ตอน 1

แค้นที่ 1

ปฐมบทของความแค้น

เสียงดนตรีบรรเลงของวงมินิออเคสตร้าดังคลอเคล้าไปพร้อมกับบรรยากาศงานฉลองมงคลสมรสของสองตระกูลดัง อย่างตระกูลวรประดิษฐ์ภรณ์ และ สุขประภา

ในแวดวงสังคมไม่มีใครไม่รู้จัก ทั้งสองตระกูลยักษ์ใหญ่ที่เป็นที่หนึ่งด้านธุรกิจบันเทิงและเป็นที่หนึ่งด้านอสังหาริมทรัพย์

งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ให้สมเกียรติและสมศักดิ์ศรี ของลูกชายคนกลางที่เป็นถึงผู้บริหารหลักของบริษัทวรประดิษฐ์เอ็นเตอร์เทนเมนท์อย่าง ปฏิพัทธ์ วรประดิษฐ์ภรณ์ และลูกสาวคนโตที่เป็นถึงแก้วตาดวงใจของผู้บริหารบริษัท มายแลนด์ จำกัดอย่าง ปัญดาวิ สุขประภา

และเพราะสองตระกูลดังต่างผนึกกำลังจับมือเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน จึงทำให้งานแต่งงานครั้งนี้มีแต่ผู้มีชื่อเสียงมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ดารานักแสดง เหล่าไฮโซผู้มีหน้ามีตาในแวดวงสังคม รวมไปถึงนักการเมือง

แม้ภายนอกจะดูหรูหราและครื้นเครงขนาดไหน หากแต่ภายในห้องพักหรูของเจ้าสาวกลับเงียบสงัด มีเพียงแค่เสียงของเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ที่ยังคงดังก้องอยู่ภายในห้องแห่งนี้

หญิงสาวในวัยยี่สิบตอนกลางที่ร่างอรชรถูกชุดยาวสีขาวดั่งเจ้าหญิงในนิยายปรัมปราปกคลุม จนเหลือไว้เพียงแค่ผิวเนื้อขาวละออของช่วงไหล่ที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าไหมอิตาลีเนื้อดี

เธอได้แต่นั่งหันหลังให้กับประตูทางเข้าอยู่ตรงบริเวณชุดโต๊ะเครื่องแป้ง พร้อมกับหลับตาพริ้มรอคอยคนรักของตนเองเดินเข้ามารับยังด้านใน เพื่อออกไปร่วมงานมงคลของพวกเขาอย่างใจจดจ่อ

สาวน้อยที่ไม่เคยได้เจอกับความรักในแบบของผู้ใหญ่อย่าง ปัญดาวิ เธอก็ได้แต่หวังไว้ในใจว่าการใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยาในครั้งนี้

อาจจะทำให้คนที่เธอรักจนสุดหัวใจอย่าง ปฏิพัทธ์ เลิกเจ้าชู้มากรักและหันกลับมาสนใจดูแลในตัวของเธอบ้าง ถึงการให้ความสนใจจะดูไม่มากมาย แต่ก็ถือว่าสิ่งเหล่านั้นก็เป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจให้กับคนที่ต้องการความรัก จากคนของใจอย่างเธอ

แกร๊ก

เมื่อเสียงบิดลูกบิดประตูห้องพักดังขึ้น หัวใจดวงน้อยที่กำลังนอนหลับอยู่ในอกก็เริ่มสั่นไหวขึ้นอีกครั้ง มือเล็กที่ประสานกันอยู่บนตักก็เริ่มเปียกชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อแห่งความตื่นเต้น

เมื่อเธอคิดว่าคนรักกำลังเข้ามารับตัวเพื่อลงไปยังงานด้านล่าง หัวใจเจ้ากรรมก็ยิ่งลิงโลดจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่ได้เสียแล้ว

เสียงฝีเท้าที่ดูสม่ำเสมอของรองเท้าหนังราคาแพง ค่อยๆดังเข้ามาใกล้ยังร่างเล็กที่นั่งหันหลังให้กับเขาด้วยความสั่นเกร็งเพราะความตื่นเต้นที่เธอกำลังเผชิญอยู่ และเมื่อเสียงฝีเท้าหยุดลงสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็ได้เกิดขึ้น

