หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ผ่านมาสิบปีแล้ว ตอนที่เธอพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนไม่น้อยเลย แต่อิ้งหานเหนียนกลับเป็นคนรับผิดชอบให้เธอทั้งหมดทั้งที่เขาเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเธอ ควรเป็นเธอต่างหากที่ต้องรับผิดชอบต่อเขา แต่เขากลับสั่งให้หมอที่โรงพยาบาลดูแลเธอเป็นอย่างดี และยังหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาแผลเป็นบนใบหน้าของเธอด้วย แต่เธอเองที่ปฏิเสธที่จะรับการรักษาเพราะเธอจะเก็บรอยแผลนี้ไว้เตือนสติว่าเธอเป็นหนี้บุญคุณของเขา
"เชอะ! ยัยอัปลักษณ์นั่นได้คะแนนเต็มอีกแล้ว"
"นั่นสิ รู้อย่างนี้ตอนทำงานกลุ่มไปอยู่ด้วยก็ดี"
นี้คือสิ่งที่เธอได้ยินมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา จากตัวซวยก็กลายมาเป็นยัยอัปลักษณ์ซึ่งเธอรู้ดีว่าหลังจากที่ปฏิเสธการรักษาใบหน้าของตัวเองเธอต้องเจอกับชะตากรรมอย่างนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เธอต้องทนอีกแค่เพียงสองปีเท่านั้นเธอก็จะจบแล้ว เมื่อจบเธอจะเอาความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดเข้าไปทำงานในบริษัทอิ้งเหนียนให้ได้ นี้คือก้าวแรกของการตอบแทนพระคุณของเธอ เธอรู้ดีว่าจากที่จะเข้าไปบริษัทใหญ่อย่างนั้นต้องมีความรู้และความสามารถจริงๆ คนธรรมดาที่เพิ่งจะจบใหม่น้อยมากที่จะเข้าไปทำงานได้ เธอจริงตั้งใจเรียนอย่างหนักและศึกษาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าวิชาไหนก็ได้คะแนนเต็มทุกวิชา เธอจะต้องกลายเป็นนักออกแบบเครื่องเพชรให้บริษัท อิ้งเหนียนให้ได้
"รู้มั้ยว่ายัยนั่นเล็งบริษัทอิ้งเหนียนไว้ล่ะ"
"ถึงจะฉลาดแต่หน้าตาอย่างงั้นไม่มีใครรับเข้าทำงานหรอก"
"ใช่ ฉันได้ยินว่าเหมยลี่พ่อของเธอเป็นหุ้นส่วนอยู่ที่อิ้งเหนียนด้วยนี่น่า อย่างนี้เธอก็มีโอกาสได้ไปทำงานที่นั่นน่ะสิ"
"มันก็แน่นอนอยู่แล้ว อีกอย่างฉันกับพี่อิ้งเหนียนเราก็สนิทกันเลยนะ"
"พี่อิ้งเหนียนที่เธอหมายถึง คือประธานคนปัจจุบันของอิ้งเหนียนเหรอ"
"ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว นอกจากฉันจะมีสิทธิได้เข้าไปทำงานที่นั่นแล้ว ยังมีสิทธิที่จะได้เป็นนายหญิงอิ้งอีกด้วยนะขอบอก"
"ว้าว ถ้าเป็นจริงเธออย่างลืมพวกเรานะเหมยลี่"
