ร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของ แม็กซิมัส ซาเมนดอฟ ก้าวเข้ามาภายในไนต์คลับหรูใจกลางเมืองหลวง เพื่อมาตามนัดของเหล่าเพื่อนสนิทอีกสามคนที่นานๆ จะมีโอกาสได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาเสียที
พวกเขาทั้งสี่คนแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตนเองหลังจากเรียนจบจาก Princeton University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่ม IVY LEAGUE ของประเทศสหรัฐอเมริกา
“เฮ้...”
แม็กซิมัสยกมือขึ้นโบกทักทายกลุ่มเพื่อน เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสามคนในระยะไม่ไกลนัก สองเท้ารีบก้าวเดินเข้าไปหา
“โทษทีนะที่มาสาย พอดีเพิ่งไปส่งอันนาที่บ้านน่ะ”
แม็กซิมัสอธิบายเหตุผลที่ตนเองมาช้ากว่าเวลานัดกับเพื่อนของตนเองด้วยความไม่สบายใจนัก
“เฮ้ย ไม่ต้องขอโทษหรอก พวกฉันก็เพิ่งมาถึงไม่นานเหมือนกัน”
เคลวิน แม็คคลาเรน เจ้าของไร่ชาใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเมืองไทยเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะใช้สายตาคมเข้มสีน้ำตาลของตนเองมองเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยได้เจอกันนักอย่างสำรวจตรวจตรา ก่อนจะพบว่าหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งปริ้นซ์ตันหล่อเหลาขึ้นมาก และกาลเวลาไม่อาจจะทำร้ายได้เลย
ดวงตาของแม็กซิมัสที่อยู่ใต้คิ้วหนาดกเป็นสีเขียวจัด จมูกโด่งเป็นสันอย่างผู้ดี ริมฝีปากบางเฉียบหยักสวยน่ามอง แต่หากยามที่แม็กซิมัสไม่มีรอยยิ้ม ใบหน้าของเขาจะดูกระด้างไม่ต่างจากก้อนหินดีๆ นี่เอง ส่วนผิวกายและผิวหน้าออกสีแทนน้ำผึ้ง รูปร่างใหญ่โตล่ำสัน บ่ากว้างมาก เส้นผมถูกตัดแต่งตามสมัยนิยมด้วยความประณีต โดยรวมแล้วแม็กซิมัสไม่ต่างจากเทพบุตรเลยแม้แต่น้อย
“ขอบใจ”
แม็กซิมัสกล่าวขอบคุณเพื่อน ก่อนจะหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ และเอ่ยถามถึงเพื่อนอีกคนที่ยังไม่ปรากฏตัว
“แล้วนี่ไอ้อเล็กยังมาไม่ถึงหรือ”
อเล็กซิส โอคอนเนอร์ อีกหนึ่งหนุ่มในกลุ่มจตุรเทพแห่งปริ้นซ์ตัน เขาคือทายาทแสนล้านของโรงแรมระดับเจ็ดดาวที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก
อเล็กซิสมีดวงตาสีฟ้ากระจ่าง รอยยิ้มของเขากระชากใจสาวน้อยใหญ่จนทำให้มีผู้หญิงมากมายเข้ามาในชีวิต แต่ชายหนุ่มก็เหมือนของต้องห้ามจากอิสตรี เพราะเขาไม่เคยปรารถนาจะให้หญิงใดครอบครองหัวใจ
เขาสามารถแตะต้องและสนุกกับการไล่ล่าผู้หญิงได้ แต่ผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะมาแตะต้องหัวใจของเขา
“ยัง แต่มันส่งข้อความมาบอกแล้วว่าจะเข้ามาสายหน่อย เพราะต้องไปส่งคู่หมั้นที่บ้านน่ะ”
คราวนี้ ชาร์ลี เฮนเดอร์สัน เป็นผู้ตอบ ซึ่งชาร์ลีก็คือหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งปริ้นซ์ตันเช่นกัน แต่ชาร์ลีพิเศษกว่าเพื่อนคนอื่นหน่อยก็เพราะว่าเขามีสายเลือดของเจ้าชายอยู่ในกายด้วยครึ่งหนึ่ง
“คู่หมั้นคนไหนวะชาร์ลี?”