ปัง ปัง ปัง

ไม่ทันที่เธอจะได้หันไปมองคนรักที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของตนอย่างเต็มตา เสียงลั่นไกปืนก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นฉุนและควันของดินปืน ที่กำลังโพยพุ่งออกมาจากปลายกระบอกสีเงิน

จากนั้นความเจ็บหน่วงและกลิ่นคาวเลือดก็ค่อยๆเข้ามาแทนที่ เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกำลังเดินหกล้ม หากแต่มันกลับพาให้บริเวณที่โดนลูกกระสุนตัดผ่านชาดิกไปทั่วทั้งหมด

ของเหลวสีแดงค่อยๆกระจายตัวออกมาเป็นวงกว้างตัดกับชุดเจ้าสาวสีขาวที่ดูสะอาดตา พร้อมกับร่างเล็กที่เคยทรงตัวได้ดีบนเก้าอี้เตี้ยของโต๊ะเครื่องแป้ง มาตอนนี้กลับค่อยๆทิ้งตัวลงไปนอนกับพื้นพรมสีเข้มของห้องพักหรู

ความชาดิกเมื่อครู่เริ่มค่อยๆจางหายไป โดยที่มีความเจ็บปวดอีกทั้งความรู้สึกที่หนักอึ้งเหมือนกำลังแบกอะไรบางอย่างเอาไว้เริ่มเข้ามาแทนที่

ของเหลวสีแดงเข้มและกลิ่นคาวเลือดที่ค่อยๆคละคลุ้งออกมาจนเลอะชุดเจ้าสาวแสนสวย ตอนนี้มันกลับไหลนองออกมาจนเต็มพื้นพรมราคาแพงของห้องพักหรูไปเสียแล้ว

แต่ทว่าสติสุดท้ายของปัญดาวิ มันกำลังกู่ร้องออกมาให้หันไปตัดพ้อพร้อมกับจดจำใบหน้าของคนที่คิดร้ายกับตนเอง

และเมื่อใบหน้าสวยหันมองไปยังตำแหน่งของรองเท้าหนังสีดำหัวแหลม เธอก็แทบจะสะกดกลั้นความเสียใจและความโกรธเกรี้ยวที่เคยกดมันเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป

เพราะรองเท้าสีดำหัวแหลมที่คุ้นตา อีกทั้งขนาดที่เธอรู้ดีว่าเจ้าของคงจะเป็นใครไปเสียไม่ได้ นอกจากคนรักของเธออย่างปฏิพัทธ์ และนั่นก็ทำให้เธอร้องไห้ออกมาอย่างลืมอายพร้อมกับสติสุดท้ายที่ค่อยๆดับวูบลงไป

ชีวิตของเธอช่างน่าตลกยิ่งนัก แม้เธอจะมีครอบครัวที่ดูอบอุ่น หากแต่เธอกลับต้องการคนรักที่ให้ความอบอุ่นกับเธอไม่ต่างจากครอบครัว

เธอพยายามวิ่งตามคนที่พ่อแม่จัดหามาให้อย่างปฏิพัทธ์ เพียงเพราะเขาคือผู้ชายคนแรกที่เข้ามาในชีวิตของเธอ นอกจากครอบครัวและเพื่อนวัยเด็กอย่างหมอนัท

ในชีวิตของปันไม่เคยได้เจอกับความรัก ความอิ่มเอมใจเหมือนที่วัยรุ่นทั่วไปพึ่งมีในวัยที่กำลังผลิบาน

ตัวของเธอถูกเลี้ยงมาดั่งไข่ในหิน เธอแทบจะไม่ได้เที่ยวเล่นหรือทำกิจกรรมใดร่วมกับเพื่อนของเธอเลย คงจะมีเพียงแค่หมอนัทเพื่อนวัยเด็กของเธอเท่านั้น ที่เธอจะได้ทำกิจกรรมร่วมกันฉันเพื่อน แต่ทุกครั้งก็ต้องให้อยู่ในสายตาของผู้เป็นแม่ของเธอด้วยเช่นกัน

