ตอน 1

ตอนที่ 1

ก๊อกๆๆๆๆๆ

คนเอาแต่ฟุบหน้าร้องไห้อยู่หลังพวงมาลัยนานแล้ว ต้องหันไปหากระจก ก็เห็นเอียดมายืนเคาะอยู่ เลยรีบลดกระจกลง มือบางรีบดึงทิชชูมาเช็ดน้ำตาออกจากแก้มอย่างรวดเร็ว

“มาถึงแล้วทำไมไม่เข้าบ้านคะคุณหนู คุณท่านรออยู่แน่ะค่ะ”

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะป้า”

เห็นท่าทีของแม่บ้านตื่นเต้น เลยรู้ว่าจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่างแน่ และอาจจะเป็นเรื่องดี

“ตอนคุณหนูไม่อยู่ มีคนมาหาคุณท่านค่ะ แต่ป้าว่าเข้าไปให้คุณท่านบอกเองดีกว่านะคะ เดี๋ยวป้าจะเอารถไปจ่ายตลาด อยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ยคะ”

“ไม่ค่ะ ป้าทำอะไรมา ย้าก็กินได้หมดค่ะ”

ไรยาส่งกุญแจให้เอียดแล้วเข้าบ้านไป เพราะไม่รู้ว่าที่มีคนมาหานั้นเป็นเรื่องดีหรือร้าย ส่วนเธอคงไม่มีอะไรจะคุยกับพ่อแน่ๆ หรือถ้าคุยก็คงจะเป็นเรื่องโกหกพกลมทั้งเพ

“คุณพ่ออยู่ไหนคะลุงอ่อน”

เวลาเอียดไม่อยู่บ้าน ไรยาก็จะสั่งให้ลุงอ่อนเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่ท่านคิดจะฆ่าตัวตายครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนแล้ว จะได้คอยดูไว้ หรือคอยช่วยเวลาพ่ออยากได้อะไร

“อ่านหนังสืออยู่ในห้องครับ”

ค่อนข้างแปลกใจ ทำไมพ่อต้องอ่านหนังสือเวลานี้ แต่ก็รีบเดินตรงไปยังห้องพ่อ ซึ่งอยู่ชั้นล่าง ตอนได้บ้านหลังนี้มา ห้องนี้เจ้าของเก่าน่าจะให้แม่บ้าน หรืออาจจะญาติๆ อยู่ เพราะขนาดไม่ใหญ่ แต่เธอจำต้องให้พ่อใช้ แล้วต่อเติมห้องติดกันเพิ่มอีก ให้ป้าเอียดกับลุงอ่อน จะได้อยู่ใกล้ๆ ท่าน ส่วนสามห้องนอนข้างบน ใช้ไปหนึ่ง ที่เหลือเป็นห้องเก็บของหมด เพราะชั้นล่างต้องให้โล่งมากที่สุด พ่อจะได้สะดวกในการใช้วีลแชร์

“กลับมาแล้วเหรอลูก” ปิยะ เจริญรัชตะนั่งพิงหัวเตียง พอเห็นลูกมาก็วางหนังสือในมือ

“ค่ะ คุณพ่อกินของว่างหรือยังคะ”

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ เป็นยังไงบ้าง ไปทำอะไรที่บางแสนเหรอลูก”

จริงๆ แล้วอยากถามว่าไปหาใครมากกว่า เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครอยู่ที่นั่น ที่ไม่ถาม ก็กลัวจะได้คำตอบที่ทำให้ใจไม่สงบ เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องทรงภพก็มาเยี่ยมสองสามครั้ง โอนเงินมาช่วยสามล้านบาท ตอนเขาโทรไปหยิบยืม เพื่อนบอกว่าไม่เป็นไร ให้เอาไว้ใช้มีเมื่อไหร่ค่อยคืน อันที่จริงถ้าเขาเป็นเพื่อน เงินก้อนนี้คงจะให้เลย และอาจจะให้มากกว่าด้วยซ้ำ ในเมื่อก่อนหน้านี้เขาก็เคยช่วยเพื่อนไว้หลายครั้งเช่นกัน

