แสงแฟลช เสียงกดชัตเตอร์ดังรัว ๆ ต่างรุมกันถ่ายภาพที่ประทับใจ
ปุลวัชรนักธุรกิจหนุ่มที่ผันตัวเองมาทำบริษัทที่เกี่ยวกับธุรกิจเกมออนไลน์แนวใหม่ ที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับตัวเขา รวมทั้งอินฟลูเอนเซอร์ที่มาเซ็นสัญญากับเขา
อีกอย่างปุลวัชรคือหนุ่มคาสโนวาที่ยอมทิ้งเขี้ยวเล็บเข้าประตูวิวาห์กับผู้หญิงนอกวงการที่ไม่มีข่าวคราวกับเขามาก่อนยิ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นที่จับจ้องของนักข่าว
แต่ความสวยของเจ้าสาว ก็ทำให้นักข่าวเข้าใจและรู้เหตุผลว่าทำไมปุลวัชรถึงได้เลือกผู้หญิงคนนี้เป็นเจ้าสาวของเขาเอง ทุกคนต่างชื่นชมในความสวยงามของนุชพินตาอย่างไม่ลดละ
ใบหน้าที่หล่อเหลาคมสันไร้รอยยิ้ม จ้องมองดวงหน้าของนุชพินตาอย่างไม่วางตาเช่นเดียวกัน ในแววตาคู่นั้นไม่ได้แสดงความยินดียินร้ายออกมาให้เธอได้เห็น
เมื่อได้สบตากับเขา นุชพินตาก็มีใบหน้าเจื่อนลงไป ไม่มีความหมายในดวงตาของเขามากไปกว่าคำว่าเฉยเมย นุชพินตารู้ว่าเธอเป็นแค่มวยรองอีกตามเคย ที่เธอได้มาเป็นเจ้าสาวปุ๊บปั๊บของชายหนุ่ม เพราะพี่แวววรรณไม่ยอมที่จะแต่งงานกับเขาคนนี้
นุชพินตาอ่านใจของผู้ชายคนนี้ไม่ออกเลย เธอไม่รู้ว่า เขาเต็มใจที่จะแต่งงานกับเธอด้วยหรือเปล่า คงไม่กระมัง ปุลวัชรก็คงจะถูกจับคลุมถุงชนเหมือนกันกับเธอ ธุรกิจต่อธุรกิจ ในใจของหญิงสาวคิดแบบนั้น
แสงวาบเลื่อนลั่น เรื่องที่ว่านุชพินตาไม่อยากเป็นข่าว คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว เธอเห็นแวบ ๆ ว่ามีกล้องของผู้สื่อข่าวสายบันเทิงมาในงานนี้ด้วย ถึงแม้เธอไม่อยากตกเป็นข่าว พรุ่งนี้คงจะมีข่าวหลายสำนักออกข่าวเรื่องการแต่งงานของปุลวัชรและเธอเป็นแน่แท้
‘เด็กหญิงสาวบ้านนอกตกถังข้าวสาร ได้แต่งงานกับเทพบุตรสุดหล่ออย่างคุณปุลวัชร’ เป็นคำที่ย่าเอ่ยแซวตอนที่นั่งรถมาด้วยกันจากสระบุรี
แม้ว่าย่าจะแซวเล่น ๆ ทว่าในหัวใจของนุชพินตาก็ไม่ได้ยินดีกับคำพูดดังกล่าว กลับรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปสู่ความมืดมนของชีวิตอย่างนั้นแหละ
พิธีกรได้ประกาศว่า ถึงเวลาแล้วที่พิธีการต่าง ๆ จะเริ่มขึ้น พร้อมกับเรียกเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นไปบนเวที
“รีบไปเถอะ จะได้ไม่เสียฤกษ์” คุณคำรักดันหลังลูกชาย พร้อมกับพยักหน้านิด ๆ
ปุลวัชรจับมือกับนุชพินตาแล้วพากันเดินไปทางเวที เขากระชากนิด ๆ ที่เธอยังคงเดินช้า สองมือของนุชพินตายังคงจับชายกระโปรงที่ลากยาว