อาจเพราะปัญดาวิคือลูกสาวคนโต ที่มีน้องชายที่อ่อนแอและป่วยไข้อยู่บ่อยครั้ง เธอจึงกลายเป็นความหวังของตระกูลที่มั่งคั่งและมีคู่แข่งอย่างมากมาย

การที่เธอไม่เคยได้รับอิสระเหมือนดั่งเด็กสาวทั่วไป ตัวของเธอก็เข้าใจเป็นอย่างดีและไม่เคยคิดโต้แย้งกับเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

ปัญดาวิอยู่ในกฎเกณฑ์และระเบียบที่พ่อและแม่ของเธอ ขีดเอาไว้มาโดยตลอด จนหลายต่อหลายคนต่างยกย่องตัวของเธอว่าเป็นเจ้าหญิงที่สมบูรณ์แบบทั้งกิริยาและฐานะทางสังคม

หากแต่การยกย่องเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้เธอ ได้พิชิตใจชายคนรักอย่าง ปฏิพัทธ์เลยแม้แต่น้อย

“ ลูกรักของพ่อ พ่อขอโทษด้วยนะที่ต้องบังคับใจลูกให้ต้องแต่งงานกับครอบครัวของเจ้าพัทธ์ ”

ธนนท์ผู้เป็นพ่อกล่าวขึ้นด้วยแววตาอาทรพร้อมกับมือหนาที่ค่อยๆเอื้อมจับไปยังไหล่เล็กของลูกสาวคนโตของบ้าน

ตลอดชีวิตของปัญดาวิ ถูกสั่งสอนในเรื่องของการตอบแทนบุญคุณกับคนที่ชุบเลี้ยงตัวเองมา และวันนี้เธอก็ได้ทำในสิ่งเหล่านั้นตามคำสั่งสอนได้สำเร็จแล้ว

ด้วยเพราะคุณพ่อของเธอต้องการขยายกิจการไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้ครอบครัวขาดสภาพคล่องในเรื่องของการเงิน

ผู้เป็นเสาหลักของธุรกิจจึงทำการหยิบยืมเพื่อนรักอย่าง นครินทร์ ที่เป็นอดีตผู้ก่อตั้งบริษัทวรประดิษฐ์เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เพื่อนำมาหมุนใช้จ่ายให้กับโปรเจคยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้

โดยแลกกับการที่ต้องส่งลูกสาวเพียงคนเดียวของตน มาแต่งงานกับลูกชายคนกลาง ที่ตอนนี้ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารหลักให้กับบริษัทของพ่อตนเอง

แม้ภายในใจของปัน จะแอบมีความไม่พอใจกับสิ่งที่ผู้พ่อยัดเหยียดให้อยู่บ้าง หากแต่เมื่อเธอได้เจอกับใบหน้าของคนที่กำลังจะแต่งงานด้วยความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปในทันที

รูปร่างสูงใหญ่และผิวพรรณแบบนักกีฬามาพร้อมกับใบหน้าที่รับกับดวงตาแสนมีเสน่ห์ อีกทั้งริมฝีปากที่บางกำลังดีที่กำลังคลี่ยิ้มส่งให้กับเธอ

ก็ทำให้ปัญดาวิลืมสิ้นถึงสิ่งที่ตนเองรู้สึกไม่พอใจ และตอนนี้เธอคิดว่าคนตรงหน้าช่างดูน่าค้นหาและมีเสน่ห์อย่างที่เธอไม่เคยได้พบเจอมาก่อน

ตลอดชีวิตของปัญดาวิ เธอมักจะเป็นเหมือนเกราะกำบังให้กับน้องชายที่อ่อนแอมาโดยตลอด วันนี้ตัวของปันก็อยากมีใครสักคนมาเป็นเกราะกำบังให้กับตัวของเธอบ้าง