ตั้งแต่ครั้งนั้นก็มีไลน์หากันบ้างนานที ส่วนตอนนี้แทบไม่ได้ติดต่อกันเลย น่าจะสองปีแล้ว พอเอียดบอกว่าลูกจะไปบางแสนเมื่อเช้านี้ เขาก็รู้ทันทีว่าจะไปทำอะไร แล้วหน้าลูกหงอยๆ ตอนเดินเข้ามาในห้อง ก็รู้เลย ว่าผลออกมายังไง ถึงจะผิดหวังกับเรื่องแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้ง แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็ไม่ชินสักที และไม่เข้าใจเพื่อนที่มีเงินเหลือด้วย ว่าทำไมไม่ช่วยเขาตอบแทนบ้าง

“คุณพ่อรู้ได้ยังไงคะ หรือว่าป้าเอียดคะ”

“พ่อถามเอียดเองล่ะ ไม่ต้องไปบ่นแกหรอกนะ”

“ค่ะ”

“แล้วไปหาลุงภพทำไมล่ะลูก”

“ลุงภพบอกว่ามีเพื่อนสนใจอยากจะมาซื้อหุ้นเราสองสามคน เลยนัดย้าไปคุยค่ะ” ไรยาทิ้งเรื่องร้ายๆ ที่เพิ่งพบเจอมาออกจากหัว เพื่อให้พ่อสบายใจ

“ไม่มาคุยบ้านเราล่ะลูก”

“ลุงภพมีประชุมยาวเลยค่ะ ย้าก็ต้องไปนั่งรอนานเป็นชั่วโมงๆ กว่าจะได้คุย”

“แล้วก็ไม่ได้ผล”

ปิยะเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาที่มองลูกนั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม ลูกเป็นนักสู้เหมือนเขา หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะลูกสู้ในสภาพมือเปล่า ไร้อาวุธ ไร้อำนาจต่อรองใดๆ แถมประสบการณ์ด้านนี้ยังน้อยกว่าเขามาก แต่ลูกก็ยืนหยัดมาได้จนวันนี้ ไม่เรียกว่าเก่งก็ไม่รู้จะให้หาคำไหนมาใช้

“ก็ไม่เชิงค่ะ”

“ยังไงเหรอลูก”

“คือเอ่อ...เพื่อนลุงภพขอไปคิดดูก่อนค่ะ แล้วใครมาหาคุณพ่อเหรอคะ”

ไรยากลัวว่าถ้าคุยเรื่องนี้ต่อ จะหลุดจนพ่อจับได้ เลยต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง

“เขาชื่อโอภาส เป็นทนายของบริษัทนี้”

ปิยะเอากระดาษเอสี่พับสามทบเสียบในหนังสือส่งให้ ไรยาเอามาอ่านก็เห็นชื่อ

‘Mr. H. Hhemmawattana’ เป็น CEO ของ AH Development Co., Ltd.

พยายามใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ว่าเคยรู้จักหรือเคยเห็นนามสกุลนี้จากไหน แต่สุดท้ายก็คิดไม่ออก

“เขาเป็นใคร ชื่อเต็มๆ ว่าอะไรคะ นามสกุลก็อ่านยากจัง คนไทยหรือต่างชาติคะ”

“น่าจะต่างชาตินะ คุณโอภาสเรียกว่ามิสเตอร์เอช”

“แล้วเขามาทำไมคะ อย่าบอกนะคะว่าจะมายึดหรือ...”

“ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายขนาดนั้นหรอกลูก” ปิยะรู้ดีว่าลูกกลัวอะไร

“ค่อยยังชั่วหน่อยค่ะ”

“แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องดีนัก” ปิยะเสียงอ่อนลง แววตาก็หม่นหมองอย่างชัดเจน

“ทำไมคะ แล้วตกลงเขามาหาคุณพ่อเรื่องอะไรคะ”

“เขาอยากจะเข้ามาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นกับเรา”

“จริงเหรอคะ นี่ถือว่าเรื่องดีแล้วนะคะคุณพ่อ”

“มันก็คงจะดีหรอกนะ ถ้าไม่มีเงื่อนไขอื่นด้วย”

“อะไรคะคุณพ่อ”

“ก็นายคนนี้จะยอมมาเป็นหุ้นส่วนและเอาเงินมาลงกับเรา ก็ต่อเมื่อลูกแต่งงานกับเขา ย้ายไปอยู่บ้านเขาเท่านั้น”

“คุณพ่อไม่ได้ฟังผิดใช่มั้ยคะ”

“ไม่หรอก พ่ออ่านทวนหลายรอบแล้ว ย้าอ่านรายละเอียดก่อนสิ เขาไม่บังคับ ย้าจะตกลงหรือไม่ก็แล้วแต่เลย”

