ตอนที่ 1 สาวน้อยร้อยบอดี้การ์ด
“อีกแล้วหรอคะพ่อ พลอยบอกแล้วไงคะ ว่าพลอยไม่อยากมีบอดี้การ์ด แล้วดูสิ ไม่มีใครอยู่กับพลอยได้เกินสองเดือนเลย เห็นไหมคะ ว่าพลอยไม่เหมาะกับการมีบอดี้การ์ด”
คนสวยโอดครวญ เพราะเช้าวันนี้แทนที่จะเป็นวันที่ปลอดโปร่งโล่งสบายของเธอ เมื่อบอดี้การ์ดคนล่าสุดมาขอลาออก แต่บิดาที่เคารพดันบอกว่าหาบอดี้การ์ดคนใหม่ให้เธอได้แล้ว นี่มันยังผ่านมาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ความปลอดโปร่งใจของเธอก็หายไปหมดแล้ว
“เพราะพลอยเอาแต่ใจตัวเองมากไปไงลูก ขี้เหวี่ยงขี้วีน ไม่ทำตามที่คนของพ่อบอกเลย ใครเขาจะทนอยู่กับลูกได้”
“พลอยก็ปกตินะคะ ไม่ได้ขนาดนั้นซะหน่อย อีกอย่างก็ไม่เห็นมีเหตุการณ์อันตรายอะไรเลย ให้พลอยใช้ชีวิตปกติเหมือนเพื่อนๆ ก็ได้นี่คะ”
คนตัวบางขยับมานั่งใกล้บิดาอีกนิด แล้วสวมกอดเขาไว้อย่างต้องการออดอ้อน ซึ่งคนเป็นพ่อก็ยกแขนกอดลูกสาวสุดที่รักเอาไว้แนบอก เมื่อเธอต้องการอะไร ไม่ว่าจะยากเย็นหรือแพงแสนแพงแค่ไหน เขาพร้อมจะหามาบรรณาการเจ้าหญิงของเขาได้หมด แต่เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวที่เขาไม่เคยตามใจลูกสาวสุดที่รักเลย เพราะนั่นมันหมายถึงความปลอดภัยและชีวิตของเธอ
“เห้อ ลูกก็รู้ว่ามันไม่ได้”
“แต่พ่อขา”
“ไม่ต้องมาออดอ้อนพ่อเลยยัยพลอย เราน่ะมันจำเป็นที่สุดที่จะต้องมีคนดูแล ส่งเรียนต่อสู้ป้องกันตัวก็ไม่ได้เรื่อง ชอบเที่ยวกลางคืน แต่งตัวก็โป๊ ถ้าไม่มีคนดูแล เราอาจไปเมาจนโดนลากไปทำมิดีมิร้ายแล้วก็ได้”
พชร พี่ชายคนรองเดินเข้ามาทันได้ยินน้องสาวออดอ้อนคนเป็นพ่อในเรื่องเดิมๆ ที่ไม่ว่าจะขอมากี่ครั้ง ทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย และเขา ก็ไม่มีใครยอมตามใจเธอเลยสักคน
“พี่แพทอ่ะ ชอบขัดใจพลอย”
คนตัวบางขยับออกจากอ้อมกอดของบิดา แล้วมานั่งกอดอก ทำหน้าตางอง้ำเมื่อถูกขัดใจ ที่จริงเธอน่าจะชินได้แล้ว เพราะเวลานับสิบปีที่ผ่านมาก็โดนบังคับให้มีบอดี้การ์ดคอยดูแลมาตลอด
“ลูกกำลังจะเรียนปริญญาโทนะ ต้องออกจากบ้านไปอยู่คอนโด ต้องเดินทางไปเรียนทุกวัน ไหนจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ อีก ยังไงพ่อก็ยังยืนยันว่าพลอยต้องมีคนดูแล”
คนสวยกำลังจะอ้าปากอุทธรณ์ แต่คนเป็นพี่ชายก็รู้ทัน จึงเอ่ยดักคอเธอเสียก่อน
“พี่กับพ่อ ยอมให้เราต่อรองจนเหลือบอดี้การ์ดแค่คนเดียวแล้วนะ จะให้เพิ่มเป็นสองคนเหมือนเดิมไหม”
“โหย ก็ได้ค่ะ แต่พลอยไม่รับปากนะคะ ว่าคนนี้จะอยู่กับพลอยได้กี่วัน อย่าลืมนะคะ ว่าพลอยมีฉายาว่าอะไร”
“จ้ะ น้องพลอย สาวน้อยร้อยบอดี้การ์ด”
พี่ชายเอ่ยแซวน้องสาว แล้วโยกศีรษะทุยของเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู ก็พอดีกับโทมัส ลูกน้องคนสนิทที่เป็นเพื่อนรักของบิดาของเธอตั้งแต่เด็ก เข้ามาในห้องนี้ พร้อมกับชายหนุ่มร่างใหญ่ ที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างดี
“อ้าว มากันแล้ว ทอม ไคล์ นั่งก่อนสิ”
“ขอบคุณครับ”
ชายหนุ่มที่มาพร้อมกับโทมัส ปลดกระดุมเสื้อสูทแล้วนั่งลงบนโซฟา ตรงข้ามกับสาวสวยคนเดียวในห้อง ก่อนเอ่ยทักทายประมุขของตระกูลคลาร์กและลูกชายคนที่สองที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา ก่อนเบนสายตามาทางลูกสาวคนเดียวของตระกูลคลาร์ก
ดวงตาคมกริบสีเทาเบิกขึ้นเล็กน้อย ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า คือ คุณหนูพลอยชมพู คลาร์ก ลูกสาวคนสุดท้อง ที่ถูกพ่อและพี่ชายทั้งสองเลี้ยงดูราวไข่ในหิน และตามใจราวกับเป็นเจ้าหญิง
