ซูเจินตื่นขึ้นอีกครั้ง เพราะเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวดของผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อเธอลืมตาขึ้น จึงคิดจะเอ่ยปลอบคนที่ร้องไห้อยู่ คงไม่มีใครนอกจากเสี่ยวชิง
เพราะตัวเธอสูญเสียคุณพ่อคุณแม่ไปตั้งแต่ยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หัวคิ้วของซูเจินก็ขมวดเข้าหากันแน่น
ไม่ ไม่ถูกต้อง ทำไมเธอจึงรู้สึกเหมือนถูกกอดรัดไว้อย่างแน่น ความรู้สึกที่เริ่มจะหายใจไม่ออกทำให้ ซูเจินร้องประท้วงออกมา
“อุแว้” ซูเจินเงียบเสียงลง พร้อมทั้งเสียงของสตรีที่ร้องคร่ำครวญเมื่อครู่ก็หยุดลงเช่นกัน ซูเจินร้องใหม่อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงของเธอ
“อุแว้” ดวงตาของซูเจินเบิกกว้าง เธอรู้แล้วว่าเสียงร้องของเด็กน้อยเมื่อครู่เป็นเสียงร้องของเธอเอง
มันเหมือนจะยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีก เมื่อสตรีตรงหน้าเปลี่ยนท่าทางที่กอดเธออยู่ เป็นอุ้มออกดูเพื่อจะดูว่าให้แน่ใจเช่นกัน
สิ่งที่ซูเจินเห็นทำให้นางกรีดร้องออกมาเสียงดัง แข่งกับสตรีที่อุ้มเธออยู่
ในความรู้สึกของเธอ เหมือนเธอกำลังโวยวายอย่างบ้าคลั่ง แต่เสียงที่เปล่งออกมาเป็นเพียงเสียงของเด็กน้อยที่ร้องลั่นปานจะขาดใจ
“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้วลูก” เสียงของสตรีตรงหน้าตบห่อผ้าในอ้อมกอด พร้อมทั้งร้องบอกไม่ขาดปาก
แม้ไม่เห็นภาพตรงหน้าแต่ก็พอจะรู้ว่ามีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ยื่นล้อมรอบตัวสองแม่ลูกอยู่ เพราะฟังจากเสียงที่พูดคุยกระซิบกระซาบไม่ขาดสาย
“ต้าหลาง เจ้าก็เห็นด้วยกับภรรยาของเจ้ารึ!!!” เสียงของชายวัยกลางคนตวาดออกมาเสียงดัง
“ท่านผู้นำหมู่บ้าน ข้า ข้า” บุรุษที่ชื่อต้าหลางพูดไม่ออก ได้แต่พูดตะกุกตะกักฟังไม่รู้เรื่อง
“ข้าเองท่านพี่ ข้าแต่งนางให้อาเต๋อ ไม่คิดว่าเมื่อสามีไปรบนางจะขี้เกียจไม่ทำงานในเรือน ในไร่ แล้วผู้ใดจะเลี้ยงนางได้เล่า”
“เหอะ เจ้าลืมที่รับปากอาเต๋อไว้อย่างนั้นหรือ”
“รับปากอันใด ข้ามิได้รับปาก อย่างไรในเรือนก็ต้องมีบุรุษไปร่วมรบ เป็นอาเต๋อก็ถูกต้องแล้ว หรือท่านต้องการให้ต้าหลางไปแทนบุตรชายของเขาเล่า”
ซูเจินอยากจะยกมือขึ้นปิดหู เพราะรำคาญเสียงแหลมของสตรีที่พูดขึ้นไม่น้อย แต่ก็ไม่อาจจะทำได้ เพราะมือที่เล็กแล้วยังถูกห่อไว้แน่นอีกด้วย