และปันคิดว่าคนที่กำลังจะมาแต่งงานกับเธอในขณะนี้ ก็คงเป็นคนที่เธออยากจะฝากชีวิตที่เหลือของตัวเองเอาไว้ เพื่อให้เขาได้ปกป้องมันอย่างที่เธอเคยปกป้องน้องชายของตนเองมาโดยตลอด

ตอน 2

แค้นที่ 2

เรื่องราวในอดีต

หลังจากที่สติของปัญดาวิกำลังจะดับวูบลง ภาพเหตุการณ์ต่างๆตั้งแต่วันแรกที่เธอได้เจอกับชายคนรัก ก็ค่อยๆไหลบ่าเข้ามาเป็นฉากเหมือนดั่งละครที่เธอเคยดูเมื่อตอนวัยเยาว์

วันแรกที่เธอได้เจอกับ ปฏิพัทธ์ ตัวของปัญดาวิจำได้ดีว่าเขาทั้งสง่างามและน่าหลงใหลมากขนาดไหน รอยยิ้มอบอุ่นที่มาพร้อมกับน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มน่าฟัง มันทำให้เธอลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอคิดเอาไว้ว่า จะต้องมาล้มงานแต่งครั้งนี้ให้จงได้

สาวน้อยแรกแย้มที่ไม่เคยได้พบกับความหอมหวานในความรัก พอเมื่อเจอเข้ากับการเอาใจใส่ของชายหนุ่มที่เป็นคู่หมาย และการแสดงออกประดุจว่าเธอคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดที่ได้เขามาเป็นสามี

แม้ใจสาวเจ้าจะแข็งดุจดั่งหินผาสักเท่าไร พลันกลับต้องโอนอ่อนเหมือนดั่งขี้ผึ้งรนไฟ เมื่อเจอการเอาใส่ใจของชายหนุ่มที่เป็นถึงคนดังในแวดวงสังคม

แต่ความหอมหวานก็ไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง หรือคงทนเหมือนกับหลายคนเคยกล่าวไว้ หลังจากที่ปัญดาวิและปฏิพัทธ์คบหากันอย่างเปิดเผยได้ไม่นาน

ข่าวคราวของการควงพยาบาลสาวที่คอยดูแลพ่อของเขาก็ค่อยๆเปิดเผยออกมาจากแวดวงสังคม จนเข้ามาถึงหูของเธอในวันหนึ่ง

“ ปัน เราไม่สบายใจเลยนะที่ปันต้องแต่งงานกับไอ้คนมากรักแบบนั้น คบกับปันยังไม่ถึงปีเลยกลับเดินควงคนอื่นจนออกหน้าออกตา ทำไมไม่เห็นใจว่าที่เจ้าสาวของตนเองบ้าง ”

หมอนัท เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของปัญดาวิกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่พอใจกับสิ่งที่เขาได้ยินมาจากคนไข้ที่เป็นขาเม้าในวงสังคม

ว่าในตอนนี้ว่าที่เจ้าบ่าวของเพื่อนรักอย่างปฏิพัทธ์ กำลังเดินควงพยาบาลสาวหน้าตาดีและเธอคนนั้นก็ใกล้ชิดและดูแลพ่อของปฏิพัทธ์เองเช่นกัน

ตั้งแต่วันแรกที่หมอนัทได้เจอกับคนรักของปัญดาวิ เขาก็สัมผัสได้ว่าชายคนนี้ก็ไม่ได้จริงใจหรือจริงจังกับการแต่งงานเท่าไรนักหรอก

คนๆนี้อาจจะทำไปแค่ เพื่อต้องการหน้าตาทางสังคม เหมือนกับที่พ่อของปัญดาวิก็กระทำเช่นกันก็เป็นได้ เพราะถ้าหากจริงใจกับคนใสซื่ออย่างปัญดาวิ ชายคนนั้นก็คงไม่ควงผู้หญิงหน้าไหนให้เพื่อนของเขาต้องได้เจ็บช้ำน้ำใจขนาดนี้หรอก

“ เราก็ไม่รู้ คุณพัทธ์อาจจะมีเหตุผลก็ได้นะ เราเองก็คงจืดชืดเกินไปสำหรับเขาก็ได้ เขาจึงอยากเที่ยวเล่นและสนุกก่อนจะต้องแต่งงาน ”