ครั้งแรกที่เขาเจอเธอ ก็ตอนที่เธอน่าจะอยู่อนุบาล สาวน้อยลูกครึ่ง ดวงตากลมโต ปากแดงจิ้มลิ้ม ใบหน้าราวตุ๊กตาฝรั่ง น่ารักน่ากอดจนเขาไม่อาจละสายตาได้ เธอมาเที่ยวบ้านเกิดของคนเป็นพ่อในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ในตอนนั้น ประมุขของตระกูลคลาร์กสั่งให้พ่อของเขา พาเขามาที่นี่เพื่อทำความรู้จักกับลูกชายและลูกสาวทั้งสามคนของเขา
วันเวลาผ่านไป เมื่อเธอต้องย้ายมาเรียนที่นี่ เขาก็มีโอกาสได้เจอเธอมากกว่าปีละครั้งสองครั้งเหมือนเมื่อก่อน แต่ยิ่งอยู่ใกล้และวัยที่เพิ่มมากขึ้น กลับทำให้ทั้งเขาและเธอห่างเหินกันไปทุกที และเขาก็ไม่อาจเอื้อมจะมาทำตัวตีสนิทกับลูกสาวของเจ้านายของพ่อ ผู้มีพระคุณกับเขา เพราะเข้าใจวัฒนธรรมไทยของเธอดีว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่สายเลือด ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมมากจนเกินงาม เธอกับเขาจึงห่างเหินกันไปราวกับคนแปลกหน้าในที่สุด
สาวน้อยตุ๊กตาฝรั่งของเขา เติบโตขึ้นเป็นสาวสวยเต็มตัว ใบหน้าเรียวรูปไข่ขาวผ่องราวน้ำนม คิ้วเข้มถูกกันแต่งเป็นทรงสวยรับกับใบหน้า จมูกโด่งปลายเชิดรั้น ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มหวานฉ่ำ ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดน่าจูบ ผมยาวสลวยสีน้ำตาล รูปร่างผอมบาง เอวคอดกิ่ว หน้าอกอวบใหญ่โตเกินตัว เธอใส่เสื้อผ้าตามสมัยนิยมแนวเซ็กซี่ยิ่งทำให้เห็นสัดส่วนที่แสนเย้ายวนนั้นอย่างชัดเจน ไม่น่าเชื่อ หลายปีที่เขาไปเรียนต่างรัฐ เธอจะเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้
ไม่ต่างกันกับเขา คนตัวบางแสนเซ็กซี่เบิกตาขึ้นเล็กน้อย มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างตกตะลึง
ไคเลอร์ รอสส์ ชายหนุ่มร่างใหญ่ ใบหน้าขาวผ่องหล่อเหลาไม่มีที่ติ คิ้มเข้ม รับกับจมูกโด่งจัด ดวงตาสีเทาคมกริบมีเสน่ห์ ริมฝีปากหยักได้รูปสีแดงราวผลเชอร์รี่ ผมรองทรงไถข้างสั้น จัดแต่งทรงเปิดหน้าผากกว้างกำลังดี ทุกอย่างบนใบหน้าทำให้เขาหล่อเหลาราวเทพเจ้าปั้นและมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ
นานหลายปีตั้งแต่ที่เขาเรียนจบไฮสคูลแล้วไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่รัฐอื่น เธอก็ไม่เคยได้เจอหน้าเขาอีกเลย ตอนเด็กๆ ก็ว่าเขาหล่อเหลาโดดเด่นจากผู้ชายทุกคนที่เธอรู้จักแล้ว มาตอนนี้ที่เขาโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขายิ่งดูหล่อเหลา ภูมิฐาน ท่าทางนิ่งๆ แต่แฝงไปด้วยพลังของความดุดัน ยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยของเธอเต้นแรง
“สวัสดีค่ะ ลุงทอม เอ่อ ไคเลอร์”
พลอยชมพูดึงสติกลับมา แล้วเอ่ยทักทายบุคคลทั้งสองแบบที่เคยทำมาตลอด แม้ว่าโทมัสจะเป็นเพียงลูกน้องคนสนิท ที่ปรึกษา พ่วงด้วยบอดี้การ์ดคนเก่าคนแก่ของพ่อ แต่เขาก็คือเพื่อนรักของพ่อตั้งแต่เด็กจนโต เธอและทุกคนจึงให้เกียรติเขามาก เปรียบเสมือนเพื่อนคนหนึ่งของพ่อเธอเลยทีเดียว
“สวัสดีครับ คุณพลอย ลุงพาบอดี้การ์ดคนใหม่มาส่งครับ”
พลอยชมพูเบิกตาโตกว่าเดิมเป็นเท่าตัว มองสบตาพ่อกับพี่ชายอย่างมีคำถาม ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจดีว่าเธอหมายถึงอะไร
“ใช่ พ่อให้ไคล์มาเป็นบอดี้การ์ดของลูก คอยดูแล ควบคุมความประพฤติ รวมทั้งดัดนิสัยเอาแต่ใจตัวเองของลูกด้วย”