“ไร้เหตุผลสิ้นดี ตอนที่อาเต๋อลงชื่อ สินเดิมของมารดาเขายังมีอยู่มาก พวกเจ้าก็หน้าหนา ไม่ยอมนำมาให้เขาใช้จ่ายให้ทางการ เพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าร่วมกองทัพ มาตอนนี้เจ้าจะบอกรึว่าได้พูด” ผู้นำหมู่บ้านยกนิ้วชี้ไปที่ต้าหลาง ที่หลบอยู่ด้านหลังของนางไห่ซื่อ
“หากพวกเจ้าจะไล่อาเม่ยออกจากเรือนก็ย่อมได้ แต่สินเดิมของมารดาอาเต๋อต้องให้นางติดตัวไปด้วย”
“ไม่ได้ ข้าไม่ยอม เงินที่เป็นสินเดิมของนางมีมากสักเพียงใด ใช้เลี้ยงดูอาเต๋อมาจนเติบใหญ่ ทั้งยังแต่งภรรยาให้เขาก็หมดลงแล้ว” นางไห่ซื่อกรีดร้องออกมาอย่างไม่ยอม
“หึ จริงอย่างที่นางพูดหรือไม่ต้าหลาง” ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยถามเสียงเข้ม
“จะ จริงขอรับ” ต้าหลางเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเบา เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองสบตาของชาวบ้านที่มองมาทางเขา
“ดีดี อาเม่ย เจ้าจะเอาอย่างไร”
“ข้า ข้า ขอเพียงสินเดิมที่ท่านแม่ยึดไว้คืนก็พอเจ้าค่ะ” นางเอ่ยออกอย่างหวาดกลัว
เพราะสูญเสียบิดามารดาไปตั้งแต่เยาว์วัย อาศัยอยู่กับท่านปู่ท่านย่า แต่ก่อนที่นางจะออกเรือนได้สามปี ทั้งคู่ก็มาสิ้นใจทิ้งนางไว้เพียงลำพัง
แต่ยังดีที่ทั้งสองทิ้งเงิน และที่นาไว้ให้นางใช้จ่ายและทำกินอย่างไม่ขัดสน ตอนที่นางแต่งเข้าเรือนตระกูลชุยมีสินเดิมติดตัวมาถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ทั้งยังที่นาอีกสิบหมู่ โฉนดเรือน ทั้งหมดล้วนถูกนางไห่ซื่อยึดไปทั้งสิ้น
ที่นาของนางที่ใช้ปลูกข้าว เงินที่ได้จากการขายผลผลิตล้วนแต่ถูกเก็บเข้ากองกลางจนหมด ทั้งที่ข้าวก็ปลูกได้มาก แต่นางกับชุยเต๋อกลับได้กินเพียงวันละสองมื้อ หากไม่ทำงานก็จะได้กินเพียงมื้อเดียว
แต่คนทั้งเรือนได้กินเต็มที่สามมื้อ นางทนทุกข์ในตระกูลชุยถึงสองปี หากไม่เป็นเพราะสามีของนางคอยปลอบใจและทำงานหนักแทนนาง นางคิดว่านางคงได้ตายตั้งแต่ในปีแรกที่แต่งเข้ามาแล้ว
ยามที่นางตั้งครรภ์ยังต้องทำทั้งงานในไร่และในเรือน สองวันมานี้ เพราะบุตรสาวที่เพิ่งคลอดได้เพียงแค่ห้าเดือนล้มป่วย นางจึงไม่ได้ไปที่นา อยู่ดูแลบุตรสาว นางไปขอเงินแม่สามีเพื่อพาบุตรสาวไปหาหมอ นางไม่ยอมให้
ที่เกิดเรื่องมาถึงขั้นตัดขาดในวันนี้ เพราะจิ่วเม่ยโวยวาย เมื่อเห็นว่าบุตรสาวของนางหายใจรวยริน แต่พ่อสามีก็เพียงปรายตามอง ทั้งแม่สามียังด่าทอนางไม่ยอมให้เงินพาบุตรสาวไปหาหมอ
“ข้าไม่ได้เอาไป จะมีคืนได้อย่างไร” ไห่ซื่อเชิดหน้าขึ้น
“เหอะได้ เช่นนั้น ข้าจะไปแจ้งทางการให้จัดการเรื่องนี้”
เมื่อเห็นว่าผู้นำหมู่บ้านเอาจริงและเริ่มจะเดินกลับไปที่เรือน ต้าหลางก็ดึงแขนเสื้อของไห่ซื่อ และส่งสายตาให้นางยอมคืนไป
“ช้าก่อน ข้าจะลองไปหาดูว่ามีหรือไม่” นางไห่ซื่อรีบร้อนกลับเข้าไปในเรือนของนาง ก่อนไปยังส่งสายตาอาฆาตมามองจิ่วเม่ยอีกด้วย
แต่มีหรือที่นางจะยอมคืนทั้งหมดที่ยึดมาได้ นางไห่ซื่อนำเงินเพียงสามสิบตำลึงเงินและโฉนดเรือน โฉนดที่ดินมาโยนให้จิ่วเม่ยเท่านั้น
ป้าหวงภรรยาผู้นำหมู่บ้านเดินเข้ามาตรวจดูสินเดิมของจิ่วเม่ยก็ร้องโวยวายออกมา
“รังแกเกินไปแล้ว เจ้าคืนมาเพียงแค่สามสิบตำลึงได้อย่างไร”
“ได้ เช่นนั้นก็นำเรื่องไปแจ้งทางการเสีย” เสียงชาวบ้านเริ่มด่าทอสองสามีภรรยาออกมา
ต้าหลางที่ทนอับอายไม่ไหว วิ่งเข้าไปในเรือนแล้วนำเงินออกมาให้จิ่วเม่ยจนครบ
“หมดเงินแล้วอย่าได้มาร้องขอความช่วยเหลือจากข้าอีก” ไห่ซื่อกรีดร้องออกมา
ที่ต้าหลางกับไห่ซื่อยอมตัดขาดกับสองแม่ลูกง่ายเพียงนี้ เพราะข่าวของชุยเต๋อขาดหายไปได้เกือบสองเดือนแล้ว ทั้งสองจึงคิดว่าชุยเต๋อตายตกในสนามรบไปเรียบร้อยแล้ว
จึงไม่คิดอยากจะเก็บสองแม่ลูกไว้ในเรือนให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำ ระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีเพื่อขับไล่ ทั้งยังยึดสินเดิมไว้ด้วย จิ่วเม่ยที่สงบปากสงบคำก็โวยวายเรื่องบุตรสาวของนางออกมาเสียก่อน
ชาวบ้านที่ได้ยินเรื่องที่นางสาธยายความเลวร้ายตลอดสองปีที่ได้รับออกมาก็รีบไปเรียกผู้นำหมู่บ้าน ด้วยเห็นนางไห่ซื่อคว้าไม้ทุบตีจิ่วเม่ยอยู่ด้วย
ผู้นำหมู่บ้านรีบเขียนหนังสือตัดขาดทันที พร้อมทั้งเขียนของชุยเต๋อออกมาด้วยอีกฉบับ เขาจึงเชื่อว่าคนดีเช่นชุยเต๋อจะไม่ตายตกไปอย่างง่ายดายแน่นอน
จิ่วเม่ยกับชุยเต๋อจึงได้มาใช้แซ่ของมารดาชุยเต๋อคือ แซ่ซู เรื่องนี้นับว่าสร้างแปลกใจให้ซูเจินที่นอนนิ่งฟังเรื่องราวต่างๆ อยู่ไม่น้อย
เพราะตัวนางก็แซ่ซู นามเจิน มาภพใหม่ยังได้ใช้ชื่อแซ่เดิมอีก ซูเจินนางผนวกเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว นางข้ามมิติมาอยู่ในยุคโบราณในร่างของเด็กทารกที่มีความทรงจำเดิมอยู่ครบถ้วน
หมู่บ้านที่นางอยู่ คือ หมู่บ้านตงหยาน เมืองเหอหนาน แคว้นต้าเยี่ยน เหมือนว่านางอยู่ที่ป่าของเหอหนาน เพียงย้อนกลับมาในพันปีที่แล้ว
จิ่วเม่ยมีชาวบ้านช่วยเก็บของของนางพากลับไปที่เรือนเดิมที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ข้าวของของนางมีไม่มาก เก็บไม่ถึงเค่อ (1เค่อ = 15 นาที) ก็เสร็จเรียบร้อย
เรือนของท่านปู่ท่านย่าของนางที่ท้ายหมู่บ้านมิได้ทรุดโทรมทั้งยังมีห้องมากถึงห้าห้อง นางไห่ซื่อจึงอยากได้มาครอบครองมากนัก นางอยากยกให้ชุยฟงบุตรชายของนาง ที่ปีหน้าก็จะต้องลูกสะใภ้เข้าเรือนแล้ว แต่ก็ต้องคืนให้จิ่วเม่ยไปเสียก่อน
“ขอบคุณทุกท่านมากเจ้าค่ะ บุญคุณที่ช่วยข้าในครั้งนี้ ข้าจะไม่ลืมเจ้าค่ะ” จิ่วเม่ยคุกเข่าลงต่อหน้าชาวบ้าน เมื่อพวกเขามาส่งนางที่เรือน
“นับว่าสวรรค์เมตตาเจ้าแล้วอาเม่ยที่หลุดพ้นแม่สามีเช่นนั้นมาได้ เมื่ออาเต๋อกลับมาพวกเจ้าก็จะอยู่เป็นครอบครัวเสียที” ป้าหวงเอ่ยออกมาอย่างเห็นใจ
“ข้าก็หวังเช่นนั้นเจ้าค่ะ” นางปาดน้ำตา ร้องไห้ออกมาเงียบๆ
ซูเจินอดจะสงสารมารดาคนใหม่ของนางไม่ได้ ที่มีชีวิตรันทดเช่นนี้ นางทำได้แต่ยกมือน้อยกำไปที่อกเสื้อของนาง
“โอ้ เจินเออร์หิวแล้วหรือ” เป็นป้าหวงที่เอ่ยออกมา
มือเล็กๆ ที่กำสาบเสื้อของมารดาอยู่แทบจะคลายออกทันที นางอุตส่าห์เป็นห่วง แต่คิดไปว่านางหิวได้อย่างไร
จิ่วเม่ยส่งเงินให้ผู้นำหมู่บ้านแปดสิบตำลึงเงิน เพื่อให้เขาจัดการเรื่องซื้อที่ดินเพิ่มให้นาง เพราะนางคิดว่าหากเงินอยู่ที่ตัวนางมากเกินไปนางไห่ซื่อคงได้ตามมาหาเรื่องอีกแน่นอน
“อาเม่ย เจ้าอย่าได้กังวล ข้าเขียนในหนังสือตัดขาดอย่างชัดเจน หากเรือนตระกูลชุยยังมาสร้างความวุ่นวายกับพวกเจ้าสองแม่ลูกอีก พวกเขาจะต้องจ่ายเงินให้พวกเจ้าร้อยตำลึงเงิน ไม่เช่นนั้นก็ให้ทางการจัดการ”
“แต่ข้าก็ยังไม่วางใจเจ้าค่ะ” นางผลักเงินกลับไปให้ผู้นำหมู่บ้าน
เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมานางรู้ถึงความร้ายกาจของนางไห่ซื่อไม่น้อย ยิ่งบ้านเดิมของนางที่อยู่อีกหมู่บ้าน ยิ่งน่ากลัวกว่านางมากนัก
สายตาของน้องชายนางที่มาขอเงินพี่สาวที่มองจิ่วเม่ยทุกครั้ง ทำให้นางอกจะขนหัวลุกไม่ได้
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า ข้าจะจัดการเรื่องที่ดินให้พรุ่งนี้เลย ที่นาที่ติดกับผืนของเจ้าก็ยังว่างอยู่ นางยังเหลือก็ซื้อที่ติดเรือนไว้ เมื่ออาเต๋อกลับมาจะได้ปลูกผักไว้ขายได้” ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยฝากให้เรือนที่อยู่ด้านข้างของจิ่วเม่ยช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลสองแม่ลูกก่อนที่จะกลับเรือนไป
นางจึงได้ปิดประตูเรือน แล้วพาซูเจินกลับเข้าไปในห้องเพื่อให้นางดื่มนม
ซูเจินแทบจะร้องออกมา เมื่อเห็นจิ่วเม่ยเปิดสาบเสื้อออก และกำลังยัดเต้านมเข้าไปในปากของนาง
“ไม่ร้อง ไม่ร้องเด็กดี แม่กำลังป้อนนมให้เจ้าอย่างไรเล่า”
ซูเจินหันหน้าน้อยๆ ของนางหนีอย่างสุดชีวิต แต่สุดท้ายเต้านมของมารดาก็เข้ามาอยู่ในปากของนาง จะดูดก็ไม่กล้า จะกัดก็ทำไม่ลง ได้แต่อมไว้ในปาก
จิ่วเม่ยเห็นบุตรสาวไม่ยอมดูดก็บีบแก้มน้อยๆ ของนางเพื่อเร่งให้นางดูดนมเสียที ท้องน้อยๆ ของซูเจินไม่อาจจะต้านทานความหิวได้นางจึงได้เริ่มดูดนมของจิ่วเม่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ
แต่เมื่อน้ำนมไหลเข้าปาก จึงได้รู้ว่ารสชาติก็ไม่ได้แย่เสียหน่อย จึงได้ดูดนมของจิ่วเม่ยอย่างเอาเป็นเอาตายจนเกือบจะสำลัก
“ค่อยๆ ดื่ม แม่ไม่ได้เร่งเจ้าเสียหน่อย” ปากน้อยๆ ดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาก็สำรวจมารดาคนใหม่ไปด้วย
นางเป็นเพียงแม่นางน้อยวัยไม่ถึงยี่สิบหนาวก็มีลูกเสียแล้ว ดูแล้วคงเพียงจะสิบหกสิบเจ็ดหนาวเท่านั้น
จิ่วเม่ยเห็นดวงตาของบุตรสาวจ้องมองนางตาไม่กะพริบก็อดจะก้มลงหอมแก้มนางไม่ได้ ยิ่งมาใช้ชีวิตกันสองคน ก็ยิ่งคิดถึงสามีที่ไม่มีข่าวคราวส่งมา ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นเช่นใดบ้าง
ตลอดเวลาที่ซูเต๋อ (เปลี่ยนมาใช้แซ่มารดาแล้ว) อยู่ในสนามรบเขาส่งเงินกลับมาให้พวกนางสองแม่ลูกไม่ขาด ไม่รู้ว่าที่ตัวได้มีติดไว้หรือไม่ แต่เงินสามตำลึงเงินก็ไม่เคยตกถึงมือสองแม่ลูกเลยสักครั้ง
เมื่อซูเจินกินอิ่มแล้วก็ไม่อาจต้านทานหนังตาที่กำลังจะปิดลงได้ นางจึงหลับไปในอ้อมกอดของจิ่วเม่ย พอเห็นบุตรสาวหลับแล้ว นางจึงลุกขึ้นไปเก็บของเข้าที่ และต้อมน้ำเพื่อเช็ดตัวให้ตนเองและบุตรสาว
ยังดีที่ชาวบ้านในหมู่บ้านมีน้ำใจกับนางไม่น้อย พวกเขาต่างนำข้าวสาร ผัก ของแห้งมาให้นางใช้ที่เรือนไปก่อน
จิ่วเม่ยจึงเข้าครัวไปจัดการหุงหาอาหาร เพราะมีเพียงปากท้องเดียวที่กิน นางจึงทำออกมาเยอะ ซูเจินนางก็เพียงได้แต่ดื่มนมเท่านั้น
มื้อนี้เป็นมื้อที่นางกินข้าวได้อิ่มท้องตั้งแต่แต่งให้ซูเต๋อมา นางก็แทบจะไม่ได้กินจนอิ่มสักมื้อ กินข้าวไปน้ำตาก็ไหลไป เพราะคิดถึงสามี แต่ไม่รู้จะส่งข่าวให้เขาเช่นไร
รุ่งเช้าวันใหม่ จิ่วเม่ยที่กำลังจัดการบุตรสาวตัวน้อยอยู่ ป้าหวงก็ร้องเรียกนางอยู่ที่หน้าเรือน
“อาเม่ย อาเม่ย”
“มาแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบเดินไปเปิดประตูเรือน ก็เห็นป้าหวงยืนรอนางอยู่
“เข้ามาก่อนเจ้าค่ะ”
“ข้ามาถามเจ้าว่าจะปลูกข้าวเลยหรือไม่” เพราะที่นาของจิ่วเม่ยที่เก็บเกี่ยวไปนานแล้ว ยังว่างเปล่าอยู่
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านกำลังเริ่มต้นการเพาะปลูกอีกครั้ง ป้าหวงเห็นว่าจิ่วเม่ยนางตัวคนเดียวจึงได้มาถามด้วยความเป็นห่วง
“เรื่องนี้ข้าก็กำลังจะไปหาท่านอยู่พอดีเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด ว่าแต่เจ้าเสร็จแล้วหรือยัง เจินเออร์เล่า” นางชะเง้อคอมองหาเด็กตัวน้อย
“ไปได้เลยเจ้าค่ะ ท่านป้ารอข้าประเดี๋ยว” จิ่วเม่ยเข้าไปอุ้มบุตรสาว ใช้ผ้าผูกมัดตัวนางไว้ที่ด้วยหน้า ก่อนจะเดินออกจากเรือนไปพร้อมป้าหวง
นางไม่มีเมล็ดข้าวที่จะใช้ปลูก ป้าหวงจึงได้แบ่งจากที่เรือนของนางมาให้ แต่จิ่วเม่ยก็ไม่กล้าเอาเปล่าๆ ป้าหวงจึงได้คิดเงินนางเพียงสองตำลึงเท่านั้น
นับว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับที่นาของจิ่วเม่ยที่เพิ่มมาอีกเกือบสิบหมู่ ตอนนี้นางจึงมีที่ทำนาถึงสิบหกหมู่ หากจะให้นางทำผู้เดียวคงไม่ไหว ชาวบ้านจึงได้มาช่วยนางทำนาในครั้งนี้ด้วย
แต่ต้องรอให้ชาวบ้านจัดการแปลงของตนเองเรียบร้อยเสียก่อน จิ่วเม่ยนางให้ค่าแรงพวกเขาคนละสามสิบอิแปะ เท่ากับราคาค่าจ้างในเมือง เพียงแต่ไม่มีอาหารให้เท่านั้น
“ไม่ต้อง เจ้าเก็บเงินไว้ดูลูกเถิด” ป้าหวงและชาวบ้านต่างตำหนินาง
“ไม่ได้เจ้าค่ะ พวกท่านช่วยเหลือข้าบ่อยครั้ง แต่ข้าไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนพวกท่านได้เลย” จิ่วเม่ยมองพวกเขาทุกคนอย่างซาบซึ้ง
“เช่นนั้นก็ให้เพียงยี่สิบอิแปะพอ ข้าวกลางวัน พวกข้าจะจัดการกันเอง” เมื่อป้าหวงเอ่ยเช่นนี้ ชาวบ้านที่เหลือต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ในหมู่บ้านหากไม่ใช่พวกเห็นแก่ตัวที่อยู่ไม่กี่เรือน พวกเขาต่างช่วยเหลือกันอยู่แล้ว จึงไม่คิดอยากจะได้เงินจากสองแม่ลูกที่น่าสงสารเช่นนี้ ในเมื่อจิ่วเม่ยนางไม่ยอม ทุกคนจึงได้ทำอย่างที่ป้าหวงว่า
ซูเจินน้อยมองพวกเขาพูดอย่างอบอุ่นหัวใจ ในโลกที่นางจากมามีแต่การแข่งขัน น้อยนักที่จะเห็นผู้คนที่มีน้ำใจเช่นนี้ นางอยากจะรีบโตแล้วช่วยพวกเขาทำมาหากินนัก
จิ่วเม่ยวางบุตรสาวให้นอนที่ใต้ต้นไม้ นางลงไปช่วยชาวบ้านลงนา ซูเจินนางมองฟ้ามองต้นไม้ใบหญ้ารอบตัวอย่างสนใจ
ซูเจินนางไม่ได้ร้องไห้โยเยกวนมารดายามที่นางทำงาน แม้จะหิวจนท้องน้อยๆ เริ่มร้องแล้ว แต่ก็ยังนอนรออย่างเชื่อฟัง
น่าแปลกบริเวณที่ซูเจินนอนรอมารดาของนางอยู่ มีเหล่าผีเสื้อ แมลง ผึ้งบินวนที่ตัวนางอยู่ตลอด แต่เหมือนทั้งหมดมาหยอกล้อกับนางแม้แต่ผึ้งก็ยังไม่มีสักตัวที่จะทำร้ายนาง
“อาเม่ย!!! ไปดูเจินเออร์ เร็วเข้า” ป้าหวงหันมามองซูเจินที่มีแมลง ผึ้ง ผีเสื้อบินตรอมนางอยู่ นางจึงได้ร้องเสียงดังออกมา
จิ่วเม่ยทิ้งของในมือ แล้ววิ่งไปทางบุตรสาวทันที แต่เมื่อเข้าไปไกล แมลงที่เห็นก็ไม่ได้คิดจะผละหนี ทั้งยังบินลงอยู่ด้านข้างอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อสำรวจเนื้อตัวของบุตรสาวเห็นว่าไม่ได้รับบาดเจ็บที่ใด นางก็มองเหล่า แมลงที่อยู่ด้านข้างตัวบุตรสาวอย่างแปลกใจ
ซูเจินนางอยากจะสื่อสารให้มารดาเข้าใจ ใจแทบขาด ว่านิ้วมือของนางมีบางสิ่งที่เกิดขึ้น
นางไม่รู้ว่าแสงสว่างที่เกิดขึ้นเหมือนตอนที่อยู่ในป่าเหอหนาน เกิดขึ้นอีกครั้งได้อย่างไร แม้แต่เสียงแมลงที่อยู่รอบตัวนาง นางยังได้ยิน
เมื่อครู่ก่อนที่มารดาจะเดินมา นางสามารถสื่อสารผ่านทางจิตกับผีเสื้อตัวใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของแมลงที่บินวนรอบตัวนาง
"นายหญิง ท่านมาแล้ว พวกข้ารอท่านมานานเหลือเกิน”
“รอข้า รอทำไม” ซูเจินเอ่ยถาม แต่ดูเหมือนว่านางเป็นเพียงเด็กน้อยที่พ่นน้ำลายออกมาเสียมากกว่าที่จะเป็นการเอ่ยพูดกับผีเสื้อ
“เพราะมือของท่านจะช่วยฟื้นคืนต้นไม้ในมิตินี่ได้”
“ห๊า มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรอ”
“เมื่อท่านเติบโตขึ้นจะเข้าใจเจ้าค่ะ แต่ท่านไม่ต้องห่วงตอนนี่ที่ท่านยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พวกข้าจะคอยอยู่ดูแลท่านเจ้าค่ะ”
“ดีดี ข้าจะเรียกเจ้าว่าอะไร”
ผีเสื้อสีสันสวยงามมีนามว่า เสี่ยวเตี๋ย จะคอยแจ้งเรื่องสื่อสารกับเหล่าสัตว์ปีก หัวหน้าผึ้ง เสี่ยวมี่ นางจะสื่อสารกับสัตว์มีพิษทุกชนิด หัวหน้ามด เสี่ยวอี่ สัตว์ที่อยู่ใต้ดินและในป่าทั้งหมดจะถูกส่งต่อเรื่องราวต่างๆ จากเสี่ยวอี่
เมื่อเห็นสายตาที่มองมาอย่างสงสัยของจิ่วเม่ย ซูเจินจึงให้ทุกตัวแยกย้ายกันไปก่อน เหลือเพียงแต่เสี่ยวเตี๋ย เสี่ยวมี่ และเสี่ยวอี่ เท่านั้นที่อยู่ข้างนาง
“หิวแล้วใช่ไหมลูก” จิ่วเม่ยอุ้มตัวบุตรสาวขึ้นมาป้อนนม เมื่อเห็นว่าแมลงต่างๆ ถอยหายไปจากที่ลูกสาวนอนแล้ว
พอจิ่วเม่ยวางซูเจินที่กินอิ่มแล้วและหลับสนิท นางก็กลับไปช่วยชาวบ้านทำงานต่อ ระหว่างที่ซูเจินนางหลับ แมลงทั้งสามก็กลับมาอยู่ที่บนหน้าอกของนางอีกครั้ง
