ลมหายใจถูกพรูออกครั้งแล้วครั้งเล่ายามนึกถึงเรื่องที่เพิ่งได้รับรู้เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว
ล้อกันเล่นแน่ๆ...
เธอน่ะหรือจะตั้งครรภ์ ผลตรวจจากแล็บของโรงพยาบาลประจำจังหวัดจะต้องคลาดเคลื่อนอย่างแน่นอน บ้าจริง โรงพยาบาลตั้งใหญ่ ผิดพลาดขนาดนี้ได้อย่างไรกัน
เสียงจอแจของผู้คนที่อยู่ภายในอาคาร เสียงประกาศจากเจ้าพนักงาน เสียงล้อเลื่อนจากวีลแชร์ และอีกสารพัดเสียงที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ กลับไม่ดังเข้าโสตประสาทของ ‘ว่าที่คุณแม่’ เมื่อประสาทการรับรู้ถูกปิดทุกทาง แม้แต่สายตายังพร่ามัวจนมองอะไรได้ไม่ชัดเจน
“คุณมลุลี วรสุวรรณ เชิญพบแพทย์ค่ะ”
ไร้การเคลื่อนไหวของเจ้าของชื่อ
เจ้าพนักงานย้ำ “คุณมลุลี วรสุสรรณ ถึงคิวแล้วค่ะ!”
ร่างระหงสะดุ้งโหยง รีบยันปลายเท้าลงบนพื้นแล้วหยัดยืนด้วยความเร่งรีบ ปากก็ส่งเสียงอ้อมแอ้ม “ค่ะๆ” แล้วจึงเดินเข้าไปในห้องที่อีกฝ่ายผายมือให้
มลุลีมาโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากอดรนทนรับมือกับความผิดปกติของร่างกายตัวเองไม่ไหว ประจำเดือนเลื่อนจากเดิม จนตอนนี้ก็ยังไม่มา ผนวกกับปวดท้องโดยไร้สาเหตุ ทานยาแล้วก็ยังไม่ทุเลา เมื่อมาถึงก็ได้รับการตรวจจากคุณหมอ ผลของมันทำให้จิตใจเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องก้าวเข้าสู่กระบวนการฝากครรภ์อย่างช่วยไม่ได้
แม่และเด็ก...บนสมุดสีชมพูทำหัวใจดวงน้อยสะดุดกึก
มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ
แต่มันเป็นไปแล้ว ผลตรวจบอกว่าเธอตั้งครรภ์ได้ราวๆ สามสัปดาห์ สมุดที่ถืออยู่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าตนกำลังจะได้เป็นแม่คน ที่ถ้าหากถามถึงความพร้อม...ไม่มีเลย ไม่มีด้านไหนที่มลุลีจะพร้อมมีลูก
ด้านฐานะอาจจะไม่ใช่ยาจก แต่ลำพังตัวเธอก็ไม่ได้มีเงินเก็บมากพอที่จะเลี้ยงเด็กหนึ่งคน เธอเพิ่งทำงานจริงๆ จังๆ ได้ไม่นาน ยังไม่ใกล้เคียงกับคำว่าตั้งตัวได้ ฉะนั้นแล้วอย่างไรก็ไม่นับว่าพร้อม
ด้านร่างกายเธอคือคนอายุยี่สิบห้า สำหรับคนอื่นวัยนี้พร้อมมีลูกแล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่มีความพร้อมใดๆ อย่างมลุลี นี่มันค่อนข้างเร็วเกินไป ส่วนด้านสภาพจิตใจนับว่าสาหัส เธอไม่อยากท้อง ไม่อยากมีพันธะมาคล้องคอ
เพราะ ‘เขา’ ก็ไม่อยากมีเหมือนกัน...