แม็กซิมัสถามชาร์ลี ขณะไล่สายตาสำรวจเพื่อนสนิทอย่างพิจารณา ซึ่งก็พบว่าชาร์ลียังคงหล่อเหลา และสง่าสมกับมีสายเลือดของราชินิกุลเหมือนเมื่อครั้งก่อนไม่ผิดเพี้ยน
ใบหน้าของชาร์ลีเป็นรูปสี่เหลี่ยม หน้าผากกว้าง ดวงตารียาวหวานฉ่ำ สีของนัยน์ตาคือสีทองอำพัน จมูกโด่งเป็นสันสวยงาม ริมฝีปากหยักสวยอิ่มราวกับอิสตรี ผิวกายเป็นสีขาวอมชมพู ในขณะที่เรือนร่างสูงใหญ่ กำยำ เพราะชาร์ลีเป็นผู้ชายที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ
“ก็แม่เจนจิราอะไรนั่นไง ที่ครอบครัวมันหมั้นหมายเอาไว้ตั้งแต่เด็กน่ะ” ชาร์ลีตอบอย่างรู้จริง เพราะอเล็กซิสเล่าให้ฟัง
“อ้าว ก็ไหนไอ้อเล็กมันบอกว่าไม่ชอบแม่นั่นไงล่ะ” แม็กซิมัสแย้งขึ้น
“มันก็คงขัดพ่อแม่มันไม่ได้นั่นแหละ” คราวนี้เป็นเคลวินที่ตอบขึ้นมาบ้าง ก่อนที่เขาจะพูดต่อ
“แล้วนายเป็นไงบ้างล่ะ ไอ้แม็ก”
แม็กซิมัสสบตากับเคลวิน เขายิ้มน้อยๆ ให้กับเพื่อน
“ฉันก็สบายดีนะ กับอันนาก็เข้ากันได้ดี แล้วตอนนี้ฉันก็กำลังคิดถึงเรื่องแต่งงานอยู่ แต่ยังไม่ได้บอกน้องอัน อยากทำเซอร์ไพรส์น่ะ”
เคลวินเบิกตากว้าง ก่อนจะถามซ้ำออกมา
“นายแน่ใจแล้วหรือว่าอันนาคือผู้หญิงที่ใช่สำหรับนาย ฉันว่านายควรจะดูใจเธอไปอีกสักพักนะ”
“นั่นสิ ข่าวเธอก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่”
ชาร์ลีสนับสนุนความคิดเห็นของเคลวิน แต่แม็กซิมัสไม่สนใจ เพราะอันนาเป็นผู้หญิงที่ดีในสายตาของเขาเสมอ
“ฉันไม่เคยเชื่อข่าวเหลวไหลพวกนั้นหรอก และที่สำคัญอันนาเป็นคนดี แถมยังมีชีวิตน่าสงสารมาก ฉันอยากจะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากนรกที่เรียกว่าครอบครัวเสียที”
“ความรักนะโว้ยไอ้แม็ก ไม่ใช่ความสงสาร”
เคลวินยังทักท้วงไม่เลิก แต่เขาพูดเพราะหวังดีซึ่งแม็กซิมัสก็เข้าใจ
“ฉันก็คิดว่าฉันรักอันนานะ”
ชาร์ลีส่ายหน้าไปมา ก่อนจะแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง
“ถ้าฉันเป็นนายนะ ฉันจะเลือกคบหากับญาติของอันนาแทน”
“ฉันก็เหมือนกัน เธอชื่ออะไรนะ...”
เคลวินพยายามนึก แต่นึกไม่ออก แม็กซิมัสจึงต้องเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมาแทน
“ปั้นหยา”
“เออ ใช่... ปั้นหยา คุณปั้นหยา”
แม็กซิมัสยิ้มหยัน เมื่อได้ยินชื่อของผู้หญิงที่เขาไม่ถูกชะตาด้วยเลยแม้แต่น้อย
“เห็นหน้าซื่อๆ แบบนั้น แอบกลั่นแกล้งอันนาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว พวกนายรู้ไหม”
เคลวินกับชาร์ลีหันมองหน้ากัน ก่อนจะส่ายหน้าดิกพร้อมๆ กันอย่างเหลือเชื่อ
“ไม่จริงมั้ง”
“นั่นสิ หน้าตาซื่อ ไร้เดียงสาอย่างคุณปั้นหยาจะไปกลั่นแกล้งใครได้ นี่ถ้าบอกว่าแฟนนายกลั่นแกล้งคุณปั้นหยา ฉันยังว่าน่าเชื่อกว่าเลย จริงไหมชาร์ล”
“ถูกต้อง”
แม็กซิมัสถอนใจแรงๆ และก็ไม่อยากจะเถียงกับเพื่อนๆ ด้วยเรื่องส่วนตัวของตนเองอีก
“แต่ฉันรักอันนา และพวกนายก็ต้องเคารพการตัดสินใจของฉัน จริงไหม”
“คร้าบบบ คุณแม็กซิมัส”
ทั้งชาร์ลีและเคลวินต่างพยักหน้าพร้อมกัน
แม็กซิมัสยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม เบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อรสชาติของแอลกอฮอล์บาดคอ
“แล้วนายเป็นไงบ้างล่ะเคน ไร่ชาไปได้สวยไหม”
เคลวินไหวไหล่กว้างบึกบึนของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกมา
“กำลังไปได้สวยเลยว่ะ นี่ฉันกำลังมองหาที่ดินเพิ่ม กะว่าจะซื้อเพื่อขยายไร่ชาให้มากขึ้น”
“ฉันดีใจด้วย แล้วคุณณิล่ะ สบายดีไหม”
แม็กซิมัสถามถึงณิชา ซึ่งเป็นคนรักของเคลวินมาตั้งแต่ตอนที่เรียนในมหาวิทยาลัยไอวี่ลีกด้วยกัน ทั้งคู่คบหากันมายาวนานมาก แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลั่นระฆังวิวาห์ในเร็วๆ นี้