‘เป็นผู้ชายที่หยาบกระด้าง ไม่เห็นน่ารักเลยสักนิด’ คิดไปเงยหน้ามองเขาในทันใด ใบหน้าของปุลวัชรก็ยังคงนิ่งเฉยเหมือนไร้ความรู้สึก แต่เมื่อมีคนเรียกชื่อของเขา ชายหนุ่มถึงได้ยิ้มให้
“ช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน” ทั้งย่าและคุณแม่เอ่ยออกมาพร้อมกัน
พิธีกรเชิญชวนทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว พร้อมกับญาติของทั้งคู่่ขึ้นไปบนเวที
แข้งขาของนุชพินตาสั่นเทาไปหมด เธอแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หญิงสาวได้แต่เดินตามแรงฉุดของปุลวัชรเท่านั้น เขาจะพาเธอไปไหนเธอก็ยินดีไป ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรทั้งนั้น
ดวงตาของเธอพร่ามัวจนมองไม่เห็นอะไร เห็นแต่สีขาวโพลนเต็มไปหมดทั่วบริเวณงาน พิธีการต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนในงานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสองหนุ่มสาวเป็นคู่ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งนุชพินตาได้รับรู้แค่เพียงแสงแฟลช และเสียงกดชัตเตอร์เท่านั้น แสงวาบ ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ตามัวจนเกิดอาการมึนหัว ร่างเซ ปุลวัชรรีบประคองเธอเอาไว้ทั้งตัว
“เป็นอะไรไปน่ะ” ยังดีที่เขาถามอาการ
“เปล่าค่ะ” พูดเสียงสั่น มือเย็นเฉียบ ถ้าไม่มีเครื่องสำอางฉาบเต็มใบหน้า เขาคงจะเห็นดวงหน้าซีด ๆ ของเธอ สีหน้าและแววตาของนุชพินตาเต็มไปด้วยความกังวล คนเยอะแยะมาจากไหนกันเนี่ย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าไปในปอด
“เธอมีหน้าที่ต้องยิ้มนะ ขอให้ความร่วมมือด้วย” ปุลวัชรก้มลงมากระซิบ เขาทำตาดุ น้ำเสียงทุ้มเย็น ชายหนุ่มกระชับบีบมือที่เย็นเฉียบของหญิงสาวเอาไว้แน่น
นุชพินตาเงยหน้าขึ้นมองเจ้าบ่าวของเธออีกครั้งหนึ่ง และได้สบตากับเขาจัง ๆ เธอยอมรับในความหล่อและดูเท่สมาร์ตของปุลวัชร ใบหน้าแบบนี้สินะที่มีแต่คนมาชอบ นุชพินตาคงจะสับสนอลหม่านไปหมด จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่กระนั้นหัวใจของเธอเต้นตึกตักตอนที่ได้สบตากับปุลวัชร
นุชพินตาถึงกับลอบถอนหายใจอีกหลายหน ในตอนที่หญิงสาวได้เห็นเขาในอินเทอร์เน็ตก็ว่าดูดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ตัวเขายิ่งเปล่งแสงมีออร่าออกมาจนแสบตา หรือว่าจะเป็นชุดสีขาวที่เขาใส่กันนะ
ส่วนปุลวัชรเอง เขาก็มองเธอด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด จนเขาเองก็ยังสงสัยไม่ได้ เพราะว่าหัวใจของเขามันเต้นแรงแปลกกว่าเดิม