“ เธอมันดีเกินไปจริงๆปัน เธอไม่เหมาะกับคนแบบนั้นหรอก ”

ไม่รู้ว่าเพราะความใสซื่อหรือความไม่ทันคนของปัญดาวิกันแน่ ที่ทำให้เธอกล่าวตอบเพื่อนที่หวังดีกับเธออย่างจริงใจออกไปแบบนั้น

ไม่ใช่ว่าเธอจะเข้าอกเข้าใจอะไรกับว่าที่เจ้าบ่าวของเธอนักหรอก เธอก็แค่ไม่อยากจะมีปากเสียงให้ต้องถกเถียงกันหรือทำร้ายหัวใจของตนเอง เธอแค่ไม่ชอบที่จะให้ตัวเองเศร้าใจก็เท่านั้น

แม้จะต้องทำตัวเหมือนคนตาบอดไปบ้าง หากแต่เพื่อให้ได้ครองรักกับคนของใจเธอเองก็ยอมที่จะตาบอด ยอมที่จะหักหาญน้ำใจของคนที่หวังดี เพื่อที่จะได้มีความสุขตามความคิดของตนเองก็เท่านั้น

แต่เพื่อนที่หวังดีที่พอจะรู้ถึงความดื้อรั้นไม่ยอมใครของปัญดาวิ เขาก็ได้แต่ถอดถอนหายใจและกล่าวบ่นออกไปอย่างไม่จริงจัง

ทำไมคนฉลาดอย่างหมอนัทจะไม่รู้ ว่าเพื่อนของตนรักผู้ชายที่ไม่เคยเห็นคุณค่าคนนี้มากมายขนาดไหน แม้เรื่องราวของชายคนนั้นจะเข้าหูร้ายแรงมากเท่าใด แต่ทีท่าของเธอกลับไม่มีความหวั่นไหวหรือหวาดระแวงเลยสักนิด

ในทางกลับกันเธอมักจะยืนยันและคอยแก้ต่างให้กับคนรักของตนเองด้วยรอยยิ้มบางอยู่บ่อยครั้ง หากแต่แววตากลับหลอกลวงกันไม่ได้ว่าเธอเองก็แอบหวั่นไหวและเสียใจอยู่บ่อยครั้ง

“ หมอนัทไม่ต้องเราห่วงนะ เราทนได้สักวันเราเชื่อว่าความรักที่เรามีให้กับ คุณพัทธ์ จะชนะใจคนที่เคยรักสนุกอย่างเขาได้ ”

แม้จะตอบเพื่อนออกไปด้วยรอยยิ้มสดใส เพื่อให้หมอนัทได้คลายกังวล หากแต่ในสายตาของปัญดาวิ ตัวของปฏิพัทธ์ที่เธอรักหนักหนาก็คือคนที่ทำร้ายหัวใจดวงน้อยของเธอซ้ำไปซ้ำมาเช่นกัน

หลังจากความหวานที่อีกคนแสดงออกมา เพื่อตบตากันได้ไม่นาน ความจริงทุกอย่างก็ปรากฏขึ้น

ตัวตนที่แสนเย็นชาและไม่ได้สนใจกันเหมือนดั่งคราแรก อีกทั้งความมากรักที่แสดงออกมา ผ่านการกล่าวถามของคนทั่วไปมันก็ทำให้เธอได้รู้ความจริงว่า คนที่เธอรักจนมิอาจถอนตัวคือคนที่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวของตนเองก็เท่านั้น

ทุกคนในครอบครัวของปฏิพัทธ์เอง ก็ไม่ได้ยินดีที่จะมีเธอมาร่วมใช้นามสกุลหรือแต่งเป็นสะใภ้เท่าไรนัก

ครอบครัววรประดิษฐ์ภรณ์ ที่ภายนอกดูจะเข้าถึงง่ายและใจบุญสุนทาน หากแต่ในสายตาของปัญดาวิกลับมองว่าทุกคนล้วนแล้วแต่มีหน้ากากที่ปิดบังความเลวร้ายของตนเองเอาไว้

