แค้นที่ 2
เรื่องราวในอดีต
หลังจากที่สติของปัญดาวิกำลังจะดับวูบลง ภาพเหตุการณ์ต่างๆตั้งแต่วันแรกที่เธอได้เจอกับชายคนรัก ก็ค่อยๆไหลบ่าเข้ามาเป็นฉากเหมือนดั่งละครที่เธอเคยดูเมื่อตอนวัยเยาว์
วันแรกที่เธอได้เจอกับ ปฏิพัทธ์ ตัวของปัญดาวิจำได้ดีว่าเขาทั้งสง่างามและน่าหลงใหลมากขนาดไหน รอยยิ้มอบอุ่นที่มาพร้อมกับน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มน่าฟัง มันทำให้เธอลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอคิดเอาไว้ว่า จะต้องมาล้มงานแต่งครั้งนี้ให้จงได้
สาวน้อยแรกแย้มที่ไม่เคยได้พบกับความหอมหวานในความรัก พอเมื่อเจอเข้ากับการเอาใจใส่ของชายหนุ่มที่เป็นคู่หมาย และการแสดงออกประดุจว่าเธอคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดที่ได้เขามาเป็นสามี
แม้ใจสาวเจ้าจะแข็งดุจดั่งหินผาสักเท่าไร พลันกลับต้องโอนอ่อนเหมือนดั่งขี้ผึ้งรนไฟ เมื่อเจอการเอาใส่ใจของชายหนุ่มที่เป็นถึงคนดังในแวดวงสังคม
แต่ความหอมหวานก็ไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง หรือคงทนเหมือนกับหลายคนเคยกล่าวไว้ หลังจากที่ปัญดาวิและปฏิพัทธ์คบหากันอย่างเปิดเผยได้ไม่นาน
ข่าวคราวของการควงพยาบาลสาวที่คอยดูแลพ่อของเขาก็ค่อยๆเปิดเผยออกมาจากแวดวงสังคม จนเข้ามาถึงหูของเธอในวันหนึ่ง
“ ปัน เราไม่สบายใจเลยนะที่ปันต้องแต่งงานกับไอ้คนมากรักแบบนั้น คบกับปันยังไม่ถึงปีเลยกลับเดินควงคนอื่นจนออกหน้าออกตา ทำไมไม่เห็นใจว่าที่เจ้าสาวของตนเองบ้าง ”
หมอนัท เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของปัญดาวิกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่พอใจกับสิ่งที่เขาได้ยินมาจากคนไข้ที่เป็นขาเม้าในวงสังคม
ว่าในตอนนี้ว่าที่เจ้าบ่าวของเพื่อนรักอย่างปฏิพัทธ์ กำลังเดินควงพยาบาลสาวหน้าตาดีและเธอคนนั้นก็ใกล้ชิดและดูแลพ่อของปฏิพัทธ์เองเช่นกัน
ตั้งแต่วันแรกที่หมอนัทได้เจอกับคนรักของปัญดาวิ เขาก็สัมผัสได้ว่าชายคนนี้ก็ไม่ได้จริงใจหรือจริงจังกับการแต่งงานเท่าไรนักหรอก
คนๆนี้อาจจะทำไปแค่ เพื่อต้องการหน้าตาทางสังคม เหมือนกับที่พ่อของปัญดาวิก็กระทำเช่นกันก็เป็นได้ เพราะถ้าหากจริงใจกับคนใสซื่ออย่างปัญดาวิ ชายคนนั้นก็คงไม่ควงผู้หญิงหน้าไหนให้เพื่อนของเขาต้องได้เจ็บช้ำน้ำใจขนาดนี้หรอก
“ เราก็ไม่รู้ คุณพัทธ์อาจจะมีเหตุผลก็ได้นะ เราเองก็คงจืดชืดเกินไปสำหรับเขาก็ได้ เขาจึงอยากเที่ยวเล่นและสนุกก่อนจะต้องแต่งงาน ”
“ เธอมันดีเกินไปจริงๆปัน เธอไม่เหมาะกับคนแบบนั้นหรอก ”