สมุดฝากครรภ์ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าสะพาย ก่อนร่างระหงจะค่อยๆ ก้าวเดินออกจากตัวอาคารเพื่อเดินทางกลับที่พัก
จิตใจเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนเผลอชนเข้ากับเด็กตัวเล็กคนหนึ่งที่วิ่งโผล่พรวดมา เป็นเหตุให้ของเล่นในมือเด็กน้อยตกลงไปนอนแอ้งแม้งบนพื้น
“ขอโทษนะคะ” เธอรีบขอโทษขอโพย แล้วจึงยอบกายลงไปที่พื้น
เด็กคนนั้นก็ไม่รอช้า รีบทรุดตัวลงข้างๆ เพื่อช่วยเก็บของของตน เด็กเล็กยิ้มแป้น “ขอโทษครับพี่สาว โก๋วิ่งไวเอง”
ในขณะนั้น หางตาก็เห็นเด็กผู้ชายที่หน้าตาเหมือนกันทุกประการยืนหอบหายใจอยู่ข้างๆ ในมือมีตุ๊กตาและของเล่นสำหรับเด็กเหมือนชิ้นที่ตกพื้น
“โก๋วิ่งชนพี่คนสวยเหรอ”
พี่คนสวยระบายยิ้มให้เด็กแฝด ลุกขึ้นยืนพลางส่งของเล่นคืนเจ้าของ “แค่อุบัติเหตุค่ะ ไม่เป็นไร ยังไงเด็กๆ ก็เดินกันดีๆ นะคะ”
สองเสียงสอดประสานเพื่อรับคำอย่างหนักแน่น มลุลีจึงเดินออกจากบริเวณนี้เพื่อเดินทางกลับ ทว่าก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็เกิดอาการขาตายขึ้นมาดื้อๆ เมื่อสายตาสบเข้ากับคนกลุ่มหนึ่งที่มุ่งหน้ามาทางที่ตนยืนอยู่
อาจไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว พวกเขาเพียงแค่เดินมาที่เด็กแฝดทั้งสอง
มลุลีทราบดีว่านั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตน แต่สมองก็ไม่สามารถสั่งการให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ เพราะคล้ายจะโดนสะกดด้วยสายตาคู่คมของ ‘ใครบางคน’ ที่อยู่ในกลุ่มนั้น
สองสายตาสบเข้าหากันอย่างมิอาจหลบเลี่ยงไปได้ เข็มนาฬิกาถูกหยุด โลกทั้งใบของมลุลีพลันนิ่งสนิท หัวใจบีบรัดจนก่อเกิดอาการเจ็บแปลบในทรวง
กลีบปากล่างถูกขบเม้มจนเป็นเส้นตรง ทันทีที่เรียกสติกลับมาได้เรียวขาสวยก็ก้าวออกไปจากบริเวณนี้ทันที โดยมีสายตาแห่งความสงสัยใคร่รู้เหลียวมองตาม จนกระทั่งแผ่นหลังบอบบางพ้นไปจากครรลองสายตา
เสียงหวานดังขึ้น “ปาเก๋า ปาโก๋ แม่บอกว่าอย่าวิ่งไงคะ” แม้จะเอ็ดลูก แต่คุณแม่ก็ยังไม่แสดงท่าทีโมโหร้าย ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น “เดี๋ยวล้มก็เจ็บตัวอีก”
ว่าที่คุณพ่อลูกสองมองดูหลานรักด้วยความเอ็นดู เขากระชับอ้อมกอดลูกสาววัยสิบเดือนแล้วพูดแหย่น้องสาว “ก็ซนเหมือนแม่มัน ไม่กล้าให้น้องอีฟเล่นด้วยหรอกแบบนี้”
ขณะก้าวเดินไปยังลิฟต์ วรัสยาอดจะเบ้ปากใส่ญาติผู้พี่ไม่ได้ “ยุอัสให้ทำหมันเถอะมั้ง ไม่ต้องมีถึงสี่หรอก”
คนโดนพาดพิงระบายยิ้มให้เพื่อนที่พ่วงตำแหน่งน้องสาวสามี เธอไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่รู้สึกว่าความปรารถนาของปราชญาธิปที่อยากมีลูกสี่คนนั้นมันจะเกิดขึ้นจริง อย่างตอนนี้ที่ลูกคนแรกเพิ่งอายุได้สิบเดือน พ่อเจ้าประคุณเขาก็ส่งคนที่สองมาอยู่ในท้องเธอเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อสามเดือนที่แล้ว
ทำให้นอกจากรติรสที่อายุครรภ์สี่เดือน ก็มีเธอที่ต้องใส่ชุดคลุมท้อง ซึ่งหากพัณณ์พิศอยู่ด้วยในตอนนี้ก็จะมีคนท้องถึงสาม
ปราชญาธิปแค่นหัวเราะ ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับน้องสาวเพราะเขารู้ดีว่าอย่างไรตนเองก็ได้มีลูกสี่คนสมใจหวังอย่างแน่นอน ก็ขยันออกปานนี้
ระหว่างอยู่ในลิฟต์ คุณแม่ลูกสามก็เอ่ยขึ้นอีก “แต่ลูกยายก้านน่าห่วงอยู่นะ ผู้หญิงด้วย เลือดแม่คงแรงน่าดู”
ประโยคนั้นเรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้อย่างดี
ที่ทุกคนต้องพากันมาโรงพยาบาลก็เพราะเหตุนี้ กุสุมาลย์คลอดลูกสาวคนแรก คนสนิทจึงพากันมาเยี่ยมกันให้ควั่ก รวมถึงทางกลุ่มแก๊งสะใภ้และครอบครัว ที่พอรวมตัวกันแล้วก็กลายเป็นกลุ่มคนขนาดย่อมเลยทีเดียว ดีที่ธนบดีติดงานของพรรค ผนวกกับพัณณ์พิศมีอาการแพ้ท้องอ่อนๆ จึงพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ไม่อย่างนั้นจะเข้าลิฟต์ทีเดียวครบทุกคนได้หรือไม่ก็มิอาจล่วงรู้
ครอบครัวของวรัสยาก็ห้าคนเข้าไปแล้ว ด้านพ่อคนที่สองของหนุ่มๆ อีกสี่ชีวิต ที่ลูกคนหนึ่งผู้เป็นพ่ออุ้มไม่ยอมปล่อย ใครจะมาวอแวยายหนูอีฟที่เป็นดั่งเจ้าหญิงของเขาไม่ได้เลย อีกชีวิตอยู่ในท้องของอัสมา ไหนยังครอบครัวของอรัณย์อีกสาม แต่สามที่ว่านั่น หนึ่งในนั้นก็อยู่ในท้องของภรรยาคนสวยของเจ้าตัว
คนที่มีแค่ตัวคนเดียวเห็นจะมีแต่เขา...ดิฐากร
อัสมายิ้มกว้างกว่าเก่า “คุณเฉื่อยเจองานหินเลยนะ เหมือนมีน้องก้านเพิ่มมาอีกคน จะรับมือยังไงไหว”
ขณะที่ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นที่ต้องการ เสียงทุ้มนุ่มหูก็ดังขึ้น “แต่ถ้ามีแบบอัสอีกคน คุณโปรดรับมือไหวนะ”
แก้มนวลซับสี รีบเดินลิ่วๆ ออกจากลิฟต์ โดยมีคุณสามีนักหยอดเดินอุ้มลูกตามไปติดๆ
จีรกิตติ์และวรัสยาก็พาลูกๆ เดินไปยังห้องพักฟื้นของลูกสาวผอ. โรงพยาบาล หัวเราะคิกคักอะไรกันไปเรื่อยตามประสาครอบครัวอารมณ์ดี
อรัณย์ก็ไม่น้อยหน้า เดินกุมมือรติรสพลางกระซิบกระซาบอะไรกันสักอย่างด้วยท่าทีรักใคร่
เมื่อเดินเข้ามาถึงห้องพัก ก็พบกับพี่ใหญ่เช่นชยางกูรที่นั่งอยู่ข้างเตียง โดยที่บนเตียงนั้นเป็นคุณแม่ป้ายแดงและลูกสาวคนแรกของพวกเขา
ภายในห้องพักฟื้นไม่ได้มีเพียงคนมาใหม่เท่านั้น แต่ผอ. โรงพยาบาลซึ่งได้เป็นคุณตาของหลานคนที่สอง ต่อจากหลานคนแรกที่เกิดจากกินรีก็อยู่ที่นี่ รวมไปถึงคุณนายขวัญเรือนและลูกชายคนเล็กที่รีบมารับขวัญหลานสาว
เด็กแฝดและน้องสาวของพวกเขารีบนำของเล่นที่ตั้งใจซื้อมาฝากน้องไปให้ในทันทีที่มาถึง ผู้คนต่างพูดคุยและแสดงความยินดีกับการมีอยู่ของ ‘ยายหนูกี้’ ลูกสาวคนแรกของช่างก้านกับพ่อเฉื่อย
วรัสยาเป็นคนขี้เล่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเห็นคุณพ่อมือใหม่เหมือนจะมีน้ำตาคลอหน่วยจึงอดแหย่ไม่ได้ “พี่เฉื่อยเหมือนจะร้องเลย ไม่รู้ว่าดีใจที่ได้ลูกสาวหรือกำลังร้องเพราะกลัวรับมือกับยายก้านจูเนียร์ไม่ได้กันแน่”
แม้แต่นายแพทย์เรวัชกับคุณนายขวัญเรือนยังกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่ได้ เพราะพวกท่านเห็นพ้องต้องกันกับวรัสยาว่าหลานสาวคนนี้จะต้องมีเชื้อแม่แกแรงแน่ๆ คนอื่นๆ ก็พลอยหัวเราะไปด้วย
ตำรวจหนุ่มเสริม “ถ้าเฮียเป็นคนเลี้ยงก็คงเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักๆ คนหนึ่งแหละครับพี่กาด แต่ถ้าเจ๊เลี้ยง”
คุณแม่ป้ายแดงปั้นหน้างอใส่น้องชาย “หา! เจ๊เลี้ยงแล้วมันจะทำไมล่ะผู้หมวด”
เป็นคุณนายขวัญเรือนที่โพล่งขึ้น “ยังจะถาม เอาเป็นว่าให้เฉื่อยเป็นคนเลี้ยงลูกน่ะดีแล้ว จะได้เป็นผู้เป็นคน ถ้าลูกเลี้ยงเองม้ากลัวหลานม้าเป็นลิงเป็นค่างมาก”
“ป๊า ม้าว่าหนู”
บิดายิ้มกริ่ม กล่าวอย่างเป็นกลาง “ที่ม้าพูดมาก็มีเหตุผล”
ชยางกูรที่เห็นภรรยาเริ่มหน้างอก็ยกมือไปลูบศีรษะอย่างนึกเอ็นดู “ไม่เป็นไร ลูกเหมือนก้านก็ไม่เป็นไร”
เจ้าหล่อนถึงได้ยิ้มออก
“แต่อย่าเหมือนมากก็พอ”
เสียงหัวเราะเข้ามาครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่
บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นหัวใจ มองไปทางไหนก็เจอแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยิ่งในสายตาของผู้จัดการร่ำเมรัยด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่ ที่ได้มองดูพวกมาดเยอะที่ครั้งหนึ่งต่างก็ส่ายหน้าให้กับคำว่า ‘เมีย’ ทว่าบัดนี้ทุกคนดันมีสาวสวยอยู่ข้างกายพร้อมกับลูกน้อยที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตคู่
แม้แต่ไอ้เพื่อนตัวดีที่เอาแต่พล่ามว่ารติรสเป็นน้องสาวเพื่อน ตอนนี้ก็ติดอยู่ในโลกสีชมพูจนบางทีอดจะนึกหมั่นไส้ไม่ได้
เพราะคนเยอะเกิน ไหนยังมีแต่คนมีคู่ ดิฐากรที่รับขวัญหลานเสร็จเรียบร้อยจึงเลือกที่จะปลีกตัวออกมาด้านนอก
ขายาวก้าวไปนั่งพักยังบริเวณสวนหย่อมที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้ สายลมพัดปะทะผิวกายพอให้รู้สึกดี แต่ก็ไม่มีความสามารถมากพอที่จะพัดเพื่อพาปมที่หัวคิ้วให้คลายออก
ฝ่ามือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขายาวเพื่อหยิบสมาร์ตโฟนออกมา แล้วจึงแตะไปที่แอปพลิเคชันสีเขียวเพื่อทำการสอบถามอะไรบางอย่าง ด้วยปฏิกิริยาของเธอยามเจอหน้าเขานั้นมันผิดปกตินัก
คุณดิน: เป็นอะไรรึ ทำไมต้องมาโรงพยาบาล
รออยู่เกือบสิบนาทีกว่าข้อความของเขาจะถูกอ่าน
มิ้ม: เปล่าค่ะ สบายดี
คุณดิน: คนสบายดีที่ไหนจะมาโรงพยาบาล
มิ้ม: ปวดหัสค่ะ
ไม่ว่าจะตอนไหน มลุลีก็นิ้วเบียดไม่เปลี่ยน
คุณดิน: มากไหม
เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ คิ้วเข้มก็มุ่นหนักกว่าเก่า แค่พิมพ์ไม่กี่คำให้เขาคลายกังวลมันยากนักหรือ
คุณดิน: ไม่เห็นบอกเลยว่าไม่ค่อยสบาย ถ้าบอกจะได้พามา
คุณดิน: แล้วกลับยังไง ขี่รถไหวเหรอ ฉันเสร็จธุระแล้วล่ะถ้าเธอจะกลับพร้อมกันก็ได้
มิ้ม: ไม่เป็นไรค่ะ
คุณดิน: อย่ารั้น เกิดเป็นลมเป็นแล้งไปจะทำยังไง
มิ้ม: เปล่ารั้นค่ะ
เธอมันโคตรหัวรั้นเลยต่างหากยายมิ้ม!
คุณดิน: เพราะนิสัยแบบนี้ไง ฉันถึงไม่ชอบเธอ
มิ้ม: ไม่ต้องย้ำค่ะ รู้แล้วว่าไม่รัก
คุณดิน: รู้ก็ดี
มิ้ม: แต่มิ้มก็ไม่ได้รักผู้จัดการเหมือนกัน
ทีอย่างนี้แล้วพิมพ์ไม่ผิดสักคำ
ว่าแต่ว่าอวดดีเสียจริงนะ แล้วหมาตัวไหนมันเพิ่ง ‘บอกรัก’ เขากัน ใช่หมาที่ชื่อ มลุลี หรือเปล่า?
ปากดี
เห่าเก่ง
ใครจะชอบ...
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆
นิยายชุด ‘เธอ...’ ที่เกี่ยวข้องกัน
➊ เธอ...ที่ไม่น่าไปหลงรัก (จัด X ผักกาด)
↬Status :: จบแล้ว
➋ เธอ...ที่ไม่โปรดปราน (โปรด X อัสมา)
↬Status :: จบแล้ว
➌ เธอ...ที่ไม่เข้าตา (เฉื่อย X ก้าน)
↬Status :: จบแล้ว
➍ เธอ...ที่ไม่คิดจะรัก (อาร์ม X ตี้)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➎ เธอ...ที่ใจมิใฝ่หา (ดิน X มิ้ม)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
➏ เธอ...ที่ต้องสงสัยว่าจะไม่ถูกรัก (ใบ X เอื้อ)
↬Status :: จบแล้ว *มี EBOOK*
อายุสิบห้าของมลุลีนั้นใช่ว่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ เหมือนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับมีหนามของมันโผล่ขึ้นทุกครั้งที่ก้าวเดิน
โผล่มาตั้งแต่จำความได้ การรับมือกับ ‘สิ่งนั้น’ จึงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเจ็บส่วนเจ็บ แต่จะเจ็บคนเดียวอยู่ไย
“พรุ่งนี้มลุลีกับชลิตามาคัดตัวอีกรอบนะ เอาล่ะ กลับบ้านได้”
สืบเนื่องจากประโยคนั้นของครูนาฏศิลป์ประจำโรงเรียนที่สาวเจ้าศึกษาอยู่ ทำให้ในช่วงห้าโมงกว่า เด็กสาวที่ถูกเลือกให้เป็นสองคนสุดท้ายในการคัดตัวเพื่อร่ายรำในวันงานของทางโรงเรียนไม่ได้กลับบ้านเหมือนคนอื่นเขา แต่กลับมายืนอยู่หลังห้องเก็บของเก่าๆ พร้อมคลื่นอารมณ์ร้อนระอุที่ปะทุขึ้นในใจ
เด็กสาวห้าชีวิตต่างก็ฟาดฟันกันด้วยสายตาที่คมดั่งใบมืด
มลุลีอยู่คนเดียว ชลิตามีกันสี่คน
เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
“อีมิ้ม มึงถอนตัวไปซะ งานนี้ไม่เหมาะกับมึง”
เธอแค่นหัวเราะในลำคอ กดสายตามองคู่กรณีตั้งแต่หัว ไล่ไปยังส่วนที่ต่ำที่สุดแล้วจึงลากขึ้นมาอย่างเชื่องช้า “เพราะลูกหาบมึงมันตุ๊บกันหมด มึงเองก็กลัวว่าจะแพ้กูเหมือนกันสินะ ทำไม มึงโกรธจนตัวสั่นเลยเหรอ คนอย่างมึงมันก็มีปัญญาทำได้แค่นั้นแหละอีชา”
หนึ่งต่อสี่ก็ไม่อาจสั่นคลอนความแกร่งในจิตใจของเด็กสาวได้ เธอชินเสียแล้วกับเรื่องเช่นนี้
ชลิตาชี้หน้าเธอด้วยความโกรธจัด สายตาที่ใช้มองแข็งกร้าวเหมือนที่แล้วๆ มา “มึงจะถอนตัวดีๆ หรืออยากหน้าแหกก็เลือกมาเลย”
“พรุ่งนี้ก็รู้ผลอยู่แล้ว มึงจะกลัวทำไมถ้ามึงมีดี มั่นใจว่าเอาชนะกูได้” เธอบิดยิ้มอย่างสังเวช “หรือเพราะมึงไม่มีดีพอจะเอากูลงเลยพาพวกมาเห่าใส่กูแบบนี้”
“สำคัญตัวจังนะ กูแค่ไม่อยากลดตัวไปแข่งกับคนอย่างมึง”
“คนอย่างกูแล้วมันทำไม”
ชลิตาก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว สองมือยกขึ้นมากอดไว้ที่อก เหยียดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างที่เธอเคยทำกับอีกฝ่าย ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยยิ้มหยัน นัยน์ตาประกายเพียงความเกลียดชัง
เจ้าหล่อนย่ำยีศักดิ์ศรีของมลุลีด้วยการใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากมน “มันต่ำ ต่ำเหมือนแม่ของมึง”
เธอสะบัดมือของคนตรงหน้าออก จ้องมองอย่างอาฆาต
สาวน้อยหัวเดียวกระเทียมลีบตวาดลั่น “อีชา!”
“ทำไม โกรธเหรอ” ชลิตาถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “แค่พูดความจริงทำมาเป็นรับไม่ได้ ข้อร้องเหอะ มึงก็รู้อยู่เต็มอกว่าแม่มึงมันเป็นแค่กะหรี่ชั้นต่ำ”
“หุบปากของมึงไปเลยนะ”
เจ้าหล่อนยิ่งได้ใจเมื่อเห็นมลุลีเริ่มเป็นหมาบ้า “มึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อมึงคือใคร เพราะแม่มึงมันเป็นอีตัว ผ่านผู้ชายมาเป็นร้อยเป็นพัน เผลอๆ มึงมีพ่อเป็นพันคนด้วยซ้ำ”
การได้ด่าให้มลุลีจนมุม เป็นเรื่องที่เธอพึงพอใจที่สุดในชีวิต
แต่แล้วมลุลีก็ทำเรื่องเหนือความคาดหมาย...มันยิ้ม...ยิ้ม?
“ไม่รู้ว่าพันคนที่ว่าจะรวมพ่อมึงอยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่า”
คนฟังเบิกตาโต กำมือแน่น “อีมิ้ม!”
“มันก็ไม่แน่หรอกนะ พ่อมึงอาจจะเป็นลูกค้าแม่กูด้วยก็ได้ และบางทีกูก็อาจจะเป็นพี่น้องกับมึง ไหน เรียกกูว่าพี่มิ้มให้ชื่นใจ- อั๊ก!”
พูดยังไม่ทันจบประโยคดี ฝ่าเท้าที่มีรองเท้านักเรียนห่อหุ้มอยู่ก็ถูกยกขึ้น ชลิตาถีบเข้าที่หน้าท้องของเธออย่างเต็มแรง จนกระทั่งร่างแน่งน้อยล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าที่พื้น
เธอรู้...รู้ เปิดก่อนได้เปรียบ เธอพลาดที่เอาแต่พล่ามจนโดนมันถีบ เมื่อร่างบอบบางล้มลง คู่ปรับตลอดกาลก็รีบปรี่มาคร่อมตัว ทว่ามลุลีมิอาจยอมรับต่อความเสียเปรียบได้จึงยกเท้าขึ้นเพื่อถีบชลิตาจนอีกฝ่ายมีสภาพไม่ต่างกัน แต่สลัดเจ้าหล่อนได้ไม่ถึงนาที ลูกหาบทั้งสามอย่างนิรมน สุสิริ และพลานิชก็ตามมาสมทบ โดยที่คนหลังนั้นถือว่าแรงควายกว่าใคร ก่อนที่ชลิตาจะตั้งตัวได้แล้วกลับมาร่วมวง
ผลัดกันตบ ผลัดกันจิก ไม่มีใครยอมใคร ได้แผลอย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย
มลุลีฝ่าแรงคนทั้งสี่จนลุกขึ้นมาได้ หลังมีสภาพยับเยินเหมือนเพิ่งฟัดกับหมาข้างถนน เธอปรี่ไปหาตัวต้นเรื่องอย่างชลิตา ยื่นมือไปกระชากหัวอย่างไม่ออมแรง พอดีกับที่โดนใครสักคนดึงผมจนใบหน้าเชิดขึ้น
ความเจ็บแล่นเข้ากลางใจ แต่ความคับแค้นสั่งให้กัดฟันสู้
ชลิตาเองก็เจ็บที่โดนดึงผม เจ้าหล่อนอยากหลุดพ้นจากพันธนาการนี้จึงยื่นมือไปข้างหน้า หวังใช้เล็บจิกเนื้อหนังที่เป็นส่วนใบหน้าของมลุลี ซึ่งเธอก็ทำได้ แต่หลังจากเจ้าตัวรับรู้ว่าได้แผลจนเสียเลือด ก็ปล่อยมือออกจากผม แล้วเสยหมัดไปอย่างไม่สนใจจุดไหนเป็นพิเศษ แค่อยากให้มันเจ็บเหมือนที่ตัวเองเจ็บ
ได้ผล ชลิตายกมือมากุมดวงตาของตน “อีมิ้ม! มึงต่อยกู”
มลุลีไม่พูดพร่ำทำเพลง หันมาจิกหัว แลกหมัด ฟัดจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยกับคนทั้งสาม ได้กันไปหลายแผล ไม่มีใครไม่เจ็บตัว มีแค่ใครเจ็บมากเจ็บน้อยเท่านั้น
“เฮ้ย! ทำไรกัน!”
เสียงเข้มเจือด้วยคลื่นอารมณ์ตกใจระคนโมโหดังขึ้น นักการภารโรงวัยห้าสิบกว่าก้าวเดินมายังห้าสาวคอซอง ที่พอรับรู้ถึงการมาของเขาก็รีบผละออกจากกันอย่างร้อนรน
สภาพของแต่ละคนไม่เหลือดี ผมที่เมื่อเช้าถูกเปียไว้อย่างดีบัดนี้ไม่มีทรงเดิมหลงเหลืออยู่ มันฟูฟ่องจนยุ่งไปทั้งห้าหัว เสื้อผ้าทั้งยับทั้งเลอะไปด้วยคราบฝุ่น บางคนก็ได้เลือด บางคนเนื้อตัวช้ำเป็นจุดๆ
เป็นนักเรียนดีๆ ไม่ชอบ อยากเป็นนักมวยกันเสียอย่างนั้น
เขาอดจะถอนหายใจไม่ได้ “อีกแล้วรึ”
ชลิตาโพล่งขึ้น “มันมาทำหนูก่อน”
สาวน้อยผู้ตัวคนเดียวตวัดตามองผู้พูดที่ให้การเท็จ เธอโดนถีบจนจุกไปทั้งท้อง แม่นี่ยังกล้าจะรับบทเหยื่อ
“ที่นี่โรงเรียนนะ ไม่ใช่ค่ายมวยที่จะมาเตะต่อยตบตีอะไรกันแบบนี้ มันไม่งามนะไอ้หนู”
ทั้งห้าอ้อมแอ้มตอบ “...ค่ะ”
“ครั้งนี้ลุงคงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ไป ไปห้องพักครู”
สิ้นประโยค ทุกคนต่างก็ใส่เกียร์หมาออกตัววิ่งชนิดไม่เห็นฝุ่น
ลมหายใจถูกพ่นออกอีกครั้ง “เด็กหนอเด็ก กว่าจะโตจะได้กันคนละกี่แผลกันหนอ”
มลุลีเป็นลูกของโสเภณีคนหนึ่งที่พัทยา...ใครสักคนที่เธอเองก็ไม่รู้จัก ไม่เคยพบหน้า
ทั้งยังเป็นเด็กกำพร้าพ่อ เหตุเพราะอาชีพของแม่จึงไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าใครกันที่มันเป็นเจ้าของสเปิร์มนามว่า ‘มลุลี’
ใครๆ ก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น แต่แค่รู้แล้วอยู่เงียบๆ ไม่ได้หรือ เหตุใดจะต้องกู่ร้องป่าวประกาศเพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคนของแม่เธอด้วย ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่มีจิตใจสูงกว่าพวกคนที่อวดอ้างว่าเป็นคนชั้นสูงแต่ชอบดูถูกคนอื่นเสียอีก แม่ของเธอไม่ควรถูกดูหมิ่นจากลมปากของใครทั้งนั้น
“มิ้ม!” เสียงคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับมารดาที่รีบปรี่เข้ามาหาด้วยความร้อนใจ ไล้ฝ่ามือไปบนกรอบหน้าอย่างอ่อนโยน “ใครทำลูก ไอ้เด็กพวกนั้นอีกแล้วใช่ไหม”
เธอยอมพยักหน้าให้แต่โดยดี
แม้แต่ตาและยายยังเก็บความเป็นห่วงไว้ไม่มิด
“แม่จะไปเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด”
วาดดาวไม่แม้แต่จะถามถึงเหตุผลว่าเหตุใดลูกสาวถึงมีปัญหากับอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เธอก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างลูกรัก
ฝ่ามือบอบบางยื่นไปรั้งชายเสื้อของผู้เป็นแม่ไว้ ฉีกยิ้มยิงฟัน แม้เนื้อตัวจะสะบักสะบอมทว่าแววตากลับมีประกายบางอย่าง “ไม่เป็นไรหรอกแม่ ก็เจ็บเหมือนกันหมดทุกคน อีกอย่างเรื่องนี้หนูจัดการเองได้”
“ได้ไง ไม่ได้หรอกนะ มันกล้ามาแตะต้องให้ลูกแม่เจ็บแบบนี้ แม่ยอมรับไม่ได้”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้คัดค้าน ชายชราก็โพล่งขึ้น “ไป ตาก็ไม่ยอม”
“ใช่ ใครจะยอม มาทำหลานสาวยายแบบนี้”
อาจจะเพราะแบบนี้กระมัง มลุลีถึงมีเลือดนักสู้ไหลเวียนทั่วทั้งกาย ก็เติบโตมาจากครอบครัวนักสู้นี่นา
สุดท้ายเธอก็ได้รับคำขอโทษจากคนทั้งสี่ เมื่อแม่ ตาและยายตะเวนพาไปเยือนบ้านทุกหลัง มิหนำซ้ำยังไปพร้อมพายุโทสะที่พร้อมแผดเผาทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง มารดาของเธอไปชี้หน้าด่าอ้ายอีทุกตัวที่บังอาจมาทำร้ายแก้วตาดวงใจ แม้จะโดนผู้ปกครองด่ากลับบ้างใบบางราย แต่ก็ไม่ย่อท้อ
แม่สอนไว้เสมอว่าหากทะเลาะกับใคร ห้ามแพ้ แค่นั้นเองที่แม่หวังไว้
หลังมลุลีอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอนเสร็จเป็นที่เรียบร้อย วาดดาวก็เข้ามาในห้องนอนที่บรรจงจัดแต่งด้วยความใส่ใจ เป็นห้องนอนเดียวในบ้านที่ติดเครื่องปรับอากาศไว้ ผ้าปู ชุดเครื่องนอน กอปรไปด้วยความน่ารักสมวัยของเด็กสาว ที่คนเป็นแม่มอบให้ด้วยความรักเพื่อบอกว่าทุกคนในครอบครัวทะนุถนอมเด็กน้อยมากขนาดไหน
“แม่ทายาให้นะลูก”
มลุลียิ้มแป้น ยอมนั่งนิ่งๆ ให้มารดาทายาให้ในจุดที่ฟกช้ำ
สัมผัสของท่านแผ่วเบาราวขนนก “ดูซิ มันกล้าทำลูกแม่ได้ไง พูดแล้วยังไม่หายแค้น มิ้มเจ็บไหมลูก”
“แค่แม่ทำแผลให้มิ้ม มิ้มก็หายเจ็บแล้ว”
“ลูกแม่” ไม่ว่าเปล่า ยังจุมพิตลงบนกลุ่มผมนุ่มสลวยที่เธอคอยทะนุบำรุง หวีผมให้เด็กสาวทุกเช้า เปียผมให้ก่อนไปโรงเรียน ทำอาหารดีๆ ให้ทานครบทุกมื้อ เธอดูแลดีขนาดนั้นแต่มีใครที่ไหนไม่รู้มาทำร้ายลูกเธอ เจ็บนี้จะขอจำไปจนวันตาย “แค่เห็นมิ้มเจ็บ แม่ก็เจ็บกว่าเป็นพันๆ เท่า”
“มิ้มไม่เป็นอะไรแล้วจ้ะแม่”
ที่ผ่านมาวาดดาวรับรู้มาตลอดว่าลูกสาวถูกปฏิบัติอย่างไรจากคนรอบข้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีการลงไม้ลงมือหนักขนาดนี้ มีบ้างที่บางครั้งลูกสาวผมยุ่ง เสื้อยับในเวลากลับบ้าน เท่านั้นเธอก็รับแทบไม่ไหว แต่หนนี้หนักกว่าที่ผ่านมา แม้ว่าอีกสี่คนจะหนักไม่ต่างจากลูกเธอก็ตาม แต่พวกนั้นมีกันตั้งสี่ ลูกเธอถูกรุมชัดๆ
“พรุ่งนี้แม่จะเข้าไปหาผอ.”
เด็กสาวเบิกตาโต “ไม่ได้นะแม่ ถ้าเขารู้ว่ามีเรื่องในโรงเรียนต้องไม่ดีกับหนูแน่ๆ”
“แล้วจะให้แม่ทำยังไง ขนาดอยู่ในโรงเรียนยังไม่ปลอดภัยเลย”
“เอาเป็นว่าถ้ามีครั้งหน้าหนูจะไม่ยอมให้ตัวเองเจ็บตัว”
ฝ่ามือแสนอบอุ่นโคลงศีรษะทุยไปมา “เพราะพวกมันด่าแม่ใช่ไหม”
“เปล่านี่ แค่วันนี้มีคัดตัวนางรำแล้วแก๊งมันตุ๊บหมด จนครูให้หนูกับชาคัดกันใหม่พรุ่งนี้ แล้วมันอยากให้หนูถอนตัว หนูไม่ถอนให้หรอกนะ ก็เลยมีปัญหากัน”
คนอายุมากกว่ายกมุมปากจนเป็นเส้นโค้ง “แม่ดีใจที่มีหนูเป็นลูกนะมิ้ม”
“มิ้มก็ดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกแม่” มลุลีสวมกอดมารดาอย่างออดอ้อน “ไม่ว่าใครจะพูดยังไง แต่แม่คือคนที่ดีที่สุดในโลกของมิ้ม และมิ้มก็รักแม่ที่สุดเลย”
เธอลูบหัวบุตรสาวอย่างอ่อนโยน “แม่รู้ว่ามันยากกับมิ้ม แม่รู้ว่าอาชีพในอดีตของแม่มันทำให้หนูเจ็บปวด แต่ขอให้หนูรู้ไว้ว่ามันไม่มีอาชีพไหนต่ำ แม่ขายตัวมาก่อนก็จริงแต่ไม่ได้ขายศักดิ์ศรี หรือถ้าคนบอกว่าแม่ขายศักดิ์ศรี ให้ตายเถอะ พระเจ้าต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่ากะหรี่เป็นคนที่มีศักดิ์ศรีมากที่สุดในโลก ในเมื่อมีมากจนขายมันได้ทุกวี่วันก็ไม่หมดสักที”
มลุลีหลุดหัวเราะ วาดดาวยิ้มออกจากใจ
“ร่างกายคือต้นทุนที่แม่มี แม่แค่ใช้มันหาเงินและไม่ได้ไปคดไปโกงใคร ทำไมถึงมองว่าผิดนัก” เธอลูบแผ่นหลังของลูกสาวด้วยจังหวะอันอ้อยอิ่ง “แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เพราะแม่เองที่ทำให้ลูกต้องลำบาก”
มลุลีกระชับอ้อมกอด “ไม่ ไม่เลย มิ้มสบายมาก จะบอกอะไรให้นะแม่ มิ้มไม่ชอบไอ้สี่ตัวนั้นมานานละ คอยจิกคอยกัดกันตลอด ได้ตบกันบ้างก็ดี อีกอย่างมิ้มได้ต่อยมันด้วยนะ แม่เห็นไหมล่ะ ชาน่ะ ตามันช้ำเพราะหมัดของมิ้มเองแหละ”
คนฟังได้แต่ส่ายหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม “ยายลูกคนนี้”
“แต่แม่ อืม...คนที่เขาคลอดมิ้มมา ป่านนี้เขาได้พักหรือยัง”
วาดดาวเงียบไปอึดใจ เด็กสาวก็ผละออกเพื่อมองหน้าผู้เป็นแม่ ไม่ได้มีแววคาดคั้นหรืออะไร มลุลีก็แค่นึกเป็นห่วง ‘แม่แท้ๆ’ ก็เท่านั้น
“แม่ก็ไม่รู้ หลังจากแม่พาหนูมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยติดต่อคนที่นั่นอีกเลย”
“...”
“แต่จะเป็นยังไงก็ช่างเขาเถิด สำหรับหนูแค่แม่คนเดียวก็พอแล้ว อ้อ ตากับยายก็รักหนูมาก”
เด็กสาวฉีกยิ้ม “จ้ะแม่ แค่พวกเราสี่คนก็พอแล้วเนอะ”
หลังส่งเธอเข้านอนเรียบร้อยแล้ว แม่ก็เดินออกไปด้านนอก ทว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงนอนนุ่มๆ กลับหลับไม่ลง
แม่คนนี้ของเธอเคยอยู่ที่พัทยามาก่อน ส่วนเธอก็เป็นเด็กที่เกิดในซ่อง เป็นลูกของโสเภณีสักคนที่อยู่ในนั้น ที่เกิดจะถูกกำจัดทิ้งตั้งแต่อยู่ในท้องเพราะเป็นได้เพียงก้อนเลือดที่ทิ่มแทงใจในการหาเลี้ยงชีพ เธอไม่รู้ว่าเหตุใดแม่แท้ๆ ถึงยอมอุ้มท้องจนกระทั่งคลอดเธอออกมา แต่หลังคลอดแล้วท่านก็กลับไปทำงานแบบเดิม ต่างจากแม่คนนี้ที่เลือกจะรับอุปการะเธอเป็นลูก เลิกประกอบอาชีพโสเภณี และกลับมาอยู่ที่บ้านเพื่อเลี้ยงมลุลีจนโต โดยแม่ให้เหตุผลว่าจำต้องกลับมาดูแลตาและยายที่แก่ขึ้นทุกวัน
วาดดาวอยากมีลูก แต่หลังจากการทำงานเช่นนั้นเธอก็ไม่เชื่อในความรักฉันชายหญิงอีกต่อไป ผู้ชายที่มาใช้บริการที่ซ่อง เกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์คือคนมีครอบครัวแล้ว แอบเมียแอบลูกมาทำชั่วนอกบ้าน แต่เหล่าผู้หญิงให้บริการไม่มีปากมีเสียงพอจะคัดค้าน พวกเธอแค่ต้องทำงาน ต้อนรับลูกค้าที่มาเยือนโดยไม่จำเป็นต้องสนว่าเขาเป็นสามีหรือพ่อของใคร
เมื่อมีเด็กเกิดมาและไม่เป็นที่ต้องการของแม่แท้ๆ เธอจึงขอรับเลี้ยง และใครจะรู้ว่าโสเภณีอย่างเธอจะเลี้ยงลูกมาได้อย่างดี
มลุลีเติบโตมาเป็นเด็กดีท่ามกลางหนามแหลมคมมากมายจากคนอื่น แต่สำหรับคนในครอบครัว เด็กคนนี้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