SC group
ณ. บริษัทขายเครื่องประดับรายใหญ่ในกรุงเทพมหานครบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงและผลิตแบรนด์เครื่องประดับหลายแบรนด์มีพนักงานร่วมหลายร้อยคนที่อยู่ที่นี่
ช่วงสายของวันนี้หลังจากการประชุมเรื่องการเปิดตัวคอลเลคชั่นล่าสุดของแบรนด์หลักที่แผนกดีไซน์เนอร์ก็ค่อนข้างวุ่นวายเป็นพิเศษเพราะตอนนี้ดีไซน์เนอร์มือดีสองคนของบริษัทกำลังต่อล้อต่อเถียงกันยกใหญ่
“เธอขโมยงานของฉัน”
คนึงนิจหญิงสาวตัวเล็กวัย25 เธออยู่ในชุดพนักงานของบริษัทเสื้อเชิ้ตสีขาวกระโปรงทรงเอยาวเหนือเข่า สิ่งที่ทำให้เธอดูสูงเทียมอีกฝ่ายได้ก็เพราะส้นสูงห้านิ้วที่เธอใส่ หญิงสาวยืนเท้าเอวมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง
“เธอมีหลักฐานอะไรมาปรักปรำฉัน”
รสสุคนสาวสวยหุ่นดีวัยยี่28เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงที่สุดในออฟฟิศก็ว่าได้ เธอยืนกอดอกมองหน้าคนึงนิจอย่างไม่พอใจเช่นกัน
“ก็งานที่เธอเสนอวันนี้มันเป็นงานที่ฉันออกแบบ”
คนึงนิจมั่นใจว่ายังไงรสสุคนก็ต้องก้อปปี้งานของเธอไป ไม่อย่างนั้นทุกตัวอย่างที่รสสุคนเสนอที่บอร์ดประชุมและได้หน้าไปวันนี้มันจะเหมือนที่เธอออกแบบทุกชิ้นได้ยังไง
“ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่ามากล่าวหากันลอยๆ อย่ามาทำตัวสก๊อยแถวนี้”
รสสุคนเปรยสายตามองคนึงนิจที่โวยวายเอะอะเสียงดังตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่จะหันหลังกลับไปนั่งที่เก้าอี้ทำงานของตนเองอย่างไม่สนใจ
“หนอย..”
เพี๊ยะ “โอ้ยย..”
ด้วยอารมณ์โทสะสาวร่างเล็กจึงเอื้อมมือไปจิกหัวรสสุคน แล้วฟาดมือเรียวไปที่ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางค์แน่นจนรสสุคนนั้นหน้าหัน
“สก๊อยงั้นหรอถึงฉันจะสก๊อยแต่ฉันก็ไม่เคยหน้าด้านขโมยงานคนอื่นมาเป็นงานของตัวเองหน้าตาเฉยหรอกนะ”
คนึงนิจแค้นรสสุคนมากที่ทำผิดแล้วยังลอยหน้าลอยตา เครื่องประดับที่เธอออกแบบเธออดหลับอดนอนตั้งหลายคืนกว่าจะทำมันเสร็จ แต่รสสุคนดันขโมยงานของเธอไปหน้าดื้อๆทั้งยังได้รับความดีความชอบจากผู้ใหญ่หลายๆคนอีกด้วย
“แก..”
“อะไรกัน”
รสสุคนเงื้อมมือหมายจะฟาดไปที่หน้าของคนึงนิจ แต่ก็ต้องชะงักเอาไว้เพราะได้ยินเสียงของเปรมสุดาหัวหน้าแผนกของพวกเธอดังขึ้นมาก่อน
“โอ้ย..พี่ปุ้ยขาอยู่ดีๆ น้ำขิงก็มาหาเรื่องโรสค่ะ”
รสสุคนเห็นดังนั้นจึงแกล้งเจ็บยกใหญ่เพื่อที่จะให้เปรมสุดานั้นเห็นใจ
“ไปคุยกับพี่ในห้องเดี๋ยวนี้”
เปรมสุดาเรียกทั้งสองเข้าไปคุยในห้องทำงานเป็นการส่วนตัว และแล้วผลก็ออกมาว่าคนึงนิจนั้นถูกไล่ออกที่ไปกล่าวหารสสุคนโดยที่ไม่มีหลักฐานและเริ่มลงมือทำร้ายรสสุคนก่อนด้วย
ชานเมืองนนทบุรี
“เฮ้อ..ไม่น่าใจร้อนเลยเรางานเดี๋ยวนี้ก็ยิ่งหายากๆ อยู่ด้วย”