ไม่รู้ว่าเพราะความใสซื่อหรือความไม่ทันคนของปัญดาวิกันแน่ ที่ทำให้เธอกล่าวตอบเพื่อนที่หวังดีกับเธออย่างจริงใจออกไปแบบนั้น
ไม่ใช่ว่าเธอจะเข้าอกเข้าใจอะไรกับว่าที่เจ้าบ่าวของเธอนักหรอก เธอก็แค่ไม่อยากจะมีปากเสียงให้ต้องถกเถียงกันหรือทำร้ายหัวใจของตนเอง เธอแค่ไม่ชอบที่จะให้ตัวเองเศร้าใจก็เท่านั้น
แม้จะต้องทำตัวเหมือนคนตาบอดไปบ้าง หากแต่เพื่อให้ได้ครองรักกับคนของใจเธอเองก็ยอมที่จะตาบอด ยอมที่จะหักหาญน้ำใจของคนที่หวังดี เพื่อที่จะได้มีความสุขตามความคิดของตนเองก็เท่านั้น
แต่เพื่อนที่หวังดีที่พอจะรู้ถึงความดื้อรั้นไม่ยอมใครของปัญดาวิ เขาก็ได้แต่ถอดถอนหายใจและกล่าวบ่นออกไปอย่างไม่จริงจัง
ทำไมคนฉลาดอย่างหมอนัทจะไม่รู้ ว่าเพื่อนของตนรักผู้ชายที่ไม่เคยเห็นคุณค่าคนนี้มากมายขนาดไหน แม้เรื่องราวของชายคนนั้นจะเข้าหูร้ายแรงมากเท่าใด แต่ทีท่าของเธอกลับไม่มีความหวั่นไหวหรือหวาดระแวงเลยสักนิด
ในทางกลับกันเธอมักจะยืนยันและคอยแก้ต่างให้กับคนรักของตนเองด้วยรอยยิ้มบางอยู่บ่อยครั้ง หากแต่แววตากลับหลอกลวงกันไม่ได้ว่าเธอเองก็แอบหวั่นไหวและเสียใจอยู่บ่อยครั้ง
“ หมอนัทไม่ต้องเราห่วงนะ เราทนได้สักวันเราเชื่อว่าความรักที่เรามีให้กับ คุณพัทธ์ จะชนะใจคนที่เคยรักสนุกอย่างเขาได้ ”
แม้จะตอบเพื่อนออกไปด้วยรอยยิ้มสดใส เพื่อให้หมอนัทได้คลายกังวล หากแต่ในสายตาของปัญดาวิ ตัวของปฏิพัทธ์ที่เธอรักหนักหนาก็คือคนที่ทำร้ายหัวใจดวงน้อยของเธอซ้ำไปซ้ำมาเช่นกัน
หลังจากความหวานที่อีกคนแสดงออกมา เพื่อตบตากันได้ไม่นาน ความจริงทุกอย่างก็ปรากฏขึ้น
ตัวตนที่แสนเย็นชาและไม่ได้สนใจกันเหมือนดั่งคราแรก อีกทั้งความมากรักที่แสดงออกมา ผ่านการกล่าวถามของคนทั่วไปมันก็ทำให้เธอได้รู้ความจริงว่า คนที่เธอรักจนมิอาจถอนตัวคือคนที่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวของตนเองก็เท่านั้น
ทุกคนในครอบครัวของปฏิพัทธ์เอง ก็ไม่ได้ยินดีที่จะมีเธอมาร่วมใช้นามสกุลหรือแต่งเป็นสะใภ้เท่าไรนัก
ครอบครัววรประดิษฐ์ภรณ์ ที่ภายนอกดูจะเข้าถึงง่ายและใจบุญสุนทาน หากแต่ในสายตาของปัญดาวิกลับมองว่าทุกคนล้วนแล้วแต่มีหน้ากากที่ปิดบังความเลวร้ายของตนเองเอาไว้
ตั้งแต่ที่ปัญดาวิได้รู้จักกับครอบครัวของว่าที่สามีของเธอ เธอก็เริ่มเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างออกมาจากครอบครัวนี้ทีละน้อย
เริ่มตั้งแต่ผู้เป็นพ่อที่นอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียงเพราะโรคภัย เขาแทบจะไม่มีปฏิกิริยากับใครเลย นอกเสียจากลูกชายคนโตของบ้านอย่างนิรันดร์ พ่อมักจะมีท่าทีตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอเข้ากับชายหนุ่มอารมณ์ร้อนที่เป็นพี่ชายของคนรักของเธอ