ยิ่งในตอนที่พิธีกรสัมภาษณ์ ปรกติเขาคุ้นชินกับการอยู่บนเวทีท่ามกลางคนเยอะ ๆ อยู่แล้ว แต่วันนี้ประหม่าแปลกไปจนเจ้าตัวสัมผัสได้
ปุลวัชรได้แต่ทำหน้าเคร่งขรึมเข้าไว้ เมื่อตัวเองเริ่มหวั่นไหวกับเจ้าสาวคนนี้ เขามีเหตุผลที่ให้กับตัวเองว่า เธอคนนี้จะต้องอยู่ใต้อาณัติของเขา เธอเป็น ‘ผู้หญิงเห็นแก่เงิน’
ความคิดภายในใจจากการที่ได้รับรู้ว่า นุชพินตาแต่งงานกับเขาเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะปุลวัชรรู้สึกพึงพอใจในตัวเจ้าสาวของตัวเองอยู่ลึก ๆ เขาจึงได้รีบปฏิเสธและบอกกับตัวเองว่า เขาเป็นคนชอบสิ่งของสวยงาม และเจ้าสาวของเขาก็เป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่สวยจริง ๆ งานนี้ปุลวัชรไม่น่าจะพลาดที่จะเข้าหอกับเธอในคืนนี้
พิธีการทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ผ่านไปเป็นหลายชั่วโมง นุชพินตานั้นเหมือนหุ่นยนต์ เธอทำทุกอย่างตามการชักจูงของปุลวัชรเธอมารู้สึกตัวอีกที ตอนที่คุณลุงและคุณย่า และพ่อแม่ของเขากำลังกล่าวคำอวยพรทั้งสองคนอยู่ในห้องหอ
“ย่าขอให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนะ ปุ่น… น้องยะหยาเป็นคนที่น่ารัก และเป็นแก้วตาดวงใจของย่า ยังไงขอให้ปุ่นดูแลน้องให้ดีด้วยนะ และย่าคิดว่า น้องจะเป็นศรีภรรยาและเป็นแม่ศรีเรือนให้กับปุ่นได้”
ทั้งบ่าวสาวพากันยกมือ และกราบลงไปที่แทบเท้าของคุณย่า คุณย่าถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ เป็นอีกวันที่คุณย่ารู้สึกยินดีกับหลานสาวของท่านมาก
“ยะหยาจงเชื่อฟังพี่เขานะลูก” ย่าตบท้าย
“ค่ะ” เธอรับปากคุณย่า น้ำตารื้นขึ้นมาคลอหน่วย
หลังจากนั้นทุกคนก็ออกไปจากห้องหอของเธอกับเขา นุชพินตายังนั่งนิ่งเก้กังไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนดี
“ตามสบายนะ พอดีฉันนัดกับเพื่อน ๆ เอาไว้ เพื่อนฉันรอสังสรรค์ต่อกันอีกนิดหน่อย ฉันจะลงไปดื่มกับเพื่อน” ที่จริงเขาควรจะอยู่กับเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น
“ค่ะ” รับเสียงเบา ใจสั่นที่ได้อยู่กับเขาสองต่อสอง แต่ตอนนี้เริ่มเบาใจที่เขาจะออกไปข้างนอก
“มีคนยกกระเป๋าของเธอขึ้นมาไว้บนห้องนี้แล้วล่ะ และคงจะจัดเข้าไปในตู้เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ยังไงก็หาดูเอานะ”
“ค่ะ”
ปุลวัชรลุกยืน เขาพร้อมจะออกไปจากห้อง
“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณปุ่น” นุชพินตาเรียกเขาเอาไว้
“มีอะไรรึ” ชายหนุ่มหันมามองหน้าของเธอ ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย เขาแทบจะไม่ยิ้มให้เธอเลย และไม่เคยมองมาแบบอ่อนโยน
นุชพินตาได้แต่คิด เธอจะต้องทนอยู่กับผู้ชายแบบนี้จริงหรือ การแต่งงานที่ไม่มีความรักเป็นจุดเริ่มต้น มันจะลงเอยแบบไหน
ปุลวัชรยังจ้องเขม็ง มองร่างที่เล็กกว่าลุกขึ้นยืน
“คือว่ายะหยาอยากจะให้พี่ช่วยรูดซิปด้านหลังให้หน่อยค่ะ” เธอพูดด้วยความเขินอาย แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ เพราะซิปมันดันไปอยู่ข้างหลังเสียนี่
“หันหลังมาสิ เดี๋ยวฉันจะรูดให้” พูดอย่างรีบเร่ง เธอรีบทำตามที่เขาบอกในทันที
ในตอนที่เขารูดซิปให้กับเธอนั้น ปุลวัชรเผลอส่งมือไปแตะที่แผ่นหลังของนุชพินตาแผ่วเบา ผิวที่เนียนขาวสะอาดน่ามองของเธอ เขาสังเกตได้เลยว่าบนผิวหนังเนียนเรียบนั้น ไม่มีแม้แต่แป้งผัดให้ผิวขาวผ่องขึ้น เป็นผิวกายของเธอล้วน ๆ
‘นี่มันผิวของคนจริง ๆ หรือนี่’ เขาอดใจไม่ไหวลูบไล้ฝ่ามืออย่างตั้งใจ
“อุ๊ย!” หญิงสาวอุทานออกมา พลางเบี่ยงตัวหลบ ใจเต้นแรงหนักขึ้น เพียงแค่สัมผัสเดียวจากเขาเป็นคนแปลกหน้าก็ทำให้สั่นไหว แต่ทว่าคนแปลกหน้าคนนี้ คือเจ้าบ่าวของเธอ
“เอ่อ... พี่ปุ่นจะไปดื่มกับเพื่อน ๆ ไม่ใช่หรือคะ” ละล่ำละลักพูดกับเขา สองมือตะปบเกาะอกด้านหน้าไม่ให้ชุดที่สวมใส่หลุดร่วงลงไป
ปุลวัชรพยักหน้าและรีบเดินออกจากห้อง เขาทำเหมือนตัดใจอย่างเสียไม่ได้ ก้าวฉับ ๆ ผ่านบานประตูไปอย่างรวดเร็ว
นุชพินตาที่ออกอาการสั่น หายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอตกใจมากที่เขาแตะแผ่นหลังของเธอเมื่อกี้ แล้วก็ลูบไล้เบา ๆ ด้วย หญิงสาวถึงกับกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงไปในลำคอ การแต่งงานและได้นอนห้องเดียวกับเขา มันคงไม่ใช่นอนอย่างเดียว แต่มันหมายถึงต้องทำอย่างอื่นด้วย แค่คิดเธอก็หน้าออกสีแดง
เธอเป็นแฟนกับไตรเทพ ไม่เคยแม้กระทั่งจะหอมแก้มกันเลย มีแค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ที่เธอยินยอมให้ไตรเทพจับมือ หญิงสาวอดที่จะคิดถึงเขาไม่ได้
นุชพินตาเดินไปหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง กำลังตัดสินใจว่าจะส่งข้อความไปบอกไตรเทพดีหรือไม่
แต่สุดท้ายเธอก็ไม่กล้าอยู่ดี เธอกลัวว่าเขาจะเสียใจ
‘ขอโทษนะคะพี่ไตร ขอให้ยะหยาทำใจอีกนิดนึงค่ะ ถ้ายะหยาทำใจได้แล้ว ยะหยาจะบอกพี่ค่ะ’ เธอคิดได้แค่นี้ ตอนนี้ในหัวคิดอะไรไม่ออกเลย
