หลินเพ่ยเพ่ยสาวน้อยอายุสิบขวบที่อาศัยอยู่สถานสงเคราะห์มาตั้งแต่เด็ก เธอเป็นสาวน้อยที่หน้าตาน่ารักและสวยงามมากคนหนึ่ง แต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกคนใจร้ายนำมาทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์แห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นทารกแรกเกิด
ที่ผ่านมามีคนต้องการที่จะอุปการะเธอไปเลี้ยงดูอยู่แล้วหลายคน แต่พอถึงวันที่จะมารับตัวเธอไปนั้นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นทุกครั้ง เลยทำให้พวกเขาคิดว่าเธอเป็นนั้นตัวซวย พอหลายครั้งเข้าทำให้ไม่มีใครกล้ามาอุปการะเธออีกเลย เด็กน้อยหลินเพ่ยเพ่ยจึงจำต้องอยู่สถานที่นี้ต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ มองดูเพื่อนๆ ของเธอถูกอุปการะไปคนแล้วคนเล่า
"เพ่ยเพ่ยเธออยู่ไหน" หลันอี้เรียกหาหลินเพ่ยเพ่ย เธอเป็นคุณครูที่คอยสอนและช่วยดูแลเด็กๆ อยู่ที่สถานสงเคราะห์แห่งนี้มานาน วันนี้อิ้งหานตี้มาเฟียใหญ่ของเมือง A พร้อมกับอิ้งหานเหนียนลูกชายเพียงคนเดียวของเขามาที่นี่เพื่อมาทำบุญกับเด็กๆ เนื่องในวันครบรอบวันเกิดสิบแปดปีของอิ้งหานเหนียนลูกของเขา
"หนูอยู่นี่คะ"
"มาหลบอยู่นี่เอง ทำไมถึงไม่ออกไปรับของกินอีกล่ะ"
"หนูไม่กล้าออกไปค่ะ หนูมันตัวซวย"
สาวน้อยหลินเพ่ยเพ่ยโดนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอิจฉาในความสวยของเธอ พวกเขาจึงเอาเรื่องที่เธอเป็นตัวซวยมาล้อกับเธอ ทำให้เธอกลายเป็นเด็กที่ไม่เข้าหาใครและไม่ค่อยพูดจากับใคร ซึ่งเป็นเรื่องที่หลันอี้กังวลใจเป็นอย่างมาก
"เรื่องนี้หนูไม่ต้องคิดมากนะเพ่ยเพ่ย มีครูอยู่ทั้งคนต่อไปใครกล้ามาว่าเธอให้มาบอกครู ครูจะให้ความเป็นธรรมแก่เธอเอง"
"......."
"เอาล่ะๆ ออกกันไปเถอะได้เวลาทานข้าวเที่ยงแล้ว"
เมื่อหลันอี้เห็นว่าหลินเพ่ยเพ่ยยังคงนิ่งอยู่ จึงจับมือน้อยๆ ของเธอจะพาเธอเดินออกไป ตอนนี้คนใช้บ้านตระกูลอิ้งกำลังแจกจ่ายอาหารเที่ยงให้กับเด็กอยู่
"ยืนเข้าแถวตรงนี้แล้วรอรับอาหารเที่ยงนะ ครูต้องไปดูแลส่วนอื่นก่อน"
หลันอี้บอกกับหลินเพ่ยเพ่ยก่อนที่เธอจะไป แต่พอหลินเพ่ยเพ่ยอยู่คนเดียวเธอกลับโดนเพื่อนๆ แกล้งเบียดเธอจนเธอล้มลงไปกับพื้น ถึงเธอจะเจ็บมากแต่ก็ต้องทนไว้
"ยัยเพ่ยเพ่ยตัวซวย แกกล้ามากนะที่ออกมาเสนอหน้า"
"ใช่ พวกเราอย่าไปเข้าใกล้มันนะ เดี๋ยวจะตายเอาได้"
"นั่นสิ ใครที่จะเอามันไปเลี้ยงก็ตายหมดทุกคนเลยนี่ ตัวซวยชัดๆ "