ไรยานั่งลงตรงเก้าอี้ข้างเตียงพ่อ แล้วตั้งอกตั้งใจอ่านเอกสารที่แม็กติดกันสามใบทันที เนื้อหาในเงื่อนไขก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก นอกจาก

หนึ่ง เธอจะต้องแต่งงานกับเจ้าของบริษัทนี้ เธอเองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าประกอบธุรกิจอะไร ให้เดาก็น่าจะเป็นพวกอสังหาริมทรัพย์

สอง ปัญหาการเงินที่เธอกำลังเผชิญอยู่ เขาจะจัดการให้ทั้งหมด รวมทั้งบ้านหลังนี้ที่เอาไป Re-Finance เขาก็จะไถ่ให้ ใส่ชื่อพ่อเป็นเจ้าของบ้านตามเดิม และยกให้เป็นค่าสินสอด และข้ออื่นๆ อีกสองสามข้อที่เธอขี้เกียจจำ

ตอน 2

“คุณพ่อคิดยังไงคะ”

ไรยาพ่นลมออกหนักๆ แล้วส่งเอกสารคืนให้พ่อ

“พ่อว่าเราไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นแล้ว ไปต่อก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ชนฝา แต่พ่อจะไม่ขอให้ลูกทำเพื่อใครทั้งนั้น ไม่ต้องห่วงพ่อหรือห่วงบริษัทเลย พ่อไม่อยากให้ลูกมาเป็นทุกข์ทีหลัง ถ้าแต่งงานกับคนที่ลูกไม่รู้จักเลย”

“คุณพ่อพูดเหมือนตอนนี้เราไม่ได้ทุกข์งั้นล่ะค่ะ”

“ย้ากำลังจะบอกพ่อว่า”

“ถ้าย้าตกลง ทางโน้นบอกว่าเราจะต้องยังไงบ้างคะ”

“ก็ให้นัดวันแต่งได้เลย แล้วแต่เราว่าจะเมื่อไหร่ เขาจะให้ทนายมาจัดการเรื่องซื้อหุ้นทันที แต่ถ้าย้าไม่ตกลงพ่อก็เข้าใจนะ...”

“ย้าจะแต่งค่ะคุณพ่อ ย้าไม่กลัวอะไรอีกแล้ว ย้าจะแต่งค่ะ"

ก็ในเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอเกือบจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตกับไอ้คนชั่วที่รู้จักมานานปีแล้ว ส่วนรายนี้ถึงยังไม่รู้จัก ยังไม่เคยเห็นหน้า แต่กลับใจกล้าเสี่ยงมายื่นข้อเสนอให้ พวกหลังชนฝาอย่างเธอกับพ่อ จะมีทางไหนให้เลือกอีกล่ะ

งานแต่งถูกจัดขึ้นในสองอาทิตย์ถัดมา เอกสารการเข้าร่วมหุ้น โอภาสเข้ามาจัดการกับทนายฝ่ายของ บริษัทเธอ ตั้งแต่อาทิตย์แรกที่ตกลงทำตามเงื่อนไขแล้ว ส่วนงานแต่ง Mr. H. จ้างออร์แกไนเซอร์รับผิดชอบไปทั้งหมด รูปแบบงานหรือรายละเอียดต่างๆ ยกให้เธอตัดสินใจ เพราะเขายุ่งกับงานอยู่ต่างประเทศ จะกลับมาอีกทีก็วันแต่งเลย ซึ่งก็คือวันนี้

และจนป่านนี้ ใกล้จะถึงเวลาเข้าพิธีสวมแหวนหมั้นแล้ว เธอก็ยังไม่ได้เห็นหน้าเจ้าบ่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว ขอดูรูปจากทีมออร์แกไนเซอร์ก็บ่ายเบี่ยงตลอด ล่าสุดก็เช้ามืดมานี้ เธอกำลังนั่งให้ช่างแต่งหน้าทำผม เลยลองถามอีกรอบ และคิดว่าจะเป็นรอบสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ได้คำตอบก็จะเฉย

“ไว้ลุ้นตอนลงไปในงานดีกว่านะคะเจ้าสาว”

เธอได้แต่หวังว่าเขาจะมีตัวตนจริงๆ หรือมีอาการครบสามสิบสอง แต่ถ้าไม่ เธอจะทำอะไรได้ ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เรียกว่าขึ้นหลังเสือแล้ว คงจะลงไม่ได้

"ได้เวลาแล้วจ้ะ"

ไรยาถูกลุง พร้อมทีมงานมารับจากห้องพัก ในโรงแรมระดับห้าดาว ลงไปยังห้องจัดพิธีหมั้น เธอเห็นพ่อกับแขกผู้ใหญ่ฝ่ายเขาหลายคน นั่งอยู่กับเก้าอี้บุนวมหรูหรา หนึ่งในนั้นเป็นชายหญิงชาวต่างชาติ แต่งกายแบบชาวตะวันออกกลาง ไม่อาจจะเดาได้ว่าเป็นคนประเทศไหน

ฝ่ายชายแต่งชุดยาวคลุมข้อเท้า เสื้อแขนยาว สวมหมวกทรงกลมใบเล็ก ทับด้วยผ้าคลุมศีรษะ มีเชือกสีดำครอบกันผ้าเลื่อนหลุด มีเสื้อคลุมเนื้อบางสีดำ เดินขอบด้วยแถบสีทองตรงด้านหน้าสวมทับอีกชั้น

ส่วนฝ่ายหญิงหน้าเป็นชาวยุโรป แต่จะสวมเสื้อคลุมยาว มีผ้าคลุมศีรษะไว้ แต่เปิดใบหน้าเต็ม ทำให้เห็นว่าสวยคมและน่าเกรงขาม โดยรวมแล้วทั้งคู่น่าจะเป็นคนใหญ่โต ฐานะการเงินดีและมีอำนาจไม่น้อย อายุนั้นหากให้เดาก็ไม่น่าจะหนีหกสิบหรืออาจจะมากกว่า

อดคิดไม่ได้ ว่าเจ้าบ่าวที่กำลังนั่งหันหลังให้เธอ คงเป็นลูกของสองคนนี้ นี่เธอจะมีสามีเป็นชาวต่างชาติ จะต้องเปลี่ยนศาสนาหรือไงกันนะ แต่สติก็ทำให้เธอพินิจพิเคราะห์อย่างรวดเร็วขณะเดินมา ว่าไม่น่าจะใช่ เพราะเขาอยู่ในชุดสูทผ้าไหมสีทอง โทนสีเดียวกับชุดไทยของเธอ กล้องหลายต่อหลายตัว ถ่ายรัวๆ จนแสบตา

“คุณย้าเข้าไปนั่งข้างเจ้าบ่าวได้เลยครับ”

ทีมงานเข้ามากระซิบ ไรยาจึงค่อยๆ คลานไป แต่ทันทีที่เจ้าบ่าวหันหน้ามา เพื่อจะยื่นมือให้จับจะได้ไม่ล้มนั้น ยิ่งจะทำให้เธอเกือบล้มไปด้วยซ้ำ ในหัวก็ประมวลผลออกมาจนได้คำตอบ คนที่เธอเฝ้าครุ่นคิดว่าเป็นใครมาตลอดสองอาทิตย์ นั้น แท้จริงแล้ว

‘Mr. H. Hhemmhawattana ก็คือหรัญญ์ เหมวัฒน์’

‘เขากลายมาเป็นเจ้าบ่าวเธอได้ยังไง’

‘แล้วจะมาแต่งงานกับเธอทำไม’

เท่าที่รู้มา เขาไม่ได้ร่ำรวยระดับร้อยล้านพันล้านแน่ๆ แล้วเขาไปทำอะไรมา ถึงมีเงินมาทุ่มซื้อหุ้นบริษัทได้ ไหนจะไถ่บ้านคืนให้ และอีกหลายต่อหลายอย่างที่จ่ายไป รวมทั้งแหวนเพชรน้ำงามไม่น่าจะต่ำกว่าห้ากะรัตบนพานดอกไม้ตรงหน้าเธออีก

“ได้ฤกษ์แล้ว สวมแหวนให้น้องสิจ๊ะฮั้นท์”

ไรยาได้ยินเสียงนี้เอ่ยขึ้น เดาว่าน่าจะเป็นเสียงผู้ใหญ่ฝ่ายเขาคนใดคนหนึ่ง แต่ไม่ได้หันไปมอง เพราะสมองยังคงเต็มไปด้วยคำถาม เกี่ยวกับชายที่นั่งตรงหน้า กำลังประคองมือข้างซ้ายเธอไว้ ก่อนจะค่อยๆ สวมแหวนตรงนิ้วนางให้