ตั้งแต่ที่ปัญดาวิได้รู้จักกับครอบครัวของว่าที่สามีของเธอ เธอก็เริ่มเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างออกมาจากครอบครัวนี้ทีละน้อย

เริ่มตั้งแต่ผู้เป็นพ่อที่นอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียงเพราะโรคภัย เขาแทบจะไม่มีปฏิกิริยากับใครเลย นอกเสียจากลูกชายคนโตของบ้านอย่างนิรันดร์ พ่อมักจะมีท่าทีตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอเข้ากับชายหนุ่มอารมณ์ร้อนที่เป็นพี่ชายของคนรักของเธอ

ส่วนผู้เป็นแม่ก็ดูจะไม่ค่อยชอบเธอเท่าไรนัก เพราะทั้งท่าทางและสีหน้าที่บ่งบอก ว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ไม่ได้ถูกใจท่านเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งความเย็นชาที่ท่านแสดงออกมาอย่างเปิดเผยก็ยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าคนอย่างคุณหญิงนิตยา คงต้องเหมือนกับละครหลังข่าวที่แม่สามีรังเกียจรังงอนลูกสะใภ้อย่างแน่นอน

ส่วนพี่ชายคนโตที่ควรจะเป็นเสาหลักของบ้าน อย่างนิรันดร์ กลับทำตัวสำมะเลเทเมาไม่สนใจธุรกิจของครอบครัว วันๆก็เอาแต่ทำร้ายร่างกายคนรับใช้หรือไม่ก็ทำตัวเสเพลเที่ยวเล่นไปวันๆ ไม่คิดจะช่วยงานคนรักของเธอเลยสักนิด

แต่ในครอบครัวที่ดูจะเลวร้ายนี้ กลับมีคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะดีกับเธอมากที่สุด นั่นก็คือน้องสาวคนเล็กอย่างนาราที่คอยใส่ใจเธอจนน่าใจหาย คอยปลอบใจเวลาที่พี่ชายของนาราทำไม่ดีกับตัวของเธอ หรือในเวลาที่ปัญดาวิต้องเจอเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก ในเวลานั้นก็มักจะมีนาราคอยเคียงข้างกับเธอ

แม้ในวูบหนึ่งของความรู้สึก ปันเองก็มิอาจจะไว้ใจน้องสาวของคนรักได้อย่างสนิทใจเพราะอย่างไร เลือดก็ย่อมข้นกว่าน้ำหากแต่ในหลายครา นาราก็ทำให้เธอมั่นใจอยู่เสมอว่าอย่างไรเธอก็ยังมีน้องสาวคนนี้อยู่ไม่ห่าง

แต่ตัวของปัญดาวิเองก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปเพียงเพราะใจคิดแค่ว่า ความรักจะสามารถเปลี่ยนแปลงคนของใจให้หันมารักเธอได้บ้าง

หากแต่สุดท้ายเธอกลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของชาย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เธอรักอย่างสุดหัวใจอย่างปฏิพัทธ์ วรประดิษฐ์ภรณ์

ตอน 3

แค้นที่ 3

คำอ้อนวอน

ในอดีตที่ตัวของปัญดาวิเอง ค่อนข้างจะอ่อนต่อโลกและดื้อรั้น จึงทำให้คนที่ก้าวพลาดไปแล้วอย่างเธอ อยากจะกลับไปแก้ไขในทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยผิดพลาดและกระชากหน้ากากคนร้ายออกมาให้สังคมได้เห็น ว่าเขาคนนั้นไม่ใช่คนที่ดีอย่างที่ภาพลักษณ์ภายนอกออกมา

ตอนนี้ชายหนุ่มคนนั้นคงเสวยสุขอยู่กับชู้รักของตน และคงกำลังยิ้มเยาะให้กับความโง่เขลาของเขาอยู่เป็นแน่ ปัญดาวิก็ได้แต่ภาวนาในใจให้ทั้งสองจงมีความสุขกับความจอมปลอมนี้ให้มาก เพื่อรอวันที่ได้ชดใช้กรรมให้กับเขาอย่างสาสม