“พ่อ ได้ไงคะ ทำไมต้องให้ไคล์มาดัดนิสัยพลอยด้วย อีกอย่างไคล์เขาเรียนจบตั้งปริญญาโท จะให้มาเป็นบอดี้การ์ดของพลอยได้ยังไง ทำไมไม่ให้เขาทำงานอย่างอื่นคะพ่อ”
เธอเอ่ยประท้วง ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เขามาเป็นบอดี้การ์ดของเธอ แต่เขาอุตส่าห์ไปร่ำเรียนจนจบปริญญาโทในสาขาบริหารธุรกิจ เขาควรได้ทำงานที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองมากกว่ามาคอยเดินตามเธอต้อยๆ แบบนี้ แล้วตำแหน่งผู้บริหารในโรงแรมที่เหมาะสมกับคนเก่งๆ อย่างเขาก็มีตั้งหลายตำแหน่ง
พอลมองหน้าลูกสาว ที่จริงเขาไม่ได้อยากจะให้ไคเลอร์มาเป็นบอดี้การ์ดของเธอหรอก เพราะเขาส่งเสียให้ไคเลอร์ไปร่ำเรียนก็เพื่อให้มาช่วยงานบริหารโรงแรมของเขา แต่บังเอิญว่าผู้ชายทุกคนที่ถูกเลี้ยงดูด้วยตระกูลคลาร์ก จะต้องเรียนรู้วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวขั้นสูง และต้องเชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกประเภท ไม่เว้นแม้แต่ไคเลอร์ และด้วยบุคลิกนิ่งๆ แต่เข้มงวดและค่อนข้างดุของชายหนุ่ม จึงเหมาะที่จะมาเป็นคนดูแลความปลอดภัยของเด็กดื้อที่ต้องได้รับการดัดนิสัยคนนี้ที่สุด
เพราะฉะนั้น เขาเลยต้องเลื่อนแผนการเข้ามาทำงานของไคเลอร์ไปอีกสองปี รอจนพลอยชมพูเรียนจบปริญญาโท ค่อยให้คนทั้งคู่เข้ามาช่วยกันบริหารงานต่อไป
“เพราะไม่มีใครเอาลูกอยู่ พ่อเลยต้องเปลี่ยนแผน ให้ไคล์มาควบคุมลูกก่อน พอลูกจบค่อยมาทำงานพร้อมกัน พ่อจะให้ไคล์เป็นที่ปรึกษาของลูก ช่วยดูงานและสอนงานให้กับลูก และช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัย พอลูกทำงานเก่งจนไม่ต้องการที่ปรึกษา พ่อจะให้ไคล์เป็นผู้บริหารดูแลด้านการตลาด จนกว่าลูกจะทำใจยอมรับและเปลี่ยนนิสัยได้ พ่อถึงจะหาบอดี้การ์ดคนใหม่ที่น่าจะต้องอยู่กับลูกได้นานกว่าคนอื่นๆ มาให้อีกที”
“แล้วพ่อมั่นใจได้ยังไง ว่าไคล์จะเอาพลอยอยู่ พ่อก็รู้ว่าพลอยเป็นคนยังไง”
“พ่อรู้ และพ่อก็รู้ ว่าไคล์เป็นคนยังไง”
“แกเจอของแข็งแน่ ยัยพลอย”
พชร ยื่นหน้ามากระซิบที่ใบหูของน้องสาวเพื่อยั่วโมโหเด็กเอาแต่ใจ ก็ได้รับค้อนวงน้อยๆ ของน้องสาวสุดที่รัก ที่วันนี้ทุกคนรวมหัวกันขัดใจเธอ ไม่มีใครยอมตามใจอะไรเธอสักอย่าง
“แล้วแต่เลยค่ะ พลอยไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงอะไรอยู่แล้วนี่คะ แต่บอกไว้ก่อน ถ้าไคล์ทนพลอยไม่ไหว อย่ามาว่าพลอยแล้วกัน”
“หึ ลูกนั่นแหละ อย่ามางอแงกับพ่อแล้วกัน พ่อให้อำนาจในการดัดนิสัยเด็กเอาแต่ใจเต็มที่ ไม่มีการเกรงกลัว เกรงใจ หรือตามใจด้วยความจำยอมเหมือนบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ของลูกนะ”
“เอาเลยค่ะ รุมพลอยกันให้พอ พลอยจะไปอาบน้ำแต่งตัว คืนนี้นัดกับเพื่อนไว้ค่ะ”
“ตามสบาย ไคล์ เอาของขึ้นไปเก็บที่ห้องสิ ฉันให้เด็กจัดห้องข้างๆ ยัยพลอยไว้ให้แล้ว”
“อะไรคะพ่อ นี่ขนาดถึงขั้นให้มาเฝ้าพลอยถึงข้างๆ ห้องเลยหรอคะ ทำไมไม่ให้มานอนในห้องพลอยเลยล่ะ”
คนสวยประชด เพราะบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ก็มีเรือนนอนที่กว้างขวางและทันสมัย อยู่ด้านหลังบ้านของเธอนี่เอง ทำไมถึงต้องให้เขาขึ้นมานอนเฝ้าเธอจนแทบจะหายใจรดต้นคอกันขนาดนี้
พลอยชมพูงอนพ่อและพี่ชาย ที่อยู่ๆ ก็มารุมกันดัดนิสัยเธอเอาตอนที่เธอโตขนาดนี้แล้ว จึงเดินปึงปังขึ้นห้องไป ไม่สนใจใครอีก เก็บแรงเอาไว้ไปเที่ยวตามประสาสาวโสดกับเพื่อนๆ ของเธอคืนนี้ดีกว่า
ตอนที่ 2 ผู้คุมวิญญาณคนใหม่
ร่างเย้ายวนในชุดเกาะอกสีแดงเพลิง ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าเปิดเปลือยลำคอระหง โชว์เนินอกอวบของวัยสาวที่เบียดกันจนชิดใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างสวยงาม เปิดประตูห้องนอนของตัวเองออกมาเมื่อถึงเวลานัดหมายกับเพื่อนรัก เธอปรายตามองประตูห้องที่ติดกันก็พบว่ามันปิดเงียบ จึงอมยิ้มอย่างผู้ชนะแล้วปิดงับประตูห้องนอนของตัวเองอย่างแผ่วเบาที่สุด
“หึ ไม่ทันฉันหรอก ไคเลอร์”
เท้าเล็กๆ ค่อยๆ ย่องลงมาอย่างเงียบเชียบที่สุด มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าแบรนด์เนมใบเล็กส่วนอีกข้างก็หิ้วรองเท้าส้นสูงสีแดงสดคู่ใหม่ล่าสุด ดวงตากลมโตสอดส่ายมองหาพ่อและพี่ชาย เมื่อไม่พบใครสักคนแม้แต่แม่บ้านเพราะเวลานี้ก็ดึกมากแล้ว เป็นเวลาที่ทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องส่วนตัวเพื่อพักผ่อนกันหมด ก็ต้องยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะอีกครั้ง
ร่างเย้ายวนถอนหายใจอย่างโล่งอก รู้สึกกระดี๊กระด๊ามีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก นี่สินะ ความหอมหวานของอิสรภาพที่เธอรอคอยมานานแสนนาน
พลอยชมพูนั่งลงที่เก้าอี้ข้างประตูบ้านบานใหญ่เพื่อใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด แล้วลุกขึ้นยืน เปิดประตูต้อนรับอิสรภาพด้วยใบหน้าที่ฉาบไปด้วยรอยยิ้ม เรียวขาขาวก้าวเดินอย่างมั่นใจ กำลังจะเดินเลี้ยวไปทางขวาเพื่อตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ก็ต้องชะงักค้างหยุดยืนอยู่กับที่ เมื่อมีเสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง
“เสร็จแล้วหรอครับ คุณพลอย”
ร่างงามค่อยๆ หันหลังกลับไปมองยังต้นเสียง ก็พบกับชายหนุ่มรูปหล่อร่างสูงใหญ่ ในชุดสูทสากลแบรนด์ดังพอดีตัวสีดำสนิททั้งตัวนอกตัวใน ยืนกอดอกพิงประตูบ้านของเธออยู่ในมุมมืดทำให้เธอมองเขาไม่เห็นตั้งแต่ทีแรก
ดวงตาคมกริบสีเทาเข้มจับจ้องมายังเธอตาไม่กะพริบด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มมีเคราขึ้นตามแนวสันกราม ยิ่งทำให้เขาดูดุดันมีเสน่ห์จนใจสาวเต้นแรง
“ไคล์..”
ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีแดงสด เอ่ยออกไปได้แค่นั้น เพราะยังตกอยู่ในมนต์สะกดของดวงตาคมกริบสีเทาเข้ม และใบหน้าที่หล่อเหลาราวเทพเจ้าปั้นแต่งของเขาอยู่
“ครับ ผมเอง”
เสียงทุ้มที่ดังขึ้น เรียกสติของเธอให้กลับคืนมาสู่ตัว จึงสูดหายใจแล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างถือดี ตามสไตล์คุณหนูพลอยชมพูที่จะมีใครมาทำอะไรขัดใจไม่ได้
“คุณมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้”
คุณหนูคนงามแห่งตระกูลคลาร์กสะบัดเสียงใส่อย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว ว่าเขามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ แต่มันรู้สึกขัดใจจนต้องขอระบายอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ และเผื่อว่าความเอาแต่ใจของตัวเองจะทำให้เขาเบื่อหน่ายและรีบลาออกไปทำอย่างอื่น เธอจะได้ใช้ข้ออ้างขอไม่มีบอดี้การ์ดกับพ่อและพี่ชายอีกครั้ง
“ก็มายืนรอคุณไง คุณจะไปเที่ยวไม่ใช่หรือ”
บอดี้การ์ดหนุ่มลดแขนลงจากการกอดอก แล้วยืดตัวยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างเย้ายวนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า หัวคิ้วเข้มๆ ก็ต้องขมวดมุ่นแทบจะชนกันอยู่รอมร่อด้วยความไม่พอใจในเสื้อผ้าที่โชว์เนื้อหนังของเธอขนาดนี้
“อืม ใช่ ไปสิ”