ส่วนผู้เป็นแม่ก็ดูจะไม่ค่อยชอบเธอเท่าไรนัก เพราะทั้งท่าทางและสีหน้าที่บ่งบอก ว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ไม่ได้ถูกใจท่านเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งความเย็นชาที่ท่านแสดงออกมาอย่างเปิดเผยก็ยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าคนอย่างคุณหญิงนิตยา คงต้องเหมือนกับละครหลังข่าวที่แม่สามีรังเกียจรังงอนลูกสะใภ้อย่างแน่นอน
ส่วนพี่ชายคนโตที่ควรจะเป็นเสาหลักของบ้าน อย่างนิรันดร์ กลับทำตัวสำมะเลเทเมาไม่สนใจธุรกิจของครอบครัว วันๆก็เอาแต่ทำร้ายร่างกายคนรับใช้หรือไม่ก็ทำตัวเสเพลเที่ยวเล่นไปวันๆ ไม่คิดจะช่วยงานคนรักของเธอเลยสักนิด
แต่ในครอบครัวที่ดูจะเลวร้ายนี้ กลับมีคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะดีกับเธอมากที่สุด นั่นก็คือน้องสาวคนเล็กอย่างนาราที่คอยใส่ใจเธอจนน่าใจหาย คอยปลอบใจเวลาที่พี่ชายของนาราทำไม่ดีกับตัวของเธอ หรือในเวลาที่ปัญดาวิต้องเจอเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก ในเวลานั้นก็มักจะมีนาราคอยเคียงข้างกับเธอ
แม้ในวูบหนึ่งของความรู้สึก ปันเองก็มิอาจจะไว้ใจน้องสาวของคนรักได้อย่างสนิทใจเพราะอย่างไร เลือดก็ย่อมข้นกว่าน้ำหากแต่ในหลายครา นาราก็ทำให้เธอมั่นใจอยู่เสมอว่าอย่างไรเธอก็ยังมีน้องสาวคนนี้อยู่ไม่ห่าง
แต่ตัวของปัญดาวิเองก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปเพียงเพราะใจคิดแค่ว่า ความรักจะสามารถเปลี่ยนแปลงคนของใจให้หันมารักเธอได้บ้าง
หากแต่สุดท้ายเธอกลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของชาย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เธอรักอย่างสุดหัวใจอย่างปฏิพัทธ์ วรประดิษฐ์ภรณ์
แค้นที่ 3
คำอ้อนวอน
ในอดีตที่ตัวของปัญดาวิเอง ค่อนข้างจะอ่อนต่อโลกและดื้อรั้น จึงทำให้คนที่ก้าวพลาดไปแล้วอย่างเธอ อยากจะกลับไปแก้ไขในทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยผิดพลาดและกระชากหน้ากากคนร้ายออกมาให้สังคมได้เห็น ว่าเขาคนนั้นไม่ใช่คนที่ดีอย่างที่ภาพลักษณ์ภายนอกออกมา
ตอนนี้ชายหนุ่มคนนั้นคงเสวยสุขอยู่กับชู้รักของตน และคงกำลังยิ้มเยาะให้กับความโง่เขลาของเขาอยู่เป็นแน่ ปัญดาวิก็ได้แต่ภาวนาในใจให้ทั้งสองจงมีความสุขกับความจอมปลอมนี้ให้มาก เพื่อรอวันที่ได้ชดใช้กรรมให้กับเขาอย่างสาสม
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ทำไมตัวของเธอช่างโง่งมหลงเชื่อใจและยังคิดไปอีกว่า หากได้แต่งงานกับชายคนนั้นความรักของเธออาจจะเปลี่ยนแปลงคนอย่าง ปฏิพัทธ์ได้ ทำไมช่างเชื่ออะไรที่มันไม่มีวันเป็นจริงขนาดนั้นกัน
สิ้นความคิดของคนที่กำลังโทษตนเองซ้ำไปซ้ำมา จู่ๆภาพที่ดำมืดทั่วทั้งบริเวณ หลังจากที่เรื่องราวในอดีตค่อยๆหายไปจากมโนสำนึกของตน กลับมีแสงสว่างที่ไม่รู้มาจากที่ใดค่อยๆสว่างไสว
อีกทั้งเปลือกตาที่เคยหนักอึ้ง ในตอนนี้ก็ค่อยๆเปิดปรือออกเพราะแสงสว่างนั้นเริ่มใกล้เข้ามาในดวงตาของเธอเข้าทุกที
“ ลูกแม่ ลูกแม่ตื่นแล้ว ”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างตื่นเต้น พร้อมกับภาพของผู้เป็นแม่ที่กำลังวิ่งออกไป เพื่อเรียกพยาบาลด้านนอกให้เข้ามาตรวจร่างกายให้กับลูกสาวของตนเอง
ปัญดาวิที่ค่อยๆฟื้นคืนสติ เธอก็ได้แต่ฉงนในใจอยู่ไม่น้อยกับร่างกายของตนเองที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย ทั้งที่ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ ร่างกายนี้ได้รับกระสุนจากการถูกยิงถึงสามนัดติดกัน
แต่เมื่อเธอหันมองไปยังโทรทัศน์ที่กำลังฉายข่าวดังเมื่อปีที่แล้ว เธอก็ถึงกับนิ่งค้างตกใจกับสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ในทันที
“ นี่มัน ตอนที่เรานอนโรงพยาบาลเพราะโดนยาเสียสาวในวันที่ประกาศแต่งงานนี่นา ”
ปัญดาวิสอดส่ายสายตามองไปรอบๆห้องพักของตนเอง ก็พบว่าตอนนี้เธอได้กลับมายังเมื่อหนึ่งปีก่อน ในช่วงเวลาที่เธอถูกวางยาเสียสาวในงานประกาศการแต่งงานของเธอและปฏิพัทธ์
เธอจำได้ดีว่าตอนนั้นมีเพียงแม่ของเธอเท่านั้น ที่คอยมาเฝ้าไข้ดูแลเธอ และก็แทบจะไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของตนเองมาเยี่ยมเยือนเลยสักครั้ง
ปัญดาวินั่งประมวลเรื่องราวต่างๆตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงวันสุดท้ายที่เธอต้องเสียชีวิตอย่างเดียวดายภายในห้องพักของโรงแรม เธอจดจำทุกสิ่งและทุกอย่างที่ทุกคนแสดงออกมาได้เป็นอย่างดี
หากแต่ผู้เป็นแม่ที่พึ่งกลับเข้ามายังห้องพักคนไข้ ทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่า เธอสามารถจดจำทุกคนและทุกเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีลง
แววตาวูบหนึ่งที่เธอสัมผัสได้จากหญิงกลางคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ของเธอ ทำให้รู้สึกว่าเหมือนตลอดเวลาเธอไม่เคยรู้จักผู้หญิงตรงหน้าคนนี้มาก่อน
แววตาที่เธอเห็นเมื่อครู่ มันคือแววตาของคนที่ดูเหมือนจะไม่พอใจที่เธอยังมีชีวิตอยู่และตื่นขึ้นมาอย่างปลอดภัย และเมื่อครู่แม่ของเธอก็ไม่น่าจะมีการผิดใจกับพยาบาลด้านนอกอย่างแน่นอน