แล้วยิ่งคุณย่ากับคุณลุงบอกว่า จะกลับไปที่สระบุรีหลังจากจบงาน ทิ้งให้เธออยู่กับเขานับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นุชพินตาก็ไม่รู้แล้วว่าเธอจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้
ตอนที่อยู่ในงานแต่งงาน แม้สถานที่จัดงานนั้นจะสวยงามอลังการ บริเวณโดยทั่วถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีขาวทั้งงาน ดูดีและราคาแพงแค่ไหน
แต่มันก็ไม่เข้าตาของนุชพินตาเลย
เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นเพียงหน้าที่ที่เธอต้องทำ
คุณปภินวิทย์กับคุณคำรักเดินมาส่งแขกเหรื่อที่หน้างาน
“เห็นว่าจะกลับสระบุรีเลยหรือคะ” คุณคำรักถามคุณย่า
“ใช่... แปลกที่ก็นอนไม่หลับอยู่เป็นทุนแล้ว นี่คืนนี้ แม่จะต้องนอนคนเดียวอีก ปรกติยะหยาจะนอนกับแม่นะ” แววตาของท่านเป็นห่วงนุชพินตามาก
“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูยะหยาไปนะคะ รักสัญญาว่าจะดูแลหนูยะหยาให้เป็นอย่างดีค่ะ”
“ได้ยินแบบนี้ แม่ก็ดีใจ หวังว่าแม่คงเลือกหลานเขยให้กับยะหยาไม่ผิด”
“ไม่ผิดหรอกครับคุณแม่” คุณเกตุสิงห์รั้งตัวของคุณแม่ให้เดินไปข้างหน้า เพราะอาการของคุณสุรัตนายังรีรอ
“สวัสดีครับคุณแม่ พี่สิงห์ครับไว้ผมจะโทรหานะครับ”
“อื้ม”
แขกในงานทยอยกลับ มีเพียงกลุ่มเพื่อนสนิทของปุลวัชรที่ยังคงอยู่ในงานเกือบสิบห้าคน
เสียงหยอกเย้าดังพอสมควร คงกำลังสนุกกับการดื่มกิน
“ลูกออกมาจากเรือนหอแบบนี้ มันจะดีหรือคะ ตอนนี้ปุ่นจะต้องอยู่ในห้องกับเจ้าสาวของเขานะคะ คำโบราณก็พูดเอาไว้แล้วว่า เจ้าบ่าวควรอยู่กับเจ้าสาวทั้งคืน” สีหน้าของผู้เป็นแม่ไม่ค่อยดีนัก คุณคำรักหันไปสบตากับคุณสามี
“คุณรัก คุณจะไปบังคับลูกได้หรือ ปล่อยเจ้าปุ่นไปเถอะ แค่เราบังคับให้มันยอมเข้าพิธีแต่งงานได้ โดยที่มันไม่โวยวาย ก็เป็นบุญนักหนาแล้ว”
“รักทราบค่ะ”
“ถ้ารักอยากจะให้ทุกอย่างเป็นไปตามคำทำนายของหมอดูคนนั้นละก็ ก็ต้องยอมให้เจ้าปุ่นทำแบบนี้แหละ”
“หมอดูของรักคนเดียวเสียที่ไหนล่ะคะ ของคุณพี่ด้วย ที่รักทำไปทุกอย่างนั้น ก็เพราะว่ารักหวังดีกับลูกนะคะ”
“ที่รักจ๋า ที่รักทำถูกแล้วล่ะ พี่ก็เห็นด้วย ถ้าเราไม่บังคับเจ้าปุ่นให้แต่งงาน ชาตินี้เราสองคนจะได้อุ้มหลานหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ค่ะ รักขอภาวนานะคะ ให้หนูยะหยามัดใจปุ่นได้”
“ลูกสะใภ้ของเราออกจะสวย ออกจะน่ารัก และได้ฟังจากปากของคุณแม่สุแล้ว พี่คิดว่า เราสองคนไม่น่าจะผิดหวัง”
“รักก็หวังเอาไว้อย่างนั้นค่ะ”
ทั้งสองสามีภรรยามองไปยังกลุ่มของลูกชายที่กำลังสรวลเสเฮฮากันอย่างสนุกสนาน