เธอหมุนตัวอย่างรวดเร็วจนผมที่มัดเป็นหางม้าสะบัดแทบจะโดนใบหน้าหล่อเหลาของเขา แล้วก้าวเดินออกไปทันที ใบหน้าสวยงอง้ำราวเด็กถูกขัดใจก็ไม่ปาน
“เดี๋ยวครับคุณพลอย คุณจะไปเที่ยวกลางคืนด้วยชุดนี้หรอ”
ร่างงามหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอก้าวเท้าเดินไปหาเขา ยกแขนขึ้นมากอดอก จ้องมองตาเขาเขม็ง แล้วเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคเด็ดถามเขาออกไป
“ทำไม ไม่สวยหรอ”
คนตัวโตกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ขบกรามเล็กน้อย แล้วตอบเธอกลับไป
“สวย แต่มันไม่โป๊ไปหรอกหรือครับ ไปสถานที่แบบนั้น แต่งตัวแบบนี้มันอันตราย”
“ทำอย่างกับไม่เคยเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบนี้ แล้วอีกอย่าง ฉันจะมีคุณไว้ทำอะไร ถ้าฉันจะออกไปเที่ยวแล้วมีอันตราย”
ไอ้เรื่องอันตรายต่อร่างกายของเธอ เขาไม่กลัวหรอก คนอย่างเขามั่นใจในฝีมือมากพอ ว่าเขาสามารถปกป้องเธอได้ แต่ความปลอดภัยจากสายตาโลมเลียของเหล่านักเที่ยวผู้หิวกระหาย เขาจะปกป้องเธอได้อย่างไร ถึงแม้ไอ้พวกนั้นจะทำได้แค่มอง เอาอะไรไปจากเธอไม่ได้ แต่เขาก็ไม่อยากให้ใครหน้าไหน ได้เห็นเรือนร่างสวยงาม และผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียนของเธอทั้งนั้น
“ผมหมายถึง เรือนร่างของคุณจะถูกผู้ชายกลัดมันมองอย่างแทะโลมและเอาคุณไปจินตนาการต่อถึงไหนๆ คุณโตแล้ว ผมพูดแบบนี้คุณน่าจะเข้าใจนะครับ”
“เข้าใจ และใช่ ฉันโตแล้ว จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ ตราบใดที่ฉันยังไม่แก้ผ้าออกจากบ้าน ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องการแต่งตัวของฉันอีกคนหรอก”
อีกคน อย่างนั้นหรือ แปลว่าเธอก็คงเคยโดนพ่อและพี่ชายทั้งสองบ่นมาแล้วในเรื่องนี้ แต่สุดท้าย เด็กดื้อก็ยังคงเป็นเด็กดื้ออยู่วันยังค่ำสินะ
“หึ ดื้อเหมือนเดิมเลยนะครับ”
คนตัวบางหน้างอง้ำยิ่งกว่าเดิม เชิดหน้าขึ้นแล้วหมุนตัวเดินตรงดิ่งไปที่รถยนต์คันหรูของตัวเองอย่างรวดเร็ว จนคนตัวโตที่มาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้เธอต้องส่ายหน้าน้อยๆ ระอาในความดื้อของเธอ ที่แม้จะผ่านมากี่ปี ก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่มีผิด
พลอยชมพูมองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำอยู่ตรงหน้า แล้วลดสายตามองยังข้อมือของตัวเองที่มีมือใหญ่ของเขากุมอยู่ เขาพาเธอเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาในผับหรู เหมือนกับบอดี้การ์ดทุกคนของเธอ แต่ที่แตกต่างคือ ไม่เคยมีใครกล้าถูกเนื้อต้องตัวเธอเหมือนอย่างที่เขาทำอยู่ตอนนี้เลย
ไม่รู้ว่าเพราะจังหวะดนตรีที่เร้าใจหรือเพราะอะไร ทำไมหัวใจของเธอมันถึงเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนแท้ๆ
ไม่นาน เขาก็พาเธอฝ่าฝูงชนมาจนถึงโต๊ะที่เพื่อนสนิทของเธอทั้งสองคนนั่งอยู่
“ไฮ ริชชี่ ซาร่า รอนานไหม”
สามสาวตรงเข้ากอดกันเหมือนกับไม่ได้พบกันมานาน ทั้งๆ ที่พวกเธอวิดีโอคอลคุยกันแทบทุกวัน
“ไม่นาน พวกฉันก็เพิ่งมาถึงนี่แหละ วันนี้ควงหนุ่มหล่อคนใหม่มาอีกแล้วหรอจ๊ะ”
ริชชี่เอ่ยแซวเพื่อนรัก เพราะพลอยชมพูแทบจะเปลี่ยนบอดี้การ์ดทุกครั้งที่พวกเธอนัดกันมาเที่ยว เรียกได้ว่า คนที่มารักษาความปลอดภัยให้คุณหนูตระกูลคลาร์กผู้นี้ แทบไม่ซ้ำหน้าเลยทีเดียว
“อือ เขี่ยทิ้งไม่หมดซะที”
“ยาก บอกเลย นี่แกจะไม่แนะนำให้พวกฉันรู้จักหนุ่มหล่อคนนี้หน่อยเหรอ”
ซาร่าที่เพิ่งจะกลายเป็นสาวโสดได้ไม่นาน มองบอดี้การ์ดของเพื่อนรักตาเป็นมัน เพราะผู้ชายคนนี้ ตรงเสปคของเธอสุดๆ
“ออ ไคล์ นี่ซาร่า กับริชชี่ เพื่อนรักของฉันเอง ส่วนนี่ไคเลอร์ ผู้คุมวิญญาณคนใหม่ของฉัน”
สองสาวหัวเราะร่วนกับคำเปรียบเปรยของเพื่อนรัก ก่อนจะหันไปจับมือทักทายกับหนุ่มหล่อ ที่ต้องบอกว่าหล่อมาก ออร่ากระจาย จนสามารถเป็นดาราได้เลยทีเดียว
“คุณไคเลอร์มาทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้ยัยพลอย ต้องตัวติดกันตลอดเวลาแบบนี้ แฟนคุณไม่ว่าเอาหรอคะ”
ซาร่า สาวเซ็กซี่ที่เพิ่งเลิกกับแฟนหมาดๆ เอ่ยถามบอดี้การ์ดรูปหล่อพร้อมจ้องมองเขาด้วยแววตายั่วยวน ซึ่งเขาก็เข้าใจในสารที่เธอสื่อออกมาเป็นอย่างดี
“ผมไม่มีใครครับ”
เขาไม่ได้โกหก เพราะตอนนี้เขาไม่ได้มีใครจริงๆ เพราะการที่เขาเลือกที่จะกลับมาทำงานกับเจ้านายผู้มีพระคุณของพ่อที่มีบุญคุณท่วมหัวเขาและครอบครัว คนรักที่คบกันมานานหลายปีก็เลยตัดสินใจทิ้งเขาไปคบกับคนที่สามารถบันดาลชีวิตสุขสบายในแบบที่เธอต้องการ
“เชื่อได้หรอคะ คุณทั้งหล่อทั้งเท่แบบนี้”
“ผมไม่มีเวลาให้ใครอีกแล้ว นอกจากคุณพลอย ไม่มีใครทนอยู่กับคนที่ไม่มีแม้เวลาเป็นของตัวเองได้หรอกครับ”
พลอยชมพูเงยหน้าจากแก้วเครื่องดื่มสีสวยของตัวเอง เพื่อมองหน้าเขาทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากปากของเขา
“ไม่แน่หรอกนะคะ ยัยพลอยใช้ผู้ชายเปลืองจะตาย เดี๋ยวก็เปลี่ยนผู้ชายเป็นว่าเล่นอีกหรอกค่ะ”
ซาร่าเอ่ยออกมาเหมือนเป็นเรื่องขำ เพราะคำว่าใช้ผู้ชายเปลืองในความหมายของพวกเธอ ก็คือใช้บอดี้การ์ดเปลืองนั่นเอง แต่คนที่เพิ่งกลับมาเจอเธอไม่คิดแบบนั้นด้วย เพราะเขาคิดว่าคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่แต่งตัวเปรี้ยวจนเข็ดฟัน และชอบปาร์ตี้สังสรรค์คนนี้ คงมีหนุ่มๆ เข้ามาเป็นตัวเลือกไม่น้อย เธออาจเปลี่ยนคู่ควงบ่อยๆ ตามนิสัยขี้เหวี่ยงขี้วีนของเธอก็ได้ และนั่นมันก็ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ก็คอยดูกันต่อไปครับ ว่าใครจะทนใครไม่ได้ก่อนกัน”
“เอาแล้วยัยพลอย แกเจอของแข็งเข้าให้แล้ว”
ริชชี่กระซิบที่ใบหูของเพื่อนรัก ส่วนซาร่ายังคงมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เรื่องมากเรื่องผู้ชายอย่างเพื่อนรักทั้งสองคน แถมผู้ชายคนนี้ยังตรงสเปคทุกอย่าง จะเป็นยังไงนะถ้าเธอจะขอเวลานอก พาบอดี้การ์ดของเพื่อนรักไปโยกขย่มกันในรถของเธอสักครึ่งชั่วโมง
ตอนที่ 3 คุณไม่ได้ใส่หรอ
“คุณไคล์ไม่ดื่มหน่อยหรือคะ”
ซาร่ายกแก้วเครื่องดื่มดีกรีแรงของตนเองมาชนกับแก้วของเขา ที่ตั้งไว้ตรงหน้านานแล้ว แต่เขาไม่ยอมกระดกมันเข้าปากเสียที
“ผมต้องขับรถให้คุณพลอยครับ ถ้าผมดื่มคงไม่เหมาะ คุณพลอยอาจเป็นอันตรายได้”
“ไม่ต้องเคร่งครัดขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ก็โดนยัยพลอยบังคับให้ดื่มด้วยทุกคน”
ดวงตาคมกริบเหลือบมองหน้าเจ้านายสาว เธอยังคงนั่งนิ่งๆ ยกแก้วเครื่องดื่มดีกรีแรงขึ้นดื่มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณพลอย ผมรับผิดชอบไม่ไหวครับ ขอไม่ดื่มเวลาทำงานนอกสถานที่ดีกว่า”
เพราะผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ของเขา คือแก้วตาดวงใจของผู้ชายตระกูลคลาร์ก ถ้าหากเขาสะเพร่าจนทำให้เธอได้รับอันตรายแม้เพียงน้อย เขาคงไม่มีปัญญารับผิดชอบเธอแน่ๆ
“แหม ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าออกมานอกสถานที่แบบนี้ คุณไม่ต้องดื่มก็ได้ แต่ถ้าจัดปาร์ตี้กันที่คอนโดของยัยพลอย คุณต้องดื่มนะคะ ห้องนั้นปลอดภัยจะตาย ไม่มีใครเข้ามาล้วงคองูเห่าได้แน่ๆ”
แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ดื่มกับเขา แต่ก็เข้าใจในภารกิจที่ต้องรักษาความปลอยภัยของอีกชีวิตของเขาดี จึงไม่รบเร้าเขามากไป แต่ถ้าต่อไปต้องไปอยู่กับเพื่อนรักที่คอนโดมิเนียมหรูใกล้กับมหาวิทยาลัยที่พวกเธอเรียนปริญญาโท จะรบเร้าให้เพื่อนรักจัดปาร์ตี้ที่ห้องบ่อยๆ เพื่อที่เธอจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับเขาตอนที่ทั้งคู่กำลังเมามาย และมันคงจะดีไม่น้อยถ้าได้สานต่ออะไรๆ กันที่ห้องนอนของเขา โดยที่เพื่อนรักของเธอก็ยังอยู่ในห้องที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา
เขาหันไปมองหน้าเธออีกครั้ง เพราะยังไม่เข้าใจที่เพื่อนรักของเธอพูดนัก
“อาทิตย์หน้าเราต้องไปอยู่ที่คอนโดของฉัน เพราะสะดวกในการเดินทางไปเรียน ถ้าได้อยู่ตามลำพังแบบนั้น ฉันก็จะไม่ค่อยออกมาเที่ยวข้างนอก เพราะจัดปาร์ตี้ที่ห้องได้ มีเพื่อนทั้งผู้หญิงผู้ชายมาสนุกกันได้ พ่อไม่บ่น เพราะไม่รู้”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วข้างหนึ่ง มองเธอด้วยแววตามีคำถาม และเธอก็อ่านมันออก
“คุณอยู่กับฉัน คุณต้องปกป้องความลับของฉันสิ ห้ามบอกพ่อ”
“หึ”
เขายกยิ้มมุมปากแล้วแค่นหัวเราะเธอหนึ่งครั้ง ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก คนตัวบางที่กระดกเครื่องดื่มดีกรีแรงไปหลายต่อหลายแก้วก็เริ่มเมา ขยับเข้ามานั่งจนชิดเขา แล้วออกแรงดึงเนกไทของคนตัวโตให้หันมาเผชิญหน้ากัน
“หึ เมื่อกี้ หมายความว่าไงไคล์”
“แล้วคุณว่าไงครับ”
เขายอมให้เธอดึงเนกไทของเขาอยู่อย่างนั้น คิ้วเข้มยกขึ้นข้างหนึ่งอย่างกวนอารมณ์ ดวงตาคมกริบจ้องมองตากลมโตที่เริ่มปรือปรอยของเธอนิ่งนาน
“คุณทำงานกับฉัน ก็ต้องเชื่อฟังฉันสิ จะเอาความลับของฉันไปบอกพ่อไม่ได้”
“ผมรับเงินเดือนจากพ่อคุณครับ”
“ฉันจ่ายให้คุณอีกเท่านึง”
“นี่คงซื้อตัวบอดี้การ์ดแบบนี้หมดทุกคนสินะครับ”
ที่ไหนได้ เธอไม่เคยซื้อตัวใคร ไม่สนใจว่าคนพวกนั้นจะช่วยเก็บความลับของเธอไหม เมื่อความลับของเธอแตก เธอก็มีหน้าที่แค่เหวี่ยง วีน เอาแต่ใจ ปั่นหัวพวกเขา จนพวกเขาทนไม่ได้และลาออกไปเองในที่สุด
“แล้วขายป่ะล่ะ”
“หึ ไม่ขายครับ”
“หึ้ย”
คนตัวบางหงุดหงิด ปล่อยเนกไทของเด็กในคาถาของพ่ออย่างแรง แล้วกระดกเครื่องดื่มลงคออีกอึกใหญ่
“ยัยพลอย แกดื่มเยอะไปแล้วนะ ทุกทีไม่เคยดื่มขนาดนี้เลย”
ซาร่าและริชชี่ พยายามดึงแก้วในมือของเพื่อนรักออกมาวาง ซึ่งก็ได้ผล เพราะคนตัวบางก็ยอมแต่โดยดี เพราะตอนนี้สิ่งแวดล้อมรอบตัวมันเริ่มหมุนแล้ว
“นี่แกกินข้าวมาหรือยังเนี่ย”
ริชชี่เอ่ยถามเพื่อนรัก เพราะทุกครั้งพวกเธอที่ไม่ใช่นักดื่มเจนจัดขนาดนั้น ต้องมีอะไรรองท้อง แม้จะชอบแสงสี ปาร์ตี้ และความสนุกสนาน ถือได้ว่าพวกเธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างคอแข็งและล้มยากคนหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีอาหารเย็นตกถึงท้อง สภาพก็จะเป็นอย่างที่เห็น
“ไม่ได้กิน งอนพ่อที่ยัดเยียดบอดี้การ์ดมาให้”
“โอ๊ย ยัยพลอย พอเลยแก กลับบ้านเดี๋ยวนี้ คราวหน้าถ้าไม่กินข้าวก่อนออกมา พวกฉันจะเบี้ยวนัดแก”
ซาร่าบ่นเพื่อนรัก แล้วจัดการหยิบกระเป๋าใบสวยของเพื่อนส่งให้กับเขา เป็นนัยว่าต้องพาเพื่อนรักที่วันนี้เมาแอ๋ไม่เป็นท่าต้อนรับบอดี้การ์ดใหม่กลับบ้านได้แล้ว
“อื้อ ยุ่งน่าไคล์ ฉันเดินได้”
คนตัวบางพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของคนตัวโต เมื่อเขาพาเธอลุกขึ้นเพื่อจะเดินกลับไปที่รถแล้วเธอเซจนเกือบล้ม เขาจึงต้องกอดประคองพาเธอเดินมาตลอดทาง
“อย่าดื้อ เมาขนาดนี้จะเดินยังไงไหว”
“ไม่ได้เมา”
คนตัวโตจึงขยับตัวออกห่างจากเด็กดื้อทันที ผลปรากฏว่าเด็กดื้อทรุดตัวจะล้มลงพื้นทันทีที่เขาขยับตัวออกห่าง แต่ด้วยความระแวดระวังของเขา จึงขยับเข้ากอดประคองเธอได้อย่างทันท่วงที เพราะคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
“หึ ไม่เมา”
“อื้อ ปล่อย”
เด็กดื้อยังพยศไม่เลิก พยายามดิ้นรนจะออกจากอ้อมแขนของเขาให้ได้
“อย่าดื้อกับผมนะคุณพลอย ผมไม่ได้ใจดีเหมือนบอดี้การ์ดคนเก่าๆ ของคุณนะ”
“คิดว่าฉันกลัวคุณหรือไง ปล่อยสิ ไคล์ ว๊ายยย”
เมื่อขี้เกียจรับมือกับเด็กดื้อในอ้อมกอด จึงช้อนอุ้มเธอในท่าเจ้าสาว แล้วเดินตรงดิ่งกลับไปที่รถทันที ใช้เวลาไม่นาน คนตัวบางที่ดิ้นรนอึกอักตลอดเวลาก็ได้ไปนั่งแอ้งแม้งอยู่ที่เบาะด้านหลังของรถยนต์คันหรูเรียบร้อยแล้ว
“โอ๊ย เจ็บนะ”
“ชวู่ อย่าดื้อ”
คนตัวโตที่ยังสาละวนอยู่กับการโน้มตัวไปคาดเข็มขัดนิรภัยให้กับเธออยู่ เอ่ยปามเด็กดื้อเสียงเบา แล้วหันหน้ากลับมาหาเธออย่างอัตโนมัติ
หนุ่มสาวที่ใบหน้าอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบชะงักค้าง ดวงตาคมกริบจ้องมองที่ดวงตากลมโตปรือปรอยฉ่ำหวาน ก่อนไล่สายตาลงมาที่ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดที่เผยอน้อยๆ ก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนกระแอมเรียกสติให้กับทั้งเธอและเขา
“นั่งดีๆ ครับ ผมกำลังจะพาคุณกลับบ้าน”
“อืม”
ร่างเย้ายวนกอดอกแล้วเอนหลังพิงเบาะ ก่อนปิดเปลือกตาลงเพราะตอนนี้ภายในรถมันหมุนเคว้งไปหมด เขาเห็นดังนั้นก็รู้แล้วว่าคนตัวบางท่าจะหนาว จึงถอดเสื้อสูทของตัวเองคลุมร่างบอบบางแต่เย้ายวนของเธออย่างเบามือ
ประตูรถฝั่งที่เธอนั่งถูกปิดลง เธอจึงลืมตาขึ้นมามองเสื้อสูทที่ให้ความอบอุ่นแก่เธอในตอนนี้แล้วอมยิ้มมุมปาก กลิ่นน้ำหอมของเขาติดมากับเสื้อตัวนี้ และมันหอมมากจนเธอต้องสูดลมหายใจลงปอดลึกๆ หลายครั้ง แต่แล้วความเมาก็ทำให้เธอหลับไปอย่างไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
เมื่อถึงบ้านหลังใหญ่ของตระกูลคลาร์ก ไคเลอร์ก็อุ้มคนไม่มีสติขึ้นไปส่งถึงห้องนอน เขาวางเธอลงที่กลางเตียง เปิดเครื่องปรับอากาศให้ ก่อนจะเดินกลับมาถอดรองเท้าส้นสูงของเธอออก แล้วห่มผ้าให้กับร่างบางที่ตอนนี้ยังอยู่ในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเต็มยศ
“อือออ”
คนตัวบางขยับตัวภายใต้ผ้าห่มอย่างอึดอัด เธอพยายามรูดซิปด้านหลังของชุดอย่างทุลักทุเล ไคเลอร์เห็นดังนั้นจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วแตะมือไปที่กลางหลังของเธอจากนั้นก็เลื่อนมือขึ้นช้าๆ เพื่อคลำหาซิป เมื่อเจอก็ค่อยๆ รูดมันลงมาด้วยมืออันสั่นเทา
เขาพ่นลมหายใจออกมาทางปาก เพื่อระบายความอึดอัดในอก ดึงชุดตัวสวยของเธอลงมาเหวี่ยงทิ้งไปที่พื้นข้างเตียง ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้แผ่นหลังของเธออีกครั้งเพื่อหาตะขอเสื้อชั้นใน แต่ลูบหาเท่าไหร่ก็พบเพียงแผ่นหลังบอบบางนุ่มเนียนมือราวผ้าแพรเนื้อดี
“เด็กดื้อ คุณไม่ได้ใส่หรอ”
เขามองใบหน้าสวยๆ ที่หลับตาพริ้มของเธอด้วยความหงุดหงิด แล้วลุกขึ้นไปหยิบชุดนอนมาสวมใส่ให้เธอภายใต้ผ้าห่มผืนหนาผืนนั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงถอดเครื่องประดับให้เธอทุกชิ้น ก่อนจะปิดไฟแล้วเดินกลับห้องของตัวเองไป