ร่างบางสวมชุดนอนตัวยาวสีชมพูออกมานั่งที่ระเบียงบ้านหลังเล็กของเธอ หลังจากที่ทานข้าวเย็นเรียบร้อยแล้วดวงตากลมโตตอนนี้ละห้อยห่อเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากบางพ่นลมหายใจอย่างหดหู่ครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้...หากเธอชั่งใจในความใจร้อนของเธอได้สักนิด แล้วหาหลักฐานมาเอาผิดรสสุคนชะตากรรมของเธอก็จะได้ไม่เป็นเช่นนี้
คนึงนิจเป็นหญิงสาวตัวเล็กน่าตาจิ้มลิ้มผมยาวสีน้ำตาลหยักศก ผิวขาวอมชมพูหุ่นนาฬิกาทรายเป็นคนที่ชอบแต่งตัวในระดับหนึ่ง เพราะชอบในแฟชั่นเธอจะดูเป็นผู้หญิงที่น่าทะนุถนอมมาก หากลดความโผงผางตรงไปตรงมาและหัวร้อนง่ายลง แต่แม้เธอจะนิสัยใจร้อนเธอก็ไม่เคยหาเรื่องใครก่อน เธอเป็นคนที่คนอื่นดูจากภายนอกแล้วจะดูเข้มแข็ง แต่ในใจนั้นก็แอบว้าเหว่อยู่พอสมควร ในชีวิตไม่เคยเกรงกลัวอะไรแต่หลังจากที่เสียพ่อและแม่ไปเธอก็เกลียดและกลัวการสูญเสียเป็นที่สุด
หญิงสาวเรียนจบแฟชั่นดีไซน์มาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพ หลังจากที่เรียนจบได้เพียงแค่ปีเดียวพ่อกับแม่ของเธอก็มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ดีที่พ่อแม่นั้นเหลือสมบัติเอาไว้ให้บ้างตอนนี้เธอจึงไม่ได้ลำบากอะไรมากมายนัก
Rrrrrrr
“ว่าไงดาว อะไรนะ แกรอฉันอยู่นั่นแหละเดี๋ยวฉันขับรถไปรับเดี๋ยวนี้เลย”
สาวเจ้าที่กำลังเหม่อหลุดจากภวังค์ได้ก็เพราะเสียงมือถือที่วางอยู่ข้างๆตัวดังขึ้นและปรากฏเป็นชื่อของเพื่อนรักคนเดียวของเธอ เมื่อวางสายจากเพื่อนที่กำลังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ผุดลุกวิ่งออกไปขับรถเก๋งสีขาวคู่ใจออกจากบ้านเพื่อไปรับเพื่อนของเธอทันที
ณ ศาลาหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
“ฮึก..ฮือๆๆ ..”
เสียงร้องให้กระซิกของหญิงสาวเคล้าคลอกับเสียงรถที่ผ่านไปผ่านมายามหัวค่ำ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างก็เหลือบมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาถามหญิงสาวว่าเธอนั้นเป็นอะไร เพราะที่นี่เป็นกรุงเทพมหานครเมืองที่ไม่ค่อยมีใครใส่ใจใครมากนักต่างคนต่างก็เร่งรีบที่จะไปให้ถึงที่หมายเพื่อที่จะพักผ่อนหลังจากทำงานมาทั้งวัน
“ถ้าคุณพ่อยังอยู่ชีวิตของดาวจะไม่เป็นแบบนี้ใช่หรือเปล่าคะ”
พิมพ์ดาวหญิงสาววัย24ย่าง25เป็นลูกคุณหนูตระกูลไฮโซที่บ้านมีกิจการนำเข้ารถหรู เธอเป็นผู้หญิงที่มีความเป็นกุลสตรีทุกกระเบียดนิ้วค่อนข้างหัวอ่อนและเห็นอกเห็นใจคนอื่นเสียจนถูกเอาเปรียบอยู่บ่อยๆ รูปร่างหน้าตาของเธอก็สวยหวานใครเห็นเป็นเอ็นดูกันแทบทุกคน เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กผอมแห้งผมยาวดำตรงสลวยจนถึงกลางหลังใบหน้ารูปไข่คิ้วคมเข้มได้รูปดวงตาคมกลมโตเหมือนลูกแมวน้อยจมูกเล็กตรงเป็นสันริมฝีปากบางเป็นกระจับอมชมพูมีแก้มเล็กน้อยนัยตากลมโตนั้นค่อนข้างเศร้า เพราะแม้นเธอจะเกิดมาเป็นคุณหนูแต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกมีความสุขจริงๆเลยสักครั้งในชีวิตตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นหน้าแม่ด้วยแม่เธอเสียตอนคลอดเธอ ส่วนคนเป็นพ่อก็ทำแต่งานปล่อยให้เธออยู่บ้านกับแม่เลี้ยงที่ไม่เคยเห็นเธอเป็นลูก