“ณิสบายดี แต่วันนี้มาเจอพวกนายไม่ได้ เพราะต้องไปงานเลี้ยงกับพ่อของเธอน่ะ”
“แล้วเมื่อไหร่นายจะแต่งงานวะเคน”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก เพราะฉันยังสนุกกับการทำงานอยู่ ยังไม่อยากถูกขังอยู่ในอุ้งมือของผู้หญิงน่ะ”
“เดี๋ยวคุณณิก็หนีไปแต่งกับคนอื่นหรอก”
แม็กซิมัสเตือนเพื่อน แต่เคลวินไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก และเปลี่ยนไปคุยเรื่องชาร์ลีแทน
“เรื่องของฉันจบแล้ว ถามนายบ้างดีกว่าชาร์ลี นายเป็นยังไงบ้าง”
ชาร์ลีที่นั่งจิบเหล้าอยู่ระบายยิ้ม “ฉันสบายดี แต่ชีวิตก็วุ่นวายกับงานเหมือนพวกนายนั่นแหละ”
“แล้วเรื่องนายกับไลลาน้องสาวบุญธรรมล่ะ พ่อกับแม่นายรู้หรือยังว่าพวกนายรักกัน” แม็กซิมัสเอ่ยถามอย่างอยากรู้ความคืบหน้าของเพื่อนสนิท
ศีรษะทุยสวยของชาร์ลีส่ายเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าตอนนี้เคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันปิดไม่ให้พ่อกับแม่รู้ เพราะไม่อย่างนั้นไลลาอาจจะถูกส่งตัวไปอยู่ที่อื่น”
“นายนี่ก็แปลกนะชาร์ลี ผู้หญิงสวยๆ มีให้เลือกเป็นแสนเป็นล้านคนบนโลกนี้ แต่นายกลับเลือกที่จะรักน้องสาวบุญธรรมของตัวเองซะงั้น”
ชาร์ลีจ้องหน้าแม็กซิมัสเจ้าของคำถามแทงใจดำ
“ความรักมันห้ามไม่ได้หรอกว่าจะเกิดขึ้นกับใคร คนไหน”
“แล้วนายแน่ใจหรือว่านายรักไลลาจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะความผูกพันน่ะ” คราวนี้เป็นเคลวินบ้างที่เอ่ยถาม
ชาร์ลีนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มตอบ
“คงทั้งรักทั้งผูกพันนั่นแหละ”
แล้วชาร์ลีก็ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบอีกครั้ง พร้อมกับนั่งเงียบๆ ในขณะที่แม็กซิมัสกับเคลวินพูดคุยกันต่อเนื่อง
“เด็กที่นายอุปการะเอาไว้โตเป็นสาวหรือยังเคน” แม็กซิมัสเอ่ยถามเรื่องของเฌอปรางเมื่อนึกขึ้นได้
“โตแล้ว ปีนี้ก็น่าจะสิบแปดแล้วล่ะ นายถามถึงเฌอปรางทำไมหรือ” เคลวินย้อนถามกลับด้วยความแปลกใจ
“เปล่า ก็แค่อยากรู้เฉยๆ ทำไมนายจะต้องทำท่าหวงก้างแบบนี้ด้วยวะ”
“เปล่าสักหน่อย ฉันจะไปหวงก้างอะไรกันวะ ฉันไม่เคยมีความคิดอยากเป็นสมภารสักหน่อย”
“ให้มันแน่เถอะ”
“มันแน่อยู่แล้ว ฉันไม่ชอบเด็ก ยิ่งอายุห่างกันเกือบยี่สิบปีแบบนี้ ฉันยิ่งไม่เอาใหญ่เลย”
“ทำไมวะ มีเมียเด็กกระชุ่มกระชวยหัวใจดีออก”
แม็กซิมัสแซวเพื่อนขำๆ
“เพราะฉันเอาดุไง กลัวเด็กมันจะตายคาเตียง”
เสียงหัวเราะของหนุ่มหล่ออย่างแม็กซิมัสและชาร์ลีดังกังวานขึ้นหลังจากได้ยินคำตอบของเคลวิน
“เอ่อ... แล้วนี่ไอ้อเล็กมันจะมาไหมเนี่ย”
หลังจากนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระไปเกือบชั่วโมง เคลวินก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองเวลา
“นี่ๆ มันโทรเข้าเครื่องฉันพอดี” ชาร์ลีตอบเพื่อน ก่อนจะรีบกดรับสายของอเล็กซิส
“ว่าไงอเล็ก”
“ฉันคงไปไม่ทัน นี่แม่บังคับให้ฉันนั่งคุยกับคนบ้านนี้ต่อ ปวดหัวชะมัดว่ะ”
“เออๆ ไม่เป็นไร เอาไว้นัดเจอกันครั้งหน้าก็ได้” ชาร์ลีตอบเพื่อนไปตามสาย
“ขอให้สนุกนะอเล็ก”
“สนุกกะผีอะไรวะ รำคาญจริตผู้หญิงพวกนี้จะตาย แค่นี้ก่อนนะ แม่เรียกแล้ว”
อเล็กซิสตัสสายสนทนาไปแล้ว ชาร์ลีก็วางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะข้างแก้วเหล้า ก่อนจะรายงานเพื่อนอีกสองคนที่นั่งรอฟังอย่างใจจดจ่อ
“มันมาไม่ทันว่ะ”
เคลวินถอนใจออกมา “ว่าแล้วเชียว ไอ้อเล็กนี่มันเชื่อฟังแม่ยังกับอะไรดี”
“ไม่เป็นไรหรอก เอาไว้เจอกันพร้อมหน้าอีกทีตอนงานแต่งฉันก็ได้” แม็กซิมัสพูดอย่างอารมณ์ดี
“สรุปนี่นายจะแต่งเร็วๆ นี้จริงหรือไอ้แม็ก” เคลวินถามย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