เพราะนอกจากเสียงเรียกทักจากผู้เป็นแม่ก็แทบจะไม่มีเสียงอื่นเข้ามาปะปน จะมีก็แต่เสียงฝีเท้าของเหล่าพยาบาลเท่านั้น ที่เข้ามายังด้านในห้องพักเพื่อตรวจร่างกายของเธอ หลังจากที่เธอฟื้นคืนสติได้ไม่นาน
แม้ตอนนี้แววตาและสีหน้าของผู้เป็นแม่จะกลับเป็นเหมือนที่เคยแล้ว หากแต่แววตาเมื่อครู่ที่เธอได้เห็นมันยังคงตราตรึงและพาให้เธอเริ่มสงสัยกับพฤติกรรมบางอย่างของครอบครัวของตนเอง
หรือตลอดมาเธอจะคิดเพียงแค่ด้านเดียวกันนะ ในเมื่อมีโอกาสอีกครั้งเธอจะต้องไม่พลาดพลั้งและต้องรอบคอบ ไม่ไว้ใจใครอีกต่อไป
แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ปัญดาวินึกถึง และคิดว่าคน คนนี้ต้องเป็นคนที่ยอมช่วยเธอจากใจจริง และไม่คิดร้ายกับเธออย่างแน่นอน
“ แม่คะ หมอนัทไปไหนหรือคะ ”
“ เอ่อหมอนัท คุยอยู่กับน้องอิสน่ะลูก มีอะไรรึเปล่า ”
“ เปล่าค่ะ หนูแค่คิดว่าหมอนัทต้องเป็นคนที่จะเข้ามาตรวจอาการของหนูมากกว่าพยาบาลด้านนอก ”
และสิ่งที่เธอได้ยินมาเมื่อครู่ ก็น่าแปลกเสียยิ่งกว่าเดิม ทำไมเมื่อปัญดาวิที่เป็นคนไข้ตื่นขึ้นมา คนที่เป็นหมอเจ้าของไข้อย่างหมอนัท ที่ใครต่อใครต่างรู้ดีว่าเขาไม่เคยละจากหน้าที่ของตนเอง ถึงได้ยังคุยอยู่กับน้องชายของเธอกันล่ะ
ปัญดาวิค่อนข้างไว้ใจในตัวของเพื่อนรักคนนี้มาก หากแต่คนที่น่าสงสัยก็คงหนีไม่พ้นน้องชายผู้อ่อนแอของเขามากกว่า
“ อากาศด้านนอกค่อนข้างร้อนขนาดนี้ ทำไมอิสถึงมาโรงพยาบาลด้วยล่ะคะ ปกติอิสจะชอบนอนรออยู่ที่บ้านไม่ใช่หรือ น้องร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนี่ ”
ปัญดาวิที่เริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่แปลกประหลาดของน้องชายและแม่ของเธอ เธอจึงได้ทำการหลอกถามด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเหมือนในอดีตที่เคยเป็นมา
หากแต่ตอนนี้ ปัญดาวิคนเดิมจะไม่มีอีกต่อไปแล้วที่ใสซื่อมองโลกเพียงแค่ด้านเดียว มองทุกสิ่งทุกอย่างสวยงามและสดใสอยู่เสมอ
ปัญดาวิที่เกิดใหม่ที่ทั้งหัวใจและสมองสะสมไปด้วยความแค้นและความหวาดระแวง เธอจะไว้ใจใครไม่ได้อีกต่อไป เพราะในสายตาของเธอ ทุกคนก็สามารถที่จะคิดร้ายกับเธอได้อยู่ตลอดเวลานั่นล่ะ
“ อะ อะ อ๋อพอดีว่า อ้าวพ่อพัทธ์มาเยี่ยมน้องหรือลูก ”
แต่ในระหว่างที่ผู้แม่กำลังจะกล่าวตอบเธอด้วยน้ำเสียงประหม่าอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอก็ค่อยๆใกล้เข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ ที่เธอเองก็คุ้นตาเป็นอย่างดีว่าผู้มาใหม่จะเป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจาก
“ คุณพัทธ์ ”