หลังจากที่พิมพ์ดาวเรียนจบพยาบาลเธอก็ขอออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียวมาเกือบสามปีแล้ว โดยให้เหตุผลกับคนเป็นพ่อว่าอยากอยู่ใกล้ที่ทำงานแต่ความจริงแล้วเธออึดอัดที่จะอยู่บ้านกับแม่เลี้ยงที่เอาแต่กีดกันเธอกับพ่อของเธอมากกว่า..การอยู่ข้างนอกแม้คนเป็นพ่อจะนานๆ มาหาทีแต่เธอก็ยังมีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อของเธอมากกว่าตอนที่มีแม่เลี้ยงอยู่ด้วย
แต่ตอนนี้พ่อของเธอได้จากไปแล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คราแรกคิดว่าเธอจะไม่ต้องเกี่ยวพันอะไรกับแม่เลี้ยงของเธออีกแล้วแต่แม่เลี้ยงของเธอก็ยังหาเรื่องมาทำให้เธออึดอัดใจอีกจนได้ คือให้เธอแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รักเพื่อเป็นการใช้หนี้ที่แม่เลี้ยงเธอก่อเอาไว้..ตอนนี้เธอเลยต้องตัดสินใจที่จะหนีเลยโทรให้คนึงนิจเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันตั้งแต่ประถมมารับ
คนึงนิจจอดรถที่ข้างถนนเลื่อนกระจกมองเข้าไปในศาลาริมทางเห็นหญิงสาวใส่ชุดเดรสยาวสีขาวข้างๆตัวมีกระเป๋าใบใหญ่มั่นใจแล้วว่านั่นเพื่อนเธอจึงรีบลงจากรถและเดินเข้าไปหา
“แกหยุดร้องให้แล้วบอกฉันก่อนว่าทำไมแกถึงหนีออกมาดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้”
“แม่ฉันจะให้ฉันแต่งงานใช้หนี้แต่ฉันไม่ได้รักคุณณัฐ”
มือน้อยของพิมพ์ดาวปาดน้ำตาลวกๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเพื่อนสาวด้วยอาการสะอึกสะอื้น
“ไปๆ ขึ้นรถก่อน”
คนึงนิจรีบช่วยเพื่อนเธอลากกระเป๋าลงจากศาลาข้างทางแล้วรีบขับรถออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว
“คนแบบนั้นแกไม่น่ายกให้เป็นแม่นะ..ตั้งแต่พ่อแกเสียฉันนึกว่าแม่เลี้ยงจะเลิกยุ่งกับแกแล้วเสียอีกตัดสินใจหนีออกมาก็อย่ากลับไปอีกล่ะ”
คนึงนิจใช้เวลาขับรถพักใหญ่จึงพาพิมพ์ดาวกลับมาถึงบ้านหลังเล็กของเธอ ทั้งยังเจ็บใจแทนพิมพ์ดาวเรื่องแม่เลี้ยงของเพื่อนเธอที่หาแต่เรื่องมาให้เพื่อนเธออึดอัดใจ
“แม่ฉันต้องรู้แน่ๆเลยว่าฉันมาหาแกที่นี่”
พิมพ์ดาวรู้ดีว่าหากแม่เลี้ยงของเธอไม่เจอเธอที่หอต้องตามมาที่บ้านของคนึงนิจแน่นอนตอนนี้เธอจึงร้อนใจเป็นพิเศษ
“ฉันลาออกจากงานพอดีว่าจะกลับไปที่บ้านต่างจังหวัดแล้วอยู่ที่นั่นแกไปกับฉันนะ”
คนึงนิจกุมมือเพื่อนเธอเอาไว้แน่นไหนๆตอนนี้เธอก็ตกงานอยู่แล้ว เมื่อเพื่อนเธอเดือดร้อนเธอเลยคิดจะพาเพื่อนเธอหนีไปที่ๆหนึ่งซึ่งเธอเองก็คิดเอาไว้ว่าจะกลับไปอยู่ที่นั่นเหมือนกัน แต่ตอนนี้แค่จะต้องไปเร็วกว่าที่คิดหน่อยเท่านั้น
“อืม..”