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ทำไมตัวของเธอช่างโง่งมหลงเชื่อใจและยังคิดไปอีกว่า หากได้แต่งงานกับชายคนนั้นความรักของเธออาจจะเปลี่ยนแปลงคนอย่าง ปฏิพัทธ์ได้ ทำไมช่างเชื่ออะไรที่มันไม่มีวันเป็นจริงขนาดนั้นกัน

สิ้นความคิดของคนที่กำลังโทษตนเองซ้ำไปซ้ำมา จู่ๆภาพที่ดำมืดทั่วทั้งบริเวณ หลังจากที่เรื่องราวในอดีตค่อยๆหายไปจากมโนสำนึกของตน กลับมีแสงสว่างที่ไม่รู้มาจากที่ใดค่อยๆสว่างไสว

อีกทั้งเปลือกตาที่เคยหนักอึ้ง ในตอนนี้ก็ค่อยๆเปิดปรือออกเพราะแสงสว่างนั้นเริ่มใกล้เข้ามาในดวงตาของเธอเข้าทุกที

“ ลูกแม่ ลูกแม่ตื่นแล้ว ”

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างตื่นเต้น พร้อมกับภาพของผู้เป็นแม่ที่กำลังวิ่งออกไป เพื่อเรียกพยาบาลด้านนอกให้เข้ามาตรวจร่างกายให้กับลูกสาวของตนเอง

ปัญดาวิที่ค่อยๆฟื้นคืนสติ เธอก็ได้แต่ฉงนในใจอยู่ไม่น้อยกับร่างกายของตนเองที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย ทั้งที่ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ ร่างกายนี้ได้รับกระสุนจากการถูกยิงถึงสามนัดติดกัน

แต่เมื่อเธอหันมองไปยังโทรทัศน์ที่กำลังฉายข่าวดังเมื่อปีที่แล้ว เธอก็ถึงกับนิ่งค้างตกใจกับสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ในทันที

“ นี่มัน ตอนที่เรานอนโรงพยาบาลเพราะโดนยาเสียสาวในวันที่ประกาศแต่งงานนี่นา ”

ปัญดาวิสอดส่ายสายตามองไปรอบๆห้องพักของตนเอง ก็พบว่าตอนนี้เธอได้กลับมายังเมื่อหนึ่งปีก่อน ในช่วงเวลาที่เธอถูกวางยาเสียสาวในงานประกาศการแต่งงานของเธอและปฏิพัทธ์

เธอจำได้ดีว่าตอนนั้นมีเพียงแม่ของเธอเท่านั้น ที่คอยมาเฝ้าไข้ดูแลเธอ และก็แทบจะไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของตนเองมาเยี่ยมเยือนเลยสักครั้ง

ปัญดาวินั่งประมวลเรื่องราวต่างๆตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงวันสุดท้ายที่เธอต้องเสียชีวิตอย่างเดียวดายภายในห้องพักของโรงแรม เธอจดจำทุกสิ่งและทุกอย่างที่ทุกคนแสดงออกมาได้เป็นอย่างดี

หากแต่ผู้เป็นแม่ที่พึ่งกลับเข้ามายังห้องพักคนไข้ ทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่า เธอสามารถจดจำทุกคนและทุกเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีลง

แววตาวูบหนึ่งที่เธอสัมผัสได้จากหญิงกลางคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ของเธอ ทำให้รู้สึกว่าเหมือนตลอดเวลาเธอไม่เคยรู้จักผู้หญิงตรงหน้าคนนี้มาก่อน

แววตาที่เธอเห็นเมื่อครู่ มันคือแววตาของคนที่ดูเหมือนจะไม่พอใจที่เธอยังมีชีวิตอยู่และตื่นขึ้นมาอย่างปลอดภัย และเมื่อครู่แม่ของเธอก็ไม่น่าจะมีการผิดใจกับพยาบาลด้านนอกอย่างแน่นอน