ราวกับกำลังเฝ้าเจ้านายตัวน้อยให้นอนหลับอย่างปลอดภัย
วันเวลาที่สงบสุขของสองแม่ลูกก็อยู่ไม่นาน หลังจากที่แยกออกมาใช้ชีวิตของตนเองได้เพียงสิบวัน นางไห่ซื่อที่อิจฉาที่ทำกินที่เพิ่มขึ้นอีกนับสิบหมู่ และที่ข้างเรือนของจิ่วเม่ยที่เพิ่มอีกห้าหมู่ ก็ทำให้นางเริ่มคิดแผนการ
ยิ่งมีบุตรชายอย่างชุยฟงช่วยวางแผนด้วยแล้ว นางก็เดินทางกลับไปที่บ้านเดิม เพื่อพูดคุยกับน้องชายของนาง
“อากวง ข้ามีงานให้เจ้าทำ” นางไห่ซื่อดึงตัวน้องชายไปคุยที่หลังเรือน แล้วบอกแผนการที่นางให้ไปจัดการ
ไห่กวง ดวงตาเป็นประกายเมื่อฟังแผนการของพี่สาว เขาเลียริมฝีปากอย่างมุ่งร้าย
“หากข้าได้ดี ไม่มีวันเริ่มท่านพี่อย่างแน่นอน”
สองพี่น้องมองและยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ ก่อนที่นางไห่จะแยกกลับไปที่หมู่บ้านก่อน ในตอนกลางคืนไห่กวงจะแอบเข้าไปในหมู่บ้าน
กลางดึกในคืนนั้น สองแม่ลูกนอนอยู่ภายในห้อง โดยไม่รู้เลยว่าด้านนอกเรือนกำลังมีคนคิดที่จะแอบเข้ามา
เป็นไห่กวงที่กำลังเหลียวมองไปรอบๆ เรือน เพื่อหาทางกระโดดเข้ากำแพง ยังดีที่เรือนของจิ่วเม่ย ท่านปู่ท่านย่าของนางพอจะมีเงินจากการค้าขาย จึงได้สร้างกำแพงที่แข็งแรง ทั้งยังสูงกว่าเรือนอื่น ด้วยกลัวว่าสัตว์ป่าจะเข้ามาในหมู่บ้าน
แต่ไห่กวงยังมิได้จะลองกระโดดเข้าเรือนของจิ่วเม่ย เสียงบินของผึ้งที่ไม่น่าจะยังมีอยู่ในตอนกลางคืน ก็บินตรงมาทางเขานับร้อยตัว
ผึ้งในความดูแลของเสี่ยวมี่ ทำรังอยู่ที่ต้นไม้หน้าเรือนของจิ่วเม่ย เมื่อเห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของไห่กวง มันก็รีบไปแจ้งเสี่ยวมี่ที่อยู่ด้านในเรือนทันที
พอเสี่ยวมี่ออกมาด้านนอก พร้อมกับเสี่ยวเตี๋ย จึงให้ฝูงผึ้งเข้าจัดการกับไห่กวง จะได้ไม่รบกวนเวลานอนของนายหญิงของตน นางจะได้โตเร็วๆ
“โอ๊ยยย” เสียงร้องของไห่กวงที่หน้าเรือน ทำให้จิ่วเม่ยต้องลุกออกไปดูว่าเป็นเสียงของผู้ใด
แต่เมื่อออกมาชะเง้อคอดู ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอยู่ที่หน้าเรือนของนาง จิ่วเม่ยเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่นางจะเดินกลับไปนอนข้างบุตรสาวตามเดิม
ไห่กวงวิ่งหนีฝูงผึ้งไปยังเรือนของพี่สาว เมื่อจิ่วเม่ยนางออกมาจึงไม่ได้เห็นเขา ไห่กวงโดนผึ้งต่อยไปที่ใบหน้าและเนื้อตัวไม่น้อยกว่าสิบแห่ง
เสี่ยวมี่ไม่ได้สั่งให้ลูกน้องของตนต่อยเขาเพิ่มแล้ว เพียงแต่ยังไล่ตามไปจนถึงเรือนของนางไห่ซื่อ