พิมพ์ดาวพยักหน้ารับตอนนี้ให้เธอไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่จะไม่ต้องถูกจับแต่งงานโดยที่ไม่เต็มใจ
คฤหาสน์โพยม
ณ.คฤหาสน์หลังใหญ่ที่อยู่บนเกาะส่วนตัวเกาะหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่ไม่ใหญ่มากนักและเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างห่างออกจากชายฝั่งมากเป็นพิเศษใช้เวลาเดินเรือร่วมสองชั่วโมงถึงจะถึงเกาะ ตัวคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่าในแบบที่คนนอกคาดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีสิ่งก่อสร้างที่มีราคาแพงหลายร้อยล้านตั้งอยู่ รอบๆคฤหาสน์ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมายที่บดบังตัวคฤหาสน์หลังนี้เอาไว้
และเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ก็คือ เขตแดน กุมภัณฑ์โพยม ชายหนุ่มที่ค่อนข้างจะเก็บตัวลึกลับเขาเป็นเจ้าของ kp group แบรนด์เครื่องประดับที่มีมาเป็นร้อยปีซึ่งชื่อตั้งต้นตอนแรกก็คือ กุมภัณฑ์โพยม เป็นชื่อของต้นตระกูลพอช่วงหลังก็เปลี่ยนชื่อให้ทันสมัยขึ้นตามวิวัฒนาการของโลก
น้อยครั้งมากที่เขตแดนจะปรากฏตัวให้ใครได้เห็นหน้าค่าตา แม้นแต่พนักงานในบริษัทของตัวเองก็แทบจะไม่มีใครรู้จักเขตแดน...มีเฉพาะคนในตำแหน่งสูงๆที่ต้องทำงานกับเขตแดนโดยตรงเท่านั้นเพราะเขาไม่ชอบสังคมเท่าไร
เขตแดนเป็นชายหนุ่มที่รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้นายแบบดาราดังๆ ด้วยส่วนสูงที่เกือบจะแตะสองเมตรผิวขาวผุดผ่องทั้งตัวมีแต่กล้ามเนื้อดวงตาของเขาคมดั่งพญาเหยี่ยวคิ้วเข้มหนาได้รูปรับจมูกโด่งเป็นสันริมฝีปากหนาอมชมพูไว้หนวดเคราพองามปล่อยผมหยิกยาวประบ่ารวบตึงบ้างเป็นครั้งคราว
“คนสมัยนี้หาความซื่อสัตย์ได้ยากจริงๆ "
ร่างสูงที่อยู่ในชุดลินินสีขาวยืนเกาะขอบระเบียงห้องทำงานมองวิวทะเลยามค่ำคืนด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ เพราะพึ่งจะรับรู้เรื่องที่น่าหงุดหงิดจากหิรัญคนสนิทของเขาที่ไว้ใจให้ควบคุมดูแลงานที่บริษัท
“อย่าเสียเวลากังวลกับคนโลภพวกนั้นเลยครับตอนนี้เราประกาศรับคนใหม่แล้วผมสัญญาจะไม่ดูคนให้พลาดอีก"
หิรัญเป็นคนที่ดูแลเขตแดนมานานเขารู้ดีว่าเรื่องความไม่ซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่เขตแดนนั้นเกลียดที่สุด เขาจึงพูดให้เขตแดนนั้นไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้ครั้งหน้าที่รับคนมาใหม่เขาจะพยายามดูให้ดีกว่าเดิม
“ดีผมไม่อยากเปลี่ยนพนักงานบ่อยๆ "
“งานประมูลเพชรนำเข้างานนี้จัดขึ้นที่โรงแรมในตัวเมืองคุณเขตจะส่งใครไปครับ"
“ผมจะไปเอง"
ร่างสูงค่อยๆ หันกลับมามองหน้าคนสนิทแววตาของเขาไม่มีคำว่าพูดเล่นแม้แต่น้อยจนหิรัญเองก็ตกใจ
“อะไรนะครับ"
“ผมได้ยินข่าวว่าสื่อต่างก็ไม่เชื่อมั่นในแบรนด์ของเรานักเพราะผมไม่เคยออกสื่อที่ไหนครั้งนี้ผมเลยจะไปที่งานด้วยตัวเอง"
ที่เขตแดนตัดสินใจแบบนี้เพราะเขาคิดถี่ถ้วนแล้วหลายไตรมาสมานี้คู่แข่งของเขาเพิ่มขึ้นทาเป็นดอกเห็ด ซ้ำเขาก็ยังมีข่าวครหาไม่หยุดว่าเจ้าของ Kp group ถือตัวไม่ค่อยออกงานพบปะสังคมเท่าไร เขาจึงต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาเพราะงานนี้เป็นงานใหญ่
“แต่วันนั้นเป็นคืนที่..."
หิรัญมีสีหน้าที่ค่อนข้างกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะอีกอาทิตย์นั้นจะเป็นวันที่ไม่ค่อยดีสำหรับเขตแดนเท่าไร
“ผมรู้และผมจะไม่ประมาท"
เขตแดนมองหน้าหิรัญด้วยแววตาที่ค่อนข้างมั่นใจว่าวันนั้นเขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีไม่มีอะไรที่ต้องน่าห่วง
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปกับคุณเขตด้วยครับ"
แม้นจะรู้ว่าเขตแดนไม่เป็นกังวลแต่หิรัญเองที่เป็นเขาจึงขอตามเขตแดนไปงานนี้ด้วย
“ขอบคุณครับ..ตอนนี้ในถ้ำเรียบร้อยดีหรือเปล่า"
ใบหน้าคมพยักหน้ารับก่อนจะถามถึงเรื่องในถ้ำกุมภัณฑ์ถ้ำในป่าหลังคฤหาสน์หลังโตที่มีรูปปั้นพญานาคยักษ์ใหญ่อยู่ด้านใน
“ที่นั่นนเรศดูแลอย่างดีไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงครับ..”
หิรัญรายงานตามที่นเรศได้บอกมา เมื่อเขตแดนรู้ว่าเป็นเช่นนี้จึงคลายกังวล เพราะหลายวันมานี้เขาฝันประหลาดมาหลายคืนถึงเรื่องในถ้ำ
ถ้ำกุมภัณฑ์ ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่อยู่คู่กับเกาะมาตั้งแต่เกาะกำเนิดขึ้น เป็นถ้ำที่เป็นโถงใหญ่ด้านในถูกจัดทำให้มีประตูเปิดปิดมิดชิด มีนเรศคนดูแลคฤหาสน์เป็นผู้เข้าออกที่นี่คนเดียวเป็นประจำ ด้านในมีรูปปั้นพญานาคสีเขียวยักษ์ใหญ่ขดอยู่บนแท่นหินใหญ่
“ทำไมสีถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้นะ”
วันนี้นเรศรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างที่รูปปั้นเพราะหางสีเหลืองทองของพญานาคองค์ใหญ่นี้กลับกลายเป็นเหลือบสีดำเขาค่อนข้างกังวลเป็นพิเศษ เพราะไม่รู้ว่าการเกิดเหตุแบบนี้หมายความว่าอย่างไรจะมีเรื่องดีหรือร้ายเกิดขึ้น
03.00 น.
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย”
พิมพ์ดาวกำลังเดินอยู่ในป่าทึบที่เธอไม่คุ้นเคยทั้งชุดที่เธอใส่ก็ดูเป็นชุดที่เธอไม่คุ้นเคยเลยสักนิด เสื้อลูกไม้แขนตุ๊กตาสีขาวกับกระโปรงผ้าไหมทอสีชมพูบานยาวคลุมเข่า เธอพยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเธอซื้อชุดนี้มาจากไหน และนึกอย่างไรถึงหยิบมาใส่แถมยังมาเดินคนเดียวอยู่ในป่าสถานที่ที่แปลกตาแบบนี้อีก
“ช่วยข้าด้วย”
“เสียงใครคะ”
หญิงสาวชะงักฝีเท้าเบิกตาโพรงเมื่อได้ยินเสียงทุ้มใหญ่ดังออกมา ใบหน้านวลพยายามหันซ้ายหันขวาตะโกนถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ก็ไม่ยักจะเห็นมีคนปรากฎให้เธอเห็น
“ช่วยข้าด้วย..ข้าอยู่ตรงนี้”
“อ..อ๊ายยยย...”
ร่างบางชาวาบไปทั้งตัวทั้งกรีดร้องด้วยความกลัวเสียงดังลั่น เมื่องูใหญ่สีดำเลื้อยชูคออยู่เหนือหัวของเธอ
“ดาว..ดาว..”
คนึงนิจเขย่าตัวพิมพ์ดาวให้ตื่นเมื่อเห็นเพื่อนละเมอกรีดร้องในตอนค่อนแจ้ง
“เฮ่อออ..”
พิมพ์ดาวผุดลุกขึ้นนั่งเหงื่อของเธอแตกซิกถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกเมื่อเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน
“แกเป็นอะไร”
คนึงนิจเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง
“ฉันฝันเห็นงูตัวใหญ่มากเลยขิง”
ดวงตากลมโตไหวระริกเมื่อต้องเล่าเหตุการณ์ในฝัน
“แกเครียดน่ะสิถึงฝันร้าย..ตื่นก็ดีแล้วฉันเก็บของเสร็จพอดีเรารีบออกเดินทางกันดีกว่า เดี๋ยวเช้าแม่แกรู้ว่าแกหนีจะตามมาที่นี่ได้”
คนึงนิจเข้าใจดีว่าเพื่อนเธอยังอยู่ในอาการเครียดก็คงจะฝันร้ายเป็นธรรมดา
“อืม”
พิมพ์ดาวลุกออกจากเตียงไปล้างหน้าล้างตาแม้นเธอจะคิดว่าที่ฝันร้ายในครั้งนี้เป็นเพราะความเครียดแต่ในฝันมันช่างเหมือนจริงเสียเหลือเกิน
หลังจากเก็บของกันเรียบร้อยแล้วคะนึงนิจก็รีบขับรถมุ่งหน้าสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานีทันที เพราะเธอตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าของยายเธอที่ปล่อยร้างมานานแล้ว
“ขิง แกว่าฉันทำถูกหรือป่าวที่หนีมา”
ระหว่างการเดินทางพิมพ์ดาวก็ยังมีความเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย ว่าที่เธอหนีมาแบบนี้มันถูกต้องหรือไม่หากแม่เลี้ยงเธอรู้ว่าคนึงนิจเป็นคนที่ช่วยพาเธอหนีเพื่อนเธอก็จะถูกแม่เลี้ยงเธอเล่นงานด้วยเป็นแน่
“ถูกมากเลยล่ะ แกสมควรตีตัวไปให้พ้นแม่เลี้ยงใจยักษ์ของแกตั้งนานแล้ว รีบบล็อคเบอบล็อคช่องทางการติดต่อของแม่เลี้ยงแกให้หมดเลยนะ เชื่อฉันพ่อแกต้องดีใจที่แกทำแบบนี้”
“แกคิดแบบนั้นหรอ”
“ใช่สิ แกทิ้งความกังวลเรื่องแม่เลี้ยงแกให้หมดเลยนะ ต่อไปนี้แม่เลี้ยงแกจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตของแกอีกแล้ว”
คนึงนิจตอกย้ำให้พิมพ์ดาวมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เพื่อนเธอเลือกตอนนี้คือเรื่องที่ถูกที่สุดแล้ว
“อ๊ายยย..”
พิมพ์ดาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งจนคนึงนิจที่พึ่งเดินกลับเข้ามาในรถหลังจากที่ไปซื้อกาแฟต้องจับมือเพื่อนเธอเอาไว้เพราะรู้ว่าเพื่อนเธอคงไม่พ้นหลับแล้วฝันร้ายอีกแน่นอน
“ดาว...ฝันร้ายอีกแล้วหรอ”
“อืม..”
ใบหน้าหวานซีดเซียวหายใจหอบถี่
“อ่ะ..ลาเต้เย็นๆ เผื่อจะสดชื่นขึ้น..”
คนึงนิจยื่นแก้วลาเต้เย็นให้พิมพ์ดาว เธอรู้ว่าอาการฝันร้ายของเพื่อนเธอคงไม่หายไปง่ายๆ เพราะคงจะวิตกกังวลอยู่มากพอสมควร
“ขอบใจนะ..อีกกี่ชั่วโมงกว่าจะถึง”
พิมพ์ดาวอยากรู้ว่าเมื่อไรจะถึงที่หมายเพราะเธอก็ไม่ได้อยากนอนหลับแล้วฝันร้ายให้เพื่อนเธอพลอยเป็นกังวลไปด้วย
“อีกสองสามชั่วโมงกว่าๆ ก็น่าจะถึงแล้วล่ะ”
คนึงนิจดูจากจีพีเอสมันประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆแต่เธอคิดว่าหากรีบกว่านั้นหน่อยก็คงจะถึงเร็วกว่าเวลาที่บอกอยู่ตอนนี้ พิมพ์ดาวเอาแต่นั่งนิ่งไปตลอดทางไม่กล้าที่จะหลับอีก เพราะกลัวว่าจะฝันร้ายเมื่อครู่เรื่องที่เธอฝันก็เป็นเหตุการณ์ต่อจากเรื่องเมื่อเช้ามืดงูใหญ่ตัวนั้นจู่ๆก็เข้ามารัดตัวเธอเอาไว้ความรู้สึกทุกอย่างที่เธอได้รับมันเหมือนไม่ใช่ฝันเลยสักนิด
สี่ชั่วโมงต่อมา
สองสาวมาถึงอ.เมืองสุราษฎร์ธานีช่วงบ่ายเกือบเย็น คนึงนิจกะเวลาแล้วว่าจะต้องถึงที่นี่เวลานี้เพื่อที่จะมีเวลาทำความสะอาดบ้านก่อนที่จะมืดค่ำ บ้านหลังเล็กของยายคนึงนิจเป็นบ้านไม้สีขาวแบบโบราณเพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยที่ยายของเธอเป็นสาวๆและพึ่งจะแต่งงานกับตาของเธอ หลังจากที่ยายและตาของเธอจากไป บ้านหลังนี้ก็ไม่มีใครอยู่ พ่อกับแม่ของเธอก็จะกลับมาที่นี่ปีละครั้งมาทำนุบำรุงเพื่อไม่ให้ที่นี่ทรุดโทรม เพราะคิดว่าหลังจากที่ตัวเธอเองมีงานมีการที่มั่นคงทำมีคู่ครองดีแล้วก็จะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่สองคนตายายแต่ก็ไม่มีโอกาส
บ้านไม้สีขาวชั้นเดียวยกพื้นไม่สูงมากมีสามห้องนอนสองห้องน้ำ ไม่เล็กไม่ใหญ่มีอาณาเขตรอบๆประมาณหนึ่งไร่ มีไม้ยืนต้นไม้ดอกไม้ประดับอยู่มากมายภายในอาณาเขตรั้วบ้าน ที่นี่จึงดูร่มรื่นมากกว่าบ้านหลังอื่นๆรอบนอก
“คงต้องทำความสะอาดกันครั้งใหญ่เลยล่ะบ้านหลังเล็กๆ แบบนี้แกอยู่ได้ใช่ป่ะ”
สองสาววางกระเป๋าไว้ที่ชานหน้าบ้านแล้วค่อยๆเปิดประตูไม้บานใหญ่ออกช้าๆเพื่อที่จะไม่ให้ฝุ่นและหยากไย่ฟุ้งกระจาย
“ที่ไหนที่ฉันสบายใจฉันอยู่ได้ทั้งนั้นแหละ รีบช่วยกันเก็บกวาดดีกว่าก่อนจะเย็น”
พิมพ์ดาวพยักน้าด้วยรอยยิ้มเธออยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นถ้าที่นั่นมีความสบายใจให้เธอได้
“โอเค”
เมื่อจบบทสนทนาสองสาวต่างก็ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่แมงมุมกันอย่างขะมักเขม้น เพราะกลัวจะเสร็จไม่ทันฟ้ามืดเพราะเธอทั้งสองต้องออกไปหาอะไรมาทานกันอีก
ร้านอาหาร
เมื่อทำความสะอาดบ้านกันร่วมสองชั่วโมงกว่าเสร็จแล้วสองสาวก็อาบน้ำอาบท่าออกมาหาอะไรทานกันข้างนอก
“จริงสิแล้วแกทำไมลาออกกะทันหันล่ะขิง”
ระหว่างทานข้าวพิมพ์ดาวก็จำได้ว่าเธอลืมถามเรื่องที่เพื่อนเธอออกจากงานเสียสนิทมัวแต่เครียดเรื่องของตัวเอง
“พูดแล้วก็เจ็บใจเพราะยัยโรสนั่นคนเดียวเลย..”