เพราะนอกจากเสียงเรียกทักจากผู้เป็นแม่ก็แทบจะไม่มีเสียงอื่นเข้ามาปะปน จะมีก็แต่เสียงฝีเท้าของเหล่าพยาบาลเท่านั้น ที่เข้ามายังด้านในห้องพักเพื่อตรวจร่างกายของเธอ หลังจากที่เธอฟื้นคืนสติได้ไม่นาน

แม้ตอนนี้แววตาและสีหน้าของผู้เป็นแม่จะกลับเป็นเหมือนที่เคยแล้ว หากแต่แววตาเมื่อครู่ที่เธอได้เห็นมันยังคงตราตรึงและพาให้เธอเริ่มสงสัยกับพฤติกรรมบางอย่างของครอบครัวของตนเอง

หรือตลอดมาเธอจะคิดเพียงแค่ด้านเดียวกันนะ ในเมื่อมีโอกาสอีกครั้งเธอจะต้องไม่พลาดพลั้งและต้องรอบคอบ ไม่ไว้ใจใครอีกต่อไป

แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ปัญดาวินึกถึง และคิดว่าคน คนนี้ต้องเป็นคนที่ยอมช่วยเธอจากใจจริง และไม่คิดร้ายกับเธออย่างแน่นอน

“ แม่คะ หมอนัทไปไหนหรือคะ ”

“ เอ่อหมอนัท คุยอยู่กับน้องอิสน่ะลูก มีอะไรรึเปล่า ”

“ เปล่าค่ะ หนูแค่คิดว่าหมอนัทต้องเป็นคนที่จะเข้ามาตรวจอาการของหนูมากกว่าพยาบาลด้านนอก ”

และสิ่งที่เธอได้ยินมาเมื่อครู่ ก็น่าแปลกเสียยิ่งกว่าเดิม ทำไมเมื่อปัญดาวิที่เป็นคนไข้ตื่นขึ้นมา คนที่เป็นหมอเจ้าของไข้อย่างหมอนัท ที่ใครต่อใครต่างรู้ดีว่าเขาไม่เคยละจากหน้าที่ของตนเอง ถึงได้ยังคุยอยู่กับน้องชายของเธอกันล่ะ

ปัญดาวิค่อนข้างไว้ใจในตัวของเพื่อนรักคนนี้มาก หากแต่คนที่น่าสงสัยก็คงหนีไม่พ้นน้องชายผู้อ่อนแอของเขามากกว่า

“ อากาศด้านนอกค่อนข้างร้อนขนาดนี้ ทำไมอิสถึงมาโรงพยาบาลด้วยล่ะคะ ปกติอิสจะชอบนอนรออยู่ที่บ้านไม่ใช่หรือ น้องร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนี่ ”

ปัญดาวิที่เริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่แปลกประหลาดของน้องชายและแม่ของเธอ เธอจึงได้ทำการหลอกถามด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเหมือนในอดีตที่เคยเป็นมา

หากแต่ตอนนี้ ปัญดาวิคนเดิมจะไม่มีอีกต่อไปแล้วที่ใสซื่อมองโลกเพียงแค่ด้านเดียว มองทุกสิ่งทุกอย่างสวยงามและสดใสอยู่เสมอ

ปัญดาวิที่เกิดใหม่ที่ทั้งหัวใจและสมองสะสมไปด้วยความแค้นและความหวาดระแวง เธอจะไว้ใจใครไม่ได้อีกต่อไป เพราะในสายตาของเธอ ทุกคนก็สามารถที่จะคิดร้ายกับเธอได้อยู่ตลอดเวลานั่นล่ะ

“ อะ อะ อ๋อพอดีว่า อ้าวพ่อพัทธ์มาเยี่ยมน้องหรือลูก ”

แต่ในระหว่างที่ผู้แม่กำลังจะกล่าวตอบเธอด้วยน้ำเสียงประหม่าอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอก็ค่อยๆใกล้เข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ ที่เธอเองก็คุ้นตาเป็นอย่างดีว่าผู้มาใหม่จะเป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจาก

“ คุณพัทธ์ ”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED