อีกสิบนาทีสี่ทุ่มของคืนวันศุกร์
ก๊อก ๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากห้องนอนชั้นล่างที่อยู่ปีกขวาสุดในบ้าน ‘ อภิรมย์สราญ ’ ดังขึ้น ร่างของหญิงสาวผู้กำลังพนมมือสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“ หนูหนึ่ง หลับหรือยังลูก ” คนข้างในจำเสียงนั้นได้แม่น นั่นคือป้าละมุน แม่บ้านคนเก่าคนแก่ของที่นี่ จึงลงจากเตียงแล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อไถ่ถาม
“ ยังค่ะป้า แต่ก็ใกล้แล้วแหละ หนึ่งสวดมนต์อยู่ค่ะ ”
” พอดีคุณแสนสั่งมาว่าให้หนูหนึ่งเอากาแฟกับขนมไปให้ ” ดวงตากลมโตของหญิงสาวไหวระริกชั่วครู่ ก่อนถามออกไปด้วยน้ำเสียงตกใจ เพราะรู้มาว่าอีกฝ่ายจะไปงานแต่งเพื่อนที่ต่างประเทศและจะอยู่เที่ยวต่อที่โน่นกับกลุ่มเพื่อนอีกสองสัปดาห์ แต่นี่พึ่งผ่านไปสัปดาห์เดียวเองนี่นา
“ คุณแสนกลับมาแล้วเหรอคะ ”
“ ใช่ พึ่งมาถึงเมื่อครู่นี่เอง พอดีเจ้าสีนวลมันหนีออกไปเที่ยวแล้วมาข่วนประตูเรียก ป้าก็เลยตื่น ” ป้าละมุนหมายถึงเจ้าแมวอ้วนสัตว์เลี้ยงคู่ใจ
“ เร็ว ๆ ด้วยนะ เห็นบอกว่าหิว ป้าบอกจะชงให้ก็ไม่เอานะ ใครชงกาแฟก็ไม่อร่อยเท่ารสมือหนูหนึ่ง จะเอาหนูหนึ่งแค่คนเดียว ” แก้มนวลของหญิงสาวร้อนผ่าวกับประโยคนั้น ‘ จะเอาหนูหนึ่งแค่คนเดียว ’ เธอรีบหลบตาคุณแม่บ้านทันที
“ ได้ค่ะ เดี๋ยวหนึ่งจะรีบทำแล้วเอาขึ้นไป ”
“ จ้ะ งั้นป้าไปนอนนะ ”
“ ฝันดีนะคะป้า ”
หญิงกลางคนยิ้มรับก่อนจะเดินจากไป
ยี่สิบนาทีต่อมา
หนึ่งฤทัยหรือหนึ่ง ก็ไปยืนอยู่หน้าห้องนอนใหญ่ห้องหนึ่ง ในมือถือถาดที่บรรจุถ้วยกาแฟคั่วบดสดใหม่และขนมครอฟเฟิลกรอบ ๆ ราดคาราเมลหอม ๆ สองชิ้นแบบที่เขาชอบ
มือเล็กที่ยกขึ้นเคาะประตูห้องสั่นเล็กน้อย ๆ พร้อมกับเอ่ยคำขออนุญาต
ก๊อก ๆๆ
“ คุณแสนคะ ขออนุญาตเสิร์ฟกาแฟกับครอฟเฟิลค่ะ ”
“ เข้ามา ”
เธอสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อได้ยินเสียงเข้มนั้น ก่อนจะยื่นมือไปเปิดประตูแล้วก้าวเข้าสู่ด้านในแล้วปิดมันลง
แอร์คอนดิชันเนอร์เย็นฉ่ำในห้องทำให้ขนบนตัวลุกเกรียว เพราะเจ้าของห้องเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ขี้ร้อน เขามักจะตั้งค่าความเย็นให้ต่ำกว่ายี่สิบองศาเสมอ