เมื่อพูดถึงเรื่องงานคนึงนิจก็วางช้อนบุ้ยปากทำหน้าห่อเหี่ยวลงทันที ก่อนจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พิมพ์ดาวฟัง
“คนที่ขโมยงานแกก็ผิด แล้วเรื่องที่แกใจร้อนก็ผิดเหมือนกัน ฉันเคยเตือนแกเรื่องนี้หลายครั้งแล้วหัดเป็นคนใจเย็นบ้างเรื่องเล็กจะได้ไม่ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่”
พิมพ์ดาวคิดว่าเรื่องใจร้อนของคนึงนิจจะดีขึ้นกว่าตอนเรียนแล้วเสียอีก แต่เปล่าเลยเมื่อก่อนหากไม่มีเธอคอยปรามเรียกสติเพื่อนเธอเอาไว้มีหวังมีเรื่องกับคนอื่นเค้าไปทั่วแน่
“ฉันก็พยายามปรับนิสัยใจร้อนของฉันอยู่ แต่พอเจอเอาเปรียบทีไรเป็นทนไม่ได้ทุกทีเลย...”
คนึงนิจรู้ดีว่าข้อเสียของตัวเธอคืออะไร แม้จะพยายามปรับแล้วแต่มันก็ยังคงห้ามใจตัวเองให้ไม่มีเรื่องยากอยู่ดี
“ทีนี้จะเอาไงต่อหรอ”
พิมพ์ดาวอยากรู้ว่าเพื่อนเธอจะเอายังไงต่อกับชีวิตหลังจากนี้ เพราะตัวเธอนั้นคิดเอาไว้แล้วว่าจะไปหาสมัครงานเป็นพยาบาลตามคลินิค
“ฉันก็จะหาสมัครงานที่บริษัทแถวนี้แหละ แล้วแกจะเอายังไงต่อ”
“ฉันก็ว่าจะสมัครเป็นพยาบาลที่ตามคลินิกเหมือนกัน”
“ดีแล้วต่อไปนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่กัน”
คนึงนิจสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพ่นมันออกมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ในเมื่อชีวิตของพวกเธอเห็นทางแล้วว่าจะดำเนินไปยังไงกันต่อก็ไม่ต้องมีอะไรต้องกังวลแล้ว
ทางด้านมลฤดีแม่เลี้ยงวัย49ของพิมพ์ดาวตอนนี้ก็วุ่นอยู่กับการตามหาหญิงสาวจนหัวฟู ซ้ำยังถูกณัฐพลหนุ่มเจ้าของโรงแรมดังวัย32ขู่แล้วขู่อีก เรื่องที่ต้องตามหาตัวพิมพ์ดาวกลับมาแต่งงานกับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องหาเงินมาคืนให้ได้
“ปล่อยให้เธอหนีไปได้ยังไงครับคุณฤดี”
ณัฐพลหนุ่มไฮโซรูปหล่อจอมเจ้าชู้เขาตามมาหามลฤดีถึงบ้านเพื่อที่จะตำหนิเรื่องที่มลฤดีนั้นปล่อยให้พิมพ์ดาวหายตัวไปในขณะที่เขานั้นเตรียมจัดงานแต่งงานเอาไว้แล้ว
“ฉันจะพยายามพาตัวยัยดาวกลับมาให้ได้ค่ะ”
มลฤดีเอ่ยกับชายหนุ่มเสียงสั่น เธอรู้สึกโมโหพิมพ์ดาวไม่น้อยที่หนีไปทำให้เธอนั้นเดือดร้อน
“ผมให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ ถ้าคุณพาตัวเธอกลับมาไม่ได้คุณก็ต้องเอาเงินยี่สิบล้านมาให้ผม ถ้าไม่มีก็เตรียมเก็บกระเป๋าออกไปจากที่นี่ได้เลย”
ณัฐพลเอ่ยจบก็เดินออกจากบ้านของมลฤดีไปด้วยอาการไม่สบอารมณ์ เพราะเขานั้นต้องการที่จะให้พิมพ์ดาวมาเป็นภรรยาเนื่องด้วยถูกใจเธอตั้งแต่ที่แรกเห็นเมื่องานศพของบุญทวีพ่อของเธอ เมื่อมีโอกาสจึงใช้วิธีรวบหัวรวบหางแต่เธอก็หนีเขาไปจนได้
“อาทิตย์เดียวเองหรอคะ โถ่ ยัยดาวนะยัยดาว”
มลฤดีนั่งฟุบลงกับโซฟาราคาแพงกัดฟันกรอดที่พิมพ์ดาวนั้นคิดแข็งข้อกับเธอ
วันต่อมา
“เย่...”
“มีอะไรหรอขิง”
พิมพ์ดาวรีบวิ่งออกจากครัวมาที่ห้องนั่งเล่นแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนของเธอกรีดร้องเสียงดัง
“Kp group เรียกฉันสัมภาษณ์แล้วแก ถ้าฉันได้ที่นี่ก็ดีนะไม่ต้องเดินทางไกลด้วย”
คนึงนิจยื่นมือถือให้พิมพ์ดาวได้อ่านเมลเรียกสัมภาษณ์พร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นดีใจยกใหญ่
“ขอให้ได้ดั่งที่หวังนะขิง ฉันก็มีอะไรจะบอกเหมือนกัน”
พิมพ์ดาวส่ายหัวทั้งอมยิ้มนึกว่าเพื่อนเธอมีเรื่องอะไรให้ตกใจเสียอีก
“อย่าบอกว่าได้งานแล้ว”
คนึงนิจมองหน้าพิมพ์ดาวอย่างมีความหวัง
“คลินิกหน้าหมู่บ้านนี่เองเค้าให้ทดลองงานก่อนหนึ่งอาทิตย์”
“อ๊ายยย...”
สองสาวกระโดดกอดกันกลมก่อนจะไปช่วยกันทำอาหารเย็นในครัว
ครู่ต่อมา
ตอนนี้สองสาวตั้งเตาทานหมูกระทะกันที่หน้าบ้านในตอนที่ฟ้าเกือบจะมืด ทั้งสองรีบยกวัตถุดิบที่เตรียมเอาไว้มาวางที่โต๊ะหินอ่อน เสร็จแล้วจึงช่วยกันก่อไฟเตาถ่านใบเล็กพอไฟติดหมดควันก็ช่วยกันยกมาไว้ที่กลางโต๊ะหินอ่อน
“น้ำซุปมาแล้ว..น้ำซุปมาแล้ว”
พิมพ์ดาวจำได้ว่าเธอลืมหยิบหม้อน้ำซุปออกมาจากในครัวจึงรีบวิ่งไปเอามาอย่างรวดเร็วเพราะหิวกันเต็มที่แล้ว
“เทเลยๆ ..”
คนึงนิจเห็นพิมพ์ดาวสาวเท้าใกล้จะถึงจึงหยิบกระทะปิ้งหมูขึ้นวางบนเตาพอดีกับที่พิมพ์ดาววางหม้อน้ำซุปลงข้างเตาพอดี
“ไม่ได้มีบรรยากาศแบบนี้นานแล้วสินะ”
คนึงนิจมองไปที่ชิ้นหมูกระทะที่พิมพ์ดาวกำลังย่างให้เธอก็นึกถึงสมัยเรียนม.ปลายตอนนั้นเธอสองคนกับเพื่อนตัวติดกันมากและชอบนั่งร้านหมูกระทะด้วยกันทุกเย็นวันศุกร์ จนเข้ามหาลัยก็เริ่มแยกกันเพราะต้องเรียนคนละคณะแต่นั่นก็แยกแค่ตัวพอมีปัญหาอะไรเธอสองคนก็จะคุยกันตลอด
“ฉันรู้สึกได้ถึงอิสระก็วันนี้นี่แหละ”
พิมพ์ดาวยิ้มแก้มปริตอนนี้เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ดีแล้วล่ะเรื่องไม่ดีอย่านึกถึงมันเลย”
“อืม..”
สองสาวนั่งย่างหมูกระทะหวนรำลึกถึงความหลัง ตอนนี้น้ำเสียงของทั้งสองที่พูดคุยกันล้วนบ่งบอกถึงน้ำเสียงของความสุข คนึงนิจเองก็มีเพื่อนสนิทที่มาอยู่ด้วย ส่วนพิมพ์ดาวก็ได้ออกมาจากวังวนของความอึดอัดมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเพื่อนรักที่นี่หนทางข้างหน้าทั้งสองมองออกแล้วว่ามันคงจะมีแต่ความสุขแน่นอนหากไม่มีอะไรผิดจากที่คาดเอาไว้