“ไม่ใช่ภายในปีนี้ แต่ก็ไม่เกินปีหน้านี่แหละ พวกนายคอยฟังข่าวจากฉันก็แล้วกัน”
เคลวินกับชาร์ลีมองหน้ากัน และก็ได้แต่ถอนใจออกมายาวเหยียด
เรือนร่างแบบบางน่าทะนุถนอมของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของความสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบสองเซนติเมตรกำลังหิ้วตะกร้าใส่ดอกไม้นานาชนิดที่เพิ่งเก็บมาจากสวนสวยด้านหลังบ้านเรือนไทยหลังงามกำลังเดินเข้าบ้าน แต่แล้ว ปั้นหยา สิทธิวงศ์ ก็ต้องชะงักเท้ากึก เมื่อพบว่าอันนา หญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องยืนกอดอกขวางทางอยู่
อันนา สิทธิวงศ์ เป็นลูกสาวของคุณอาภาสกรซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องชายแท้ๆ ของบิดาของหล่อน ซึ่งหลังจากที่คุณอาเสียชีวิตไปพร้อมกับบิดาของหล่อนด้วยอุบัติเหตุเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทำให้ทั้งหล่อนและอันนาต้องเข้ามาอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของคุณย่า ซึ่งก็คือ คุณย่า วารี สิทธิวงศ์
และหลังจากที่บิดาของหล่อนเสียชีวิตไปได้ไม่นาน มารดาก็ตรอมใจตายตามไปอีกคน ทำให้ในชีวิตของหล่อนเหลือแค่เพียงคุณย่าวารีคนเดียวเท่านั้นที่ให้ความรักและความเมตตา ดังนั้นหล่อนจึงรักคุณย่าวารีมาก รักที่สุดในชีวิต
“อรุณสวัสดิ์จ้ะน้องอัน” หล่อนทักทายตามมารยาท
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี เมื่อวานแกไปอ่อยพี่แม็กของฉันถึงรถเลยใช่ไหม”
คำพูดของอันนาทำให้ปั้นหยาหน้าซีดเผือด และก็อดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้
หล่อนเดินเล่นอยู่ที่สวนหย่อมหน้าบ้าน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับจุดที่แม็กซิมัสจอดรถเอาไว้ และหลังจากที่เขากับอันนารับประทานอาหารค่ำด้วยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับมาที่รถ ซึ่งหล่อนอยู่ตรงนั้นพอดี จึงถูกเขาหาเรื่องเอา
‘เมื่อวานเธอยุยงให้คุณย่าดุด่าอันนาด้วยเรื่องไม่จริงใช่ไหม ปั้นหยา’
ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เขามักจะกล่าวหาหล่อนด้วยข้อหาที่ไม่เป็นความจริงเสมอ ซึ่งหล่อนก็เอือมระอาที่จะโต้เถียงออกไป เพราะรู้ดีว่าเขาไม่มีทางเชื่อคำพูดของผู้หญิงที่เขาตั้งแง่รังเกียจอย่างตนเองแน่นอน
‘แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ ขอตัวนะคะ อ๊ะ...’
หล่อนจำได้ว่าตัวเองจะเดินหนี แต่เขาคว้าแขนของหล่อนเอาไว้ พร้อมกับลากให้เข้ามาหยุดตรงหน้า
‘จำเอาไว้ อย่ารังแกอันนาอีก เพราะถ้าฉันทนไม่ได้เมื่อไหร่ เธอถูกสั่งสอนแน่’
หล่อนทำได้แค่เพียงเม้มปากอิ่มของตัวเองเป็นเส้นตรง และสะบัดแขนแรงๆ จนหลุดจากพันธนาการของเขา จากนั้นก็รีบเดินหนีจากมาทั้งน้ำตา
“เขาบอกน้องอันแบบนั้นเหรอจ๊ะ”
“พี่แม็กไม่ได้บอก แต่ฉันเห็นกับตา”
อันนาเค้นเสียงเกรี้ยวกราด ขณะเดินเข้ามาเอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากของปั้นหยาแรงๆ จนปั้นหยาหน้าหงายไปด้านหลัง
“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกคิดจะแย่งพี่แม็กไปจากฉันน่ะ”
“พี่ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะน้องอัน เชื่อพี่เถอะ” ปั้นหยาน้ำตาริน และพยายามอธิบาย
“สายตาที่แกใช้มองพี่แม็ก ใครๆ ก็อ่านออก แกแอบรักพี่แม็กแฟนของฉัน!”
ใช่... หล่อนแอบรักแม็กซิมัสตั้งแต่สมัยที่เขาเข้าไปเป็นวิทยากรรับเชิญในชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัย และก็แอบรักมาตลอด จนกระทั่งมารู้ว่าผู้ชายในฝันคือแฟนของญาติผู้น้อง แต่กระนั้นก็ไม่อาจจะตัดใจเลิกรักได้แล้ว หล่อนจึงทำได้แค่เก็บความรักเอาไว้ให้เป็นความลับเท่านั้น และก็ยินดีกับอันนาอย่างจริงใจ
“เปล่า... พี่ไม่ได้...”