หากการที่หนึ่งฤทัยขนลุกขนพองขนาดนี้มันไม่ใช่เพียงเพราะความเย็นฉ่ำของบรรยากาศ แต่มันเกิดขึ้นเพราะคนที่นั่งรอขนมอยู่บนโซฟาในห้องนอนนั้นเปลือยเปล่า ไม่สวมเสื้อผ้าสักชิ้น
เขาคือ แสนสราญ อภิรมย์สราญ หรือคุณแสน ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ด ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของบ้านนี้
ห้องนอนของเขากว้างใหญ่ มันใหญ่กว่าบ้านทั้งหลังของใครอีกหลายคน เขานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ ที่อยู่อีกฝั่งของห้องนอนบนโซฟาสีน้ำตาลหนานุ่ม สองแขนพาดไปบนพนักพิง สองขาอ้ากว้างเหยียดยาววางเท้าบนพื้นพรมนุ่ม เอนกายพิงพนักในท่าแสนสบาย แต่มีบางสิ่งที่มันไม่ได้ดูสบายไปด้วยเลย มันเหยียดยาว ครัดเครียด พุ่งโด่แทบจะขนานไปกับหน้าท้องที่มีกล้ามเนื้อแน่นหนั่นหกลอนนั่นอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเห็นความเข้มแข็งกำยำสมบูรณ์แบบเช่นที่บุรุษเพศพึงมีนั่นกี่ครั้ง เธอก็ไม่เคยชินเสียที กายสาวยังคงสั่นเทา หัวใจเต้นเร่าเหมือนกับครั้งแรกเสมอ
“ ทำไมคุณแสนกลับมาเร็วจังคะ ไหนบอกว่าจะไปสักครึ่งเดือนหรือมากกว่านั้น ” เธอชวนคุยกลบเกลื่อนความรู้สึกตื่นตัวจนมือสั่น
“ ฉันคิดถึงเธอจนทนไม่ไหวเลยต้องรีบกลับมา ”
“ เอ่อ... ” เธอชะงักค้าง ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งเก้ ๆ กัง ๆ อยู่กับที่
“ วางของกินไว้ตรงนั้น ” เขาออกคำสั่ง บุ้ยใบ้ไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มเล็ก ๆ ที่อยู่อีกมุมในห้องนั้น
“ คุณแสนไม่ทานตอนนี้เหรอคะ เห็นป้าละมุนบอกว่าให้เร็ว ๆ เพราะคุณหิว ” เธอย้อนถามด้วยความสงสัย
“ อืม หิว แต่ไอ้ที่หิวน่ะไม่ใช่ขนมหรอก ” เขาก่อนจะลุกขึ้นแล้วสาวเท้าไปหา เธอรีบเดินไปวางอาหารที่เคาน์เตอร์ แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเขาปล้ำถอดเอาเสื้อคลุมแขนยาวด้านนอกออก เมื่อพบว่าข้างในเป็นชุดนอนลายการ์ตูนอีกชั้นเขาก็มุ่นคิ้วอย่างหงุดหงิด
“ ทำไมสวมชุดนี้มาหาฉัน ไม่เจอกันไม่กี่วัน ความจำเสื่อมไปแล้วหรือไง ว่าเวลามาเสิร์ฟกาแฟต้องสวมชุดแบบไหน ”
เขาหมายถึงชุดนอนเดรสผ้าซาตินสายเดี่ยวที่ความยาวเลยแก้มก้นไปนิดเดียวแบบที่เขาชอบ ความนุ่มและพลิ้วบางของมันส่งให้คนสวมดูเย้ายวนเหลือเกิน ยิ่งคนสวมที่มีรูปร่างอวบอัดทรงนาฬิกาทรายเช่นเธอ ยิ่งเซ็กซี่เป็นบ้า
