียงแต่ว่าหานเขาคิดว่าที่ฉันต้องกลายมาเป็นเจ้าหญิงนิทราก็เพราะว่าฉันช่วยเขาเอาไว้ เขาก็เลยรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณฉัน ความจริงแล้วเราไม่มีอะไรกันเลยจริง ๆ นะ”
สายตาของป๋อมู่หานตอนนี้ดูเคียดแค้นมาก “ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เธอฟังมากนักหรอก เราไปกันเถอะ”
เมื่อเห็นว่าป๋อมู่หานกำลังจะพาหลินโหยวชิงไปแล้ว หลินเอินเอินจึงเอื้อมมือไปขวางเขาเอาไว้ “ไม่สู้เราไปเอาใบหย่ากันตอนนี้เลยดีมั้ย จะได้แยกย้ายกันไปแต่งงาน และก็ไม่ต้องมาเสียเวลาของกันและกัน”
หลินโหยวชิงกำมือแน่นขึ้นทันที
ป๋อมู่หานบอกเธอว่า พวกเขาหย่ากันแล้ว แล้วที่พวกเขาโต้เถียงกันมาตั้งนาน สรุปยังไม่ได้ไปเอาใบหย่าอีกเหรอเนี่ย?!
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เอินเอิน ฉันกับหานเราไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันจริง ๆ นะ แต่ถ้าเธอไม่พอใจ ต่อไปฉันไม่ติดต่อกับหานอีกแล้วก็ได้”
เธอหันหน้าไป ท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ “หาน ฉันขอโทษนะ ที่ฉันทำให้พวกคุณต้องทะเลาะกัน ฉันขอตัวก่อนนะ คุณง้อเธอดี ๆ นะ ผู้หญิงน่ะง้อง่ายจะตาย”
หลังจากพูดจบ เธอก็หันหลังจะเดินออกไปข้างนอก
สายตาที่เฉียบคมของป๋อมู่หานจ้องมองมายังใบหน้าของหลินเอินเอินด้วยตาเขม็ง เขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นเป็นอย่างมากว่า “ตอนนี้ผมไม่ว่าง เดี๋ยวผู้ช่วยของผมจะติดต่อคุณไป คุณเตรียมตัวไว้ให้พร้อมก็แล้วกัน”
พอพูดจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินตามออกไปทันที
ซูเหมี่ยวที่ยืนอยู่ตรงที่เดิม พูดขึ้นมาด้วยสายตาที่เย็นชาเป็นอย่างมาก “เอินเอิน! คุณตัดสินใจถูกแล้วล่ะที่หย่า ผู้ชายเลว ๆ แบบนี้ ไม่คู่ควรกับคุณเลยสักนิด”
ไอริส ทำไมต้องมาทนทุกข์ใจกับความขมขื่นแบบนี้ด้วย!
เมื่อกี้นี้เพราะมันเป็นเรื่องภายในครอบครัว เธอจึงไม่อยากเข้าไปแทรกแซงอะไร แต่เธอก็ยังโกรธมากจนแทบอยากจะต่อยหลินโหยวชิงสักยก!!
ช่างเป็นคนที่ตีสองหน้าเก่งจริง ๆ เลย!
“พี่ซู เมื่อกี้นี้พี่บอกว่า ถ้าป๋อมู่หานแพ้คดีนี้ เขาจะต้องจ่ายเงินหลายหมื่นล้านเลยใช่มั้ย?”
ซูเหมี่ยวที่ยังจมอยู่กับความโมโหหลินโหยวชิงไม่หาย เมื่อได้ยินเช่นนี้ เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลย “ใช่แล้ว ทำไมเหรอ?”
หลินเอินเอินมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาของเธอดูนิ่งสงบมาก “พี่ซู ติดต่อฟู่จิงเหนียนไปหน่อย แล้วก็เตรียมเริ่มงานได้เลย”
ซูเหมี่ยวเอามือปิดปากด้วยความตกใจ “นี่คุณ...... คงไม่ใช่เพราะแรงแค้นจากความรัก ก็เลยอยากจะแก้แค้นหรอกใช่มั้ย?”
หลินเอินเอินเผยรอยยิ้มออกมา แม้ว่าปากของเธอกำลังยิ้มอยู่ “ฉันแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออก ฉันแค่ชอบคดีนี้เฉย ๆ ”
เธอชอบคดีที่ท้าทายมาโดยตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อเธอหย่าแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องเห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น
ซูเหมี่ยวยังไม่สามารถดึงสติกลับมาได้ เธอถามขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูสับสนเป็นอย่างมาก “แต่คุณ... ทำไมคุณถึงช่วยฟู่จิงเหนียนล่ะ คุณคือคุณนายป๋อนะ ก่อนหน้านี้คุณเคยรักป๋อมู่หานมากขนาดนั้น เคยทำอะไรเพื่อเขาตั้งหลายอย่าง....... ”
หลินเอินเอินพูดตัดบทซูเหมี่ยวขึ้นมา น้ำเสียงของเธอค่อนข้างจริงจังพอสมควร “ก็พี่บอกเองไม่ใช่เหรอว่า มันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว อีกอย่าง เดี๋ยวฉันก็หย่าแล้วด้วย”
“จะหย่าจริงเหรอ? !”
“อื้ม” น้ำเสียงของหลินเอินเอินหนักแน่นมาก “ในเมื่อฉันเลือกที่จะรับคดีนี้แล้ว ฉันก็ไม่มีทางที่จะทำเป็นเรื่องเล่น ๆ เด็ดขาด”
ซูเหมี่ยวพยักหน้าทั้งที่ยังสงสัยอยู่ แล้วทันใดนั้น เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง ก่อนหน้านี้คุณสามารถเข้าร่วมการพิจารณาคดีจากทางไกลได้ แต่ในกรณีนี้ ฟู่จิงเหนียนเขาต้องการเจอคุณ...... แล้วถ้าคุณฟู่เกิดรู้ตัวตนของคุณนายป๋อของคุณขึ้นมา เกรงว่าเขาอาจจะไม่ไว้ใจคุณได้......”
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง”
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเธอ ซูเหมี่ยวก็พยักหน้า “งั้นก็ดี เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องอื่น ๆ เอง ส่วนทางด้านคนที่รับผิดชอบทางด้านกฎหมายของเขานั้น คุณก็รู้จัก เขาคือหลินเฟิง รุ่นพี่ตอนเรียนของคุณนั่นแหละ คิดว่าการพูดคุยน่าจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น”
เมื่อซูเหมี่ยวเห็นว่าหลินเอินเอินดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อนมาก เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจกับหลินเอินเอินจากใจจริง แล้วเธอก็ควงแขนของหลินเอินเอินเอาไว้
“เอินเอิน ไปบ้านฉันสิ วันนี้ฉันจะทำอาหารให้คุณกินเอง มาฉลองที่คุณหลุดพ้นจากความทุกข์ระทมนี้กันเถอะ!”
ทั้งสองเดินออกจากร้านกาแฟไปด้วยรอยยิ้ม ในรถที่อยู่ไม่ไกล พอป๋อมู่หานเห็นทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกัน อากาศรอบ ๆ ตัวเขาก็เย็นยะเยือกขึ้นมาจนแทบจะทำให้คนแข็งตายได้เลย!
หลินเอินเอิน นี่คุณกำลังเล่นกลอุบายอะไรอยู่กันนะ?
หลังจากทานอาหารที่บ้านของซูเหมี่ยวเสร็จ พวกเธอก็พูดคุยกันอยู่สักพัก หารือกันเกี่ยวกับเรื่องคดี จากนั้นหลินเอินเอินก็กลับบ้านไป
ซึ่งทันทีที่เธอกลับมาถึงวิลล่า คนรับใช้ก็เข้ามาบอกกับเธอว่า “คุณหนูครับ พวกเราได้ดูกล้องวงจรปิด ดูเหมือนจะมีคนตามคุณกลับมาด้วยครับ”