“อย่ามาตอแหล ใครๆ ก็มองออก หึ... แต่ถึงแกจะอ่อยพี่แม็กยังไง พี่แม็กก็ไม่มีทางสนใจผู้หญิงจืดชืดอย่างแกหรอก ต่อให้แก้ผ้าให้ พี่แม็กก็ไม่ชายตามอง”
อันนาหัวเราะลั่น สะใจที่ถากถางปั้นหยาจนหญิงสาวน้ำตาไหลรินได้
“พี่... ขอตัวนะ...”
“อย่าเพิ่งไป”
อันนาคว้าแขนเรียวของปั้นหยาเอาไว้ และกระชากให้หยุดเดินอย่างเอาแต่ใจ
“ปล่อยแขนพี่เถอะน้องอัน พี่เจ็บ...”
อันนาอมยิ้มสะใจ แต่ก็ยอมปล่อยแต่โดยดี
“ฉันกับพี่แม็กจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้ ดังนั้นแก เลิกหวังที่จะแย่งพี่แม็กไปจากฉันได้แล้ว เพราะโอกาสที่แกจะทำได้มันคือศูนย์”
“พี่ไม่เคยคิดจะแย่งแฟนของใคร น้องอันสบายใจเถอะ”
ปั้นหยายกหลังมือขึ้นป้ายน้ำตาทิ้ง และฝืนยิ้มเศร้าหมองออกมา
“พี่ขอตัวนะ”
อันนายิ้มเย้ยหยัน มองร่างอรชรของปั้นหยาที่เดินจากไปด้วยสายตาเกลียดชัง
ใช่... หล่อนเกลียดขี้หน้าปั้นหยามาก
ปั้นหยาเปรียบเสมือนมารในชีวิตของหล่อนไม่มีผิด หลังจากพ่อกับแม่ตายไป หล่อนก็ถูกเลี้ยงดูโดยคุณย่าวารีพร้อมกับปั้นหยา แต่ตลอดเวลาหล่อนรับรู้ได้ว่าคุณย่าวารีรักปั้นหยามากกว่า หล่อนมักจะถูกเปรียบเทียบกับปั้นหยาเสมอในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรียน เรื่องมารยาท และเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว หล่อนพ่ายแพ้ปั้นหยาทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องผู้ชาย
รอยยิ้มพึงพอใจระบายเกลื่อนใบหน้านวลของอันนา หล่อนภูมิใจที่ตัวเองสามารถฉกชิงผู้ชายทุกคนที่แสดงท่าทางสนใจปั้นหยามาเป็นของตนเองได้ทั้งหมด
นั่นคงเป็นเพราะหล่อนมีจริตจะก้านมากกว่า แต่งหน้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงกว่า และหล่อนก็มีเสน่ห์มากกว่าผู้หญิงจืดชืดอย่างปั้นหยานั่นเอง
อันนายกมือขึ้นเสยเส้นผมสีดำขลับที่ตกลงมาปรกหน้าผากของตนเองไปไว้หลังใบหู ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปของตัวเองส่งไปให้แม็กซิมัส
‘คิดถึงมากค่ะ’
ติ๊งงง...
เสียงข้อความตอบกลับมาทันควัน
‘คิดถึงเช่นกันครับ’
อันนามองข้อความที่แม็กซิมัสส่งมาให้ด้วยหัวใจที่อิ่มเอม หล่อนโชคดีมากที่สุดท้ายแล้วก็สามารถครอบครองหัวใจของผู้ชายที่ทั้งหล่อทั้งรวยอย่างแม็กซิมัสเอาไว้ในกำมือได้
คุณย่าวารีมองเรือนร่างอรชรของหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างปั้นหยาที่เดินหิ้วตะกร้าใส่ดอกไม้เข้ามาหาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
ปั้นหยาเป็นเด็กดีของย่าอย่างหล่อนเสมอมา กิริยามารยาทเรียบร้อยงดงาม หัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย และไม่เคยประพฤติไม่ดีให้หล่อนต้องปวดหัวปวดใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณย่า”
“อรุณสวัสดิ์จ้ะหลานรัก”
คุณย่าวารีระบายยิ้มอ่อนโยน ขณะปรายตามองไปในตะกร้าสานในมือขาวสะอาดของหลานสาวอย่างอยากรู้อยากเห็น
“วันนี้ได้ดอกไม้อะไรมาร้อยพวงมาลัยบ้างจ๊ะ”
ปั้นหยาหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้ๆ กับที่คุณย่าวารีนั่งอยู่ พร้อมกับวางตะกร้าลง
“วันนี้หยาได้ดอกมะลิมาเยอะเลยค่ะคุณย่า แล้วก็มีดอกกุหลาบสีชมพูด้วยค่ะ เพิ่งบานด้วยนะคะ”
ปั้นหยายิ้มหวาน ในขณะหยิบดอกไม้ในตะกร้าขึ้นให้คุณย่าวารีดู
“สวยๆ ทั้งนั้นเลยนะหยา”
“ใช่ค่ะ เดี๋ยวหยาจะร้อยพวงมาลัยให้คุณย่าเอาไว้บูชาพระหลายๆ พวงเลยนะคะ”
“เอาสิ เดี๋ยวย่าช่วยร้อยด้วย”
“ค่ะ คุณย่า”
คุณย่าวารีกวาดตามองดวงหน้าของหลานสาวสุดที่รักด้วยความชื่นชมยิ่งนัก
ปั้นหยาเป็นผู้หญิงผิวขาวสะอาด แก้มนวลเปล่งปลั่งมีสีเลือดฝาดตลอดเวลา ดวงตาหวานฉ่ำเพราะขนตายาวงอนมาก คิ้วโก่งตามธรรมชาติโดยไม่ต้องกันตกแต่งแบบสาวๆ คนอื่น ริมฝีปากเป็นรูปกระจับอวบอิ่ม สีแดงระเรื่อคล้ายกับผลของเชอร์รี่สุก เส้นผมสีดำขลับยาวตรงสยายถึงบั้นเอว ผิวกายก็ขาวนวลเนียนราวกับหยาดของน้ำนมโค
อันนาหลานสาวอีกคนของหล่อนมักจะค่อนแคะว่าปั้นหยาเป็นผู้หญิงจืดชืด หน้าซีดราวกับศพเดินได้ แถมยังแต่งตัวเชยไม่ทันสมัย แต่ในสายตาของหล่อนกลับรู้สึกว่าปั้นหยาสวยงาม และน่าทะนุถนอมมากกว่าผู้หญิงที่มีจริตจะก้านเยอะอย่างอันนาเสียอีก
ปั้นหยาให้ความรู้สึกเหมือนแสงแดดยามเช้าทั้งอบอุ่น ทั้งบริสุทธิ์สะอาด ในขณะที่อันนาไม่ต่างจากแสงแดดร้อนแรงยามเที่ยงวันที่สัมผัสนานเข้าก็มีแต่จะมอดไหม้
“แล้ววันนี้หยามีสอนน้องสายไหมทำขนมหรือเปล่าจ๊ะ”
“วันนี้น้องสายไหมติดเรียนศิลปะน่ะค่ะคุณย่า คุณพฤกษ์ก็เลยยกยอดไปสัปดาห์หน้าเลยค่ะ”
คุณย่าวารีอมยิ้มและพยักหน้าน้อยๆ แต่ก็ยังอดที่จะถามหยั่งเชิงต่อไม่ได้
“คุณพฤกษ์เป็นคนดีนะ หยาว่าไหม”
ปั้นหยาช้อนตาขึ้นมองคุณย่าวารี ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“ค่ะ หยาก็คิดว่าคุณพฤกษ์เป็นคนดี และก็เป็นพ่อที่ดีของน้องสายไหมค่ะ”
“แล้วหยาไม่หวั่นไหวบ้างเหรอ”
“เอ่อ... หยา...”
คำพูดอึกอักของปั้นหยาทำให้คุณย่าวารีหัวเราะออกมา และก็ตัดบทเพราะไม่อยากทำให้หลานสาวสุดที่รักลำบากใจ
“ย่าถามไปงั้นแหละ ไม่ได้คิดอะไรหรอก”
“ค่ะ คุณย่า”
หญิงสาวก้มหน้าลงหยิบดอกมะลิมาร้อยพวงมาลัยเงียบๆ แต่ในหัวก็อดคิดถึงผู้ชายอีกคนไม่ได้
แม็กซิมัส...
เมื่อไหร่หล่อนจะหยุดรักผู้ชายคนนี้ได้เสียที
“แกแน่ใจเหรอว่าจะทำอย่างนี้จริงๆ นังอัน”
อันนาที่นั่งซดเหล้าอยู่หันไปมองเพื่อนที่ตั้งคำถาม และตอบออกไปเสียงดังฟังชัด
“ฉันแน่ใจสิ”
ดวงตาของอันนาเปล่งประกายแห่งความหวัง
“เพราะถ้าฉันไม่ทำ พี่แม็กก็ไม่ขอฉันแต่งงานสักทีน่ะสิ”
“แต่มันประหลาดมากนะยะ วางยาปลุกเซ็กซ์แฟนตัวเองเนี่ย ฉันถามจริงๆ เถอะ แกกับพี่แม็กของแกยังไม่เคยเอากันเลยเหรอ”
“เคยสิ ฉันไม่พลาดเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแกก็รู้นี่นังนก”
“อ้าว ถ้าเคยๆ ขี่กันมาแล้ว จะต้องมาวางยาปลุกเซ็กซ์อีกทำไมล่ะยะ เปลืองยาเปล่าๆ”
“ก็เดี๋ยวนี้พี่แม็กไม่ค่อยมีเวลาให้ฉันเท่าไหร่ พอไม่ค่อยได้เจอกัน ฉันก็ระแวงน่ะสิ กลัวพี่แม็กจะไปมีคนอื่น” อันนาพูดเสียงไม่สบายใจ
“แล้วถ้าแกวางยาปลุกเซ็กซ์พี่แม็ก แกจะได้อะไรตอบแทนกลับมาวะ นอกจากความฟินอ่ะ”
อันนายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะตอบเพื่อนซี้ออกมา
“ฉันก็จะตั้งท้องไงล่ะ ถ้าฉันตั้งท้อง พี่แม็กก็จะต้องรีบแต่งงานกับฉัน”
“อ้าว แล้วเอากันปกติแกท้องไม่ได้หรือไง ทำไมต้องวางยาด้วย”
“ก็ทุกครั้งที่เอากัน พี่แม็กใส่ถุงทุกรอบน่ะสิ แล้วครั้งไหนถุงรั่วหรือแตก พี่แม็กก็กำชับให้ฉันกินยาคุม แล้วแบบนี้มันจะท้องไปได้ยังไงล่ะยะ” อันนาพูดอย่างหัวเสีย
“ดังนั้นแกก็เลยจะวางยาให้พี่แม็กเอาแกหนักๆ ซึ่งพี่แม็กก็อาจจะลืมสวมถุงยางเพราะอยากเอาแกจัดใช่ไหม”
“ถูกต้อง” อันนาตอบรับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“แกนี่มันเจ้าเล่ห์ร้ายฉิบหายเลยว่ะนังอัน”
“ขอบใจที่ชมนะนังนก แต่ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ ฉันก็ไม่ได้แต่งกับพี่แม็กสักทีน่ะสิ”
“เออๆ เข้าใจแล้วเพื่อน”
“ถ้าฉันทำสำเร็จเมื่อไหร่ ฉันจะซื้อตั๋วเครื่องบินให้แกกับแฟนแกไปเที่ยวต่างประเทศเลย” อันนายกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม
“นี่แกไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม นังอัน”
“ระดับว่าที่เจ้าสาวของคุณแม็กซิมัส ซาเมนดอฟ คุณหมอหนุ่มไฟแรงเจ้าของโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ ไม่มีทางหลอกอยู่แล้วยะ แค่เศษเงินเอง”
อันนาหัวเราะร่วนด้วยความพึงพอใจกับวาสนาของตนเองที่กำลังจะได้เป็นเจ้าสาวของมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวย
“ว่าแต่แกจะเริ่มเมื่อไหร่นังอัน”
“พรุ่งนี้คุณย่าไปปฏิบัติธรรมต่างจังหวัด ทางสะดวกเลยล่ะนังนก”
“แล้วมีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า”
“มีแน่นอน”
ใบหน้านวลของอันนาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“คุณย่าไม่ให้หยาไปด้วยจริงๆ เหรอคะ”
ปั้นหยาจับมือของคุณย่าวารีเอาไว้ พร้อมกับพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“ย่ามีแม่แววไปด้วย หยาไม่ต้องเป็นห่วงย่าหรอก เดี๋ยวมะรืนนี้ย่าก็กลับแล้ว ไม่ได้ไปนานเลย”
“แต่หยาก็ยังอดเป็นห่วงคุณย่าไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละค่ะ”
คุณย่าวารียกมือขึ้นลูบศีรษะของปั้นหยาอย่างแสนรัก ซึ่งอันนาที่กลับมาพอดีเห็นเข้าก็เบะปากอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาสมทบ
“ย่าสัญญาว่าจะไม่ลืมกินยาเด็ดขาด สบายใจได้แล้วนะหยาหลานรัก”
“คุณย่าสัญญาแล้วนะคะ”
คุณย่าวารีผงกศีรษะตอบรับ ขณะจ้องมองหลานสาวด้วยความเมตตา
“แหม คุณย่าทำเหมือนมีหลานสาวคนเดียวเลยนะคะ”
เสียงเหน็บแนมของอันนาดังขึ้น และก็ทำให้ทั้งคุณย่าวารีและปั้นหยาต้องหันไปมอง
อันนาเดินหน้าบูดบึ้งเข้ามาหยุดตรงหน้า สายตาที่มองปั้นหยานั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“ประจบเก่งเหลือเกินนะพี่หยา”
“พี่ไม่ได้...”
ปั้นหยากำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่คุณย่าวารีจัดการแทนเสียก่อน
“ทำไมพูดจาแบบนี้ล่ะแม่อัน”
อันนาตวัดตามองหน้าคุณย่าวารีอย่างน้อยอกน้อยใจ
“หรือว่าอันพูดผิดไปล่ะคะ ถ้าพี่หยาไม่ประจบประแจงเก่ง คุณย่าก็คงไม่รักหลานลำเอียงแบบนี้หรอกค่ะ”
“แม่อันนา!”
“ทำไมคะ อันพูดแทงใจดำคุณย่าใช่ไหมล่ะคะ”
อันนาลอยหน้าลอยตาอย่างอวดดี
“น้องอัน อย่าพูดจาแบบนี้กับคุณย่าสิจ๊ะ”
“แกอย่ามายุ่ง อีคนสอพลอ!”
อันนาตวาดใส่หน้าของปั้นหยาด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะตวัดสายตามองหน้าคุณย่าวารี
“คุณย่าจำเอาไว้เลยนะคะ อันแต่งงานกับพี่แม็กเมื่อไหร่ อันจะไปจากที่นี่ และจะไม่มาเหยียบที่นี่ให้เป็นเสนียดอีกเลยค่ะ”
คุณย่าวารีจ้องหน้าหลานสาวที่ตนเองเลี้ยงดูมากับมือด้วยความผิดหวัง
หล่อนก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมอันนากับปั้นหยาถึงได้มีนิสัยแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวแบบนี้ ทั้งๆ ที่หล่อนก็พร่ำสอนและอบรมมาแบบเดียวกัน
“ตามใจแก แม่อันนา”
ยิ่งคุณย่าวารีแสดงท่าทางหมางเมินไม่ใส่ใจมากเท่าไหร่ อันนาก็ยิ่งเกรี้ยวกราดและต้องการเอาชนะ
“แล้วคุณย่าจะต้องเสียใจ เพราะรักหลานผิดคน!”
“ย่าว่าคนที่จะต้องเสียใจคือแกมากกว่ายายอัน”
“อันจะไม่มีวันเสียใจค่ะ”
คุณย่าวารีจ้องหน้าอันนา “คนที่หัวใจมีแต่ความอิจฉาริษยา ไม่มีวันสงบสุขหรอก ไฟร้ายในใจจะแผดเผาจนไหม้เกรียม”
“นี่คุณย่าแช่งอันเหรอคะ!”
“ย่าไม่ได้แช่ง ย่าแค่พูดให้แกมองเห็นสัจธรรมของโลกใบนี้ต่างหาก”
อันนาจ้องหน้าคุณย่าวารีด้วยสายตาจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าไปในบ้านทันควัน
ปั้นหยาน้ำตาคลอเบ้า มองตามร่างของญาติผู้น้องไปจนลับสายตา
“คุณย่าขา... น้องอันคงกำลังหงุดหงิด คุณย่าอย่าถือสาอะไรน้องอันเลยนะคะ”
คุณย่าวารีมองปั้นหยาอย่างเอ็นดู
“หยาเป็นคนจิตใจดีมาก ซึ่งมันทำให้ย่าอดที่จะห่วงหยาไม่ได้”
ปั้นหยาระบายยิ้มกว้างให้กับผู้มีพระคุณ แม้ว่าดวงตาจะยังฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตาก็ตาม
“หยาเชื่อในความดีค่ะคุณย่า คนเราทำดีก็ต้องได้ดี แม้ว่าผลของมันจะมาช้าก็ตาม”
คุณย่าวารียกมือขึ้นลูบศีรษะของปั้นหยาอีกครั้ง ก่อนจะให้พรกับหล่อน
“ย่าขอให้เด็กดีๆ อย่างหยาพบเจอแต่ความสุขนะลูก ใครคิดร้ายก็ขอให้แพ้ภัยไป”
ปั้นหยาพนมมือไหว้คุณย่าวารีด้วยกิริยานอบน้อม “ขอบคุณคุณย่ามากค่ะ หยาจะจำคำสอนของคุณย่าเอาไว้ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดค่ะ”
“ย่ารักหยามากนะลูก”
“หยาก็รักคุณย่าค่ะ”
ปั้นหยาโผเข้ากอดร่างของคุณย่าวารีเอาไว้ ก่อนจะส่งท่านขึ้นรถหรูที่จอดรออยู่
“คุณย่าดูแลตัวเองด้วยนะคะ”
หล่อนยังอดห่วงคุณย่าวารีไม่ได้ จึงต้องหันไปกำชับกับคนสนิทของคุณย่าอีกครั้ง
“ป้าแววจ๊ะ อย่าลืมให้คุณย่าทานยาตามที่หยาจัดไปให้ด้วยนะจ๊ะ”
“คุณหยาวางใจได้เลยค่ะ ป้าไม่ลืมแน่นอน”
ปั้นหยายิ้มโล่งใจออกมา มองรถหรูที่แล่นจากไปจนลับสายตา จึงหมุนตัวกลับเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งก็เจอกันอันนาที่กำลังนั่งทาเล็บอยู่ในห้องโถงพอดี
“แกมาช่วยทาเล็บให้ฉันหน่อยสิ”
“พี่ไม่ว่างน่ะน้องอัน ต้องไปคุมแม่บ้านทำความสะอาดห้องคุณย่าน่ะ”
อันนาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ และเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าของปั้นหยาอย่างเอาเรื่อง
“แค่ช่วยทาเล็บให้ฉันนี่ มันหนักหนาหรือไง ทำไมจะต้องปฏิเสธด้วย หึ!”
“พี่ก็เห็นน้องอันทาเองได้นี่จ๊ะ”
“ที่เห็นฉันทาได้นี่ มันเล็บมือย่ะ แต่เล็บเท้าฉันทาไม่ถึง”
ปั้นหยาเอียงหน้าหลบนิ้วเรียวของอันที่พยายามจะจิ้มหน้าผากมนของตนเองได้หวุดหวิด พร้อมกับขยับถอยหลังออกห่างตามสัญชาตญาณ
“งั้นน้องอันก็ไปที่ร้านก็ได้นี่จ๊ะ เห็นปกติน้องอันก็ไปทำเล็บที่ร้านออกจะบ่อย”
“ก็วันนี้ขี้เกียจมีอะไรไหม แล้วแกก็ต้องมาทาเล็บตีนให้ฉันด้วย ไม่อย่างนั้นเห็นดีกันแน่”
อันนาเน้นคำว่า ‘ตีน’ ชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะอมยิ้มสะใจเมื่อเห็นปั้นหยาทำหน้าคล้ายกับจะร้องไห้
“หึ อย่ามาบีบน้ำตา มานี่ มาทาเล็บตีนให้ฉัน”
อันนาเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม และยกขาขึ้นพาดกับโต๊ะกระจกตรงหน้า
“มาสิ ยืนเซ่ออยู่ได้”
แต่เมื่อเห็นปั้นหยายืนนิ่งอยู่ หล่อนก็ต้องตวาดเรียกอีกครั้งอย่างหงุดหงิด
“เอ่อ... จ้ะ”