เมื่อเหมยลี่พูดจบ เพื่อนๆ ของเธอก็ต่างเอาอกเอาใจเธอเสียยกใหญ่ ที่เธอพูดออกมานั้นล้วนแต่เป็นเรื่องโกหกที่เธอแต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น พ่อของเธอไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทอิ้งเหนียนแต่อย่างไร แต่กลับเป็นแค่พนักงานจนๆ กินเงินเดินคนหนึ่งที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทเท่านั้น ที่เห็นเธอใช้ของแพงๆ ล้วนแต่เป็นของก็อปเกรดเอทั้งนั้น เพื่อให้เธอดูเป็นลูกคุณหนูและมีคนอยากคบหาด้วยก็เท่านั้น
"เพ่ยเพ่ยเธอเก่งมากเลย คราวหลังมาช่วยติวฉันหน่อยสิ"
"เอ่อ..." นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาคุยด้วยกับเธอและชมว่าเธอเก่ง แถมยังเป็นเดือนของคณะอีกต่างหาก เธอเลยรู้สึกเกร็งๆ จนไม่รู้จะตอบกลับยังไงกับคนตรงหน้าดี ลู่ถิงวี่แอบมองหน้าซีกขวาของเธอที่ไม่มีผมปิดใบหน้าหน้าไว้เหมือนซีกซ้าย มองดูแล้วเธอจัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่งดงามคนหนึ่งก็ว่าได้ แถมยังเรียนเก่งและมารยาทดี เขารู้สึกชอบเธอมานานแล้วแต่ไม่กล้าจะมาคุยด้วยเพราะดูเธอค่อนข้างตื่นกลัวกับคนรอบข้าง
"ว่าไงจะติวให้มั้ย" เขาถามเธอย้ำอีกครั้ง
"นายเก่งอยู่แล้ว ยังจะให้ฉันติวอะไรให้อีกเหรอ"
"เก่งเหรอ ฉันยังตอบผิดเลยไม่ได้เต็มแบบเธอ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเก่งหรอก"
"ขอโทษนะ แต่ฉันต้องทำงานพิเศษไม่มีเวลาติวให้นายหรอก ขอตัวก่อนนะ"
หลินเพ่ยเพ่ยพูดจบก็รีบลุกหนีลู่ถิงวี่ไป เหตุผลที่เธอบอกเขาไปก็จริงอยู่แต่ที่ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากมีปัญหากับผู้หญิงที่ชอบลู่ถิงวี่มากกว่า เธอแค่อยากอยู่เงียบๆ ตนเดียวไปจนเรียนจบก็เท่านั้นเอง
"มาเร็วเพ่ยเพ่ยลูกค้าเต็มร้านแล้วเนี่ย"
เพื่อนร่วมงานของเธอเมื่อเห็นเธอก็เข้ามาเร่งเธอ เธอจึงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและหยิบหน้ากากขึ้นมาสวม ร้านแห่งนี้เป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ที่นี่เป็นที่เดียวที่เธอสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกลัวใครเห็นใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตัวเอง เพราะสาวเสิร์ฟจะใส่หน้ากากแต่ละแบบที่แตกต่างกัน ด้วยที่ใบหน้าซีกซ้ายของเธอนั้นมีแผลเป็น เธอเลยเลือกหน้ากากที่ปิดใบหน้าฉีกซ้ายเอาไว้แล้วเปิดเพียงใบหน้าซีกขวาเอาไว้เท่านั้น ทำให้เธอดูเป็นสาวสวยที่น่าค้นหายิ่งนักว่าใบหน้าซีกซ้ายของเธอนั้นจะงดงามเหมือนซีกขวาหรือไม่
"เพ่ยเพ่ยเข้าไปเสิร์ฟที่โต๊ะวีไอพีนะ แล้วอยู่ในห้องนั้นรอบริการเขา เขาสั่งให้เธอทำอะไรก็ต้องทำ เข้าใจมั้ย"
"บริการ? " หลินเพ่ยเพ่ยถามเขากลับ โดยปกติเขาไม่ได้เข้มงวดแบบนี้เสียหน่อย แขกในวันนี้เป็นใครกันแน่นะ หลินเพ่ยเพ่ยเริ่มสงสัย
"ก็แค่ก็รินเหล้าให้พวกเขา ถ้าพวกเขาจะสั่งอะไรเพิ่มก็จัดการให้เขา"
"ได้ค่ะ" หลินเพ่ยเพ่ยตอบรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ได้ก็ไปทำสิ จะมัวแต่ยืนทำอะไรอยู่"
หลินเพ่ยเพ่ยรีบทำตามที่ผู้จัดการสั่ง เธอเข้าไปห้องวีไอพีและเสิร์ฟอาหารทุกอย่างเสร็จก็ยืนรอให้บริการอยู่ห่างๆ
ภายในห้องตอนนี้ค่อยค่อนข้างที่จะเคร่งเครียด ก็ผู้ที่อีกฝ่ายกำลังคุยธุรกิจอยู่ก็คือ...อิ้งหานเหนียนไงล่ะ ตอนแรกที่เธอเห็นเขาก็แทบจะทำตัวไม่ถูก ในที่สุดเธอก็มีโอกาสได้เจอเขาเสียที
"คุณชายอิ้งครับ ผมรับรองว่าถ้าร่วมประมูลครั้งนี้คุณจะได้เพชรน้ำงามกลับไปอย่างแน่นอน"
"ผมไม่สนใจ เพราะเพชรที่ผมมีอยู่น้ำงามกว่าเยอะ"
"คุณชายอิ้งยังไม่เห็นกับตาจะรู้ได้อย่างไร ผมมีข้อเสนออีกอย่าง..." ชายแก่คนนั้นเหลือบไปทางหลินเพ่ยเพ่ย ก่อนจะเรียกเธอให้มาหาเขา
"มีอะไรให้ดิฉันรับใช้ค่ะ" หลินเพ่ยเพ่ยเดินเข้าไปแล้วพูดจานอบน้อมต่อชายแก่ตรงหน้า
ถึงจะมองออกว่าสายตาของเขามองมาอย่างไม่เป็นมิตรนักแต่ในตอนนี้อยู่ในเวลางานเธอจะต้องทำตามหน้าที่ไม่สามารถเลี่ยงได้
"ผู้หญิงคนนี้ทำงานอยู่ที่นี่มานาน และเธอก็เป็นที่พอใจของลูกค้า ผมสนิทกับเจ้าของร้าน...และคืนนี้เธอจะเป็นของคุณชายอิ้ง"
หลินเพ่ยเพ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เผลอปัดแก้วเหล้าที่อยู่ใกล้มือใส่ชายแก่คนนั้น
"ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ตั้งใจ" หลินเพ่ยเพ่ยรีบขอโทษแขกในทันทีเมื่อได้สติกลับคืนมา
"ยัยบ้า! หมดกันชุดฉัน"
"ขอโทษค่ะ ขอโทษ..." หลินเพ่ยเพ่ยเอาแต่พูดขอโทษชายแก่คนนั้นไม่หยุดเพื่อให้เขาให้อภัยเธอ
อิ้งหานเหนียนที่อยู่ใกล้และมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ก็พูดขึ้นมาที่ช่วยกู้สถานการณ์ให้กับเธอในทันทีอย่างที่เธอคาดไม่ถึงมาก่อน
"คิดว่าแค่ส่งผู้หญิงคนเดียวมาขึ้นเตียงผม..." อิ้งหานเหนียนเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ
"แล้วสามารถทำให้ผมพอใจได้จนต้องไปร่วมงานประมูลเครื่องเพชรของคุณได้รึไงกัน และอีกอย่างนะก็เห็นอยู่ว่าผู้หญิงคนนี้ถูกพวกคุณบังคับมา แล้วยังจะให้ผมรับเธอไว้อีกเหรอ"
"เอ่อคือ...เธอบอกไปสิ ว่าเธอเต็มใจขึ้นเตียงกับคุณชายอิ้งเอง พวกเราไม่ได้บังคับเธอเลย"
"ดิฉันไม่ทราบเรื่องนี้จริงๆ ค่ะ ผู้จัดการสั่งแค่ว่าให้มาบริการพวกคุณอย่างดีห้ามขัดใจ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ไปได้ คุณชายอิ้งโปรดเมตตาด้วย..."