“สวมแหวนให้เจ้าบ่าวด้วยครับเจ้าสาว” ส่วนเธอก็ทีมงานกำกับอยู่ไม่ห่าง

“เจ้าบ่าวหอมเจ้าสาวหน่อยครับ แล้วก็นั่งชิดๆ กันหน่อยครับ”

หัวใจเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นทันที เมื่อได้ยินเสียงทีมงานกับแขกบางคนร้องบอก หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการสวมแหวน

“นั่งชิดๆ กันหน่อยสิจ๊ะเจ้าบ่าวเจ้าสาว” เสียงของผู้ใหญ่ที่นั่งบนเก้าอี้ด้านหลังดังขึ้น

“ตอนจะหอมแก้ม เจ้าบ่าวจ่อจมูกไว้ตรงแก้มเจ้าสาวนานๆ นะครับ ขอเก็บภาพสวยๆ ก่อนครับ”

ไรยารับรู้ถึงฝ่ามืออุ่นของเขา ยกขึ้นมาโอบตรงเอวเธอเอาไว้ ตอนขยับมานั่งใกล้ๆ กัน มือขวาของเธอก็ถูกเขาเอามากุมไว้ จากนั้นก็รับรู้ถึงลมหายใจเขา กำลังเป่ารดพวงแก้ม หัวใจเหมือนจะเต้นโครมครามหนักขึ้นกว่าเก่า ตอนจมูกเขากดลงมา แล้วค้างไว้อย่างนั้นตามคำขอของตากล้อง

“ว๊าวๆๆๆๆ สวยหล่อเหมือนพระเอกนางเอกในละครเล๊ย”

เสียงปรบมือ เสียงกรี้ดของเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งคบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียน ต่างดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน นับจากวินาทีนั้น เอวกับมือเธอ ก็ถูกเขาครอบครองไว้ตลอด เพราะต้องยืนถ่ายรูปคู่ร่วมกับญาติผู้ใหญ่และแขกในงาน เสร็จก็เลี้ยงเพลพระสงฆ์ แล้วรับศีลรับพร

ไรยาเห็นวายุสกับพชิราตอนเตรียมตัวไปตักบาตรกับเจ้าบ่าว อาการเจ็บจี้ดๆ ตรงอกเกิดขึ้นชั่วครู่ แล้วมันก็หมดไป เมื่อถูกเจ้าบ่าวจับมือไปทาบบนมือเขาตอนจับทัพพี

“โอ้ว ยอมเป็นเบี้ยล่างตั้งแต่วันแรกเชียวนะครับเจ้าบ่าว”

เธอไม่รู้ว่า ‘ยอม’ ในที่นี้แปลว่าอะไร เพราะไม่คุ้นชินกับคำสอนสมัยก่อนๆ อีกทั้งในหัวยังคงสงสัยไม่หาย ว่าวายุสกับพชิรามาร่วมงานในฐานะญาติฝ่ายไหน เธอน่ะไม่ได้เชิญแน่ๆ และไม่คิดจะเชิญด้วย นั่นก็เดาได้ว่าจะต้องเป็นฝ่ายเขา แล้วทั้งสองกลับมาคุยกับเขาตอนไหนกัน

ตอน 3

จากนั้นไม่นาน หน้าผากของเธอกับเจ้าบ่าว ก็ถูกหลวงพ่อเจิมให้ โดยการใช้เทียนที่คนแป้งร่ำกับเครื่องหอมจนเข้ากันดี แล้วใช้ด้ามเทียนมาแตะตรงหน้าผากเธอกับเขา

“เจ้าบ่าวพาเจ้าสาวไปนั่งตั่งได้เลยค่ะ ใกล้จะได้เวลารดน้ำสังข์แล้วค่ะ”

ทีมงานเข้ามากระซิบ ไรยาเลยถูกเจ้าบ่าวประคองมือบางไปอีกห้อง ที่จัดเก้าอี้ไว้ไม่มาก เพราะแขกเป็นคนใกล้ชิดของเขามากกว่า ส่วนจากฝ่ายเธอ มีญาติพี่น้องไม่กี่คน เพื่อนก็เหลือแค่กุ้งกับกิ๊ฟซี่ที่เธอเชิญมางานช่วงเช้า

ส่วนช่วงเย็นก็จะเป็นเพื่อนไม่ค่อยสนิทมาก และถูกทีมจัดงานวางตัวไว้ให้เป็นเพื่อนเจ้าสาว เพราะต้องใช้หลายคน

