“แม่ฉันต้องรู้แน่ๆเลยว่าฉันมาหาแกที่นี่”
พิมพ์ดาวรู้ดีว่าหากแม่เลี้ยงของเธอไม่เจอเธอที่หอต้องตามมาที่บ้านของคนึงนิจแน่นอนตอนนี้เธอจึงร้อนใจเป็นพิเศษ
“ฉันลาออกจากงานพอดีว่าจะกลับไปที่บ้านต่างจังหวัดแล้วอยู่ที่นั่นแกไปกับฉันนะ”
คนึงนิจกุมมือเพื่อนเธอเอาไว้แน่นไหนๆตอนนี้เธอก็ตกงานอยู่แล้ว เมื่อเพื่อนเธอเดือดร้อนเธอเลยคิดจะพาเพื่อนเธอหนีไปที่ๆหนึ่งซึ่งเธอเองก็คิดเอาไว้ว่าจะกลับไปอยู่ที่นั่นเหมือนกัน แต่ตอนนี้แค่จะต้องไปเร็วกว่าที่คิดหน่อยเท่านั้น
“อืม..”
พิมพ์ดาวพยักหน้ารับตอนนี้ให้เธอไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่จะไม่ต้องถูกจับแต่งงานโดยที่ไม่เต็มใจ
คฤหาสน์โพยม
ณ.คฤหาสน์หลังใหญ่ที่อยู่บนเกาะส่วนตัวเกาะหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่ไม่ใหญ่มากนักและเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างห่างออกจากชายฝั่งมากเป็นพิเศษใช้เวลาเดินเรือร่วมสองชั่วโมงถึงจะถึงเกาะ ตัวคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่าในแบบที่คนนอกคาดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีสิ่งก่อสร้างที่มีราคาแพงหลายร้อยล้านตั้งอยู่ รอบๆคฤหาสน์ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมายที่บดบังตัวคฤหาสน์หลังนี้เอาไว้
และเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ก็คือ เขตแดน กุมภัณฑ์โพยม ชายหนุ่มที่ค่อนข้างจะเก็บตัวลึกลับเขาเป็นเจ้าของ kp group แบรนด์เครื่องประดับที่มีมาเป็นร้อยปีซึ่งชื่อตั้งต้นตอนแรกก็คือ กุมภัณฑ์โพยม เป็นชื่อของต้นตระกูลพอช่วงหลังก็เปลี่ยนชื่อให้ทันสมัยขึ้นตามวิวัฒนาการของโลก
น้อยครั้งมากที่เขตแดนจะปรากฏตัวให้ใครได้เห็นหน้าค่าตา แม้นแต่พนักงานในบริษัทของตัวเองก็แทบจะไม่มีใครรู้จักเขตแดน...มีเฉพาะคนในตำแหน่งสูงๆที่ต้องทำงานกับเขตแดนโดยตรงเท่านั้นเพราะเขาไม่ชอบสังคมเท่าไร
เขตแดนเป็นชายหนุ่มที่รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้นายแบบดาราดังๆ ด้วยส่วนสูงที่เกือบจะแตะสองเมตรผิวขาวผุดผ่องทั้งตัวมีแต่กล้ามเนื้อดวงตาของเขาคมดั่งพญาเหยี่ยวคิ้วเข้มหนาได้รูปรับจมูกโด่งเป็นสันริมฝีปากหนาอมชมพูไว้หนวดเคราพองามปล่อยผมหยิกยาวประบ่ารวบตึงบ้างเป็นครั้งคราว
“คนสมัยนี้หาความซื่อสัตย์ได้ยากจริงๆ "
ร่างสูงที่อยู่ในชุดลินินสีขาวยืนเกาะขอบระเบียงห้องทำงานมองวิวทะเลยามค่ำคืนด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ เพราะพึ่งจะรับรู้เรื่องที่น่าหงุดหงิดจากหิรัญคนสนิทของเขาที่ไว้ใจให้ควบคุมดูแลงานที่บริษัท
“อย่าเสียเวลากังวลกับคนโลภพวกนั้นเลยครับตอนนี้เราประกาศรับคนใหม่แล้วผมสัญญาจะไม่ดูคนให้พลาดอีก"
หิรัญเป็นคนที่ดูแลเขตแดนมานานเขารู้ดีว่าเรื่องความไม่ซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่เขตแดนนั้นเกลียดที่สุด เขาจึงพูดให้เขตแดนนั้นไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้ครั้งหน้าที่รับคนมาใหม่เขาจะพยายามดูให้ดีกว่าเดิม
“ดีผมไม่อยากเปลี่ยนพนักงานบ่อยๆ "
“งานประมูลเพชรนำเข้างานนี้จัดขึ้นที่โรงแรมในตัวเมืองคุณเขตจะส่งใครไปครับ"
“ผมจะไปเอง"
ร่างสูงค่อยๆ หันกลับมามองหน้าคนสนิทแววตาของเขาไม่มีคำว่าพูดเล่นแม้แต่น้อยจนหิรัญเองก็ตกใจ
“อะไรนะครับ"
“ผมได้ยินข่าวว่าสื่อต่างก็ไม่เชื่อมั่นในแบรนด์ของเรานักเพราะผมไม่เคยออกสื่อที่ไหนครั้งนี้ผมเลยจะไปที่งานด้วยตัวเอง"
ที่เขตแดนตัดสินใจแบบนี้เพราะเขาคิดถี่ถ้วนแล้วหลายไตรมาสมานี้คู่แข่งของเขาเพิ่มขึ้นทาเป็นดอกเห็ด ซ้ำเขาก็ยังมีข่าวครหาไม่หยุดว่าเจ้าของ Kp group ถือตัวไม่ค่อยออกงานพบปะสังคมเท่าไร เขาจึงต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาเพราะงานนี้เป็นงานใหญ่
“แต่วันนั้นเป็นคืนที่..."
หิรัญมีสีหน้าที่ค่อนข้างกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะอีกอาทิตย์นั้นจะเป็นวันที่ไม่ค่อยดีสำหรับเขตแดนเท่าไร
“ผมรู้และผมจะไม่ประมาท"
เขตแดนมองหน้าหิรัญด้วยแววตาที่ค่อนข้างมั่นใจว่าวันนั้นเขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีไม่มีอะไรที่ต้องน่าห่วง
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปกับคุณเขตด้วยครับ"
แม้นจะรู้ว่าเขตแดนไม่เป็นกังวลแต่หิรัญเองที่เป็นเขาจึงขอตามเขตแดนไปงานนี้ด้วย
“ขอบคุณครับ..ตอนนี้ในถ้ำเรียบร้อยดีหรือเปล่า"
ใบหน้าคมพยักหน้ารับก่อนจะถามถึงเรื่องในถ้ำกุมภัณฑ์ถ้ำในป่าหลังคฤหาสน์หลังโตที่มีรูปปั้นพญานาคยักษ์ใหญ่อยู่ด้านใน
“ที่นั่นนเรศดูแลอย่างดีไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงครับ..”
หิรัญรายงานตามที่นเรศได้บอกมา เมื่อเขตแดนรู้ว่าเป็นเช่นนี้จึงคลายกังวล เพราะหลายวันมานี้เขาฝันประหลาดมาหลายคืนถึงเรื่องในถ้ำ
ถ้ำกุมภัณฑ์ ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่อยู่คู่กับเกาะมาตั้งแต่เกาะกำเนิดขึ้น เป็นถ้ำที่เป็นโถงใหญ่ด้านในถูกจัดทำให้มีประตูเปิดปิดมิดชิด มีนเรศคนดูแลคฤหาสน์เป็นผู้เข้าออกที่นี่คนเดียวเป็นประจำ ด้านในมีรูปปั้นพญานาคสีเขียวยักษ์ใหญ่ขดอยู่บนแท่นหินใหญ่
“ทำไมสีถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้นะ”
วันนี้นเรศรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างที่รูปปั้นเพราะหางสีเหลืองทองของพญานาคองค์ใหญ่นี้กลับกลายเป็นเหลือบสีดำเขาค่อนข้างกังวลเป็นพิเศษ เพราะไม่รู้ว่าการเกิดเหตุแบบนี้หมายความว่าอย่างไรจะมีเรื่องดีหรือร้ายเกิดขึ้น
03.00 น.
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย”
พิมพ์ดาวกำลังเดินอยู่ในป่าทึบที่เธอไม่คุ้นเคยทั้งชุดที่เธอใส่ก็ดูเป็นชุดที่เธอไม่คุ้นเคยเลยสักนิด เสื้อลูกไม้แขนตุ๊กตาสีขาวกับกระโปรงผ้าไหมทอสีชมพูบานยาวคลุมเข่า เธอพยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเธอซื้อชุดนี้มาจากไหน และนึกอย่างไรถึงหยิบมาใส่แถมยังมาเดินคนเดียวอยู่ในป่าสถานที่ที่แปลกตาแบบนี้อีก
“ช่วยข้าด้วย”
“เสียงใครคะ”
หญิงสาวชะงักฝีเท้าเบิกตาโพรงเมื่อได้ยินเสียงทุ้มใหญ่ดังออกมา ใบหน้านวลพยายามหันซ้ายหันขวาตะโกนถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ก็ไม่ยักจะเห็นมีคนปรากฎให้เธอเห็น
“ช่วยข้าด้วย..ข้าอยู่ตรงนี้”
“อ..อ๊ายยยย...”
ร่างบางชาวาบไปทั้งตัวทั้งกรีดร้องด้วยความกลัวเสียงดังลั่น เมื่องูใหญ่สีดำเลื้อยชูคออยู่เหนือหัวของเธอ
“ดาว..ดาว..”
คนึงนิจเขย่าตัวพิมพ์ดาวให้ตื่นเมื่อเห็นเพื่อนละเมอกรีดร้องในตอนค่อนแจ้ง
“เฮ่อออ..”
พิมพ์ดาวผุดลุกขึ้นนั่งเหงื่อของเธอแตกซิกถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกเมื่อเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน
“แกเป็นอะไร”
คนึงนิจเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง
“ฉันฝันเห็นงูตัวใหญ่มากเลยขิง”
ดวงตากลมโตไหวระริกเมื่อต้องเล่าเหตุการณ์ในฝัน
“แกเครียดน่ะสิถึงฝันร้าย..ตื่นก็ดีแล้วฉันเก็บของเสร็จพอดีเรารีบออกเดินทางกันดีกว่า เดี๋ยวเช้าแม่แกรู้ว่าแกหนีจะตามมาที่นี่ได้”
คนึงนิจเข้าใจดีว่าเพื่อนเธอยังอยู่ในอาการเครียดก็คงจะฝันร้ายเป็นธรรมดา
“อืม”
พิมพ์ดาวลุกออกจากเตียงไปล้างหน้าล้างตาแม้นเธอจะคิดว่าที่ฝันร้ายในครั้งนี้เป็นเพราะความเครียดแต่ในฝันมันช่างเหมือนจริงเสียเหลือเกิน
หลังจากเก็บของกันเรียบร้อยแล้วคะนึงนิจก็รีบขับรถมุ่งหน้าสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานีทันที เพราะเธอตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าของยายเธอที่ปล่อยร้างมานานแล้ว
“ขิง แกว่าฉันทำถูกหรือป่าวที่หนีมา”
ระหว่างการเดินทางพิมพ์ดาวก็ยังมีความเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย ว่าที่เธอหนีมาแบบนี้มันถูกต้องหรือไม่หากแม่เลี้ยงเธอรู้ว่าคนึงนิจเป็นคนที่ช่วยพาเธอหนีเพื่อนเธอก็จะถูกแม่เลี้ยงเธอเล่นงานด้วยเป็นแน่
“ถูกมากเลยล่ะ แกสมควรตีตัวไปให้พ้นแม่เลี้ยงใจยักษ์ของแกตั้งนานแล้ว รีบบล็อคเบอบล็อคช่องทางการติดต่อของแม่เลี้ยงแกให้หมดเลยนะ เชื่อฉันพ่อแกต้องดีใจที่แกทำแบบนี้”
“แกคิดแบบนั้นหรอ”
“ใช่สิ แกทิ้งความกังวลเรื่องแม่เลี้ยงแกให้หมดเลยนะ ต่อไปนี้แม่เลี้ยงแกจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตของแกอีกแล้ว”
คนึงนิจตอกย้ำให้พิมพ์ดาวมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เพื่อนเธอเลือกตอนนี้คือเรื่องที่ถูกที่สุดแล้ว
“อ๊ายยย..”
พิมพ์ดาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งจนคนึงนิจที่พึ่งเดินกลับเข้ามาในรถหลังจากที่ไปซื้อกาแฟต้องจับมือเพื่อนเธอเอาไว้เพราะรู้ว่าเพื่อนเธอคงไม่พ้นหลับแล้วฝันร้ายอีกแน่นอน
“ดาว...ฝันร้ายอีกแล้วหรอ”
“อืม..”
ใบหน้าหวานซีดเซียวหายใจหอบถี่
“อ่ะ..ลาเต้เย็นๆ เผื่อจะสดชื่นขึ้น..”
คนึงนิจยื่นแก้วลาเต้เย็นให้พิมพ์ดาว เธอรู้ว่าอาการฝันร้ายของเพื่อนเธอคงไม่หายไปง่ายๆ เพราะคงจะวิตกกังวลอยู่มากพอสมควร
“ขอบใจนะ..อีกกี่ชั่วโมงกว่าจะถึง”
พิมพ์ดาวอยากรู้ว่าเมื่อไรจะถึงที่หมายเพราะเธอก็ไม่ได้อยากนอนหลับแล้วฝันร้ายให้เพื่อนเธอพลอยเป็นกังวลไปด้วย
“อีกสองสามชั่วโมงกว่าๆ ก็น่าจะถึงแล้วล่ะ”
คนึงนิจดูจากจีพีเอสมันประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆแต่เธอคิดว่าหากรีบกว่านั้นหน่อยก็คงจะถึงเร็วกว่าเวลาที่บอกอยู่ตอนนี้ พิมพ์ดาวเอาแต่นั่งนิ่งไปตลอดทางไม่กล้าที่จะหลับอีก เพราะกลัวว่าจะฝันร้ายเมื่อครู่เรื่องที่เธอฝันก็เป็นเหตุการณ์ต่อจากเรื่องเมื่อเช้ามืดงูใหญ่ตัวนั้นจู่ๆก็เข้ามารัดตัวเธอเอาไว้ความรู้สึกทุกอย่างที่เธอได้รับมันเหมือนไม่ใช่ฝันเลยสักนิด
สี่ชั่วโมงต่อมา
สองสาวมาถึงอ.เมืองสุราษฎร์ธานีช่วงบ่ายเกือบเย็น คนึงนิจกะเวลาแล้วว่าจะต้องถึงที่นี่เวลานี้เพื่อที่จะมีเวลาทำความสะอาดบ้านก่อนที่จะมืดค่ำ บ้านหลังเล็กของยายคนึงนิจเป็นบ้านไม้สีขาวแบบโบราณเพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยที่ยายของเธอเป็นสาวๆและพึ่งจะแต่งงานกับตาของเธอ หลังจากที่ยายและตาของเธอจากไป บ้านหลังนี้ก็ไม่มีใครอยู่ พ่อกับแม่ของเธอก็จะกลับมาที่นี่ปีละครั้งมาทำนุบำรุงเพื่อไม่ให้ที่นี่ทรุดโทรม เพราะคิดว่าหลังจากที่ตัวเธอเองมีงานมีการที่มั่นคงทำมีคู่ครองดีแล้วก็จะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่สองคนตายายแต่ก็ไม่มีโอกาส
บ้านไม้สีขาวชั้นเดียวยกพื้นไม่สูงมากมีสามห้องนอนสองห้องน้ำ ไม่เล็กไม่ใหญ่มีอาณาเขตรอบๆประมาณหนึ่งไร่ มีไม้ยืนต้นไม้ดอกไม้ประดับอยู่มากมายภายในอาณาเขตรั้วบ้าน ที่นี่จึงดูร่มรื่นมากกว่าบ้านหลังอื่นๆรอบนอก
“คงต้องทำความสะอาดกันครั้งใหญ่เลยล่ะบ้านหลังเล็กๆ แบบนี้แกอยู่ได้ใช่ป่ะ”
สองสาววางกระเป๋าไว้ที่ชานหน้าบ้านแล้วค่อยๆเปิดประตูไม้บานใหญ่ออกช้าๆเพื่อที่จะไม่ให้ฝุ่นและหยากไย่ฟุ้งกระจาย
“ที่ไหนที่ฉันสบายใจฉันอยู่ได้ทั้งนั้นแหละ รีบช่วยกันเก็บกวาดดีกว่าก่อนจะเย็น”
พิมพ์ดาวพยักน้าด้วยรอยยิ้มเธออยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นถ้าที่นั่นมีความสบายใจให้เธอได้
“โอเค”
เมื่อจบบทสนทนาสองสาวต่างก็ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่แมงมุมกันอย่างขะมักเขม้น เพราะกลัวจะเสร็จไม่ทันฟ้ามืดเพราะเธอทั้งสองต้องออกไปหาอะไรมาทานกันอีก
ร้านอาหาร
เมื่อทำความสะอาดบ้านกันร่วมสองชั่วโมงกว่าเสร็จแล้วสองสาวก็อาบน้ำอาบท่าออกมาหาอะไรทานกันข้างนอก
“จริงสิแล้วแกทำไมลาออกกะทันหันล่ะขิง”
ระหว่างทานข้าวพิมพ์ดาวก็จำได้ว่าเธอลืมถามเรื่องที่เพื่อนเธอออกจากงานเสียสนิทมัวแต่เครียดเรื่องของตัวเอง
“พูดแล้วก็เจ็บใจเพราะยัยโรสนั่นคนเดียวเลย..”
เมื่อพูดถึงเรื่องงานคนึงนิจก็วางช้อนบุ้ยปากทำหน้าห่อเหี่ยวลงทันที ก่อนจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พิมพ์ดาวฟัง
“คนที่ขโมยงานแกก็ผิด แล้วเรื่องที่แกใจร้อนก็ผิดเหมือนกัน ฉันเคยเตือนแกเรื่องนี้หลายครั้งแล้วหัดเป็นคนใจเย็นบ้างเรื่องเล็กจะได้ไม่ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่”
พิมพ์ดาวคิดว่าเรื่องใจร้อนของคนึงนิจจะดีขึ้นกว่าตอนเรียนแล้วเสียอีก แต่เปล่าเลยเมื่อก่อนหากไม่มีเธอคอยปรามเรียกสติเพื่อนเธอเอาไว้มีหวังมีเรื่องกับคนอื่นเค้าไปทั่วแน่
“ฉันก็พยายามปรับนิสัยใจร้อนของฉันอยู่ แต่พอเจอเอาเปรียบทีไรเป็นทนไม่ได้ทุกทีเลย...”
คนึงนิจรู้ดีว่าข้อเสียของตัวเธอคืออะไร แม้จะพยายามปรับแล้วแต่มันก็ยังคงห้ามใจตัวเองให้ไม่มีเรื่องยากอยู่ดี
“ทีนี้จะเอาไงต่อหรอ”
พิมพ์ดาวอยากรู้ว่าเพื่อนเธอจะเอายังไงต่อกับชีวิตหลังจากนี้ เพราะตัวเธอนั้นคิดเอาไว้แล้วว่าจะไปหาสมัครงานเป็นพยาบาลตามคลินิค
“ฉันก็จะหาสมัครงานที่บริษัทแถวนี้แหละ แล้วแกจะเอายังไงต่อ”
“ฉันก็ว่าจะสมัครเป็นพยาบาลที่ตามคลินิกเหมือนกัน”
“ดีแล้วต่อไปนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่กัน”
คนึงนิจสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพ่นมันออกมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ในเมื่อชีวิตของพวกเธอเห็นทางแล้วว่าจะดำเนินไปยังไงกันต่อก็ไม่ต้องมีอะไรต้องกังวลแล้ว
ทางด้านมลฤดีแม่เลี้ยงวัย49ของพิมพ์ดาวตอนนี้ก็วุ่นอยู่กับการตามหาหญิงสาวจนหัวฟู ซ้ำยังถูกณัฐพลหนุ่มเจ้าของโรงแรมดังวัย32ขู่แล้วขู่อีก เรื่องที่ต้องตามหาตัวพิมพ์ดาวกลับมาแต่งงานกับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องหาเงินมาคืนให้ได้
“ปล่อยให้เธอหนีไปได้ยังไงครับคุณฤดี”
ณัฐพลหนุ่มไฮโซรูปหล่อจอมเจ้าชู้เขาตามมาหามลฤดีถึงบ้านเพื่อที่จะตำหนิเรื่องที่มลฤดีนั้นปล่อยให้พิมพ์ดาวหายตัวไปในขณะที่เขานั้นเตรียมจัดงานแต่งงานเอาไว้แล้ว
“ฉันจะพยายามพาตัวยัยดาวกลับมาให้ได้ค่ะ”
มลฤดีเอ่ยกับชายหนุ่มเสียงสั่น เธอรู้สึกโมโหพิมพ์ดาวไม่น้อยที่หนีไปทำให้เธอนั้นเดือดร้อน
“ผมให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ ถ้าคุณพาตัวเธอกลับมาไม่ได้คุณก็ต้องเอาเงินยี่สิบล้านมาให้ผม ถ้าไม่มีก็เตรียมเก็บกระเป๋าออกไปจากที่นี่ได้เลย”
ณัฐพลเอ่ยจบก็เดินออกจากบ้านของมลฤดีไปด้วยอาการไม่สบอารมณ์ เพราะเขานั้นต้องการที่จะให้พิมพ์ดาวมาเป็นภรรยาเนื่องด้วยถูกใจเธอตั้งแต่ที่แรกเห็นเมื่องานศพของบุญทวีพ่อของเธอ เมื่อมีโอกาสจึงใช้วิธีรวบหัวรวบหางแต่เธอก็หนีเขาไปจนได้
“อาทิตย์เดียวเองหรอคะ โถ่ ยัยดาวนะยัยดาว”
มลฤดีนั่งฟุบลงกับโซฟาราคาแพงกัดฟันกรอดที่พิมพ์ดาวนั้นคิดแข็งข้อกับเธอ
วันต่อมา
“เย่...”
“มีอะไรหรอขิง”
พิมพ์ดาวรีบวิ่งออกจากครัวมาที่ห้องนั่งเล่นแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนของเธอกรีดร้องเสียงดัง
“Kp group เรียกฉันสัมภาษณ์แล้วแก ถ้าฉันได้ที่นี่ก็ดีนะไม่ต้องเดินทางไกลด้วย”
คนึงนิจยื่นมือถือให้พิมพ์ดาวได้อ่านเมลเรียกสัมภาษณ์พร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นดีใจยกใหญ่
“ขอให้ได้ดั่งที่หวังนะขิง ฉันก็มีอะไรจะบอกเหมือนกัน”
พิมพ์ดาวส่ายหัวทั้งอมยิ้มนึกว่าเพื่อนเธอมีเรื่องอะไรให้ตกใจเสียอีก
“อย่าบอกว่าได้งานแล้ว”
คนึงนิจมองหน้าพิมพ์ดาวอย่างมีความหวัง
“คลินิกหน้าหมู่บ้านนี่เองเค้าให้ทดลองงานก่อนหนึ่งอาทิตย์”
“อ๊ายยย...”
สองสาวกระโดดกอดกันกลมก่อนจะไปช่วยกันทำอาหารเย็นในครัว
ครู่ต่อมา
ตอนนี้สองสาวตั้งเตาทานหมูกระทะกันที่หน้าบ้านในตอนที่ฟ้าเกือบจะมืด ทั้งสองรีบยกวัตถุดิบที่เตรียมเอาไว้มาวางที่โต๊ะหินอ่อน เสร็จแล้วจึงช่วยกันก่อไฟเตาถ่านใบเล็กพอไฟติดหมดควันก็ช่วยกันยกมาไว้ที่กลางโต๊ะหินอ่อน
“น้ำซุปมาแล้ว..น้ำซุปมาแล้ว”
พิมพ์ดาวจำได้ว่าเธอลืมหยิบหม้อน้ำซุปออกมาจากในครัวจึงรีบวิ่งไปเอามาอย่างรวดเร็วเพราะหิวกันเต็มที่แล้ว
“เทเลยๆ ..”
คนึงนิจเห็นพิมพ์ดาวสาวเท้าใกล้จะถึงจึงหยิบกระทะปิ้งหมูขึ้นวางบนเตาพอดีกับที่พิมพ์ดาววางหม้อน้ำซุปลงข้างเตาพอดี
“ไม่ได้มีบรรยากาศแบบนี้นานแล้วสินะ”
คนึงนิจมองไปที่ชิ้นหมูกระทะที่พิมพ์ดาวกำลังย่างให้เธอก็นึกถึงสมัยเรียนม.ปลายตอนนั้นเธอสองคนกับเพื่อนตัวติดกันมากและชอบนั่งร้านหมูกระทะด้วยกันทุกเย็นวันศุกร์ จนเข้ามหาลัยก็เริ่มแยกกันเพราะต้องเรียนคนละคณะแต่นั่นก็แยกแค่ตัวพอมีปัญหาอะไรเธอสองคนก็จะคุยกันตลอด
“ฉันรู้สึกได้ถึงอิสระก็วันนี้นี่แหละ”
พิมพ์ดาวยิ้มแก้มปริตอนนี้เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ดีแล้วล่ะเรื่องไม่ดีอย่านึกถึงมันเลย”
“อืม..”
สองสาวนั่งย่างหมูกระทะหวนรำลึกถึงความหลัง ตอนนี้น้ำเสียงของทั้งสองที่พูดคุยกันล้วนบ่งบอกถึงน้ำเสียงของความสุข คนึงนิจเองก็มีเพื่อนสนิทที่มาอยู่ด้วย ส่วนพิมพ์ดาวก็ได้ออกมาจากวังวนของความอึดอัดมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเพื่อนรักที่นี่หนทางข้างหน้าทั้งสองมองออกแล้วว่ามันคงจะมีแต่ความสุขแน่นอนหากไม่มีอะไรผิดจากที่คาดเอาไว้