มีวิธีอื่นทั้งมากมายที่สามารถแทบพระคุณของเขาได้ แต่ต้องไม่ใช่วิธีนี้อย่างแน่นอน เธอจะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของพวกคนโลภอย่างแน่นอน ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะมองเธอเป็นผู้หญิงอย่างไรกัน
"แน่นอนว่าฉันต้องให้ความเป็นธรรมแก่เด็กในปกครองของตัวเองอยู่แล้ว" อิ้งหานเหนียนพูด
"เด็กในปกครอง?" หลินเพ่ยเพ่ยพูดออกมาอย่างงงๆ
"คุณชายอิ้งหมายความว่าอย่างไรกัน เด็กคนนี้เป็นเด็กในปกครองของคุณชายได้อย่างไงกัน"
"เด็กคนนี้เป็นเด็กที่ฉันเลี้ยงดูไว้อย่างลับๆ น่ะ แล้วถ้าใครมาบังอาจรังแกเธอละก็...ก็เท่ากับว่ามารังแกฉันด้วยเช่นเดียวกัน"
อิ้งหานเหนียนพูดน้ำเสียงเย็นยะเยือก จนทำให้ชายแก่ตรงหน้าตัวสั่นด้วยความกลัว รีบขอโทษแทบไม่ทัน
"ผมขอโทษครับ ไม่ทราบจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเด็กของคุณชายอิ้ง"
"ผมไม่รับคำขอโทษ เอาตัวมันออกไป"
"ไม่นะครับ ผมผิดไปแล้ว" ชายแก่โดนลูกน้องของอิ้งหานเหนียนหิ้วออกไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งภาพแบบนี้มักจะมีให้เห็นบ่อยๆ น้อยคนที่กล้าจะมาคุยธุรกิจกับเขา เพราะส่วนมากจะเป็นอย่างเช่นที่เห็น เมื่อทุกอย่างสงบภายในห้องจึงกลับมาเงียบและมีเพียงแค่อิ้งหานเหนียนและหลินเพ่ยเพ่ยเท่านั้น
"เงินที่ฉันให้ไปไม่พอใช้หรือไงกัน ถึงได้ต้องออกมาหางานทำเพิ่มอย่างนี้ให้เหนื่อยอีก"
"เงิน? คุณเป็นคนที่คอยเลี้ยงดูหนูมาตลอดเลยเหรอคะ"
เมื่อพูดถึงเงินทำให้หลินเพ่ยเพ่ยนึกถึงเงินที่เธอได้รับมาตลอดเป็นระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะเป็นเขา
"อื้ม" เขาตอบ
"ที่จริงมันเยอะมากจนจ่ายไม่หมดค่ะ แต่หนูคิดว่าในอนาคตถ้ามีเงินที่ตัวเองเก็บไว้เองจะดีกว่าค่ะ เพราะจะหวังเงินจากคนอื่นอย่างเดียวก็ไม่ได้ค่ะ"
"เธอคิดว่าฉันจะเลิกเลี้ยงดูเธอหรือไงกัน หรือคิดว่าฉันอายุสั้นเลยตายเร็วจึงไม่สามารถเลี้ยงดูเธอต่อได้สินะ"
"ไม่ใช่นะคะ! หนูไม่รู้มาก่อนว่าเป็นคุณ เพราะหนูคิดว่าเป็นคนอื่นมาตลอด"
"คิดว่าเป็นคนอื่น? " อิ้งหานเหนียนรู้สึกไม่ชอบใจกับคำตอบของหลินเพ่ยเพ่ย เขาอุตส่าห์แอบเลี้ยงดูเธอมาทั้งสิบปี แต่เธอกลับคิดว่าเป็นคนอื่นได้ไงกัน
เขาสู้อุตส่าห์ขัดใจพ่อของตัวเองแอบส่งเสียเธอจนมาถึงทุกวันนี้ เพื่อให้เธอคิดว่าคนอื่นเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาเนี่ยนะ คิดแล้วมันก็ช่างน้อยใจ