หลินเพ่ยเพ่ยเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งร้องไห้ออกไป พวกเด็กเหล่านั้นก็พากันหัวเราะอย่างสะใจที่ได้เห็นหลินเพ่ยเพ่ยวิ่งร้องไห้ออกไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในสายตาของอิ้งหานเหนียนทั้งหมด ชายหนุ่มรู้สึกไม่ชอบใจจึงเดินไปสั่งคนรับใช้ว่าห้ามให้ข้าวเที่ยงแก่สามสาวด้านหลังเป็นเด็ดขาด แม้แค่ข้าวเม็ดเดียวก็ห้ามให้
หลินเพ่ยเพ่ยเข้าไปหลบอยู่ในห้องเก็บของ ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่หลบภัยสำหรับเธอ งานเลี้ยงเริ่มจัดขึ้นเรื่อยๆ อิ้งหานเหนียนสั่งคนให้ออกไปตามหาหลินเพ่ยเพ่ยแต่ก็ไม่พบ สามสาวที่โดนคาดโทษไว้ก็ได้แต่แค้นใจ เป็นเพราะหลินเพ่ยเพ่ยพวกเธอจึงโดนทำโทษให้อดข้าวเที่ยงที่แสนอร่อยไป พวกเธอรู้ดีว่าหลินเพ่ยเพ่ยนั้นต้องหลบอยู่ในห้องเก็บของ แต่ก็ไม่มีใครบอกไปในเมื่อพวกเธอทั้งสามคนไม่ได้กินข้าวเที่ยงก็อย่างหวังว่าหลินเพ่ยเพ่ยจะได้กินด้วยเช่นกัน
"พวกเธอทำเกินไปแล้วนะ ครูบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่างพูดแบบนั้นกับเพ่ยเพ่ย"
"พวกหนูพูดตามความจริงมันผิดด้วยเหรอคะ"
"เสี่ยวอี้! ถ้ากลับกันคนที่ถูกว่าเป็นเธอล่ะ เธอจะรู้สึกอย่างไร"
"ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นหรอกค่ะ อาทิตย์หน้าพ่อแม่บุญธรรมก็จะมารับหนูแล้ว ต่อไปก็จะไม่มีใครกล้ามาว่าร้ายหนูได้อีก"
เสี่ยวอี้พูดอย่างมั่นใจก็ครอบครัวที่จะมาอุปการะเธอนั้นเป็นตระกูลผู้ดีที่ร่ำรวยมากตระกูลหนึ่ง เธอเลยอดไม่ได้ที่จะพูดจาโอ้อวดออกมา เพียงแค่ได้ออกจากที่นี่ไปเธอก็จะกลายเป็นคุณหนูของตระกูลดังแล้ว
"เธอคงลืมไปสินะ ที่จริงเขาเลือกเพ่ยเพ่ยไม่ใช่เธอ ถ้าเพ่ยเพ่ยไม่ปฏิเสธละก็เธอจะมีโอกาสนี้เหรอ เธอสมควรที่จะขอบคุณเพ่ยเพ่ยด้วยซ้ำไป"
"หึ! โอกาสเหรอ บ้าสิ้นดี ยัยเพ่ยเพ่ยมันตัวซวย ใครๆ ก็รู้ว่าครอบครัวไหนคิดจะอุปการะยัยนั่นก็ล้วนแต่มีคนตายเกิดขึ้น เขาได้หนูไปแทนก็ถือไว้โชคดีที่ครอบครัวของเขาจะได้ไม่มีใครตาย"
"เสี่ยวอี้! การเกิดแก่เจ็บตายไม่ล้วนเกิดขึ้นเอง และเป็นสิ่งที่ใครก็ห้ามไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเพ่ยเพ่ยเลย"
"แย่แล้วครับ ไฟไหม้ห้องเก็บของ! "