เจ้าสาวแสนสวยจำต้องสลัดความคิดเรื่องนี้ออกจากหัวก่อน แล้วให้ความสนใจกับแขกฝ่ายตัวเอง ก็จะมีเพื่อนในแวดวงธุรกิจของพ่อ ที่ต่างหนีหน้าตั้งแต่ตอนกิจการของพ่อเริ่มแย่แล้ว

แต่พ่อก็เชิญคนพวกนี้ รวมทั้งเชิญพนักงานระดับผู้จัดการ กับผู้ช่วยผู้จัดการราวสามสิบคนสำหรับงานช่วงเช้า ส่วนช่วงเย็นก็จะมีเพิ่มมาอีกราวๆ สองร้อยกว่าคน เพื่อไม่ให้ฝ่ายชายคิดว่าเธอกับพ่อเป็นพวกไร้ญาติขาดมิตร

“คุณโอเคมั้ยครับ”

ไรยาหันไปหาเจ้าบ่าว ที่ส่งเสียงแผ่วเบาอยู่ข้างหู ขณะจูงมือเธอเดินไปถึงตั่งคู่

“ค่ะ”

เลยรีบเรียกสติกลับเข้าตัว แล้วค่อยๆ ขึ้นไปนั่งบนตั่ง มีเขาคอยช่วย เพราะรองเท้าส้นเข็มที่ใครมองว่าสวย อาจทำเธอสะดุดล้มตอนไหนก็ได้ แต่ก็ชอบสีทองของมันมาก เข้ากับชุดดี แบรนด์นี้และรุ่นนี้ เธอไม่ได้เลือกเอง แต่เป็นทีมจัดงานเลือกมาให้ ตามคำสั่งของเจ้าบ่าวที่ทีมงานบอกเธอว่า

“คุณเอชย้ำกับเราตลอดค่ะ ว่าทำยังไงก็ได้ ขอแค่ให้เจ้าสาวสวยสุด เด่นสุด และดูแพงที่สุด งบประมาณไม่เกี่ยงค่ะ”

เธอรู้ดีว่า รองเท้าคู่นี้ กับคู่ที่จะเอาไว้ใส่ในงานช่วงเย็น ซึ่งจะมีสองคู่ หนึ่งคือเอาไว้ใส่กับชุดเจ้าสาวยาวลากพื้นตอนเปิดตัว ส้นจะสั้นหน่อย เพื่อกันไม่ให้สะดุดล้ม กับอีกคู่ คือใส่ตอนจะต้องเดินทักทายแขกในงาน คู่นั้นจะต้องสวยเลิศและดูแพงระยับ

เพราะจะเปลี่ยนเป็นชุดที่สั้นขึ้น ราคารวมกันสามคู่แล้วก็เกือบสี่แสนบาท มันไม่ใช่เงินจำนวนมาก และไม่ใช่เธอไม่เคยใช้ ตอนฐานะการเงินของครอบครัวมีเหลือเฟือ แต่เธอก็ไม่คิดจะซื้ออีก เมื่อรู้ว่ามันออกจะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

“เฮ้ย ดูสิวะพวกแก เจ้าบ่าวของเราดูแลเจ้าสาวยังกับลูกน้อยเลยว่ะ”

เสียงนี้ดังขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะครืน ไรยาเงยไปมองเพื่อนเขา ส่วนเธอกับเพื่อนๆ ต่างก็มีงานรัดตัว เลยห่างกันไป แต่เธอก็ดีใจที่ทั้งสองลางานและถึงกับนั่งเครื่องมาร่วมงาน ส่วนเพื่อนคนอื่นที่ไม่ได้สนิทมาก ก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลย

“อะไรวะมึง แต่งปุบปับแบบกูรับแทบไม่ทันเลยเหรอ”

“อือ”

“ป่องหรือเปล่าวะมึง”

“ป่องไม่ป่อง ถ้ากูท้องมึงก็ลองนับวันเอาดิ ว่าแต่จะมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ป่าวเนี่ยะ”

“ไปสิวะ เพื่อนแต่งทั้งที”

“เอ่อ ก็แค่นี้แหละ เดี๋ยวทีมจัดงานจะโทรหาเรื่องชุด แล้วเจอกัน”