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ พยายามบังคับสายตาไม่ให้มองไปยังร่างกายของเขาที่มันมีผลกับหัวใจและปฏิกิริยาทางร่างกายของเธอเสมอ ก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ ไม่ได้ลืมค่ะ แต่หนึ่งคิดว่าตอนนี้มันไม่สมควรแล้ว เพราะคุณแสนกำลังจะแต่งงาน ” คิ้วเข้มเหนือดวงตาดุดันเลิกขึ้น
“ แต่งงานอะไร ” น้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกนั้นมันทำให้เธอหงุดหงิดที่เขาทำเหมือนเธอเป็นคนโง่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งนั้น
“ หนึ่งได้ยินมาว่า... ”
“ ไม่มีใครจะแต่งทั้งนั้น เพ้อเจ้อ ” เขาพูดตัดบท
หนึ่งฤทัยขอบตาร้อนผ่าว เธอได้ยินเต็มสองหูตอนที่ยกของว่างมาเสิร์ฟคุณสิริซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณแสนสราญในบ่ายเมื่อวาน ซึ่งท่านดื่มน้ำชากับเพื่อนร่วมก๊วนอีกสี่ห้าคน และพวกเขาคุยกับอย่างเป็นการเป็นงานกับการจับคู่หมายมั่นให้คุณแสนสราญแต่งงานกับลูกสาวของเพื่อนอีกคนซึ่งมีดีกรีปริญญาโทจากอังกฤษ และตอนนี้ทำงานบริษัทชั้นนำที่สวิตเซอร์แลนด์
มันไม่ใช่แค่การพูดคุยกันแบบสนุกสนาน แต่พวกท่านได้ทำการจองทริปที่มัลดีฟเรียบร้อย ได้ยินว่าคุณท่านโทรหาคุณแสนสราญที่บินไปงานแต่งเพื่อนที่ต่างประเทศ และท่านว่าจะนัดให้เจอกันกับลูกสาวของเพื่อน และหนึ่งฤทัยได้ยินเต็มสองรูหูว่าคุณแสนตอบตกลง
เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ที่เขาควรจะบอก เพื่อเธอจะได้ทำตัวถูกว่าเมื่อไหร่ควรเลิกเป็น ‘ นางบำเรอ ’ ให้เขาแบบนี้
แล้วเขายังจะมีหน้ามาบอกว่าไม่มีอะไรได้ยังไงกัน !
“ ฉันคิดถึงเธอ ไม่ได้เอาตั้งหลายวัน ”
“ พรุ่งนี้หนึ่งมีเรียนเช้า ” เธอบอกเพื่อเป็นการปฏิเสธกลาย ๆ
“ คิดว่าฉันสนหรือไง ”
เขาตอบกลับมาหน้าตาเฉย ดวงตากลมโตที่มีขนตางอนเป็นแพประดับอยู่จ้องมองเขาอย่างไม่พอใจ เขารับรู้ความรู้สึกนั้นได้
“ ไม่คิดถึงกันบ้างเหรอ ”
“ เราไม่ควรทำแบบนี้กันอีก หนึ่งขอตัวค่ะ ” พูดพลางจะเดินหนีแต่ถูกกระชากแขนทีเดียวก็ปลิวหวือมาปะทะร่างเปลือยของเขาแล้ว
“ อะไรควรไม่ควรฉันตัดสินเองได้ ฉันอายุสามสิบเอ็ด ไม่ใช่สามขวบ ”
ปากพูด มือก็ไม่อยู่นิ่ง ซุกซนปล้ำถอดชุดนอนผ้านุ่มของเธอ แต่คราวนี้เจ้าตัวไม่ได้ศิโรราบเช่นที่ผ่านมา เธอทั้งผลักทั้งดันพัลวัน
แต่อาการต่อต้านที่คนเงียบ ๆ อยู่ในโอวาทมาตลอดที่หนึ่งฤทัยแสดงออกมานั้นกลับกระตุ้นให้ชายหนุ่มยิ่งพลุ่งพล่านหนัก เขาทั้งปลุกปล้ำกระชากดึงจนกระทั่งถอดเสื้อนอนและกางเกงนอนชั้นนอกออกมาได้ เหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียว ส่วนบราเซียนั้นเธอไม่ได้สวมเวลาจะนอนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
“ อย่านะ คุณแสน ! ” เธอต่อต้านสุดฤทธิ์ แต่มีหรือหญิงสาวอรชรอ้อนแอ้นจะสู้แรงชายฉกรรจ์สูงเมตรแปดสิบห้าที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอได้
“ กล้าดื้อกับฉันเหรอหนึ่ง ”
“ หนึ่งบอกให้ปล่อยไง ”
“ เดี๋ยวก็รู้ว่าจะดื้อไปได้สักกี่น้ำ ”
ร่างอวบอัดถูกกดลงบนโต๊ะหินอ่อนสีดำข้างเคาน์เตอร์บาร์ สองแขนถูกสองมือแข็งแรงของเขากดตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือข้างเดียวไม่ให้ดิ้นรนต่อสู้ได้ ส่วนอีกมือหนึ่งเขาซุกเข้าใต้ชั้นในของเธอแล้วสอดลึกสองนิ้วเข้าสู่ภายใน
“ อื้อ ” เธอเผลอเล็ดลอดเสียงร้องออกมาทั้งที่กัดริมฝีปากไว้แน่น เขาขยับข้อมือให้สองนิ้วเคลื่อนเข้าออกในกายเธอไม่หยุด
“ แฉะขนาดนี้จะห้ามฉันทำไมนะ ”
คำพูดพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันนั้นมันทำให้เธอต้องอับอาย ใจเธอ ปากเธอ ความคิดเธอที่มีศีลธรรมกำกับบอกว่าไม่ แต่ร่างกายกลับทรยศทุกสิ่งอย่าง
มันห้ามยาก แค่เห็นเขาเธอก็เปียกฉ่ำแล้ว
สองขาที่ถีบดิ้นต่อต้านเริ่มอ่อนแรงกลายเป็นกระหวัดเกี่ยวไปที่เอวสอบ โต๊ะหินอ่อนมันเย็นเฉียบทำให้ร่างเปลือยของเธอพลอยหนาวเย็นไปด้วย แต่ความฉ่ำร้อนตรงกลางระหว่างขาที่เขากำลังใช้นิ้วพร่างพรมมันทำให้เหงื่อออกชุ่มกายในคราวเดียวกัน และมันยิ่งไหลพรากมากขึ้นเมื่อเขาปล่อยสองมือเธอให้เป็นอิสระ ก่อนฉกปากวูบมาบนเนินเนื้อที่นิ้วสอดซุกอยู่นั้น
เขาขบ เขาเม้มดูดแรง ๆ ไปบนบริเวณสองพูอวบและเกสรกระสันกลางกลีบ ใช้ปากและลิ้นขยี้ละเลงเลีย พร้อมกับขยับนิ้วชักเข้าออกในโพรงนุ่มหนึบ สัมผัสเริงร้อนที่เขาสอนให้ร่างกายเธอตอบรับอัตโนมัติอย่างสาแก่ใจ จากผลักใสกลายเป็นยกสองขาขึ้นพาดไหล่หนา กดศีรษะทุยให้ใบหน้าหล่อเหลาจมลึกมากขึ้น ซึ่งแม้จะมีผ้าบาง ๆ สีขาวของชั้นในเป็นปราการแต่มันก็ไม่ได้ลดทอนความซ่านเสียวลงเลย
“ อีกนิดเดียวค่ะ อีกนิด ” ออดอ้อนเสียงหวานแต่เขาไม่ปล่อยให้เธอสุขสม เขาหยัดยืนขึ้นแล้วดึงสะโพกอวบให้มาอยู่ที่ขอบโต๊ะ แหวกชั้นในไปอีกทางแล้วเสือกไสตัวเองเข้าไปในตัวเธอจนหมดในคราวเดียว
“ เจ็บค่ะ ” เธอมุ่นคิ้วแล้วใช้สองมือดันหน้าขาของเขาไว้ เป็นภาษากายว่าให้ยั้งก่อน
หากจังหวะโจนจ้วงไม่ได้เบาลง ไม่ได้ถดถอย แต่กลับหนักแน่นเข้าสุดออกสุด จนเธอต้องวอนขออีกครั้ง
“ หนึ่งเจ็บค่ะคุณแสน เบา ๆ ก่อน ”
สิ่งที่หนึ่งฤทัยได้กลับมาคือรอยยิ้มมุมปากที่ผุดพรายขึ้นบนใบหล่อเหลาคมเข้ม ส่วนที่ขอว่า ‘ เบา ๆ ก่อน ’ นั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นเลย
“ เธอไม่ได้ชอบเบา ๆ หรอก ฉันรู้ดี ” เขาตอบกลับเสียงสั่นพร่า
เอวสอบยังขยับล้ำลึกสม่ำเสมอ ความรัดรึงหนึบแน่นจนแทบขยับไม่ได้ บวกกับน้ำเสียงออดอ้อน สายตาเว้าวอนแสนน่าสงสารนั้น มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเมตตาและเบาลงแม้แต่นิด
ตรงกันข้าม เขายิ่งเร่งจังหวะโจนจ้วงให้ยิ่งล้ำลึก เข้าสุด ออกสุด หนักแน่นทุกการเคลื่อนไหว ดวงตาสีนิลฉ่ำวาวไปด้วยกระไอแห่งตัณหาราคะ เขาจ้องมองเธอที่กำลังดิ้นเร่าอยู่ภายใต้ร่างตนอย่างไม่ละสายตา
แรกเจอเธอเมื่อสองปีก่อน เธอยังเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มที่เหมือนกับดอกบัวตูมที่เริ่มผลิบาน เมื่อถูกภมรอย่างเขาดมดอมคราแล้วคราเล่า ดอกบัวตูมนี้ก็เบ่งบานเต็มที่
หนึ่งฤทัยเป็นคนผิวขาวตามกรรมพันธุ์ ตอนนั้นบัวตูมเต่งตึงยังเป็นกะเปาะน้อย ยอดอกเล็ก ๆ เป็นสีชมพูระเรื่อ แต่เมื่อถูกกลืนถูกกินบ่อย ๆ บวกกับฮอร์โมนจากยาคุมกำเนิดก็ทำให้เริ่มอวบใหญ่จนล้นฝ่ามือ เนินโหนกสะโพกอวบผายออกเย้ายวน
เสมือนต้นไม้ดอกไม้ที่ได้รดน้ำอย่างชุ่มฉ่ำ เขาเองก็ให้น้ำเธอบ่อย ๆ เสียด้วยสิ
อวบอัดเพราะได้น้ำดี มันน่าจะจริง
สองเต้ากระเพื่อมไหวตามจังหวะกระทั้นลึก ตัวตนยิ่งใหญ่ที่แทรกสอดในกลีบโหนกอูมอวบเกลี้ยงเกลาไร้ขนระคายตายามดันเข้ากลีบนั้นก็ยู่ย่นตามแรงกด เกสรนุ่มกลางกลีบที่แบอ้าบวมเป่งตามแรงกำหนัด เสียงหวานที่แปรเปลี่ยนจากวอนขอให้เบากลับกลายเป็นอีกอย่าง
“ เร็วอีกนิดค่ะ ” พร้อมทั้งยกสองขาขึ้นรวบรัดเอวสอบเอาไว้แล้วยกเนินเนื้อสอดรับเข้ากับจังหวะโจนจ้วงของเขา
นี่แหละเธอของเขา หนึ่งฤทัยของแสนสราญ หญิงสาวหน้าซื่อที่ซุกซ่อนความเร่าร้อนไว้เต็มพิกัด
เธอร่าน เธอร้อน จนทำให้เขาลุ่มหลงชนิดโงหัวไม่ขึ้น
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะทำให้เสือผู้หญิงอย่างเขาหัวปักหัวปำได้ขนาดนี้
“ อะไรนะ ” เขาแกล้งถามซ้ำทั้งยังยั้งจังหวะให้ช้าลง เธอลืมตา มุ่นคิ้วอย่างขัดอกขัดใจ
“ คุณแสนขา อย่าแกล้งสิคะ ”
“ อยากได้อะไรก็ขอสิ ฉันจะได้จัดให้ ”
“ หนึ่งพูดไปแล้ว ”
“ ฉันได้ยินไม่ชัด ” เขาเย้าพลางแกล้งกระแทกบั้นเอวให้หนักแน่นขึ้น เธอสูดปากราวจะขาดใจ
“ หนึ่งอยาก... อยากให้คุณแสน เอ่อ... ”
“ อยากให้คุณแสนอะไรคะ ” เขาถามยั่ว พลางยื่นมือหนึ่งไปบี้ที่กึ่งกลางกลีบบนเกสรไปพร้อมกับการขยับเข้าออก นั่นทำให้ความกระดากอายและตั้งใจดีของเธอหมดลง
“ หนึ่งอยากให้คุณแสนเอาเร็ว ๆ ค่ะ แรง ๆ ด้วย ”
เขายิ้มอย่างผู้ชนะ โน้มกายลงทาบทับ สองมือยื่นไปจับขอบโต๊ะเหนือศีรษะของเธอเอาไว้เพื่อช่วยดึงเสริมแรงยามกระทั้นตัวตนเข้าหาให้ยิ่งลึกล้ำรุนแรง
เสียงจังหวะรักประสานเคล้าครางครวญสนั่นลั่นห้องก่อนมันจะเงียบลงในท้ายที่สุด
แต่แล้วมันก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
ราตรีนี้คงอีกยาวไกล...
เที่ยงวันที่มหาวิทยาลัย
“ หนึ่ง แกดูสิ ชุดนี้เซ็กซี่ม้าก ฉันจะซื้อมาไว้ใส่ต้อนรับตอนผัวกลับมาจาก’เมกา รอบหน้า แกว่าไง ” เสียงของเพื่อนชายใจหญิงผู้ล่ำสันของหนึ่งฤทัยเรียกขึ้น นางชื่อจิตรกร ชื่อเล่นคือเจ แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น เจนี่ ซึ่งนางกำลังกินมื้อเที่ยงอยู่กับหนึ่งฤทัยซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันและมือกำลังสไลด์หน้าจอมือถืออยู่
“ หนึ่ง ” เจนี่เรียกอีกทีเมื่อไม่ได้ยินอีกฝ่ายตอบรับและยังคงเงียบ จึงเงยหน้าจากมือถือไปมองเพื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พบว่าเจ้าหล่อนกำลังยกแก้วชาเขียวขึ้นดูดแต่หลอดนั้นไม่ได้ลงถึงน้ำชาเขียว มันลอยเหนือน้ำ ส่วนดวงตานั้นเหม่อมองไปในอากาศอย่างไม่มีจุดหมาย
“ อีหนึ่ง ! ” เจนี่จิกเสียงเรียกดังขึ้นจนเพื่อนสะดุ้งเฮือก
“ อะไรของแกวะเจนี่ เสียงดัง ตกใจหมดเลย เบา ๆ ก็ได้ นี่โรงอาหารนะโว้ย เกรงใจคนอื่นหน่อย ” เจนี่เบ้ปาก เหลือบตามองบน
“ ก็ฉันน่ะเรียกแกแบบผู้ดิบผู้ดีมาสองสามหนึ่งแล้ว แต่แกก็ยังไม่ได้ยิน ไม่รู้วิญญาณออกจากร่างไปไหนต่อไหน ”
“ วิญญาณออกจากร่างอะไร แกก็พูดไปเรื่อย ”
“ เหรอ แกไม่ได้ดูดชาเขียวเลยนะ ดูดอากาศอยู่ รู้ตัวไหม ” หนึ่งฤทัยไม่ได้ตอบ ทำเพียงหลบตาแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะ
“ แกเป็นอะไร มีอะไรก็บอกกันมาสิ ”
“ เปล่า ”
“ โอ๊ย อมโบสถ์มาพูดฉันก็ไม่เชื่อ สภาพดูไม่ได้ ดวงตาเลื่อนลอยเหมือนไร้วิญญาณขนาดนี้ ”
“ ฉัน... ไม่รู้จะเริ่มยังไง ”
“ หนึ่ง แกไม่ไว้ใจฉันเหรอ ” เจนี่ว่า คำพูดนั้นทำให้หนึ่งฤทัยเงยหน้าขึ้นมองตาอีกฝ่าย และนางกำลังจ้องมาด้วยแววตาเคร่งเครียด
“ ไว้ใจ แต่เรื่องบางเรื่องฉันก็ลำบากใจที่จะพูด ”
“ อย่างเรื่องที่แกนอนกับคุณแสนน่ะเหรอ ”
คำพูดของเพื่อนทำให้หนึ่งฤทัยลนลานจนมือเผลอปัดแก้วชาเขียวคว่ำ อีกฝ่ายต้องช่วยเก็บและเช็ดทำความสะอาด
“ แก... รู้เหรอเจนี่ ” เจนี่ถอนใจยาวก่อนจะพยักหน้า
“ เวลาที่แกพูดถึงเขา ดวงตามันเป็นประกายเหลือเกิน ไม่พูดออกมาฉันก็รู้ แล้วอาการแกน่ะไม่สนผู้ชายคนอื่นที่มาขายขนมจีบเลย ต่อให้ดีให้เริ่ดแค่ไหนแกก็เฉย ๆ ฉันยังแอบเสียดายแทน ” เจนี่ว่า
เพราะหนึ่งฤทัยเป็นคนสวย ผิวขาว หุ่นทรงนาฬิกาทราย ผมยาวสลวยดำขลับถึงกลางหลัง มันดูน่ามอง มันมีเสน่ห์และดึงดูดผู้ชายหลายคนให้เข้าหาแต่ก็ต้องผิดหวังกลับไปทุกรายเพราะเธอไม่สนใครทั้งนั้น
“ แล้วยังไง เขามีคนอื่นหรือว่ายังไง ทะเลาะกันเหรอ ”
หนึ่งฤทัยกลืนน้ำลายลงคอก่อนตอบกลับ
“ ฉันไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปทะเลาะกับเขา แกก็รู้ว่าฉันก็แค่เด็กบ้านนอกที่ได้รับอุปการะจากคุณท่านสิริ แม่ของคุณแสน ทั้งการเรียนทั้งที่อยู่ ”
“ แต่แกก็มีสิทธิ์ในตัวเองนะ เขาไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตแกเสียหน่อย คบหากัน เป็นแฟนกันก็ทะเลาะกันเรื่องธรรมดา ”
“ ฉัน... ไม่ได้อยู่ในฐานะแฟนของคุณแสน ไม่ได้มีฐานะอะไรเลย ” คำตอบแผ่วเบาน้ำเสียงแห้งแล้งนั้นทำให้เจนี่พอจะเดาออก และเอื้อมมือไปกุมมือเพื่อนที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างสงสารและเห็นใจ
“ ฉันเป็นแค่นางบำเรอของคุณแสน ” ในที่สุดหนึ่งฤทัยก็พูดมันออกมา
“ นี่แม่เขารู้หรือเปล่า ”
“ ต่อหน้าคนอื่นคุณแสนไม่ได้แสดงออกอะไรทั้งนั้น ”
“ กินแค่ในที่ลับว่างั้น ” หนึ่งฤทัยพยักหน้าแทนคำตอบ
“ เห็นแก่ตัวฉิบหาย มันทำแบบนี้ได้ยังไงวะ เห็นว่าเป็นเด็กในบ้านแล้วจะทำยังไงก็ได้อย่างนั้นเหรอ ฉันไม่ยอมหรอก แกต้องออกมาจากที่นั่นนะ ร่างกายของเราเป็นของเรา จะปล่อยให้มันกินฟรีสึกหรอไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ ”
“ เอ่อ อันที่จริงคุณแสนก็ไม่ได้นอนกับฉันเปล่า ๆ หรอก เขาให้เงินใช้รายเดือนด้วย ”
“ เหรอ เท่าไร ”
“ ก็ไม่แน่นอนในแต่ละเดือน ”
“ หึ มันก็คงเอาเศษตังค์ให้ประสาผู้ชายเห็นแก่ตัวสินะ ”
“ ก็พอสมควรอยู่ สองปีนี้ฉันมีเงินเก็บล้านกว่าบาท ”
“ ฮะ ! ” เจนี่ยกมือขึ้นปิดปาก ทำตาโต
“ ฉันขอถอนคำพูดที่ว่าคุณแสนเห็นแก่ตัว อโหสิให้คำพูดพล่อย ๆ ของเจนี่ด้วยนะคะ คุณแสน ” นางว่าพลางยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว เรียกเสียงหัวเราะจากหนึ่งฤทัยออกมาได้เบา ๆ
“ แล้วยังไง เขาจะเลิกเลี้ยงแกหรือยังไง ถึงได้มาทำหน้าซังกะตายแบบนี้ ” หนึ่งฤทัยนิ่งไปพักหนึ่งก่อนโพล่งออกมา
“ เขาจะแต่งงาน ”
“ ว้าย ! ” เป็นอีกครั้งที่กะเทยตาเหลือก ทั้งคู่นั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่เจนี่จะพูดออกมา
“ แล้วยังไงต่อวะ คือแกเสียใจที่เขาแต่งงาน จะไม่เลี้ยงแกต่อหรือว่ายังไง ”
“ เขาไม่ได้พูดอะไรหรอก แต่ฉันก็รู้สึกว่าควรจะออกมา ”
“ ไม่เห็นจะต้องออกมาเลย แกก็อยู่นั่น อยู่ในที่ของแกเงียบ ๆ เก็บเงินไปเรื่อย ๆ สิวะ ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ” แต่คิ้วสวยที่มุ่นอยู่ตลอดและแววตาแห้งผากนั่นก็ทำให้เจนี่ต้องเปลี่ยนคำพูด
“ หรือว่าแกคิด ”
“ ฉัน... ”
“ แกรักเขา ”
“ ... ”
“ แล้วแกก็รักอยู่ฝ่ายเดียวด้วย แต่เขาไม่ได้คิดอะไรเลย ”
“ ก็ไม่ได้ขนาดนั้น ”
“ จะเอายังไงต่อ ”
“ ฉันรู้สึกผิด เมื่อก่อนเขาไม่มีใคร แต่ตอนนี้เขาจะแต่งงานมีภรรยาอย่างถูกต้องและเหมาะสมคู่ควร เป็นคนที่คุณสิริเลือกให้เอง ” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ เจนี่มองเพื่อนอย่างสงสาร
“ ฉันเข้าใจแกดี ความสัมพันธ์แบบนี้มันก็คล้ายกับ Friend with benefit ที่ต่างคนต่างสนุก ต่างได้ผลประโยชน์จากกันแต่ไม่มีสถานะ แต่มันมีกฎอย่างหนึ่งรู้ไหม ”
“ กฎอะไรวะ ”
“ กฎที่ว่าไม่ควรรู้สึกอะไรมากไปกว่าเซ็กส์ ไอ้ความสัมพันธ์แบบนี้น่ะ ใครรู้สึกก่อนก็แพ้ มีแต่เจ็บเท่านั้น ”
ในใจแปลบปลาบหนักหน่วงขึ้นทันทีที่เพื่อนพูดจบ
ใช่ เจนี่พูดถูกทุกประการ