ในระหว่างที่นั้นมีคนตะโกนว่าไฟไหม้ห้องเก็บของก็ดังขึ้น ทุกคนต่างพากันตกใจไม่คิดว่าไฟจะไหม้ได้ ไฟไหม้ได้อย่างไงกัน ทางฝั่งของหลินเพ่ยเพ่ยที่นอนหลับไปเพราะร้องไห้อย่างหนัก ตื่นขึ้นมาก็เจอว่าไฟไหม้ห้องเก็บของแล้ว เธอพยายามจะออกไปแต่ก็ไม่มีทางออกไปได้เลยตอนนี้ไปมันล้อมรอบเธอ ควันไฟก็เข้าทั้งตาและจมูกของเธอจนเธอเริ่มหายใจไม่ออกล้มลงไปกับพื้นอย่างสิ้นหวัง นี้เธอจะตายแล้วจริงๆ เหรอชีวิตเธอยังไม่เจอกับความสุขเลยนะ แม้แต่พ่อแม่เป็นใครเธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำไป
"เด็กๆ หลบไปที่ปลอดภัยก่อนเร็ว ใช่แล้วมีใครเจอเพ่ยเพ่ยแล้วหรือยัง อย่าบอกนะว่าเพ่ยเพ่ยอยู่ในห้องเก็บของน่ะ"
หลันอี้มัวแต่จัดการกับเสี่ยวอี้อยู่จนเกิดเหตุไฟไหม้ ก็ลืมนึกไปว่าหลินเพ่ยเพ่ยชอบไปหลบอยู่ในห้องเก็บของ ยิ่งตอนนี้ไฟไหม้เธอไม่อยากจะคิดเลยว่าหลินเพ่ยเพ่ยจะเป็นอย่างไรบ้าง
"ว่าไงนะครับ คุณแน่ใจนะครับว่าเธออยู่ในนั้นจริงๆ "
อิ้งหานเหนียนถามหลันอี้ออกไปด้วยใจร้อนรน ในใจก็คิดไปว่าถ้าเด็กน้อยคนนั้นอยู่ในนั้นจริงละก็....ทันใดนั้นเขาก็วิ่งไปที่ห้องเก็บของทันที ก่อนที่จะนำผ้าห่มที่ตากอยู่ใกล้ๆ มาชุบน้ำก่อนจะเอามาคลุม แล้วถีบประตูห้องเก็บห้องเข้าไป
"นายน้อยครับ! "
"มัวทำอะไรอยู่รีบไปหาอะไรมาดับเพลิงสิ ถ้าลูกฉันเป็นอะไรไปพวกแกตาย! "
อิ้งหานตี้รู้สึกตกใจเล็กน้อยที่ลูกชายอย่างอิ้งหานเหนียนเข้าไปช่วยเด็กคนหนึ่งอย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้ เดิมทีนิสัยของลูกชายคนนี้เป็นคนที่เย็นชาและไม่ยุ่งวุ่นวายกับคนอื่น
"ครับนายใหญ่ เอาเร็วรีบไปให้อะไรมาดับเพลิง"
อิ้งหานเหนียนลุยไฟไปก็พบกับหลินเพ่ยเพ่ยนอนกรีดร้องอยู่บนพื้น ใบหน้าของเธอโดนไฟลุกไปซีกหน้า เขาจึงวิ่งเข้าไปช่วยเธอใช้ผ้าผืนนั้นดับไฟให้เธอ จังหวะนั้นเขาเองก็โดนไฟคลอกเข้าที่หลังด้วยเช่นกัน ยังดีที่เขาถอดเสื้อนอกทันไฟจึงโดนไฟคลอกไปเพียงเล็กน้อย
"เด็กน้อยไม่เป็นไรแล้ว ฉันจะพาเธอออกไปเอง"
อี้หานเหนียนพูดกับหลินเพ่ยเพ่ย แต่ตอนนี้สายตาเธอพร่ามัวนักจึงไม่สามารถเห็นหน้าเขาได้ชัดเจน ในทันใดนั้นสติของเธอนั้นก็ดับวูบไปมารู้สึกตัวอีกทีก็สามวันให้หลังจากนั้น ตอนนี้เธออยู่โรงพยาบาลใบหน้าถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผล
"ตื่นแล้วเหรอเพ่ยเพ่ย หนูเจ็บตรงไหนบ้าง ครูจะได้ไปตามหมอมาให้ดูอาการ"
"หนูไม่เจ็บ...หนูรอดมาได้ไงคะ"
"นายน้อยอิ้งหานเหนียนช่วยหนูออกมาน่ะสิ ตอนนี้เขาก็ได้รับบาดเจ็บและก็รักษาตัวอยู่ที่นี่เหมือนกันนะ"
"จริงเหรอคะ! เพราะหนูอีกแล้วหนูมันตัวซวยที่นั่นเลยไฟไหม้ เขาเลยได้รับบาดเจ็บ..."
หลินเพ่ยเพ่ยพูดไปร้องไห้ไป เหตุการณ์นี้มันทำให้เธอคิดว่าเธอคือตัวซวยจริงๆ และนี้ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อแม่ของเธอไม่ต้องการเธอจึงเอาเธอมาทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์ก็ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นจะมีเหตุผลอะไรที่พ่อแม่จะทิ้งลูกของตัวเองได้ล่ะ
"ไม่เอาอย่าโทษตัวเองเลยเด็กน้อย ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นอุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอกนะ"
"ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้างคะ"
"เท่าที่ครูรู้มาก็ปลอดภัยดีจ้ะ แค่มีบาดแผลที่โดนไฟคลอกที่ด้านหลังเล็กน้อยก็เท่านั้นเอง"
"หนูสามารถเยี่ยมเขาได้มั้ยคะ"
"เห็นทีจะยากจ้ะ นายใหญ่อิ้งหานตี้โกรธพวกเรามาก แต่ดีที่นายน้อยห้ามไว้เลยไม่เอาเรื่องกับพวกเรา เราเลยได้แค่ทำตัวอยู่เฉยๆ อย่างเงียบๆ ถึงอยากจะไปเยี่ยมก็คงจะยาก เพราะมีคนเฝ้าอยู่เยอะแยะ คนที่จะเข้าไปได้ก็มีแค่หมอและพยาบาลบางคนเท่านั้นเอง"
"อย่างนั้นเหรอคะ แล้วหนูจะขอบคุณเขาอย่างไรดี"
"หนูไม่ต้องกังวลวันนี้ไม่ได้ขอบคุณ วันหน้ายังมีโอกาสตราบใดที่หนูยังมีชีวิตอยู่สักวันหนึ่งคงได้ตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ของเขาอย่างแน่นอน"
"ค่ะ หนูจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้ของเขาอย่างแน่นอน วันข้างหน้าหนูจะตอบแทนบุญคุณของเขาไม่ว่าจะแลกด้วยชีวิตหนูทั้งชีวิตหนูก็ยอมค่ะ"
หลินเพ่ยเพ่ยให้สัญญาไว้กับตัวเองไม่ว่าอย่างไรก็ตามอิ้งหานเหนียนคนคนนี้คือผู้มีพระคุณของเธอที่ต้องตอบแทนพระคุณให้ได้ หลังจากนั้นเธอก็ได้พักรักษาตัวอยู่นานที่โรงพยาบาลกินเวลาไปหลายเดือน เนื่องจากแผลที่ใบหน้าของเธอนั้นได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง และทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบหน้าของเธอด้วย
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ผ่านมาสิบปีแล้ว ตอนที่เธอพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนไม่น้อยเลย แต่อิ้งหานเหนียนกลับเป็นคนรับผิดชอบให้เธอทั้งหมดทั้งที่เขาเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเธอ ควรเป็นเธอต่างหากที่ต้องรับผิดชอบต่อเขา แต่เขากลับสั่งให้หมอที่โรงพยาบาลดูแลเธอเป็นอย่างดี และยังหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาแผลเป็นบนใบหน้าของเธอด้วย แต่เธอเองที่ปฏิเสธที่จะรับการรักษาเพราะเธอจะเก็บรอยแผลนี้ไว้เตือนสติว่าเธอเป็นหนี้บุญคุณของเขา
"เชอะ! ยัยอัปลักษณ์นั่นได้คะแนนเต็มอีกแล้ว"
"นั่นสิ รู้อย่างนี้ตอนทำงานกลุ่มไปอยู่ด้วยก็ดี"
นี้คือสิ่งที่เธอได้ยินมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา จากตัวซวยก็กลายมาเป็นยัยอัปลักษณ์ซึ่งเธอรู้ดีว่าหลังจากที่ปฏิเสธการรักษาใบหน้าของตัวเองเธอต้องเจอกับชะตากรรมอย่างนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เธอต้องทนอีกแค่เพียงสองปีเท่านั้นเธอก็จะจบแล้ว เมื่อจบเธอจะเอาความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดเข้าไปทำงานในบริษัทอิ้งเหนียนให้ได้ นี้คือก้าวแรกของการตอบแทนพระคุณของเธอ เธอรู้ดีว่าจากที่จะเข้าไปบริษัทใหญ่อย่างนั้นต้องมีความรู้และความสามารถจริงๆ คนธรรมดาที่เพิ่งจะจบใหม่น้อยมากที่จะเข้าไปทำงานได้ เธอจริงตั้งใจเรียนอย่างหนักและศึกษาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าวิชาไหนก็ได้คะแนนเต็มทุกวิชา เธอจะต้องกลายเป็นนักออกแบบเครื่องเพชรให้บริษัท อิ้งเหนียนให้ได้
"รู้มั้ยว่ายัยนั่นเล็งบริษัทอิ้งเหนียนไว้ล่ะ"
"ถึงจะฉลาดแต่หน้าตาอย่างงั้นไม่มีใครรับเข้าทำงานหรอก"
"ใช่ ฉันได้ยินว่าเหมยลี่พ่อของเธอเป็นหุ้นส่วนอยู่ที่อิ้งเหนียนด้วยนี่น่า อย่างนี้เธอก็มีโอกาสได้ไปทำงานที่นั่นน่ะสิ"
"มันก็แน่นอนอยู่แล้ว อีกอย่างฉันกับพี่อิ้งเหนียนเราก็สนิทกันเลยนะ"
"พี่อิ้งเหนียนที่เธอหมายถึง คือประธานคนปัจจุบันของอิ้งเหนียนเหรอ"
"ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว นอกจากฉันจะมีสิทธิได้เข้าไปทำงานที่นั่นแล้ว ยังมีสิทธิที่จะได้เป็นนายหญิงอิ้งอีกด้วยนะขอบอก"
"ว้าว ถ้าเป็นจริงเธออย่างลืมพวกเรานะเหมยลี่"
เมื่อเหมยลี่พูดจบ เพื่อนๆ ของเธอก็ต่างเอาอกเอาใจเธอเสียยกใหญ่ ที่เธอพูดออกมานั้นล้วนแต่เป็นเรื่องโกหกที่เธอแต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น พ่อของเธอไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทอิ้งเหนียนแต่อย่างไร แต่กลับเป็นแค่พนักงานจนๆ กินเงินเดินคนหนึ่งที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทเท่านั้น ที่เห็นเธอใช้ของแพงๆ ล้วนแต่เป็นของก็อปเกรดเอทั้งนั้น เพื่อให้เธอดูเป็นลูกคุณหนูและมีคนอยากคบหาด้วยก็เท่านั้น
"เพ่ยเพ่ยเธอเก่งมากเลย คราวหลังมาช่วยติวฉันหน่อยสิ"
"เอ่อ..." นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาคุยด้วยกับเธอและชมว่าเธอเก่ง แถมยังเป็นเดือนของคณะอีกต่างหาก เธอเลยรู้สึกเกร็งๆ จนไม่รู้จะตอบกลับยังไงกับคนตรงหน้าดี ลู่ถิงวี่แอบมองหน้าซีกขวาของเธอที่ไม่มีผมปิดใบหน้าหน้าไว้เหมือนซีกซ้าย มองดูแล้วเธอจัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่งดงามคนหนึ่งก็ว่าได้ แถมยังเรียนเก่งและมารยาทดี เขารู้สึกชอบเธอมานานแล้วแต่ไม่กล้าจะมาคุยด้วยเพราะดูเธอค่อนข้างตื่นกลัวกับคนรอบข้าง
"ว่าไงจะติวให้มั้ย" เขาถามเธอย้ำอีกครั้ง
"นายเก่งอยู่แล้ว ยังจะให้ฉันติวอะไรให้อีกเหรอ"
"เก่งเหรอ ฉันยังตอบผิดเลยไม่ได้เต็มแบบเธอ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเก่งหรอก"
"ขอโทษนะ แต่ฉันต้องทำงานพิเศษไม่มีเวลาติวให้นายหรอก ขอตัวก่อนนะ"
หลินเพ่ยเพ่ยพูดจบก็รีบลุกหนีลู่ถิงวี่ไป เหตุผลที่เธอบอกเขาไปก็จริงอยู่แต่ที่ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากมีปัญหากับผู้หญิงที่ชอบลู่ถิงวี่มากกว่า เธอแค่อยากอยู่เงียบๆ ตนเดียวไปจนเรียนจบก็เท่านั้นเอง
"มาเร็วเพ่ยเพ่ยลูกค้าเต็มร้านแล้วเนี่ย"
เพื่อนร่วมงานของเธอเมื่อเห็นเธอก็เข้ามาเร่งเธอ เธอจึงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและหยิบหน้ากากขึ้นมาสวม ร้านแห่งนี้เป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ที่นี่เป็นที่เดียวที่เธอสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกลัวใครเห็นใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตัวเอง เพราะสาวเสิร์ฟจะใส่หน้ากากแต่ละแบบที่แตกต่างกัน ด้วยที่ใบหน้าซีกซ้ายของเธอนั้นมีแผลเป็น เธอเลยเลือกหน้ากากที่ปิดใบหน้าฉีกซ้ายเอาไว้แล้วเปิดเพียงใบหน้าซีกขวาเอาไว้เท่านั้น ทำให้เธอดูเป็นสาวสวยที่น่าค้นหายิ่งนักว่าใบหน้าซีกซ้ายของเธอนั้นจะงดงามเหมือนซีกขวาหรือไม่
"เพ่ยเพ่ยเข้าไปเสิร์ฟที่โต๊ะวีไอพีนะ แล้วอยู่ในห้องนั้นรอบริการเขา เขาสั่งให้เธอทำอะไรก็ต้องทำ เข้าใจมั้ย"
"บริการ? " หลินเพ่ยเพ่ยถามเขากลับ โดยปกติเขาไม่ได้เข้มงวดแบบนี้เสียหน่อย แขกในวันนี้เป็นใครกันแน่นะ หลินเพ่ยเพ่ยเริ่มสงสัย
"ก็แค่ก็รินเหล้าให้พวกเขา ถ้าพวกเขาจะสั่งอะไรเพิ่มก็จัดการให้เขา"
"ได้ค่ะ" หลินเพ่ยเพ่ยตอบรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ได้ก็ไปทำสิ จะมัวแต่ยืนทำอะไรอยู่"
หลินเพ่ยเพ่ยรีบทำตามที่ผู้จัดการสั่ง เธอเข้าไปห้องวีไอพีและเสิร์ฟอาหารทุกอย่างเสร็จก็ยืนรอให้บริการอยู่ห่างๆ
ภายในห้องตอนนี้ค่อยค่อนข้างที่จะเคร่งเครียด ก็ผู้ที่อีกฝ่ายกำลังคุยธุรกิจอยู่ก็คือ...อิ้งหานเหนียนไงล่ะ ตอนแรกที่เธอเห็นเขาก็แทบจะทำตัวไม่ถูก ในที่สุดเธอก็มีโอกาสได้เจอเขาเสียที
"คุณชายอิ้งครับ ผมรับรองว่าถ้าร่วมประมูลครั้งนี้คุณจะได้เพชรน้ำงามกลับไปอย่างแน่นอน"
"ผมไม่สนใจ เพราะเพชรที่ผมมีอยู่น้ำงามกว่าเยอะ"
"คุณชายอิ้งยังไม่เห็นกับตาจะรู้ได้อย่างไร ผมมีข้อเสนออีกอย่าง..." ชายแก่คนนั้นเหลือบไปทางหลินเพ่ยเพ่ย ก่อนจะเรียกเธอให้มาหาเขา
"มีอะไรให้ดิฉันรับใช้ค่ะ" หลินเพ่ยเพ่ยเดินเข้าไปแล้วพูดจานอบน้อมต่อชายแก่ตรงหน้า
ถึงจะมองออกว่าสายตาของเขามองมาอย่างไม่เป็นมิตรนักแต่ในตอนนี้อยู่ในเวลางานเธอจะต้องทำตามหน้าที่ไม่สามารถเลี่ยงได้
"ผู้หญิงคนนี้ทำงานอยู่ที่นี่มานาน และเธอก็เป็นที่พอใจของลูกค้า ผมสนิทกับเจ้าของร้าน...และคืนนี้เธอจะเป็นของคุณชายอิ้ง"
หลินเพ่ยเพ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เผลอปัดแก้วเหล้าที่อยู่ใกล้มือใส่ชายแก่คนนั้น
"ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ตั้งใจ" หลินเพ่ยเพ่ยรีบขอโทษแขกในทันทีเมื่อได้สติกลับคืนมา
"ยัยบ้า! หมดกันชุดฉัน"
"ขอโทษค่ะ ขอโทษ..." หลินเพ่ยเพ่ยเอาแต่พูดขอโทษชายแก่คนนั้นไม่หยุดเพื่อให้เขาให้อภัยเธอ
อิ้งหานเหนียนที่อยู่ใกล้และมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ก็พูดขึ้นมาที่ช่วยกู้สถานการณ์ให้กับเธอในทันทีอย่างที่เธอคาดไม่ถึงมาก่อน
"คิดว่าแค่ส่งผู้หญิงคนเดียวมาขึ้นเตียงผม..." อิ้งหานเหนียนเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ
"แล้วสามารถทำให้ผมพอใจได้จนต้องไปร่วมงานประมูลเครื่องเพชรของคุณได้รึไงกัน และอีกอย่างนะก็เห็นอยู่ว่าผู้หญิงคนนี้ถูกพวกคุณบังคับมา แล้วยังจะให้ผมรับเธอไว้อีกเหรอ"
"เอ่อคือ...เธอบอกไปสิ ว่าเธอเต็มใจขึ้นเตียงกับคุณชายอิ้งเอง พวกเราไม่ได้บังคับเธอเลย"
"ดิฉันไม่ทราบเรื่องนี้จริงๆ ค่ะ ผู้จัดการสั่งแค่ว่าให้มาบริการพวกคุณอย่างดีห้ามขัดใจ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ไปได้ คุณชายอิ้งโปรดเมตตาด้วย..."
มีวิธีอื่นทั้งมากมายที่สามารถแทบพระคุณของเขาได้ แต่ต้องไม่ใช่วิธีนี้อย่างแน่นอน เธอจะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของพวกคนโลภอย่างแน่นอน ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะมองเธอเป็นผู้หญิงอย่างไรกัน
"แน่นอนว่าฉันต้องให้ความเป็นธรรมแก่เด็กในปกครองของตัวเองอยู่แล้ว" อิ้งหานเหนียนพูด
"เด็กในปกครอง?" หลินเพ่ยเพ่ยพูดออกมาอย่างงงๆ
"คุณชายอิ้งหมายความว่าอย่างไรกัน เด็กคนนี้เป็นเด็กในปกครองของคุณชายได้อย่างไงกัน"
"เด็กคนนี้เป็นเด็กที่ฉันเลี้ยงดูไว้อย่างลับๆ น่ะ แล้วถ้าใครมาบังอาจรังแกเธอละก็...ก็เท่ากับว่ามารังแกฉันด้วยเช่นเดียวกัน"
อิ้งหานเหนียนพูดน้ำเสียงเย็นยะเยือก จนทำให้ชายแก่ตรงหน้าตัวสั่นด้วยความกลัว รีบขอโทษแทบไม่ทัน
"ผมขอโทษครับ ไม่ทราบจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเด็กของคุณชายอิ้ง"
"ผมไม่รับคำขอโทษ เอาตัวมันออกไป"
"ไม่นะครับ ผมผิดไปแล้ว" ชายแก่โดนลูกน้องของอิ้งหานเหนียนหิ้วออกไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งภาพแบบนี้มักจะมีให้เห็นบ่อยๆ น้อยคนที่กล้าจะมาคุยธุรกิจกับเขา เพราะส่วนมากจะเป็นอย่างเช่นที่เห็น เมื่อทุกอย่างสงบภายในห้องจึงกลับมาเงียบและมีเพียงแค่อิ้งหานเหนียนและหลินเพ่ยเพ่ยเท่านั้น
"เงินที่ฉันให้ไปไม่พอใช้หรือไงกัน ถึงได้ต้องออกมาหางานทำเพิ่มอย่างนี้ให้เหนื่อยอีก"
"เงิน? คุณเป็นคนที่คอยเลี้ยงดูหนูมาตลอดเลยเหรอคะ"
เมื่อพูดถึงเงินทำให้หลินเพ่ยเพ่ยนึกถึงเงินที่เธอได้รับมาตลอดเป็นระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะเป็นเขา
"อื้ม" เขาตอบ
"ที่จริงมันเยอะมากจนจ่ายไม่หมดค่ะ แต่หนูคิดว่าในอนาคตถ้ามีเงินที่ตัวเองเก็บไว้เองจะดีกว่าค่ะ เพราะจะหวังเงินจากคนอื่นอย่างเดียวก็ไม่ได้ค่ะ"
"เธอคิดว่าฉันจะเลิกเลี้ยงดูเธอหรือไงกัน หรือคิดว่าฉันอายุสั้นเลยตายเร็วจึงไม่สามารถเลี้ยงดูเธอต่อได้สินะ"
"ไม่ใช่นะคะ! หนูไม่รู้มาก่อนว่าเป็นคุณ เพราะหนูคิดว่าเป็นคนอื่นมาตลอด"
"คิดว่าเป็นคนอื่น? " อิ้งหานเหนียนรู้สึกไม่ชอบใจกับคำตอบของหลินเพ่ยเพ่ย เขาอุตส่าห์แอบเลี้ยงดูเธอมาทั้งสิบปี แต่เธอกลับคิดว่าเป็นคนอื่นได้ไงกัน
เขาสู้อุตส่าห์ขัดใจพ่อของตัวเองแอบส่งเสียเธอจนมาถึงทุกวันนี้ เพื่อให้เธอคิดว่าคนอื่นเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาเนี่ยนะ คิดแล้วมันก็ช่างน้อยใจ