พอโทรไปบอกว่าจะแต่งงานและขอให้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาว ทุกคนต่างงงกันมาก แต่เพื่อนก็ยินดีจะมาร่วมงานกันถ้วนหน้า

“ขอเรียนเชิญคุณป้าวันดีกับคุณพ่อปิยะ คล้องพวงมาลัยให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวครับ”

พิธีกรในงานก็ประกาศขึ้น ไรยามองพ่อถูกป้าเอียดเข็นวีลแชร์เข้ามาตรงหน้าเจ้าบ่าว อ่อนยืนมองอยู่ห่างๆ และด้วยความที่พ่อยืนไม่ได้

“ลงมาตรงนี้ก็ได้ลูก”

ไรยามองคนที่พิธีกรประกาศชื่อว่าป้าวันดี มายืนอยู่ตรงหน้าเธอ กำลังหันไปบอกเจ้าบ่าวเสียงนุ่มกับใบหน้าเจือยิ้มน้อยๆ

“ครับ”

หรัญญ์เลยลงไปย่อกายตรงหน้าปิยะ เพื่อให้คล้องพวงมาลัยได้สะดวก แล้วไหว้ด้วยท่าทีนอบน้อม ไรยาเห็นพ่อมองเขาแล้วยิ้มบางๆ ไม่กี่อึดใจเธอก็ถูกป้าของเขา เอามาลัยมาคล้องแล้วยิ้มให้ เป็นยิ้มที่เธออ่านไม่ออกว่าเต็มใจหรือฝืนใจ

“I would like to invite…”

จากนั้นพิธีกรก็เอ่ยชื่อยาวเฟื้อยของคนที่จะมาสวมมงคลแฝดทั้งสอง เธอจำได้แค่สั้นๆ คือฝ่ายชายอัฟแนน ฝ่ายหญิงชากิร่า จากเจ้าบ่าวบอกทีมงานว่าให้เรียกสั้นๆ แค่นี้

“คุณสวยและคู่ควรกับฮั้นท์มาก ผมดีใจที่บินมาไกล เพื่อมอบสิ่งอันเป็นมงคลให้คุณ ต่อไปนี้คุณคือลูกสาวอีกคนของผมแล้วนะครับ”

ไรยามองหน้าอัฟแนนแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะไหว้ด้วยท่าทีนอบน้อม แม้เพิ่งจะเคยเห็น แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างบอก ว่าเขาเป็นคนดีมีศีลธรรม แล้วเธอได้ยินชากิร่าเอ่ยอะไรบางอย่างกับเจ้าบ่าวด้วย แต่ฟังไม่รู้เรื่อง

เพราะเธอไม่เข้าใจ เดาว่าเป็นภาษาอารบิก จากนั้นพิธีรดน้ำสังข์ก็เริ่มขึ้น และกว่าแขกคนสุดท้ายจะรดเสร็จ เจ้าบ่าวกับเธอก็ต้องนั่งนานเกือบสองชั่วโมง

“ไปห้องจดทะเบียนสมรสเลยค่ะ เจ้าหน้าที่เขตรออยู่”

ทีมงานมากระซิบ เสร็จถึงจะเป็นเวลากินมื้อเที่ยง ความตื่นเต้น ทำให้ไม่ค่อยรู้รสชาติของอาหาร บวกกับถูกแขกมาขอถ่ายรูปด้วยตลอด เลยต้องลุกๆ นั่งๆ จนสุดท้ายเลยลุกให้แบบยาวๆ ไปเลย

“ยินดีด้วยนะย้า”

ไรยาเกิดอาการชาไปทั่วร่าง เมื่อเห็นพชิราเดินเอามือคล้องแขนสามีมายืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายแขกด้วยความมีอัธยาศัยดี ราวกับว่านี่เป็นงานของตัวเอง

“ขอบคุณค่ะ”

ไรยาพยายามฝืนยิ้ม เพราะมีแขกมองมา

“แล้วกลับมาคบพี่ฮั้นท์ได้ยังไงล่ะย้า”

ส่วนวายุสเอ่ยเบาๆ ไรยาบอกไม่ถูกว่าตอนนี้รู้สึกยังไง เสียใจ ผิดหวังในตัวเขานั้นแน่อยู่แล้ว โกรธก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่จำกัดคำออกมาได้ไม่แน่ชัด เดาสีหน้าของเขาไม่ออกเช่นกัน ว่ารู้สึกยังไง และเธอก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องตอบเขาไปด้วย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED